แชร์

EP.2003   ควบคุมตัวเราด้วยการรู้จักอารมณ์ รู้จักเวทนา ไม่สุขแล้วไม่ทุกข์ จะทำให้เกิดปราณที่เป็นกลาง (พฤ. 16 ก.ค. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 19 ก.ค. 2026
16 ผู้เข้าชม
EP.2003   ควบคุมตัวเราด้วยการรู้จักอารมณ์ รู้จักเวทนา ไม่สุขแล้วไม่ทุกข์ จะทำให้เกิดปราณที่เป็นกลาง ผลพวงปราณเป็นผลพวงของฮอร์โมน และเป็นผลพวงของเคมีด้วย  ปราณสดใสจะเป็นราศี  ถ้าปราณหมองคล้ำจะเป็นราคี จะกลายเป็นทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัว  ถ้าสามัญวิสัย ศักยภาพก็จะมีความมั่นคง หรือร่างกายจะแข็งแรง ถ้าทางเหนือสามัญวิสัย ศักดิ์สิทธิ์ก็จะเริ่มศักดิ์สิทธิ์ขึ้น
สวัสดีทุกท่าน เราพบกันทางเงา  วันนี้เป็นเงาของวันพฤหัสบดีที่ 16 เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2569 และคริสต์ศักราช 2026 ขึ้น 2 ค่ำเดือน 8 สองแปด แปดหลัง ปีมะเมีย  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา”  แต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรขึ้นมาบ้าง ก็หมายความว่า วันนี้เราจะมาพิจารณาหลักอนิจจัง หลักอนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง อนิจจังไม่เที่ยง แม้นแต่คนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงจากสูงสุดมาสู่ต่ำสุดได้ จากต่ำสุดขึ้นไปสูงสุดก็ได้ มันยังไงกัน 
การพูดถึงโอปปาติกะที่ยกขึ้น และต่ำลงตามฐานะของจิตของแต่ละคน ก็เลยทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า คนก็ดี วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ดี  มีโอกาสสูงสุด และมีโอกาสต่ำสุด  คนก็มีฐานะยกขึ้นมาสูงสุด แล้วก็ตกต่ำลงไปถึงต่ำสุด ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับอะไร เอาคนก่อน มนุษย์ก่อน มนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพ และศักดิ์สิทธิ์ 
ศักยภาพคือ ความเก่งกล้าสามารถ และคุณงามความดี ยกขึ้นมา ยกขึ้นมา แล้วก็ยกขึ้นมาให้สูงสุดเท่าไหร่ก็ได้ ก็เปลี่ยนฐานะคนๆ นั้น หรือมนุษย์คนนั้นไป ตอนนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยกตัวอย่างง่ายๆ โอปปาติกะ ซึ่งมีฐานะคอยเลื่อนขึ้น และเลื่อนลงตามวาระจิตของคน เช่น อย่างโอปปาติกะ ยกตัวอย่าง โอปปาติกะประจำจิตของนาย ก. นาย ก. ถ้าอยู่ระดับมาตรฐานก็อยู่ระดับภูมิที่ 5 เกิดนาย ก. มีจิตเลวทรามต่ำช้า ตกต่ำลงว่าอย่างนั้นเถอะ จะด้วยเหตุแห่งความโลภ  แห่งความโกรธ  แห่งความหลง  ปัญหาของกิเลส ตัณหา อุปาทาน หรือถึงขั้นปปัญจสัญญา คือ ปรุงแต่ง  นาย ก. ปรุงแต่งจิตของตัวเอง จนเกิดเป็นตัณหาอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด มานะอยากใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็ทิฏฐิแปลว่า ใจแคบ 
พอนาย ก. ติดด้วยโลภ โกรธ หลง  กิเลส ตัณหา อุปาทาน  ตัณหา มานะ ทิฏฐิ  นาย ก. ก็ตกต่ำลงไป ตกต่ำลงไป ตกต่ำลงไป โอปปาติกะประจำชีวิต และวิญญาณ ของนาย ก. ก็ตกต่ำลงไปตามด้วย ต่ำลงไป ต่ำลงไป อาจจะลงไปถึงนรกก้นบึ้งก็ได้ ภูมิที่ 1 นรก ตกนรกไปเลย ซึ่งมี 8 ขุม  นรกมี 8 ขุม  ถ้าเกิดนาย ก. สมมติอยู่ภูมิที่ 5 เกิดมีจิตสำนึก มีสติ มีปัญญา รู้สำนึกว่า เราจะต้องไม่โลภจนเกินไป  ไม่โกรธจนเกินไป  ไม่หลงจนเกินไป  ไม่เห็นแก่กิเลส ตัณหา อุปาทานจนเกินไป  ไม่ปรุงแต่งปปัญจสัญญา ตัณหา มานะ ทิฏฐิ นาย ก. ก็ยกฐานะจิตของตัวเองสูงขึ้นจากภูมิที่ 5 ขึ้นไป ขึ้นไป ขึ้นไป 
ถ้าขึ้นไประดับเทวดาทั่วไป ก็ชั้นที่ 11 ก็อยู่ในเทวภูมิธรรมดาก็ยังดี อยู่ในระดับเทวภูมิธรรมดา ถ้าเกิดนาย ก. มีจิตสำนึกสูงกว่านั้น มีจิตเมตตา มีความเมตตาสูง ก็ขึ้นไปสู่ระดับมหาพรหม อาจจะสูงขึ้นไปถึงขั้น ก็ไปตีซะว่า สมมติเอา ชั้น 27 อย่างนี้ สูงมากแล้ว นาย ก. จะขึ้นไปถึงอรูปพระพรหมก็อาจจะได้ 28 29 30 31 ฐานะทางวิญญาณก็เช่นนี้ ฐานะทางสังขารก็เหมือนกัน  นาย ก. มีฐานะสังขารเดิมทีก็อาจจะเป็นคนฐานะต่ำต้อย ด้อยค่า ธรรมดา อยู่ระดับทั่วไป เป็นบุคคลที่ยากจนข้นแค้น หรือลำบากลำบน แต่พอนาย ก. มีความขยันขันแข็ง มีความอุตสาหะ วิริยะ อดทน อดออม อดกลั้น นาย ก. ก็ยกฐานะของตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ 
เพราะฉะนั้น ทุกอย่างนี่ขึ้นอยู่กับอะไร ขึ้นอยู่กับการกระทำ แต่แน่นอนหลายคนอยากจะทำ  แต่มันทำไม่ไหว ก็อย่าทำให้มันต่ำลงไปก็ยังดี บางคนไม่อย่างนั้น อยู่ในฐานะที่ต่ำทรามอยู่แล้ว สมมติขออภัย ก็ยังทำตัวเองให้ต่ำทรามลงไปอีก เห็นแก่ความโลภ เห็นแก่ความโกรธ เห็นแก่ความหลง เอาโลภ โกรธ หลง มาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ใช้กิเลส ใช้ตัณหา ใช้อุปาทานในความเป็นอยู่ แล้วก็ปรุงแต่งตัณหาอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด มานะอยากใหญ่ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ดูไปแล้วมันไปไม่ไหว มันอย่างมากก็ได้แค่กลางๆ แต่ก็ทะเยอทะยานใฝ่สูงจนเกินศักดิ์ บ้างก็ใฝ่ต่ำจนเสียสี แทนที่จะใฝ่พอดีๆ ตามศักดิ์และศรี เกินไปซะอีก ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ก็เกิดขึ้น 
พอมาเจอทิฏฐิตัวที่ 9 ก็กลายเป็นว่า ใจแคบ ใจแคบ นิดก็ไม่ได้ หน่อยก็ไม่ได้ เกินนิดก็ไม่ได้  เกินหน่อยก็ไม่ยอม แรงซึ่งกินไม่หมดนะ ก็ไม่ยอมเสียสละให้ใคร  แรงนี่มันกินไม่หมด พอใช้แรงไปพอพักผ่อนซะ  เดี๋ยวแรงมันก็กลับมาเหมือนเดิม หรือจะมีมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป อันนี้มนุษย์เราก็เป็นอย่างนี้ล่ะ  ส่วนมากก็เกิดความปรุงแต่ง  พอปรุงแต่งมากๆ เข้าก็มานั่งอุปาทาน อยากสำเร็จ  อยากพลิกผัน ก็มาหวัง มาหวังเรื่องลมๆ แล้งๆ  เช่น  บรรดาคนที่หลงสายมู ที่เขาเรียกกันว่า มูเตลู  
มูเตลูก็คือ หวังพลิกล็อกจากปาฏิหาริย์ ซึ่งปาฏิหาริย์นี่ มนุษย์ทุกคนนี่ทำได้นะ ตัวเองนี่สามารถทำได้ แต่ไม่ศึกษา ส่วนมากไม่ศึกษา ก็ได้แต่ตั้งความหวังแบบลมๆ แล้งๆ คอยว่า นี่จินตนาการไปว่า เผื่อเทพเจ้าจะสงสารในคำอ้อนวอนของเรานี่ งวดนี้อาจจะบันดาลให้เราพบรางวัลที่ 1 สักชุดใหญ่ๆ ชุดหนึ่ง คราวนี้ล่ะก็ จะมีความสุขสุดขีดไปถึงกี่ปี กี่เดือน กี่วัน ก็ยังไม่รู้ ความหวังอย่างนี้ มันเป็นความหวังที่เลื่อนลอย เลื่อนลอยแล้วก็เคว้งคว้างวังเวง ยาก บอกตรงๆ ว่า ยากมากๆ มากๆ 
แต่ถ้าความหวังในการที่เราจะพยายามยกฐานะจิตใจของเราให้สูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น เขาเรียกว่า ยกฐานะของศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ยกฐานะทางร่างกายของเราให้เก่งกล้าสามารถมากขึ้น มาก ขึ้น เขาเรียกว่า ยกฐานะทางศักยภาพ เราจึงมั่นใจว่า ทุกคนถ้าเข้าใจประโยคนี้ที่เรากำหนดขึ้นมาว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์” ศักยภาพก็แปลว่า ความเก่งกล้าสามารถ และคุณความดี  
ถ้าคนสร้างศักยภาพของตัวเองให้ได้สัดส่วนกับชีวิตของตัวเองที่เกิดมา เดี๋ยวไม่ช้าไม่นานความศักดิ์สิทธิ์ก็จะมารองรับ มารองรับศักยภาพจากฐานธรรมดา ฐานก็คือ ที่นั่ง หรือตั่งธรรมดาอย่างนี้ ให้เปลี่ยนฐานะไปเลย กลายเป็นบัลลังก์ของคนเก่ง  บัลลังก์ของคนดี  บัลลังก์ของคนที่ประสบความสำเร็จ  
เราจึงมั่นใจบอกกับทุกๆ คนว่า ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ขอให้คุณสร้างศักยภาพให้ชัดเจนขึ้นมาจริงๆ แล้วเป็นของคุณจริงๆ มันเป็นจริง ไม่ใช่คุณคิดไปเองว่า คุณเก่งขนาดนั้น เก่งขนาดนี้ เก่งขนาดโน้น แต่ที่แท้จริงๆ แล้วคุณไม่เก่งเลย  ขอให้เก่งจริงๆ  ไม่มีใครมาแย่งชิงฐานของความศักดิ์สิทธิ์ของคุณไปได้ นอกจากไม่มีใครเขาจะมาแย่งชิงความมีศักยภาพคือ  ฐานของความเก่งกล้าสามารถ แล้วคุณความดีของคุณไปได้แล้ว คุณยังได้ยกฐานะจากศักยภาพขึ้นไปเป็นบัลลังก์ นั่งอยู่บนบัลลังก์ของคนเก่ง คนเฮง  ศักดิ์สิทธิ์ก็คือ คนเฮง  
ขอให้จำประโยคนี้ของเราไว้ว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์  ความศักดิ์สิทธิ์จะเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ” อันนี้ถ้าหากว่าถามว่า แล้วฉันจะทำยังไง  สำคัญมากเลย  เริ่มต้นที่คุณจะเริ่มฝึกตรงไหนล่ะ ฝึกจากอารมณ์ เราก็มีบัญญัติไตรยางค์อีก 2 บรรทัด มอบให้แก่สมาชิก ก็คือ คุณเริ่มควบคุมอารมณ์คุณสิ จับอารมณ์คุณให้ดีว่า คุณเป็นคนอารมณ์บ้าๆ บอๆ หรือเปล่า หรือคุณเป็นคนอารมณ์คงเส้นคงวา  คุณเป็นคนอารมณ์วู่วาม ยกขึ้นยกลง กระเด้งขึ้นกระเด้งลงหรือเปล่า พออารมณ์คุณอยู่ในฐานะที่คงเส้นคงวา นิ่ง นิ่งได้จริง อารมณ์ก็จะมาควบคุมฮอร์โมน  มาควบคุมเคมี อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี  
พออารมณ์ ฮอร์โมน เคมี ของคุณเป็นปกติ หัดเรียนกรรมฐาน หัดเรียนสมาธิในเบื้องต้น เริ่มต้นจากตรงไหน เริ่มต้นจากการพิจารณาเวทนา  เวทนาแปลว่า การฝึกอารมณ์ เวทนาการฝึกอารมณ์ เวทนาก็มีหลักใหญ่ๆ อยู่ 3 หลักว่า เราจะเริ่มฝึกเวทนาให้อยู่ในระดับสุขเวทนาก่อน  เวทนาอย่างนี้เป็นเวทนาแห่งความสุขนะ เวทนาอย่างนี้เป็นเวทนาแห่งความทุกข์ เราเอาเวทนาตามธรรมชาติก่อน แล้วทำยังไงเวทนาที่เป็นประโยชน์ เวทนาที่เป็นประโยชน์คือ เวทนาที่เป็นกลางคืออะไร อทุกขมสุขเวทนา เวทนาสุขเป็นอย่างนี้นะ  เวทนาทุกข์เป็นอย่างนี้นะ ดีไหม ก็ไม่เชิงว่า ดี  โดยเฉพาะสุขเวทนาใครๆ ก็ชอบ แต่ความจริงไม่ดี  สู้อะไร อทุกขมสุขเวทนาไม่ได้ คือ เวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ 
ทำยังไงวันๆ หนึ่งๆ เราจะมีอารมณ์ คือ เวทนาที่เป็นกลาง จะว่าสุขก็ไม่ใช่ สุขแล้วเดี๋ยวเวลานิดนึงก็ทุกข์แล้ว จะว่าทุกข์ก็ไม่เชิง ไม่สุข ไม่ทุกข์  มันได้ด้วยเหรอ นั่นน่ะเป็นเวทนาที่ดีที่สุด พอเวทนาของเราเป็นกลาง อารมณ์ของเรา ฮอร์โมนของเรา เคมีในร่างกายเราก็จะเป็นปกติ ต่อมาต่อไป ต่อไปต่อมา ปราณซึ่งจะเริ่มแยกแล้วนะตอนนี้ ปราณจะเริ่มแยกทางนอกกับทางในละ มุมหนึ่งเป็นทางนอก มุมหนึ่งเป็นทางใน ตัวปราณนี่ ที่คนจีนเขาเรียกว่า ชี่ ภาษากลางเขาเรียก ชี่ ภาษาแต้จิ๋ว เขาเรียก ขี่  ตัวนี้เริ่มแยกทางนอกกับทางในละ ที่มาเรื่องอารมณ์  ฮอร์โมน เคมี  เวทนา ปราณนี่ ปราณนี่เริ่มแยกแล้ว 
พอปราณดีก็เป็นราศี พอปราณเสียก็กลายเป็นราคีนะ นี่ตรงนี้ก็เรียนรู้ไว้สักนิดหนึ่งว่า เราจะควบคุมตัวเราด้วยการรู้จักอารมณ์ รู้จักเวทนา เพื่อให้ฮอร์โมนแล้วก็เคมีในร่างกายเราเป็นปกติ  สุขภาพร่างกายก็จะดีด้วย แล้วเราเริ่มต้นจากตรงไหน  พื้นฐานของกรรมฐานก็คือ รู้จักเวทนา  เวทนา มี 3 อย่าง สุขเวทนา ทุกขเวทนา  แต่ดีที่สุดคือ อทุกขมสุขขเวทนา ไม่สุขแล้วไม่ทุกข์ ก็จะทำให้เกิดปราณที่เป็นกลาง 
ปราณนี่ก็เป็นผลพวงของฮอร์โมน และเป็นผลพวงของเคมีด้วย  ตัวปราณตัวนี้ ถ้าปราณบริสุทธิ์ ปราณสดใส ก็จะเป็นราศี  ถ้าปราณหมองคล้ำ ปราณเสีย ปราณไม่ดี ก็จะเป็นราคี อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า ออร่า  ราศีคือ ออร่า  ตานี้ก็จะไปสู่ทิศทาง ถ้าเป็นในทิศทางสามัญวิสัย ศักยภาพของเราก็จะมีความมั่นคง หรือร่างกายของเราก็จะแข็งแรง ถ้าไปในทางเหนือสามัญวิสัย ศักดิ์สิทธิ์ของเราก็จะเริ่มศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เพราะราศีนี่แบ่งเป็น 2  ถ้าราศีที่ออกมาแจ่มใส แจ่มชัด ก็จะกลายเป็นศักดิ์สิทธิ์  ถ้าราศีออกมาหมองมัวก็จะกลายเป็นราคี ก็จะกลายเป็นทำลายความศักดิ์สิทธิ์  ทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวเรา 
เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ฉีกแนวออกมาอีกระดับหนึ่ง  หลายคนบอก เอ๊ะ เริ่มงง ไม่ต้องงง เราเอาของเก่ามาเล่าใหม่ แต่เพิ่มเติมเข้าไปเล็กน้อย ก็หวังว่าผู้ไม่เข้าใจ ยังไม่เข้าใจนะ ก็จะมาจับเข่าคุยกันในรายการถามแอนด์ทอล์ค ซึ่งถามอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์แล้วว่า เรากำหนดไว้วันในงวดหน้า ในวันที่ 8 สิงหาคม ก็เป็นซึ่งเป็นวันเสาร์ เราก็จะมาพบกัน แล้วก็มาวิเคราะห์คำเหล่านี้ ความหมายเหล่านี้ เดี๋ยวแป๊บเดียวผู้ฟังก็จะถึงบางอ้อเอง อ๋อแค่นี้เอง มันไม่ได้ยากอะไร ไม่ได้ลำบากอะไรเลย ก็หวังว่า ทุกท่านคงจะเร่งสร้างศักยภาพให้กับตัวเองอย่างสบาย สบาย  สร้างศักดิ์สิทธิ์ให้กับตัวเองแบบโดยง่ายดาย และท่านก็จะกลายเป็นคนเก่ง และเฮง ภายในเร็ววันนี้ ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง 
เดี๋ยวมาดูผลงานของคุณปุนนภา รักษาวงษ์ 2002 Episode ที่ 2002  คนที่ไม่รู้ไม่ชี้ว่า ตัวเองนั้นแบกไว้ทั้งศักยภาพ แบกไว้ทั้งความศักดิ์สิทธิ์ ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาความรู้ทางนอกอย่างเดียว หรืออย่างตรงไปตรงมา ชีวิตก็เปรียบเหมือนคำพูดของไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์เอกของโลกที่กล่าวไว้ว่า ผู้ที่มีดวงวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ จะต้องได้รับสิ่งต่อต้านอย่างรุนแรง  2002 นะ  คุณปุนนภา รักษาวงษ์ คนที่ไม่รู้ไม่ชี้ว่า ตัวเองนั้นแบกไว้ทั้งศักยภาพ และแบกไว้ทั้งความศักดิ์สิทธิ์ เป็นเดอะแบก เอาภาษาวัยรุ่นเขามาใช้หน่อย เดอะแบก ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาความรู้ทางนอกอย่างเดียวแบบตรงไปตรงมา ชีวิตก็เปรียบเหมือนคำพูดของไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์เองของโลกที่กล่าวไว้ว่า ผู้ที่มีดวงวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ จะต้องได้รับสิ่งต่อต้านอย่างรุนแรง ก็ขอขอบคุณคุณปุนนภา รักษาวงศ์ หรือ คุณอู๊ด เราก็มาหยุดลงตรงนี้ ก็ขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง เดี๋ยวฟังเพลงแล้วก็มาสวดมนต์สวดพรกัน
เอาล่ะเพลงที่จบลงไป ชื่อเพลง คู่ 4 ประเภท  คำร้อง  วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 1 ครูธวัช คณิตกุล  ทำนองเสียงร้อง AI   จัดทำโดย คุณภัทรนันท์ พิมานพงศ์ภัทร หรือคุณแจน 
คู่ 4 ประเภทเนื้อมีว่าอย่างนี้ คู่ 4 ประเภท  1. เนื้อคู่ คู่แท้แท้  2. หนังคู่ คู่แท้เทียม  3. กระดูกคู่ คู่เทียมเทียม บางคนก็บอกว่า คู่เทียมเทียมนี่ก็น่าจะหมดแล้วนะ ยังมีอีกประเภทหนึ่ง คู่กะโหลกไขว้ คู่ควายเทียมเกวียน ลากกันถูลู่ถูกกังไป แล้วก็ไปทิ้งขว้างกันกลางห้วยกลางทาง ก็เยอะ มีเยอะในสังคม โอกาสที่คนจะเจอเนื้อคู่ คู่แท้แท้ อยู่กันจนถึงถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร แบบที่โบราณเขาอวยพรกัน ก็เดี๋ยวนี้ดูจะน้อยลง น้อยลง แล้วก็น้อยลง ส่วนมากจะเป็นคู่ประเภทที่ 4 กะโหลกไขว้ คู่ควายเทียมเกวียน หรือคู่ประเภทที่ 3 กระดูกคู่ คู่เทียมเทียม ก็ยังดี  คู่ประเภทที่ 2 คู่แท้ครึ่งหนึ่ง เที่ยมครึ่งหนึ่ง คู่ประเภทที่ 3 นี่เทียมเทียมทั้งหมดเลย  ประเภท 2 ก็แท้ครึ่งเทียมครึ่งหนึ่ง  
หาประเภทคู่แรกนี่ ประเภทเนื้อคู่ คู่แท้แท้ นี่หายากขึ้นทุกวันแล้ว ก็เพราะความประพฤติของแต่ละคนผิดกับคนโบราณมากมาย แล้วก็เลยทำให้ความเป็นคู่ผิดพลาดไป คือ คนประพฤติตัวนี่ก็มีส่วนที่ทำให้โชคชะตาเปลี่ยนไป เช่นบอกว่า ศักยภาพไม่ดี ไม่สนใจฝึกตัวเอง ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ดี ศักดิ์สิทธิ์ก็พลอยเบี้ยวไปด้วย บิดไปด้วย พลาดไปด้วย  อันนี้มันก็เป็นธรรมชาติ ทั้งสามัญไม่ดี เหนือสามัญก็ไม่ดีตาม เหนือสามัญไม่ดี สามัญก็ไม่ดีตาม มันเป็นสิ่งที่สามารถที่จะเกื้อกูลกัน แล้วก็กลั่นแกล้งกันได้ 
พฤ. 16 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.1914    ถอดสมการ สูตรเก่งกับเฮง เริ่มต้นที่ ประสาทสื่อสมองสั่ง “สมองไว กายคล่อง ต้องจิตนิ่ง” (จ. 6 เม.ย. 2569)
สร้างความสมดุลระหว่างศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้กดทับกัน โดยการบริหารศักยภาพให้สูงเสมอเท่ากับศักดิ์สิทธิ์ และต้องบริกรรมศักดิ์สิทธิ์ให้สูงเสมอเท่ากับศักยภาพ อย่างหนึ่งต้องบริหาร พัฒนาการ อย่างหนึ่งต้องภาวนาทางจิต ทางสมาธิและศรัทธาความเชื่อ
11 เม.ย. 2026
EP.1931  ที่สุดของความล้มเหลวก็คือ ตัวที่ 9 คือ ทิฏฐิแปลว่า ใจแคบ (ส. 25 เม.ย. 2569)
ตัวที่ 9 มาจากไหน ก็มาจากพื้นฐานโลภ โกรธ หลง  พอต่อมาก็คือ กิเลส เกิดกิเลสขึ้น ตัณหาเกิดขึ้น อุปาทานยึดมั่นถือมั่น จิตก็ไปปรุงแต่งตัณหา เขาเรียกว่า ปปัญจสัญญา ตัวที่ 2 มันก็ตามมาเลย มานะ มาเสร็จ มาตาย มาจอด มาหยุดที่ตรงใจแคบ นี่แหละ คือ จุดตายของการทำงานทั้งทางนอก และทางใน
2 พ.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy