EP.1943 ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา อำนาจลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง ขึ้นอยู่กับวิบากกรรม และบุญของแต่ละคนที่สะสมสร้างมา
อัพเดทล่าสุด: 17 พ.ค. 2026
10 ผู้เข้าชม
EP.1943 ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา อำนาจลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง ขึ้นอยู่กับวิบากกรรม และบุญของแต่ละคนที่สะสมสร้างมา
สวัสดีทุกท่าน พบกันทางเงา วันนี้เป็นเงาของวันศุกร์ที่ 8 เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2569 และคริสตศักราช 2026 เป็นวันแรม 7 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” วัน เดือน ปี มีประโยชน์ เวลามีความสำคัญ พุทธเจ้าบอกว่า อย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ให้ได้ประโยชน์อะไรบ้าง
ทีนี้วันนี้เราจะมาเอาประโยชน์จากการเรียนรู้ ย้อนหลัง เดินหน้า และหรือจะเอาประโยชน์เฉพาะที่ ประโยชน์ที่เรานำมาพูดอยู่ทุกวัน ทุกวี่ ทุกวัน คนส่วนใหญ่ก็อาจจะบอกว่า ไม่เห็นจะเป็นประโยชน์อะไรกับเขาเลย อีกจำนวนหนึ่งเขาบอกว่า เป็นประโยชน์ แต่ไม่เห็นตรงกับที่เขาพูดกันทั่วๆ ไปเลย ก็คือ เรื่องของความศักดิ์สิทธิ์
เรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ที่เรามาขยาย ขยายขายความออกไปเป็นในเชิงทั้งศรัทธา คือ ความเชื่อ แล้วก็ทั้งปัญญา คือ ความรู้ อาจจะกว้างไปสักนิด แล้วก็อาจจะลึกไปสักหน่อย หลายคนก็อาจจะบอกว่า มันกว้างมากไป มันลึกเกินไป เเต่เราก็บอกว่า ที่พูดมาลึกๆ ทั้งหมดยังลึกไม่พอ ที่พูดมากว้างจนกระทั่งหลายคนบอกกว้างเกินไป เราก็ยังบอกว่า มันยังกว้างไม่พอ เพราะว่าเรื่องของศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา อำนาจลึกลับซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง มันไม่มีขอบเขต
ทำไมจึงไม่มีขอบเขต เพราะขอบเขตของสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับวิบากกรรม คือ ผลกรรมที่เราได้กระทำไว้ คนจำนวนมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน ที่ต้องเผชิญกับเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพรางทั้งหลาย แล้วก็ยังต้องขึ้นอยู่กับวิบากรรม คือ ผลกรรมที่ได้ทำไว้แต่ละคน แต่ละคน แต่ละคน ซึ่งมันมีมากมายหลากหลาย ไม่ใช่ว่า คนทุกคนเกิดมาแล้วจะทำกรรมวิบากกรรมเท่าๆ เท่าๆ กันหมด มันไม่เป็นอย่างนั้น บางคนก็สร้างวิบากกรรมมากมายมหาศาลในทางที่ดี ดีซะจนกระทั่งไม่รู้จะดียังไง บางคนก็สร้างวิบากกรรมมากมายสุดจะบรรยายในทางที่ไม่ดี
วิบากกรรมที่ทำไป ทั้งดีก็มาส่งผลให้ความศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิบากกรรมที่สร้างไปไม่ดี ก็มาส่งผลให้ศักดิ์สิทธิ์ในตัวคนแต่ละคนก็มีขนาดไม่เท่ากัน พูดกันง่ายๆ ก็คือ เรื่องศักดิ์สิทธิ์ มันขึ้นอยู่กับบุญของแต่ละคนที่สั่งสมสร้างมา และในทางกลับกัน เรื่องศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดจากบาป บาปของแต่ละคนที่สั่งสมเสริมสร้างมา ผลที่สุดเราก็เลยหามาตรฐานที่แน่นอน แบบมาตรฐาน หรือเป็นสูตรตายตัวไม่ได้ แต่ละคน แต่ละคน แต่ละคนก็มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง ของตัวเอง ตามขนาดของวิบากกรรม ซึ่งบางทีเจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ตัวเองทำไมมีความศักดิ์สิทธิ์มากมายขนาดนี้ ทำไมจึงมีอิทธิฤทธิ์ มีปาฏิหาริย์ มีเทพมาสัมผัสมากมาย ยิ่งใหญ่ และก็เหลือเชื่อ มีเรื่องลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่บางคนเขาบอกว่า ไม่เห็นมีอะไรเลยเฉยๆ คนอื่นเขามีปรากฏการณ์กันอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ฉันไม่เห็นมี แต่ความจริง คือ มี แต่มีแบบกลมกลืนไปกับการกระทำของตัวเอง เขาเรียกว่า ศักยภาพ
ทีนี้คนที่สร้างสะสมความเก่ง กล้า สามารถ บางคนมีศักยภาพซ่อนอยู่ในตัวเองยิ่งใหญ่และมากมายมหาศาล แต่เกิดพฤติกรรม คือ การกระทำในชาตินี้ เป็นคนไม่ขวนขวาย เป็นคนไม่เอาใจใส่
สมมติอย่างนี้ง่ายๆ นาย ก. มีวิบากกรรมที่ดีมามากมาย มีศักยภาพที่จะต้องพัฒนาตัวเอง พัฒนาตัวเอง พัฒนาตัวเอง ให้สูงขึ้นมาในระดับ เรียกว่า สูงสุด แต่นาย ก. ไม่ทำ นายก. ก็ไปเรื่อยๆ ทำอะไรก็ไปเรื่อยๆ ทำอะไรก็ไปแบบกลางๆ ไม่เร่งรัดพัฒนาศักยภาพให้เก่งขึ้นมา ความศักดิ์สิทธิ์ของนาย ก. ก็เป็นไปอย่างนั้นแหละ เพราะไปเรื่อยๆ ความศักดิ์สิทธิ์ของนาย ก. ก็ไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง นาย ก. เกิดมีเหตุจูงใจ มีเหตุบันดาลให้เกิดความขยัน ขยันขันแข็งเกิดขึ้น เกิดสมมติว่า นาย ก. ไปจับอาชีพอะไรสักอย่างหนึ่งตอนกลางคน แล้วเกิดถูกอัธยาศัย ก็เร่งรีบฝึกหัดตัวเอง เร่งหาความรู้ ขวนขวาย หาวิธีการ ที่จะทำให้งานของตัวเองได้ผล นาย ก.ก็เก่งขึ้น เก่งขึ้น เรียกว่า นาย ก. มีศักยภาพสูงขึ้น ขณะนั้นนาย ก. ก็มีความศักดิ์สิทธิ์ สูงขึ้นตามมาด้วย ซึ่งตอนแรกๆ นาย ก. ก็ไม่ได้คิดหรอกว่า ตัวเองจะมีศักยภาพสูงขนาดนั้น แต่อยู่ๆ ก็เกิดมีแรงจูงใจ เกิดพอใจในอาชีพหน้าที่การงานในวัยประมาณอายุ 40 สมมติ ก็เร่งใหญ่ เร่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ก็เร่งตาม เพราะศักยภาพสูงขึ้น ศักดิ์สิทธิ์ก็เร่งตาม
สิ่งเหล่านี้มันจึงหา หาอะไร หาสูตรตายตัวไม่ได้ ถ้าถามว่าความศักดิ์สิทธิ์มันขนาดไหน มันขนาดของศักยภาพ แล้วศักยภาพขนาดไหน ขนาดความพยายาม ความเพียรพยายามของแต่ละคน แต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนจนกระทั่งอายุสี่ห้าสิบแล้ว ยังไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร ยังไม่รู้ เกิดไปจับอาชีพ ไปจับงาน ไปจับอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วเกิดถูกใจ ถนัด พูดเป็นอย่างแบบนี้ว่า ถนัด ก็ทำใหญ่เลย พอทำใหญ่ศักยภาพก็สูงปรี๊ดขึ้นไป ศักดิ์สิทธิ์ก็สูงตาม ตามคำที่เราบอกว่า “ศักยภาพ เป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ”
อันนี้เป็นสิ่งที่อาจจะเข้าใจยากไปหน่อยหรือเปล่า เรายืนยันว่าเป็นอย่างนี้ แต่สำหรับการที่ครูบาอาจารย์ที่เขามีความรู้เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนใหญ่แล้วเขาเอามาจากการสั่งสอน สืบต่อ ทอดกันมาเป็นทอดๆ ทอดๆ ครูบาอาจารย์ของนาย ก. สอนว่า ศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันเรียนมา ฉันรู้มา ต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ นาย ก. ก็เชื่ออาจารย์ อาจารย์ก็มีอาจารย์ของตัวเองสอนมาว่า ศักดิ์สิทธิ์ต้องอย่างนี้ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับ เป็นอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ มันก็เกิดความคล้ายๆ กับว่า เป็นรูปแบบโดยปริยาย พอเอาเข้าจริงๆ ไม่ใช่ เราขอยืนยันว่า ไม่ใช่ตายตัว ไม่ได้ตายตัว ไม่มีที่สิ้นสุด
ศักดิ์สิทธิ์ไม่มีที่สิ้นสุด ศักยภาพก็ไม่มีที่สิ้นสุด คนสามารถฝึกได้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ ยิ่งฝึก ศักยภาพคือ ความเก่ง กล้า สามารถ ก็ยิ่งสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น มันจึงเกิดการต้องมาหยุดลงตรงที่เฉพาะคน เฉพาะคน เฉพาะคน
ถ้ามาถามคนพูด สมมตินาย ก. มาถามคนพูด บอกว่าผมอยากรู้ว่า ศักดิ์สิทธิ์ของผมระดับไหน คนพูดก็จะไม่ตอบว่า ศักดิ์สิทธิ์คุณระดับไหน ก็จะถามไปก่อนว่า คุณเก่ง กล้า สามารถ ขนาดไหน คุณมีความเก่ง กล้า สามารถในเรื่องอะไร คุณมีความชอบในหน้าที่ ในอาชีพการงานชนิดไหน ตอนนี้คุณฝึกวิชาชีพของคุณขึ้นมาระดับท้องถิ่น ระดับประเทศชาติ หรือระดับภูมิภาค ระดับโลก
ถ้าคุณฝึกความเก่ง กล้า สามารถ ของคุณขึ้นมาระดับโลก ความศักดิ์สิทธิ์ของคุณก็ระดับโลก ถ้าคุณฝึกความเก่ง กล้า สามารถ คือ ศักยภาพระดับประเทศชาติ ความศักดิ์สิทธิ์ของคุณก็เก่งระดับประเทศชาติ คนบอกว่า พูดอย่างนี้ไม่สนุก จริงๆ คิดให้ดีจริงๆ มันสนุก เพราะมันท้าทายปัจเจกบุคคลว่า ใครทำใครได้ และที่เป็นตัวกำกับที่สำคัญที่สุด ก็คือ คุณงามความดี
บางคนเก่งเสียเปล่า ศักยภาพมันสูงปรี๊ด เเต่ทำไมศักดิ์สิทธิ์ฉันไม่สูงปรี๊ดตาม ก็เพราะคุณขาดคุณงามความดี จิตของคุณเข้าไม่ถึงพรหม ขาดเมตตา ศักยภาพคุณกำลังจะเป็นหมัน ไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร เพราะคุณขาดเมตตา คุณขาดการบริหารพรหมลิขิต เพราะเมตตาจะมาบังคับ จะมาหลอกกัน จะมาให้กันไม่ได้ ธรรมะในการครองตนพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า คือ พรหมวิหารธรรม เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
บางคนเก่งแทบตาย แต่ใจร้าย ใจดำ อำมหิต ศักดิ์สิทธิ์ไม่เกิด วันใดวันหนึ่งเกิดมีเคราะห์หามยามร้าย กรรมมาตัดรอน ศักดิ์สิทธิ์มาช่วยไม่ได้ เพราะเก่งเสียเปล่า แต่ขาดความเมตตา เพราะเมตตา ก็คือ ต้องมีจิตที่มีความเป็นพรหม ความเป็นพรหม ก็คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หลอกตัวเองก็ไม่ได้ หลอกผู้อื่นก็ไม่ได้ มันออกมาจากข้างใน พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า พรหมวิหารธรรม คือ อำนาจในการคุ้มครองตัวเอง
เพราะฉะนั้น ใครที่กำลังน้อยใจตัวเองอยู่ กำลังเสียใจว่า เราเก่งขนาดนี้แล้ว ทำไมเราไม่เห็นมีปาฏิหาริย์ ไม่มีศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีอิทธิฤทธิ์ ไม่มีปาฏิหาริย์ ไม่มีปรากฏการณ์ทางเทพ ไม่มีอะไรต่ออะไรเข้ามาดลบันดาล ลองพิจารณาจิตตัวเองสักนิดหนึ่งว่า คุณมีพรหมวิหารธรรม คือ ธรรมะในการครองตน ดีแล้วหรือยัง
ทีนี้คนส่วนใหญ่อีกนิดหนึ่ง กลัวว่า ถ้าฉันเป็นนักธุรกิจ ถ้าฉันเป็นผู้ดำเนินการ มีชื่อเสียง มีฐานะใหญ่ขนาดนี้ ถ้าฉันมาสร้างจิตเมตตา มันอาจจะกระทบการค้า กระทบธุรกิจ กระทบกระเป๋าสตางค์ของฉัน ทำให้กระเป๋าสตางค์ของฉันพร่องลง แหว่งลง น้อยลง หรือเงินในบัญชีธนาคารฉันอาจจะลดลง เพราะจิตเมตตา อย่าเข้าใจผิด เมตตาไม่ได้เสียเงิน แต่การจ่ายเงินนั้นเป็นเรื่องของ ธรรมะในการครองคน
ธรรมะในการครองคนมีอะไรบ้าง ก็คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา ธรรมะในการครองคน ที่คุณจะต้องเอื้อเฟื้อ แบ่งปันให้คนโน้น คนนี้ คนนั้น คนก็จะเกิดความกลัวว่า ถ้าฉัน รักษาบัดเจ็ท คือ เม็ดเงินก้อนโตของฉันอยู่อย่างนี้ แล้วถ้าฉันเปลี่ยนเป็นคนมีจิตเมตตา ฉันอาจจะต้องเสียเงิน จ่ายเงิน หรือรายรับของฉันอาจจะพร่องลง อันนี้เป็นการเข้าใจผิด เข้าใจวิธีบริหารชีวิตในสองภาคพลาดแล้ว คือ สามัญ และเหนือสามัญ
เรื่องนี้ถ้ายังไม่เข้าใจ เรามาปรึกษากันว่า จะทำยังไงศักดิ์สิทธิ์จึงจะเกิดโดยที่ตัวเองไม่ต้องหวาดระแวงว่า จะต้องจ่ายเงินจ่ายทอง หรือเสียเงินเสียทองโดยไม่จำเป็น อันนี้เข้าใจกันมาก แล้วก็เลยเกิดความคับแคบ ก็คือ เกิดอะไรที่เราบอกว่า ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ใจแคบ ทุกคนทำตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ตัวว่าตัวกำลังทำร้ายตัวคุณเองด้วยเรื่องนี้เหนือสามัญวิสัย อย่างที่ยกตัวอย่างมาวันนี้แหละ เอาล่ะ เดี๋ยววันหลังคงมาคลี่คลายกันในประเด็นนี้อีกสักหน่อย
วันนี้เรามีผลงาน 1942 ของคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ 1942 คุณสุกัญญาให้ตัวโปรยไว้ว่า วิญญาณธาตุ คือ ธาตุแห่งความรู้สึก ความรู้สึกที่ถูกต้องด้วยนะ ออกมาจากธาตุรู้ที่ถูกต้อง ถ้าธาตุรู้ไม่ถูกต้อง ธาตุทางวิญญาณ หรือวิญญาณธาตุที่ออกมา ก็ไม่ถูกต้อง จนเกิดเป็นพิษกับทางโลกวิญญาณ ซึ่งเมื่อวานเราก็เปรียบไปแล้วว่า อย่างข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ถ้าหากว่ากระด้างภัณฑ์ หรือฮาร์ดแวร์ ไม่มีข้อมูลจากละมุนภัณฑ์ หรือซอฟต์แวร์ ที่ถูกต้องใส่เข้าไป เวลาผู้ใช้งานมาหาข้อมูลก็หาไม่เจอ หรือมีข้อมูลผิดก็ได้ข้อมูลที่ผิด ข้อมูลพลาดก็ได้ข้อมูลที่พลาดไป อันนี้ตรงไปตรงมา
ธาตุรู้ใส่ความรู้ที่ผิดๆ เข้าไป เรื่องไสยศาสตร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิ์ฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา ถูกใส่ความรู้ที่ผิดๆ เข้าไป เวลาจะเอาออกมาใช้ มันก็ผิด มันไม่ตรงกับชะตาชีวิตของคนๆ นั้น ก็ไปดูคนที่เขามีข้อมูลตรง แล้วก็น้อยใจว่า ตัวไม่ได้รับความยุติธรรม ก็ขอขอบคุณคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์
เอาล่ะ วันนี้เป็นวันอันมงคลอีกวันหนึ่งของคุณกันติชา เวชสุรียะกุล หรือหนูพิม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิด ก็ขออำนาจคุณพระศรีพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อำนวยอวยพรให้คุณกันติชา เวชสุรียะกุล หรือหนูพิม มีความสุข ความเจริญ ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟังเรื่องราวต่างๆ วันนี้ มาประมาณ 30 กว่านาที เดี๋ยวมาฟังเพลง แล้วก็สวดมนต์สวดพรกัน
ธรรมะมิติพิศวง ธรรมะธรรมดาก็พิศวงกันมากมายพอสมควรแล้ว ยิ่งธรรมะเหนือสามัญวิสัย ก็จะยิ่งพิศวงและงวยงงกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพูดกันบ่อยๆ ให้เกิดความเป็นสุตะ สุตมยปัญญา ฟังบ่อยๆ มย ก็คือ ซ้ำๆ ไม้ยมก ก็เกิดปัญญา พอเกิดปัญญา คราวนี้ปัญญาก็จะยกฐานะขึ้นไป เป็นปัญญาวุฒิ พอปัญญามีวุฒิสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น ก็แตกฉาน ปัญญาแตกฉาน ก็เป็นคำบูชาในบทไหว้ครู ปัญญาวุฒิกเร เต เต กเร เต เต แปลว่า แตกฉาน
เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการอะไรที่เกิดเป็นปัญญาวุฒิกเร เต เต แตกฉาน ต้องหมั่นฟัง สุตะ จินตา แล้วก็ภาวนามย โดยเฉพาะเริ่มจากฟัง บางคนบอกไม่เอาขี้เกียจฟัง ฟังซ้ำๆ ซากๆ รำคาญจัง อันนี้ก็ยากหน่อย่ล่ะนะ เพราะว่าเรื่องทางในมันไม่ใช่ธรรมดา มันไม่ได้มีใครเปิดโรงเรียน หรือเปิดมหาวิทยาลัย สอนกันเป็นสถาบันอย่างการศึกษาทั่วไป มันเป็นเฉพาะตัว เฉพาะตัว พูดกันง่ายๆ ว่า ตัวใครตัวมันนั่นแหละ แล้วพอมาพูดกว้างๆ ออกไป มันก็เข้าข่ายของแต่ละคน แต่ละคน ก็เข้ามาอยู่ในข่าย ก็จะเข้าใจกัน แล้วผลดีก็จะตามมา
รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล
บทความที่เกี่ยวข้อง
เส้นตรงที่น่าสรรเสริญ ตั้งอยู่บนฐานแห่งความพอดี
สิ่งที่เกิดเก่า คือ วิบาก สิ่งที่เกิดใหม่ คือ พฤติ
สิ่งที่เกิดใหม่ คือ พฤติ สิ่งที่เกิดเก่า คือ วิบาก
จงพิสูจน์ว่า พฤติกรรมและวิบากกรรมต่างกันอย่างไร
3 ก.พ. 2026
ร.รู้ เมื่อตกผลึกเป็นญาณ “รู้เสียยิ่งกว่ารู้ รู้แล้วก็รู้เสียยิ่งกว่ารู้ เป็นสุดยอดของความรู้ จะนำไปสู่องค์ญาณ”
2 มี.ค. 2026
