แชร์

EP.1931  ที่สุดของความล้มเหลวก็คือ ตัวที่ 9 คือ ทิฏฐิแปลว่า ใจแคบ (ส. 25 เม.ย. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 2 พ.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม
EP.1931  ที่สุดของความล้มเหลวก็คือ ตัวที่ 9 คือ ทิฏฐิแปลว่า ใจแคบ ตัวที่ 9 มาจากไหน ก็มาจากพื้นฐานโลภ โกรธ หลง  พอต่อมาก็คือ กิเลส เกิดกิเลสขึ้น ตัณหาเกิดขึ้น อุปาทานยึดมั่นถือมั่น จิตก็ไปปรุงแต่งตัณหา เขาเรียกว่า ปปัญจสัญญา ตัวที่ 2 มันก็ตามมาเลย มานะ มาเสร็จ มาตาย มาจอด มาหยุดที่ตรงใจแคบ นี่แหละ คือ จุดตายของการทำงานทั้งทางนอก และทางใน
 
สวัสดีทุกท่าน เพลงออกแขกเริ่มใหม่ตรงที่ว่า คนเรานั้นควรมีสติ สติแปลว่า ความระลึกได้ แต่สุตะแปลว่า ฟัง แต่ว่าการฟังแค่ครั้งเดียวอาจจะลืม หรืออาจจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าฟังแบบมยปัญญา สุตมยคือ ไม้ยมก ฟังบ่อยๆ ฟังบ่อยๆ ฟังบ่อยๆ  เกิดมยปัญญา และปัญญาก็ออกไปสู่วุฒิ   ปัญญาวุฒิ  ปัญญาก็มีระดับสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น แล้วก็เกิดความแตกฉาน ปัญญาวุฒิกเร เต เต  กเรเต เต แปลว่า แตกฉาน  
ฟังบ่อยๆ ฟังแบบไม้ยมก ฟังซ้ำๆ ไม้ยมกแปลว่า ซ้ำอีกที ซ้ำอีกที ซ้ำอีกที เกิดวุฒิ เกิดเป็นปัญญาวุฒิ วุฒิแปลว่า ฐานะ ฐานะทางความรู้ ปัญญาวุฒิ แล้วก็ต่อด้วยกเร เต เต แตกฉาน  อันนี้เราหมายถึงความแตกฉานในทางวิญญาณในทางใน แล้วจะได้ไม่ต้องไปถูกใครเขาหลอก เพราะมันหลอกกันง่ายเหลือเกินเรื่องผีสางนางไม้ เทวดาศักดิ์สิทธิ์  โดยเฉพาะในรายการโทรทัศน์ เป็นโอกาสหลอกหลวงกันก็ง่าย เป็นการบอกกล่าวกันก็มาก  ไม่ใช่ว่าหลอกทุกรายการ แต่รายการที่ไม่หลอกนั้นเท่าที่คนพูดฟัง ดูมา ก็หายากจัง นานๆ จะเจอรายการไม่หลอกซะที เจอกี่ที กี่ที ก็หลอกทั้งนั้น หลอกทั้งนั้น แล้วก็หลอกทั้งนั้น ก็น่าเห็นใจยุคนี้สมัยนี้ 
เรามาพูดกันถึงไหนแล้ว ยังไม่บอกวันที่กันเลย วันนี้พบกันวันเสาร์ที่ 25 เมษายน ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย 69 และ 26 เป็นพุทธศักราช และคริสต์สักราช  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พหุเกนะ วา”  เราเตือนใจตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า เวลาแต่ละวัน แต่ละวัน อย่าให้มันผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อยต้องให้ได้อะไรบ้าง  ไม่ได้อะไรเลยก็เสียดายหนึ่งวันที่เลยไป  มันก็เป็นวันที่มีคุณค่านะหนึ่งวัน  อย่าว่าแต่หนึ่งวันเลย  หนึ่งชั่วโมงก็มีคุณค่าสูง  หนึ่งนาทีก็มีคุณค่า  หนึ่งวินาทีก็มีคุณค่า 
เรื่องของค่าของเวลานี่มันไม่มีที่สิ้นสุด แล้วเราจะทำยังไงกันดี จึงจะทำให้เกิดประโยชน์ในชีวิต พระพุทธเจ้าก็บอกว่า พวกเธอจงยังไว้ซึ่งความไม่ประมาท คำว่า ไม่ประมาท มันต้องใช้ครอบคลุมหมด  จะไปเลือกเฉพาะว่า ฉันไม่ประมาทในทางวัตถุธรรมในทางนอก ในทางตรรกะ  ฉันนี่ระแวดระวัง แล้วก็รักษาความเที่ยงแท้แน่นอนอย่างชนิดที่เป๊ะๆ เป๊ะๆ กันเลย  ฉันไม่ให้พลาดแม้นแต่นิดเดียว บางคนเป็นคนเคร่งครัดมากนะ เคร่งครัดจนกระทั่งเคร่งเครียด แต่พอไปถามถึงว่า แล้วคุณไม่ประมาท คุณระแวดระวังเรื่องทางนอกอย่างทุกกระเบียดนิ้วเลย  แล้วทางในล่ะ  เขาบอกว่า ทางในอย่ามาพูดกับผมเลย คุณไปไกลๆ เดี๋ยวนี้เลย ไล่เลยนะ ไล่เลย  ไปไกลๆ เดี๋ยวนี้เลย คุณไม่ต้องมาพูดกับผม ผมเกลียดที่สุดคนที่ชวนคุยเรื่องทางใน 
พูดไปเดี๋ยวจะหาว่ามามาโฆษณานะ ไม่ช้าไม่นาน คนๆ นั้นก็เกิดเหตุ ที่จริงเขาก็เป็นคนดีนะ เป็นคนขยัน เป็นคนดี  เป็นคนมั่นอกมั่นใจในตัวเองสูงมาก จากนั้นไม่ช้าไม่นาน เขานั้นก็เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นในชีวิต  เป็นชีวิตที่น่าสงสาร แล้วก็น่าเสียดายในความบากบั่นของเขา ในความมุ่งมั่นของเขา ในความเอาจริงเอาจังเอาเป็นเอาตายในการใช้ชีวิตของเขา แล้วเขาก็เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เราที่คนพูดเคยพบมา 
เราจะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป จะไม่ให้รุนแรง เพราะเรื่องทางนอกก็ต้องพอดีๆ  เรื่องทางในก็ต้องพอดีๆ  บางคนบอกทางในต้องสุดๆ ไปเลย  จะสุดๆ ทำไม มันต้องพอดีๆ  บางคนก็ไปเกิดการเอาเป็นอาตาย พอมีงานศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับทั้งหลาย ก็จะต้องจะเอาเป็นเอาตายกันเลย  เอาเป็นเอาตายก็คือ เอาจริงเอาจัง เอาชนิดที่ว่าให้มันเห็นกันไปชัดๆ ให้มันเห็นกันไปแบบรู้ดำรู้แดงกันเลยล่ะ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ มันเกี่ยวกับเรื่องของจิต คนก็บอกว่า ต้องให้เต็มที่  ต้องให้เต็มที่  เต็มที่มากเกินไป จิตมันเครียด 
พอจิตมันเครียด จิตมันไม่อยู่ในระดับที่ปล่อยวาง ปล่อยวาง ผลที่สุดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็อลเวง  อลวน อลละพ่อ ไม่รู้ไปไหนเลย ไม่รู้อะไรเป็นอะไรเลย งงกันไปหมด ไม่ได้ผลอะไรเลย เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิถ้าคุณจะทำประโยชน์  จะหาประโยชน์  จะสร้างประโยชน์  จะสร้างให้เกิดเป็นผลขึ้นมากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จิตคุณต้องวาง วาง แล้วก็วาง ทำไมต้องวาง เพราะถ้าไม่วาง คุณก็แบกไว้แต่ความโลภ  แบกไว้แต่ความโกรธ  แบกไว้แต่ความหลง 
พอเริ่มแบกความโลภเอาไว้กับสิ่งศักดิสิทธิ์ ความโกรธกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความหลงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กิเลสก็เกิดแล้ว ตัณหาเกิดแล้ว อุปาทานตามมาแล้ว  กิเลส ตัณหา อุปาทาน  กิเลส ตัณหา อุปาทานก็มาจากโลภ โกรธ หลง นั่นแหละ  เสร็จแล้วพอจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง จิตก็ไปปรุงแต่งตัณหา ไปปรุงแต่งตัณหาเขาเรียกว่า ปปัญจสัญญา ไปจับตัวตัณหามาปรุงแต่งซะเฉยอย่างนั้นล่ะ  ตัณหาแปลว่า ความทะยานอยาก เอามาปรุงแต่งซะใหญ่ ปปัญจสัญญาตัวที่หนึ่งปรุงแต่งเสร็จ ปปัญจสัญญาตัวที่สองตามมาเลย มานะ ตัณหาเสร็จมานะ  มานะคือ ฉันใหญ่  ฉันจะต้องเป็นนักไสยศาสตร์ที่ประกาศตัวเองในสังคมแนวกว้างสุดกู่  ฉันจะมีชื่อเสียงเป็นนักจับผี  จับสาง  จับนางไม้ อะไรอย่างนี้สารพัด 
ตัวตัณหาคือ อยากใหญ่ มันก็มาปรุงแต่งตัวมานะ มานะ ขออภัยตัณหาแปลว่า อยากได้ อยากได้มากๆ ก็มาปรุงแต่งตัวมานะ  มานะแปลว่า อยากใหญ่ ปรุงกันไปปรุงกันมา ตัณหาอยากใหญ่ มานะอยากได้  มานะอยากใหญ่ ตัณหาอยากได้  ตัวอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด กับอยากใหญ่อย่างที่สุด คราวนี้จะมาทำให้ใจของเจ้าของตัณหา และมานะแคบลง แคบลง แคบลง  เมื่อก่อนก็เห็นยังเป็นคนแฟร์ๆ ดี  เป็นคนใจดี  เป็นคนใจคอกว้างขวาง  เป็นคนเสียสละ  เป็นคนยอมอะไรต่ออะไรไม่ยากนัก ทำไมเดี๋ยวนี้เป็นคนใจแคบอย่างนี้  
ที่สุดของความล้มเหลว ก็คือ ตัวที่ 9  ก็คือ ทิฏฐิแปลว่า ใจแคบ  ตัวที่ 9 มาจากไหน ก็มาจาก1. โลภ  2. โกรธ  3. หลง พื้นฐานโลภ โกรธ หลง  พอมาต่อมาก็คือ เกิดกิเลส เกิดกิเลสขึ้น กิเลสแปลว่า เครื่องเศร้าหมอง ตัณหาเกิดขึ้น อยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อุปาทานยึดมั่นถือมั่น ต้องอย่างนี้  ต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนี้ 
สมัยก่อนคนพูดก็เขินตัวเอง อายตัวเองมาเยอะ ไปจับผีทีให้คนมาสิ้นเปลืองเวลา  สิ้นเปลืองเงิน  สิ้นเปลืองทอง  สินเปลืองของ  จับผีแต่ละครั้งนี่เรื่องมากจัง แต่ก็จับจริงๆ นะ ไม่ได้มาจับแบบหลอกๆ   เดี๋ยวนี้ถามว่า แล้วทำไมไม่จับ ปล่อยๆ มันไปเถอะ ไปจับมันมาก็เกะกะ เปลืองหม้อดิน หม้อดินตอนนี้แพงนะ ใบหนึ่งหลายตังค์นะ เปลืองหม้อดิน  
ผลที่สุด ตัวที่ 9  คือ ใจแคบ  ตัณหา มานะ ทิฏฐิ  ตัณหาคือ ความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด  มานะคือ ความอยากใหญ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  แล้วก็ทิฏฐิคือ ใจแคบ  มาเสร็จ มาตาย มาจอด มาหยุดที่ตรงใจแคบ  แล้วไปดูเถอะ เริ่มทีก็ดูน่าคบหา น่านับถือ  พอเข้าสู่งานทางใน หรือเข้าสู่ระบบระบอบอะไรอย่างนี้ คนๆ นั้นจะกลายเป็นคนใจแคบเข้าไปเรื่อยๆๆ  ไม่น่าเชื่อเลย  เมื่อก่อนเขาก็เป็นคนสปอร์ตดี ใจคอกว้างขวางดี ทำไมกลายเป็นคนอย่างนี้ไป นี่แหละคือ จุดตายของการทำงานทั้งทางนอก และทางใน 
ยกตัวอย่างทางนอกก็ได้ว่า นาย ก. กับ นาย ข.  นาย ค.  นาย ง.  นาย จ.  เข้าหุ้นกันตั้งธุรกิจบริษัทหนึ่งบริษัทใดเกิดขึ้นมา พอทำไปตอนต้นๆ มีความรักสมัครสมานสามัคคีเลี้ยงดูกัน คนนั้นก็บอกไม่เป็นไรมื้อนี้ผมเป็นเจ้าภาพ คนนี้บอกไม่เป็นไรมื้อนี้ขอผมเป็นเจ้าภาพ  บริษัทของนาย ก.  ข.  ค.  ง.  จ.  ก็ตั้งขึ้นมา  พอเกิดผลกำไร เกิดเห็นผลขึ้นมา ต่อไปไปดูเถอะ กรรมการบริษัททั้งหลายเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ใจคอคับแคบขึ้นมากันหมด ไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงไปเร็วได้ยังไง ทำไมถึงได้เปลี่ยนแปลงไปเร็วขนาดนั้น  
ผลที่สุดก็กลายเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาจากนาย ก  ข.  ค.  ง.  จ.  ฉ. เริ่มรวน อลเวง เริ่มจะไปไม่รอด เพราะต่างคนต่างใจแคบ คนนี้ก็บอกไม่ได้ ฉันจะต้องเป็นผู้บริหาร  คนนั้นก็บอกไม่ได้ ฉันไม่ได้เป็นผู้บริหารมานานแล้ว ฉันต้องเป็นผู้บริหาร คนนี้บอกไม่ได้ ฉันต้องคุมการเงิน ฉันจะต้องดูแลการเงิน ไปกันใหญ่ตอนนี้ทะเลาะกันแหลกราญหมด เพราะอะไร ความโลภมันทำให้เกิดความใจแคบ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางนอก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่ทำงานทางใน เท่าที่เห็นมาสี่สิบกว่า ห้าสิบปี  ไปไม่ค่อยจะรอด ไปสู่ความล้มเหลว เพราะคนใจแคบเข้าทุกวันๆ ทุกวันๆ จริงเท็จฝากช่วยกันคิดด้วย เห็นด้วยก็ขอบคุณ ไม่เห็นด้วยก็ขออภัย 
มาดูผลงานของคุณกันติชา เวชสุรียะกุล 1930  ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ คำอมตะคำนี้ใช้ได้ตลอดนิจนิรันดร์กาล เราขอยืนยันว่า ยังไงๆ ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ต้องอาศัยศักยภาพ  ศักยภาพก็ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว  พื้นฐานจริงๆ ที่จะส่งเสริมศักยภาพของคน ก็คือ ความศักดิ์สิทธิ์ แต่คนคิดไม่ถึง ไปคิดแต่ว่าศักยภาพเท่านั้นที่ชัดเจน เป็นที่ถูกต้อง เป็นที่โชว์ได้ในทั่วทุกสารทิศ  ศักดิ์สิทธิ์โชว์ไม่ได้    ศักยภาพโชว์ได้  คนก็คิดกันอย่างนี้ ก็เลยไม่ให้เครดิตกับศักดิ์สิทธิ์  เอาเครดิตทั้งหมดมามอบให้ศักยภาพ ผลที่สุดไปไม่รอด ไม่รอดคือ มนุษย์คนนั้นที่จะต้องสร้างสมดุลของทั้งศักดิ์สิทธิ์และศักยภาพไปไม่รอด หมดอนาคต 
ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวฟังเพลงแล้วกลับมาสวดมนต์สวดพรกัน แล้วเราก็กลับไปพักผ่อนนอนหลับกันให้สบาย ขอบคุณอีกครั้ง 
เพลงที่จบลงไปชื่อเพลง ธรรมะสระกบาล คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 2 ครูธวัช คณิตกุล  ทำนองและเสียงร้อง AI  จัดทำโดย คุณพัทธนันท์ พิมานพงศภัทร  เนื้อร้องก็มีว่า ธรรมะตอนสระกบาล อย่าเหลิง เดี๋ยวนี้คนเหลิงกันเยอะ อย่าหลุด ไม่เหลิงก็หลุด ก็แย่  ทั้งเหลิงก็แย่ เหลิงมันแย่ด้วยน่าเกลียดด้วยเวลาเหลิง เห็นคนเหลิงดูแล้วมันสมเพช เห็นแล้วน่าสงสาร เขาคิดว่าเขาโก้นักหนา เขาวิเศษแสดงกิริยาเหลิง แล้วหลุดนี่ก็บ้าดีๆ นี่เองล่ะ เวลาหลุด  อะไรควรพูดก็ไม่พูด  อะไรไม่ควรพูดก็พูดซะใหญ่  อะไรควรทำไม่ทำ ไม่ทำ  ไม่ควรทำก็ทำซะใหญ่  หลุด  อย่าลอย นี่ลอยเริ่มไปล่ะ  แล้วก็ร้อน ร้อน รน ร้อนแล้วก็รน 
อย่าเหลิง หลุด ลอย ร้อน รน  ทำยังไงจะไม่เหลิง หลุด ลอย ร้อน รน  บอกว่า ให้ปรับตัวด้วยสมถะ สมถะนี่พูดภาษาทั่วไปก็พอดีๆ  แต่ถ้าจะปฏิบัติสมถะจนสำเร็จฌานนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ ยากทีเดียว แล้วก็ถ้าใครสามารถเข้าถึงฌาน 4 ได้ ฤทธิ์เยอะมาก แต่พอจิตเริ่มถอยจากสมาธิ ฤทธิ์ก็หลุดหายไปเลย มันจะแย่ตรงนี้ล่ะ  ก็ถึงต้องให้เทพเข้ามาช่วย พยุงไว้ไง ไม่อย่างนั้นพอสมถะ พอหลุดจากสมาธิก็หมดเลย  ปรับด้วยสมถะ ปลงด้วยวิปัสสนา พอปลงอยู่บ่อยๆ ก็ทำให้จิตก็สงบ มันกลายเป็นจิตที่ไม่เหลิง หลุด ลอย ร้อน รน ง่ายๆ  
ข้อความนี้ท่านได้แต่ใดมา  คนแต่งเขาก็บอกว่า เขาได้มาตอนสระกบาลอยู่ วันนั้นคงจะเครียดแล้วหัวมันคัน มันคงจะคันหัวนั่นแหละ เกาหัวยิกๆ ยิกๆ  ทำไมมันยุ่งอย่างนี้  ทำไมมันเป็นอย่างนี้ได้  คนของเรานี่มันเป็นอะไรกันไปหมด  คนแต่งเขาบอกนะ  มันเป็นอะไรกันไปหมด  คันหัว  ก็ไปสระกบาล สระผม  ขณะสระผมก็คิดขึ้นมาได้  อ๋อ  มันเหลิง มันหลุด มันลอย มันร้อน มันรน  ก็ต้องเตือนว่า อย่านะ อันนี้ก็เป็นที่มาของเนื้อเพลง ธรรมะสระกบาล มีเพลงอะไรทั้งหมดคุณพยงค์ พุตติ แกนั่งร้องได้หมดเลย สังเกตฟังดูเสียงแก  แกร้องตามได้หมด 

รวบรวมโดย ดร.วันพร จาปะเกษตร์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.1914    ถอดสมการ สูตรเก่งกับเฮง เริ่มต้นที่ ประสาทสื่อสมองสั่ง “สมองไว กายคล่อง ต้องจิตนิ่ง” (จ. 6 เม.ย. 2569)
สร้างความสมดุลระหว่างศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้กดทับกัน โดยการบริหารศักยภาพให้สูงเสมอเท่ากับศักดิ์สิทธิ์ และต้องบริกรรมศักดิ์สิทธิ์ให้สูงเสมอเท่ากับศักยภาพ อย่างหนึ่งต้องบริหาร พัฒนาการ อย่างหนึ่งต้องภาวนาทางจิต ทางสมาธิและศรัทธาความเชื่อ
11 เม.ย. 2026
EP. 1896   ถ้าคุณสามารถสร้างสมดุลระหว่างทางนอกกับทางในในตัวคุณได้ อย่างชนิดที่ลงตัวพอดี  จะเกิดประโยชน์ในชีวิต 3 หลักใหญ่ คือ (พ. 18 มี.ค. 2569)
1. ไม่เป็นโรคจิตโรคประสาท 2. มีศรัทธาจริตอย่างเหมาะสม 3. เกิดปัญญาประดิษฐ์ คือ มีความรู้อย่างแตกฉานในทุกเรื่องของความรู้จนเกิด ปัญญา
23 มี.ค. 2026
EP. 1853  3 เรื่องที่ครูฝากให้คิด  (จ.19 ม.ค. 2569)
1.ทำไมต้องมีครอบครู ไหว้ครูวันที่ 20 ทุกครั้ง เพราะเราต้องการบูชาพระพรหมบนสวรรค์ 20 ชั้น ให้รู้จักพรหม 20 ชั้น 2.เพลงไหว้ครูไหว้ ให้รู้จักตนเอง และผู้อื่น ว่าต่างคน ต่างก็เป็นครูให้กันและกัน  ทั้งครูที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ควรมีทั้งศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์  สิ่งที่กั้นระหว่างมนุษย์กับเทพ มนุษย์กับผี มนุษย์กับสวรรค์ มนุษย์กับนรก กระดาษบางๆแผ่นเดียว คือเส้นผมบังภูเขานี่แหล่ะ  เพราะความรู้สึกของคนที่อคติ อคติแปลว่าไม่มี นิดเดียวไปแล้ว หน่อยเดียวหมดโอกาสแล้ว พอคิดถูกหน่อยเดียวมีโอกาส คิดตรงหน่อยเดียวโอกาสมี อะไรที่มันเล็กๆน้อยๆ ที่มันรู้สึกสูญเสีย หรือเสียโอกาสหรือเสียประโยชน์ก็ปลงๆมันซะบ้าง ปล่อยๆมันซะบ้าง พอจิตเราว่าง เราถึงครู พอจิตเราว่าง เราคือครู จิตไม่ว่าง แล้วเราไม่ปล่อยวาง ไม่เจอครู แล้วตัวเองก็ไม่ได้เป็นครู แล้วคนอื่นก็ไม่ได้นับถือว่าตัวเองเป็นครู เพราะใครๆก็เป็นได้ทั้งศิษย์และเป็นได้ทั้งครู เทพเขามีเกมของเขา เขามีกลของเขา เขามีวิธีการของเขา เส้นผมบังภูเขานิดเดียว 3.สตอรี่หมา สตอแหลคน หมารู้คุณคน คนไม่รู้คุณคนเลวยิ่งกว่าหมา สงสารคนที่มาสตอแหล มันเป็นผลเสียกับพรหมลิขิต ของคนที่เอานิสัยอย่างนี้มาใช้อย่างยิ่ง เสียดายโอกาส ถ้าคนคิดเป็น จะทำให้คนพลิกฐานะ จากย่ำแย่ กลายเป็นย่ำดีไปเลย โจรกลับใจ ยังกลับมายิ่งใหญ่ เป็นคนสำคัญควรแก่การเคารพนับถือบูชาก็มาก เพราะฉะนั้น คนที่ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ เปลี่ยนเถอะ เปลี่ยนเพื่อใคร ก็เปลี่ยนเพื่อตัวคุณเอง
25 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy