EP.2068 สิ่งที่เป็นอำนาจสำคัญในการขับเคลื่อนพรหมลิขิต นอกจากพระพรหมลิขิตแล้ว เราต้องมีจิตเมตตา และเราจะทำอย่างไร (จ. 5 ต.ค. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 7 ต.ค. 2026
13 ผู้เข้าชม
EP.2068 สิ่งที่เป็นอำนาจสำคัญในการขับเคลื่อนพรหมลิขิต นอกจากพระพรหมลิขิตแล้ว เราต้องมีจิตเมตตา และเราจะทำอย่างไร ให้พ้นอำนาจขีดเขี่ยของพระยม มีตัวเดียวที่จะเป็นตัวขับเคลื่อน ก็คือ สิ่งที่ตรงกันข้ามกับเมตตา ก็คือ เสน่หา ตรงนี้คือ ตัวขับเคลื่อนของบุพเพสันนิวาส มันเป็นทั้งคุณและโทษมากมายมหาศาลที่มนุษย์ทุกคนต้องระวัง แล้วก็รักษาการปฏิบัติต่อเรื่องเสน่ห์หากับความรักและเมตตาให้เหมาะสม และถูกต้อง ถ้าปฏิบัติผิดพลาดก็เกิดเป็นเรื่องเสียหายต่อชะตาชีวิต
สวัสดีทุกท่าน พบกันทางเงา วันนี้เป็นเงาของวันจันทร์ที่ 5 เดือนตุลาคม 69 และ 26 คือ พุทธะ และคริสต์ศักราช เป็นวันแรม 9 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะพะหุเกนะ วา” เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อยต้องให้ได้อะไรบ้าง วันนี้ก็มาหยุดลงตรงที่ว่า ทุกๆ คน อยากมีชีวิตที่มีความสำเร็จสุข คือ สำเร็จแล้วต้องสุขด้วย ถ้าสำเร็จแล้วทุกข์นี่ไม่ใช่
ทีนี้คนที่ต้องการความสำเร็จสุขในชีวิต โดยคติจริงๆ แล้วเขาถือว่าเป็นคนที่มีพรหมลิขิตดี พรหมลิขิตก็พาทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกประการ เข้ามาให้ ทีนี้ปัญหาเกิดขึ้นว่า เรามัวแต่จะเชื่อเรื่องพรหมลิขิตอย่างเดียวไม่ดี เราต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพรหมลิขิตด้วย แล้วต้อนนี้จะศึกษากันถึงไหน ถึงไหน มันเป็นสิ่งที่ต้องศึกษากันยาวนาน แต่วันนี้ขอเกริ่นสั้นๆ กันล่วงหน้า ก่อนที่เราจะสร้างศาลพระพรหมองค์ใหญ่ ทั้งองค์นั่งและองค์ยืนในบารมีขององค์พรหมอานันทชัย
เราก็บอกบอกกันคุยกันกับคุณมนตรี วัชรพงศ์ หรือคุณหนุ่ย ทางสายโทรศัพท์บอกว่า “ทำยังไงชีวิตของผู้คนจึงจะเข้าถึงพรหมลิขิต” ก็บอกว่า ก็ส่วนมาก ส่วนมาก คนไปเข้าใจคำว่า พรหมลิขิต มีแต่พระพรหมองค์เดียวที่ลิขิต แต่จริงๆ แล้ว ผู้ที่ลิขิตที่สำคัญมีมากมายหลายองค์ แต่ 2 องค์ที่สำคัญคือ “พระพรหมกับพระยม” พระพรหมก็ลิขิต พระยมก็ขีดเขี่ย ทำไมพระพรหมใจดำอย่างนั้น ไม่เต็มใจทำงานหรือยังไง พระยม พระยมไม่ใช่ไม่เต็มใจทำงาน พระยมทำงานด้วยความโมโห ด้วยความไม่พอพระทัยว่า ทำไมนายคนนี้ นางคนนี้ มันถึงได้ทำบาปทำกรรม ทำความชั่วเป็นอกุศลกรรมไว้มากมาย ทำให้ฉันต้องมาขีดเขี่ยชีวิตมัน เป็นการค้าน ค้านกับพระพรหม พระพรหมลิขิต ลิขิตก็แปลว่า ขีดเขียน แต่เขียนอย่างสุภาพ เรียบร้อย แช่มช้อย น่ารัก เต็มไปด้วยเมตตา พระพรหมเมตตา แต่พระยม พระยมขีดเขี่ยให้มันพ้นๆ ไป แหม เป็นอย่างนั้นไป
เมื่อพระพรหมกับพระยมทำหน้าที่ในพรหมลิขิต และเราไม่ใช้คำว่า ขีดเขี่ย รวมเข้าไปด้วย เพราะมันน่าเกลียด พระพรหมลิขิต พรหมยม พรหมลิขิตยมขีดเขี่ย อย่างนี้ ฟังแล้วไม่สบายใจ คนโบราณก็ไม่นิยมจะพูดคำหลัง
ทีนี้เมื่อมาวิเคราะห์กันในเชิงปรัชญา เรารวบรัดเข้ามาเลย เข้ามาเป็นเชิงปรัชญา ก็บอกคุณมนตรีไปว่า สิ่งที่เป็นอำนาจสำคัญในการขับเคลื่อนพรหมลิขิต นอกจากพระพรหมลิขิตแล้วเราต้องมีจิตเมตตา แต่นี้ยมขีดเขี่ย ทำยังไงเราจะให้พ้นอำนาจขีดเขี่ยของพระยม มีตัวเดียวที่จะเป็นตัวขับเคลื่อน ก็คือ สิ่งที่ตรงกันข้ามกับเมตตา ต่อจากเมตตาก็คือ เสน่ห์หา อำนาจของการเสน่ห์หา มันบันดาลชักพาให้คนมาเป็นคู่กันอยู่ในพรหมลิขิต มันร้ายแรงและรุนแรง
พรหมลิขิตบันดาลชักพา พาให้คนมาพบกันทันใด อย่างนี้ แรงขับเคลื่อนตัวนี้มันเป็นแรงเสน่ห์หาที่เรียกว่า บริหารยาก บริหารลำบาก คนที่มีพรหมลิขิตแล้วพบกับคู่ มันจะเกิดการเรียกว่า มีแรงของเสน่ห์หาอาลัยกันอย่างรุนแรง แล้วก็จะเกิดเป็นพลังที่เรียกว่า ถ้าดำเนินไปอย่างถูกวิธีก็ให้คุณ ส่วนมากจะดำเนินในเรื่องเสน่ห์หาไปแบบผิดวิธี เพราะว่าแรงของเสน่ห์หามันเป็น Active ที่รุนแรง คนก็จะพลาด คนจะพลาดพลั้ง
เมื่อมีแรงเสน่ห์หาเข้ามาเป็นตัวขัด ขัดต่อแรงเมตตา แรงเมตตามันนุ่มนวล ไปอย่างเนิบนาบ ไปอย่างสุภาพเรียบร้อย แต่พอมาเจอแรงเสน่ห์หามันรุนแรง รักแล้วก็ถ้าดำเนินการทางเสน่ห์หาไม่ถูกต้อง หรือผิดพลาด มันก็จะกลายเป็นเรื่องเสียหาย กลายเป็นเรื่องเดือดร้อน ทำให้พรหมลิขิตชะงักงัน หยุด แล้วก็ชะงักงันลงมา เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องระวังที่สุด ก็คือ การแสดงความรักและความเสน่ห์หา อันหมายถึงความใคร่นั่นเองในพรหมลิขิต มันจะไปชะงัก มันไปหยุดชะงัก มันไปหยุดยั้งการดำเนินไปของพรหมลิขิตที่พระพรหมเป็นผู้ขับเคลื่อน
พระยมก็ให้ข้อแม้ไป ให้ข้อแม้ไป แต่ทุกคน แทบทุกคน หรือน้อยคน ที่จะทำตามข้อแม้ของพระยมได้ยากมาก เพราะมีข้อแม้มาก พระพรหมก็มีแต่ว่าให้ออมชอม รอมชอม มีเมตตาเห็นอกเห็นใจกันไป แต่พระยมไม่ยอม พระยมก็มีข้อแม้ว่า ถ้าคนที่มีบุพเพสันนิวาสในพรหมลิขิต ประกอบสิ่งอันผิดพลาดไม่เหมาะสม ก็จะทำให้เป็นผลเสียต่อพรหมลิขิต พรหมลิขิตก็แทนที่จะพา นาย ก. หรือนาง ข. ไปสู่ความสำเร็จสุข ก็กลับกลายเป็นว่า จะไปกลายเป็นนำไปสู่ความผิดพลาด และก็เต็มไปด้วยความทุกข์
นี่คือ ปัญหาที่มีพลังต้านเหมือนอย่างกับพลังของฟิสิกส์ว่า เมื่อมีพลังตามก็จะมีพลังต้าน ดูเหมือนจะเป็นการเปรียบเทียบล้อรถไฟ มีโมเมนต์ตามก็ต้องมีโมเมนต์ทวน มีโมเมนต์ทวนก็ต้องมีโมเมนต์ตาม ลักษณะอย่างนี้พระพรหมกับพระยมก็ต้องมีการทำงานลักษณะแบบเหมือนฝ่ายเสนอ และฝ่ายค้านกันอยู่ตลอดเวลา แต่นี้ขึ้นมาตัวเราล่ะ เมื่อตัวเรามีทั้งแรงขับเคลื่อนของพรหม มีทั้งแรงขัดแย้งของยม เราจะทำอย่างไรเพื่อให้แรงขับเคลื่อนเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น หรือมากขึ้น และแรงต่อต้าน หรือแรงขัดแย้งจากยมให้น้อยลง
ถ้าเปรียบเป็นปรัชญา เราก็บอกว่า มีเมตตาให้มากที่สุด เสน่ห์หามีให้ถูกวิธี แล้วมีให้ถูกวิธีคืออย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมาสนทนาพาทีกันในโอกาสหนึ่งโอกาสใด ที่เรามีเวลาคุยกันแบบพอประมาณ เพราะเวลาที่จำกัดและเร่งรีบพูดมันไม่ดี มันไม่เพียงพอด้วย มันไม่ดีด้วย มันจะทำให้ไม่ชัดเจน ก็เป็นปัญหาทำให้เข้าใจผิดเพราะเรื่องคำว่า เสน่ห์หาอาลัย มันติดลบในความรู้สึกของคนไทยด้วยแล้วจะออกมาไปในทางที่ไม่สู้ดี จะเป็นปัญหา คนก็จะตำหนิเราได้ว่า มาเจตนาและนำสั่งสอนในรูปแบบที่มันไม่สมควร แต่ความจริงมันคือ เรื่องของพลัง พลังธรรมชาติที่คนไม่ค่อยเข้าใจ
เพราะฉะนั้น ในตัวคนทุกคนก็จะมีทั้งรังสีแห่งพรหมที่คอยตั้งใจจะส่งลงมา เพื่อให้เรามีความสำเร็จสุข แต่ขณะเดียวกันก็มี เขาเรียกว่า ถ้าเป็นคลื่นพลังงานก็เป็น “คลื่นสอดแทรก”ที่ลงมา แล้วก็มี”คลื่นแทรกสอด” คลื่นแทรกสอดมาขัดแย้ง ผลก็ทำให้เกิดการชะงักงันของพรหมลิขิต
เมื่อพรหมลิขิตชะงักงัน สิ่งที่เป็นความสำเร็จสุขก็หยุดลง สิ่งที่เป็นความผิดพลาด ทุกข์ก็มาทับถม จะดำเนินไป ดำเนินไป แล้วดำเนินไปจนกระทั่งเจ้าของชีวิตอยู่ในสภาพสะบักสะบอมไปไม่รอด อย่างนี้คือ สิ่งที่เราจะต้องมาช่วยกันพูดให้คลี่คลายจนกระทั่งเกิดความเข้าใจ แต่ถ้าจะเอาเปรียบเทียบทางวิชาการ ก็ที่เราก็บอกว่า 5 วิชาการที่เรากำหนดไว้ เช่น เรื่องตรรกศาสตร์ จิตวิทยา ปรจิตวิทยา ปรัชญา อภิปรัชญา มันลงล็อกได้หมดทั้ง 5 วิชาเลย ถ้าหากว่าต้องการเหตุและผลในการเปรียบเทียบพรหมลิขิตกับยมขีดเขี่ย บางคนก็งงๆ ก็แน่นอนเมื่อยังพูดได้แค่น้ำจิ้ม มันก็ต้องงงๆ กันเป็นธรรมดา แต่พอครบถ้วน ครบชุด ทุกอย่างก็เป็นที่เข้าใจ
วันนี้ก็มาดูผลงานของคุณอรสา กู้เกินพงษ์ สักหน่อย 2067 “ทุกคนเกิดมามีสิทธิ์เป็นร่างทรง เป็นคนทรงเจ้า เป็นเจ้าเข้าทรง เป็นคนมีองค์ เพราะทุกคนเกิดมามีองค์” ฟังดูก็สั้นๆ แต่ความหมายยาว ฟังซ้ำอีกทีหนึ่ง “ทุกคนเกิดมามีสิทธิ์เป็นร่างทรง เป็นร่างทรงก็ได้ เป็นญาณแฝงก็ได้ เพราะถ้าหากเห็นว่าไม่เหมาะสมกับยุคสมัย คนที่จะต้องเป็นร่างทรง เป็นคนทรงเจ้า เป็นเจ้าเข้าทรง เพราะเป็นคนมีองค์ ทุกคนเกิดมามีองค์ ก็มีสิทธิ์ที่จะพัฒนาตัวเอง จากคนที่จะต้องเป็นคนทรงเจ้า เจ้าเข้าทรง คนมีองค์ ให้เป็นญาณแฝง
แต่นี้คนที่จะเข้าใจญาณแฝงจริงๆ ก็ต้องวิเคราะห์ วิเคราะห์ให้ชัดเจนว่า แฝงทั้ง 5 ในความลึกซึ้งของมันมีอะไรบ้าง เช่น เริ่มจากแฝงที่ 1 ร้อนแฝง ความร้อนมันมีอิทธิพลยังไง อิทธิพลขนาดไหน แฝงที่ 2 รักแฝง อันที่ 3 รวยแฝง มันแฝงความรวยอยู่แล้วทำไมเราจนกรอบอย่างนี้ ไหนบอกว่าเราจะรวยมาก แต่ทำไมเรากลับจนมาก 4. โรคแฝง เราเคยเแข็งแรงเป็นคนมีกำลังวังชา สามารถจะทำอะไรต่ออะไรได้เต็มที่ แต่ทำไมกลายเป็นมีโรคมีไข้ โรคแฝง แล้วก็อันที่ 5 องค์แฝง
ถ้าทำความเข้าใจอย่างนี้ ตามข้อเขียนของคุณอรสา กู้เกินพงษ์ 2067 ให้เข้าใจได้ว่า ทุกคนเกิดมามีสิทธิ์เป็นร่างทรง เป็นคนทรงเจ้า เป็นเจ้าเข้าทรง เป็นคนมีองค์ เพราะทุกคนเกิดมามีองค์ เราก็มาเปลี่ยนแปลงซะ จากการที่เป็นคนมีองค์มาเป็นคนมีองค์แฝงทั้ง 5 แฝง มันก็เป็นสากล ทำหน้าที่ได้ปกติ ก็ขอขอบคุณคุณอรสา กู้เกินพงษ์ ให้ข้อคิดมา เดี๋ยวเรามาฟังเพลงจากเจ้าหน้าที่ แล้วก็มาสวดมนต์สวดพรกัน เรื่องตั้งพระพรหมก็กำหนดใกล้เข้ามาแล้ว วันที่อาจจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย วันที่จะตั้งพระพรหมอาจจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เพราะมีเหตุมีผล ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
เพลงที่จบลงไปชื่อเพลง “แฝง” คำร้อง ธวัช คณิตกุล ทำนอง ทหารแก่ ขับร้อง เจนจิรา สุวรรณน้อย จังหวะวอลซ์ แฝง แฝง แฝง เริ่มต้น 3 คำ แฝงเพียงคำเดียว คือ โจทย์ยากนักหนา เนื้อเพลงนะ เช่นว่า รักแฝง ร้อนแรงหนักอุรา ดั่งเพลิงไฟป่าที่ร้อนแฝงสำแดงผลาญ แฝงชีวิตใครหนอลิขิต บ้างมีสิทธิ์รวยแฝงนับหมื่นแสนล้าน กรรมจำพรากวิบากกรรมใหญ่มาประหาร สุดสงสารโรคแฝงพรากชีวาไป รักแฝง ร้อนแฝง รวยแฝง โรคแฝง ล้วนแสงธรรมแห่งโลกธรรม 8 นั่นไง แต่องค์แฝงร้อนเกินอุณหภูมิในกายใจ จะปรับธาตุค่าให้สมดุลในวิญญาณ์ แฝงชีวิตลิขิตด้วยตัวเรา ขอให้เอาองค์แฝงรู้แจ้งในศรัทธา ประโยคนี้สำคัญ องค์แฝงรู้แจ้งในศรัทธา วิญญาณ สังขารในลมปราณนำพา ใฝ่ศึกษาเรียนรู้เท่าทันสัมฤทธิ์ผล นี่คือ เนื้อเพลงที่คุณสมศักดิ์ หรือครูหลง แต่งไว้นานแล้ว เพลงนี้เก่าทีเดียว ของสหปฏิบัติฯ
ก็เป็นอันว่า มาเปรียบเทียบเข้ากับเรื่องของพรหมลิขิตขับเคลื่อนด้วยเมตตา แต่ในพรหมลิขิตนั้นมีสิ่งที่เป็นเสน่ห์หา ซึ่งขัดต่อความเป็นไปในคำสั่งของพระยม พระยมขีดเขี่ย พระพรหมลิขิต เขียนซะสวยเชียวแต่พระยมมาขีดเขี่ย บางทีอักษรมันก็ไปปนกันหมดอ่านไม่ออก แต่ว่าในระหว่างพระพรหมซึ่งลิขิตกับพระยมขีดเขี่ย มันมี 4 ตัวเป็น Active คือ ตัวขับเคลื่อนที่รุนแรงซึ่งให้คุณอนันต์ถ้าขับเคลื่อนถูกวิธี แต่ขณะเดียวกันเมื่อมีผลไม่ดีข้างเคียงเกิดขึ้นก็ให้โทษมหันต์ ตรงนี้คือ ตัวขับเคลื่อนของบุพเพสันนิวาส มันเป็นทั้งคุณและโทษมากมายมหาศาล ที่มนุษย์ทุกคนต้องระวัง แล้วก็รักษาการปฏิบัติต่อเรื่องเสน่ห์หากับความรักและเมตตาให้เหมาะสม และถูกต้อง ถ้าปฏิบัติผิดพลาดก็เกิดเป็นเรื่องเสียหายต่อชะตาชีวิต
จ. 5 ต.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ
บทความที่เกี่ยวข้อง
อานาปาณสติ ก็เป็นการบอกถึงสติ กำหนดลมหายใจ ถ้าหากว่าทุกลมหายใจเข้าออกของเรา ได้รับการกำกับด้วยสติ โอกาสที่จะมีสตางค์ก็ไม่ยาก แล้วโอกาสที่จะปราศจากโรคก็ง่าย แล้วเรื่องของความสมปรารถนา ก็คงจะอยู่ใกล้ๆ ถ้าสติทำงานร่วมกับสมาธิ หรือสติทำงานร่วมกับปัญญา จะร่วมกับใครก็แล้วแต่ รับรองว่าเป็นของดีทั้งนั้น
11 เม.ย. 2026
ต่อให้คุณเก่งแล้วเก่งอีก เก่งจนไม่รู้จะเก่งยังไง แต่ขาดจรรยาธรรม จริยธรรม หางโผล่ชี้ไปข้างหลัง หัวซุนไปข้างหน้า ท้องขนานกับพื้นโลก มนุษย์ที่ไปเอาเยี่ยงเดรัจฉาน ต่ำกว่าภูมิตัวเองลงไป เก่งให้ตายก็ไม่มีศักดิ์สิทธิ์ เพราะสูตรของเราคือ “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ” (จ.20 เม.ย. 2569)
25 เม.ย. 2026
