แชร์

EP.1993  ถ้าปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา แล้วขัดแย้งต่อโลกวิญญาณ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีฐาน ไม่มีฐานของศักยภาพ คือ ความเก่งกล้าสามารถมารองรับ  ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาไปเท่าไหร่ เท่าไหร่  มันก็ไม่เกิดผล  ตรงกันข้ามกลับเกิดโทษซะอีก

อัพเดทล่าสุด: 7 ก.ค. 2026
11 ผู้เข้าชม
EP.1993  ถ้าปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา แล้วขัดแย้งต่อโลกวิญญาณ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีฐาน ไม่มีฐานของศักยภาพ คือ ความเก่งกล้าสามารถมารองรับ  ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาไปเท่าไหร่ เท่าไหร่  มันก็ไม่เกิดผล  ตรงกันข้ามกลับเกิดโทษซะอีก
สวัสดีทุกท่าน พบกันทางเงา วันนี้เป็นเงาของวันเสาร์ที่ 4 เดือนกรกฎาคม สัญลักษณ์เป็นรูปปู  69 และ 26  คือ พุทธะ และคริสต์ศักราช แรม 5 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย 
สิ่งที่พูดค้างคากันไว้หลายๆ วัน เราเอามารวมกันได้ อย่างที่พูดไว้ว่า ธรรมชาติหรือธรรมะ ถ้าหากว่าปฏิบัติต่อธรรมชาติได้อย่างดี ธรรมชาติก็จะช่วยสร้างสรรค์ให้เราดีตาม ดีขึ้น ถ้าปฏิบัติต่อธรรมะ หรือธรรมชาติที่ผิดๆ หรือเข้าใจผิด แล้วก็ไปเอาเป็นเอาตายกับการปฏิบัติ ธรรมะหรือธรรมชาติก็จะฉุดเราให้ตกต่ำลงมา เมื่อวานก็พูดต่อว่า ถ้าเราจะทำสมาธิกรรมฐานภาวนา หากว่า ทำไปแล้วมันขัดแย้งต่อสังขาร มันฝืนสังขารพูดกันง่ายๆ สู้อย่าทำซะดีกว่า เพราะว่าถ้ามันฝืนสังขาร ฝืนจริต แต่ละคน สังขารปรุงแต่งจริตไม่เหมือนกัน 
ในพุทธศาสนาก็บอกว่า มีจริตอยู่ 6 ชนิด คนมีจริตเด่นๆ ซึ่งไปว่าเขาก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นธรรมชาติในตัวเขา เช่น มีราคจริตสูง ไปว่าเขาก็ไม่ได้  โทสจริตสูงเป็นคนขี้โกรธ  โมหจริตสูงเป็นคนหลง สัทธาจริตสูง เขาเชื่อถือของเขามาก มีความเชื่อถือสิ่งนู้น สิ่งนี้ สิ่งนั้นมาก มีศรัทธาแรงกล้า แล้วก็พุทธิจริตสูง ซึ่งก็มีน้อย  วิตกจริตสูงตอนนี้คงมีกันเยอะล่ะ  ราคะ โทสะ โมหะ ศรัทธา พุทธิ วิตก แต่ละคน แต่ละคนก็มีจริตเด่นๆ ไม่เหมือนกัน  ถ้าเราปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาแล้วขัดแย้งต่อจริต  เราไม่รู้จักปรับปรุงจริตให้มันสมดุลหรือพอดี  ปฏิบัติไปก็ไร้ผล ไม่มีประโยชน์ 
อีกประการหนึ่งของเราต้องเสนอต่อสังคมว่า ถ้าปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาแล้วขัดแย้งต่อโลกวิญญาณ ซึ่งเรามีความมั่นใจว่า ทุกคนมีวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำชีวิตอยู่ทุกคน อันนี้ถ้าหากว่า วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีฐาน ไม่มีฐานของศักยภาพ คือ ความเก่งกล้าสามารถมารองรับ ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาไปเท่าไหร่ เท่าไหร่ มันก็ไม่เกิดผล ตรงกันข้ามกลับเกิดโทษซะอีก อันนี้ก็เป็นที่ลำบาก 
ฉะนั้นเราจึงบอกว่า อย่ามองข้ามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตนในตัว ถ้าคุณมองข้ามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตนในตัวของตัวเอง แต่กลับข้ามไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว ไปตะลอน ตะลอนเที่ยวหาความศักดิ์สิทธิ์ที่นู่น ที่นี่  ที่นั่น จากคนนี้ จากคนโน้น จากคนนั้น เขาเรียกว่า ปัญหาหญ้าปากคอก  ปัญหาหญ้าปากคอกก็คืออะไร ปากคอกของคอกม้ามีหญ้าเต็มไปหมด แต่คนเลี้ยงม้ากลับตะลอน ตะลอนออกไปไกลๆ  เพื่อจะไปหาเกี่ยวหญ้ามาให้ม้ากิน แต่ทีปากคอกม้ามีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด ไม่เอามาให้ม้ากิน มันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย 
เราจึงขอบอกว่า พิจารณาความจริงของตัวเองก่อน แล้วก็ยอมรับซะก่อนว่า ตัวของตัวเองมีจริต มีความต้องการในลักษณะไหน ถ้าปฏิบัติสมาธิธรรมไปแล้วไปขัดแย้งต่อจริตของสังขาร สังขารมันก็ฝืน ยกตัวอย่างง่ายๆ คนชราแล้วก็ไปเกิดท้าทายกับคนที่เขามียังหนุ่มสาวอยู่ว่า จะใช้แรงแข่งกับเขาอย่างนี้ มันไม่ใช่ คนชราหรือมีอายุมากแล้วผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากๆ ต้องใช้ประสบการณ์มาเป็นสิ่งที่โดดเด่นในความเป็นคนชรา ส่วนคนหนุ่มคนสาวก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงกำลังของร่างกาย ซึ่งร่างกายของคนชรามันหมดสภาพแล้ว แต่สะสมองค์ความรู้ประสบการณ์ชีวิตไว้มาก ก็สามารถที่จะเอามาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิต สอนลูกหลานหรือสอนคนรุ่นหลังต่อๆ ไป 
สิ่งที่เห็นกันในสังคมทุกวันนี้ ก็คือ ผู้ที่ดุ่ย ดุ่ย ดุ่ยไปในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา พยายามจะเอาชนะให้ได้ ทั้งๆ ที่ไม่รู้จุดอ่อน และจุดแข็งของตัวเองว่า ตัวเองมีจุดอ่อนตรงไหน ตัวเองมีจุดแข็งตรงไหน แต่กลับพยายามจะใช้ทิฏฐิ ใช้มานะต่อสู้กับสภาวะจิต 
เพราะฉะนั้น จึงขอเรียนว่า  อย่าเลย ถามตัวเองก่อนว่า เราไหวไหม ไหวไหม เช่น การทำสมาธิแบบเข้มข้น อย่างยกตัวอย่างวิปัสสนาญาณ จะมุ่งให้เกิดการเข้าถึงญาณ 16 หรือสูงขึ้นไปกว่านั้น ก็ต้องพยายามว่า เราไปในเบื้องต้นก่อนดีกว่าที่จะไปมุมานะ ละลดปลดปลงทันทีทันใด แล้วจะได้สำเร็จวิปัสสนา ก็ไม่ใช่ว่าวิปัสสนาไม่ดี วิปัสสนานั้นดี ทำให้คนเกิดความสงบ แต่เมื่อมันยังไม่สงบ เราก็ต้องรบกับปัญหาชีวิตก่อน รบกับอะไร รบกับธรรมชาติทั้งสามัญและเหนือสามัญ 
มีคนจำนวนมากที่ฝืนสังขาร ฝืนวิญญาณ จนกระทั่งเกิดการมีสภาพที่เขาเรียกว่า กายค้านกาย กายทรมานกายจนกลายเป็นกายวิปริต  จิตค้านจิต จิตทรมานจิตจนกลายเป็นจิตวิปลาสกันไปไม่ใช่น้อย บางคนทำมาหากิน ทำงานก็หนักหนาสาหัสสากันอยู่แล้ว แต่พยายามนะหนีงานบ้าง ลางานบ้าง หาโอกาสหยุดงานบ้าง และก็เพื่อที่จะมุ่งที่จะไปทำการฝึกพัฒนาที่เรียกว่า สมาธิกรรมฐานภาวนา ผลที่สุดความสำเร็จในทางสมาธิก็ยังไม่เกิด แต่ความเสียหายในการทำงาน ทำมาหากินเกิดขึ้นแล้ว 
เมื่อเทียบกับความเสียหายของการละทิ้งงาน ทอดทิ้งงาน เบื่องาน เพราะว่าไปนั่งสมาธิมันมีความสุข คือ ไม่ต้องทำอะไร คุณก็เท่ากับว่า คุณกำลังไปทำสมาธิที่เป็นมิจฉาสมาธิ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ สมาธิต้องพร้อม ถ้าไม่พร้อมต้องพิจารณาว่า เราจะต้องเราควรจะทำสมาธิระดับไหน  อย่างคร่าวๆ เราก็ควรจะเรียนรู้เสียก่อนว่า จิตกับอารมณ์ต่างกันอย่างไร ก่อนจะเกิดอารมณ์ เรียนรู้สรีระสักเล็กน้อย ประสาทสื่อ สมองสั่ง มีผลต่อการตั้งสติอย่างไร  ประสาทสื่อ สมองสั่ง เกิดอะไรขึ้น  สติจะเกิดขึ้นตอนไหน ซึ่งแปลว่า ความระลึกได้  สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว อยู่ๆ บอกว่า คนๆ นี้ไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองเป็นอย่างไร ก็เพราะไม่ได้ศึกษาตัวเอง ไม่ได้ใคร่ครวญตัวเอง เขาเรียกว่า “นิสฺสมฺม กรณํ เสยฺโย ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำดีกว่า” ดุ่ยๆ ดุ่ยๆ ไปผลที่สุดไม่ได้อะไร มีแต่เสียกับเสีย 
ฉะนั้น จึงขอให้ข้อคิดเห็นว่า ก่อนที่จะทำสมาธิกรรมฐานภาวนาต้องศึกษาสักนิดหนึ่งว่า สมาธิตามธรรมชาติดีกว่าสมาธิที่เคร่งครัดรูปแบบ หรือสมาธิที่เคร่งครัดรูปแบบเหมาะแก่เราหรือไม่เหมาะ และสมาธิที่เคร่งครัดรูปแบบเหมาะแก่ผู้ใด 
สมาธิที่เคร่งครัดรูปแบบเหมาะแก่สมณชีพราหมณ์ใช่หรือเปล่า สมาธิตามธรรมชาติที่เราเสนออยู่ประจำ ก็คือ สะดวก สบายง่าย ประหยัด และไม่ติดอุปาทาน มันจะเป็นประโยชน์แก่เราหรือเปล่า หลายคนก็บอกว่า ถ้าไม่เคร่งครัดจะเกิดประโยชน์อย่างไร ต้องเคร่งครัด  เคร่งครัดน่ะดี แต่คุณเคร่งเครียด  เมื่อคุณเคร่งเครียด ความเครียดเป็นเพชฌฆาต มันจะสร้างอำนาจบีบคั้น กดดัน รังควาน และปิดกั้นความรู้สึกนึกคิดของคุณ ยิ่งทำก็รู้สึกยิ่งลำบากขึ้นทุกวัน คนที่ทำสมาธิแล้วยิ่งลำบากขึ้นทุกวันไม่ใช่แล้ว คุณหลงทางสมาธิ แต่ถ้าคุณทำสมาธิคุณต้องสบายขึ้น สบายขึ้นและสบายขึ้น เราจึงเสนอว่า ขอให้ทำสมาธิกรรมฐานภาวนาแบบสะดวก สบาย ง่าย ประหยัด และไม่ติดอุปาทาน 
แต่สิ่งที่ผู้คนเกิดสมาธิแล้วฉงนสนเท่ ก็เพราะว่าปฏิเสธเรื่องเทพเทวดาประจำชีวิต บางคนดื้อหัวชนฝาเลยว่า ฉันไม่ยอมรับเรื่องเทพเด็ดขาด  ก็ในเมื่อเทพเขาพาคุณมาเกิดตามหลักอภิธรรม เขาพาเรามาเกิด แล้วคุณบอกว่า คุณไม่ยอมรับเรื่องเทพโดยเด็ดขาด แล้วคุณจะปฏิเสธไปทำไมว่า เทพไม่มี  เทพคือ โอปปาติกะ บางคนบอกว่า ไปเปรียบเทพเป็นโอปปาติกะไม่เหมาะสม บอกว่าโอปปาติกะมีทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชั้นธรรมดา คือ มนุษย์ ภูมิที่ 5 ก็มีโอปปาติกะซึ่งเป็นโยนิตัวที่ 4 
เมื่อมนุษย์มีโอปปาติกะ โอปปาติกะในมนุษย์ขึ้นอยู่กับมนุษย์พัฒนาตัวเองสูงขึ้น โอปปาติกะก็สูงขึ้น ถ้ามนุษย์ไม่พัฒนาตัวเองปล่อยให้ตกต่ำลง ต่ำทรามลง โอปปาติกะก็ลดฐานะลงไปเป็นภูมิที่ 4 เดรัจฉาน ภูมิที่ 3 อสูรกาย ภูมิที่ 2 เปรต ภูมิที่ 1 นรก แต่ถ้ามนุษย์คนนั้น นาย ก. ซึ่งเป็นภูมิที่ 5  พัฒนาตัวเอง พัฒนาจิตสูงขึ้นก็กลายเป็นเทพเทวดา 6 ชั้นแรกก่อน ขึ้นไปสู่ชั้นจตุมหาราชิกา  ดาวดึงส์  ยามา  ดุสิต  นิมมานรดี  ปรนิมมิตวสวัตตี และทำความเข้าใจให้ใหม่ว่า แล้วชั้นพรหมล่ะ 
ชั้นพรหมก็หมายถึงลิขิตชะตาชีวิตของเรา ถ้าเราสามารถยกฐานะโอปปาติกะในตัวเราสูงขึ้นไประดับพรหม ก็เริ่มไปตั้งแต่ชั้นที่ 11 ถึง 27 เป็นรูปพรหมอยู่ในกามาวจร บางคนบอกว่า ไม่เอา ฉันไม่เอาชั้นที่ 11 ถึง 27 เป็นมหาพรหมอยู่ในกามาวจร  ฉันเกลียดมาก เพราะฉันจะหนีจากการมีกาม หลุดพ้นไป คุณหลุดพ้นแต่ความรู้สึกที่บอกตัวเอง แต่จริงๆ แล้วไม่ได้หลุดพ้น ขนาดชั้นที่ 28  29  30  31 อรูปพรหมก็ยังมีกิเลส นอกจากสูงกว่านั้นขึ้นไปจนหลุดพ้นจากสังสารวัฏ ก็คือ อรหันต์ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าชาติที่เท่าไหร่เราจะหลุดพ้น  เอาล่ะวันนี้พูดเพียงให้พอเป็นเนื้อหาเป็นตอนๆ ไม่ได้เอามาไล่เรียงให้เห็นภาพ 
มาดูผลงานของคุณกันติชา เวชสุรียะกุล 1992  ทำสมาธิถ้าจะไม่ให้เกิดโทษแก่ชีวิต  สังคมทุกวันนี้เท่าที่ผู้พูดดู มีโทษต่อชีวิตมาก ผู้ที่ทำมิจฉาสมาธิโดยไม่รู้ว่า สมาธินั้นไม่ใช่สัมมาสมาธิ ทำสมาธิถ้าจะไม่ให้เกิดโทษแก่ชีวิต อย่าฝืนสังขาร ฝืนสังขารจะเกิดโทษอย่างหนึ่ง ตอนนี้ฝืนวิญญาณ คือพูดกันตรงๆ ขออภัย เรื่องเทพ เรื่ององค์ บางคนบอกไม่ได้ทำสมาธิต้องตัดเรื่ององค์โดยออกไปเด็ดขาด ก็บอกแล้วว่า บางคนมีองค์ที่เขาสงบ แต่ดูเสมือนไม่มี เขาเรียกว่า องค์แฝง บางคนมีองค์ที่จะต้องแสดง ก็ไปดูถูกเขาว่า เขาแสดงอาการ อย่าฝืนวิญญาณ 
ทำสมาธิเพื่อให้เกิดเป็นคุณแก่ชีวิต ไม่ใช่เพื่อให้เกิดเป็นโทษ และเรามีจริต 6 ชนิด ที่แตกต่างกัน คือ 1. ราคจริต บางคนมีราคจริตสูง ก็ต้องยอมรับตัวเองว่า ตัวเองมีราคจริตสูง แล้วค่อยๆ ผ่อนปรน และแก้ไข  2. โทสจริตสูงก็เหมือนกัน  3. โมหจริตสูง   4. สัทธาจริตสูง ศรัทธานี่ไม่ใช่ว่า ถ้าหากว่า เกินร้อย ศรัทธาเกินร้อยจะดีนะ จะเป็นผลเสีย  5. พุทธิจริตสูง พุทธิจริตสูงจะมีจำนวนน้อยมาก แล้วก็ 6. ดูจะมีมากหน่อยนะยุคนี้นะ วิตกจริตสูง 
เมื่อวานเราได้บอกไว้แล้วว่า วิตกจริตนี่เห็นได้ชัดในปัจจุบันว่า พวกประเภทซึมเศร้า depress กับประเภทอารมณ์สองขั้ว bipolar คือ วิตกจริต เสียส่วนใหญ่  ฉะนั้น จึงขอเตือนสติผู้ที่มุ่งจะทำสมาธิ เพื่อพ้นทุกข์ คุณกลับจะกลายเป็นเพิ่มทุกข์มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น จริงเท็จประการใด มาช่วยกันพิจารณา  ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง  เดี๋ยวมาฟังเพลง แล้วอาจารย์ปัญจพลมีรายงาน  ก็ขอขอบคุณที่ทนฟังอีกครั้งหนึ่ง
เอาล่ะ ถ้าไม่ปิดเพลงลงไป เดี๋ยวว่ามันค้านกันยุ่ง ยุ่งกันวุ่นวายกันไปหมด หลายคนที่กายผิดปกติโดยไม่รู้ตัว และหรืออาจจะรู้ตัวแต่ไม่แน่ใจ หลายคนที่จิตวิปลาสส่วนมากจะไม่ค่อยรู้ตัว พูดกันง่ายๆ ว่า บ้า แต่ไม่รู้ว่าตัวเองบ้า 
เมื่อกายผิดปกติ จิตไม่ปกติ นานๆ เข้าจะโชคร้าย โชคร้ายตอนไหน โชคร้ายตอนที่วิญญาณอาฆาต  เรื่องนี้ต้องมาวิเคราะห์ แยกแยะ หาเหตุหาผลกันอย่างอุตลุดทีเดียวล่ะ จึงจะเข้าใจว่า เราจะต้องระวัง อย่าให้กายผิดปกตินะ เราจะต้องระวังแล้วระวังอีก ยิ่งกว่าระวัง ก็คือ อย่าให้จิตเราเพี้ยนนะ  พอจิตเราเพี้ยน กายเราไม่ปกติ เราจะเกิดโชคร้าย ก็คือ วิญญาณอาฆาต 
แล้ววิญญาณมาจากไหน วิญญาณส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในตัวเราเป็นขันธ์ตัวที่ 5 มนุษย์ประกอบด้วยขันธ์ 5 รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และข้อที่ 5 คือ วิญญาณ  อีกภาคหนึ่งเกิดจากวิญญาณนอกกาย วิญญาณนอกกายมาจากไหน อันนี้ต้องใช้เวลาอธิบายกันยาวเป็นหางว่าวถึงจะเข้าใจ วิญญาณข้างนอกมาร่วมสมทบกับวิญญาณในตัวเรา ทำให้เกิดเป็นแรงอาฆาตขึ้น แล้วอาฆาตใครล่ะ ยังไงๆ เริ่มต้นก็ต้องอาฆาตตัวเองก่อน เปล่า ฉันจะมาอาฆาตตัวฉันทำไม ฉันรักตัวฉันจะแย่อยู่แล้ว นั่นแหละ นั่นแหละคือ ปัญหาใหญ่ เพราะฉะนั้น คนที่พบกับความโชคร้าย คือ วิญญาณอาฆาต ก็มาด้วยจากสาเหตุนี้แหละ
เอาล่ะ เรามาตั้งจิตอธิษฐานสวดมนต์สวดพรกัน แล้วก่อนจะสวดมนต์สวดพร ก็มาอ้อนวอนขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อ้อนวอนก็ยังสู้อธิษฐานไม่ได้ อธิษฐานก็ยังสู้สัตยาธิษฐานไม่ได้ เพราะว่า สัตยาธิษฐานแน่นอนกว่า  ก็เกิดปัญหาอีกล่ะ  อะไรคือสัตยาธิษฐาน นั่นแหละ ก็ต้องมาคุยกันในรายการถามแอนด์ทอล์คที่เราจัดขึ้นเพียงแค่เดือนละครั้ง ก็หวังว่า คงจะมีผู้สนใจขนปัญหากันมาเยอะๆ แต่เวลาเราเหลือน้อยๆ เวลาเรามีน้อย  ก็ตอบกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งวันใดเรามีเวลาว่างมากๆ ก็มาจับเข่าคุยกัน ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟังอีกครั้งหนึ่ง 
ส. 4 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย ดร.วันพร จาปะเกษตร์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1844    เมื่อไม่ได้นำวิญญาณแท้มาไหว้ครู  การครอบครูและไหว้ครูก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร  จิตนอบน้อมเป็นเรื่องใหญ่
วิญญาณแท้ต้องสัมพัทธ์ในการสัมผัสและสัมพันธ์   จิตศักดิ์สิทธิ์ต้องมีความศรัทธาที่ถึงพร้อมและตกผลึก
16 ม.ค. 2026
EP. 1894   พิจารณา 3 อย่างแรก  โลภ โกรธ หลง  มีลักษณะของโทษเป็นอย่างไร (พ. 11 มี.ค. 2569)
แล้วนำไปสู่การพิจารณา  กิเลส ตัณหา อุปาทาน ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร  มีผลดีผลร้ายอย่างไร
13 มี.ค. 2026
EP. 1858    งานของสหปฏิบัติฯ คือ พูดคิดทำ ในสิ่งที่เหมาะสม สมควร แล้วเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ (จ. 26  ม.ค. 2569)
งานของสหปฏิบัติฯ คือ พูดคิดทำ ในสิ่งที่เหมาะสม สมควร แล้วเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ มี 2 หลักใหญ่ คือ งานสามัญวิสัยและงานเหนือสามัญวิสัย เพื่อให้รู้ว่า คนเรามีศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ตัว ไม่ต้องตะลอนหาที่ไหน แต่ต้องดึงออกมา และทำให้ธรรมชาติสองอย่างสมดุลกันทั้งศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตก็จะเป็นปกติสุข แต่วิธีการอย่างไร มีรายละเอียด ต้องศึกษาเรียนรู้
29 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy