แชร์

EP.2047    ศรัทธาพลาดถลำล้มตรงไหน (พฤ. 10 ก.ย. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 15 ก.ย. 2026
41 ผู้เข้าชม
EP.2047    ศรัทธาพลาดถลำล้มตรงไหน ล้มตรงวิริยะ ก้าวที่ 2 นี่สำคัญที่สุด เพียรถูกวิธีก็ไม่เพี้ยน  คนที่เพียรผิดวิธี เพราะเหตุด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน คนที่เพี้ยนก็คือ มีกิเลสหนา ตัณหาจัด อุปาทานรุนแรง ต้องระวังให้ดี  เพี้ยนเกิดขึ้นแทนความเพียร สติก็ขาด ขาดสติ สมาธิก็ไม่ใช่สมาธิที่แท้จริง ปัญญาเป็นปัญหาทันที
สวัสดีทุกท่าน เพลงออกแขกวันนี้ยุติลงตรงที่เรื่องของขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ ตัวสุดท้ายคือ วิญญาณ ซึ่งแปลตรงๆ ก็แปลว่า ความรู้สึก แต่เจ้าความรู้สึกนี่ล่ะมันไม่มีที่สิ้นสุด เท่าไหร่ๆ มันก็ไม่มีวันจบ มันจะจบได้ด้วยอะไร
วันนี้เราพบกันวันพฤหัสบดีที่ 10 เดือนกันยายน พุทธะ คริสต์ 69 และ 26  เป็นวันแรม 13 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเมีย  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พหุเกนะ วา”  เราจะต้องทำวันนี้ซึ่งก็เหลืออีกกี่ชั่วโมง ให้เกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย ก็เข้ามาสู่การพิจารณาความรู้สึก ความรู้สึกของคนจากร่างกายเพียงหนึ่งสังขาร ทำไมมันยิ่งใหญ่อย่างนั้น ตั้งแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ความรู้สึกมันไปของมันชนิดที่ว่า ไม่มีขอบเขต ซึ่งเป็นทั้งคุณอนันต์ และก็เป็นทั้งโทษมหันต์ แต่คนก็ชอบ ชอบที่จะใช้ความรู้สึกต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน แต่ละคืน น้อยให้คนนักที่จะคิดถึงปัญหาของความรู้ 
คนที่จะบอกว่า ไม่ได้ ฉันจะเรียนรู้เรื่องทางในประสมกับทางนอก โดยฉันจะแสวงหาความรู้ให้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นความรู้สึกมันจะพาฉันไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น ฉันต้องพยายามหาความรู้มาคู่ความรู้สึกให้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นฉันจะเสียคน จะเสียผู้เสียคนได้ จะหาคนอย่างนี้คงจะหายาก นานๆ คงจะพบสักคนว่า  ไม่ไหวนะเราไปเชื่อถึงเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนซ่อนเร่นปิดบังอำพรางทั้งหลาย โดยความรู้สึกเข้าไปตัดสิน รู้สึกว่า เทพเทวดาเป็นอย่างนี้ รู้สึกว่า ภูตผีปีศาจโอปปาติกะ สัมภเวสี เป็นอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ ซึ่งมันอันตรายมาก เอาความรู้สึกมาตัดสิน แต่ไม่เอาความรู้  ไม่สนใจความรู้ ทั้งๆ ที่โอกาสในยุคนี้ ในยุคนี้นะโอกาสที่เราจะเรียนรู้ หาความรู้มากกว่าสมัยโบราณ เพราะน้อยคนนักที่จะให้ความสนใจ ตัดสิน ด้วยความรู้สึกซะอย่างนั้นแหละ 
คนก็เหมือนกัน นาย ก. พบนาย ข. แทนที่จะหาความรู้เกี่ยวกับตัวนาย ข. ว่า นาย ข. นี่เป็นคนยังไง ยังไง ยังไง เราจะต้องรู้ข้อเด่น ข้อด้อยของเขาว่า เขาเป็นคนดีอย่างนี้ เป็นคนไม่ดีอย่างนี้ มีข้อเสียอย่างนี้ มีข้อดีอย่างนั้น เปล่าหรอกส่วนมาก นาย ก. ก็จะคบนาย ข. ด้วยความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ เอาสิ่งเหล่านี้มาตัดสิน แล้วก็อาจจะหลงใหลนาย ข. นิยมนาย ข. หัวทิ่มหัวตำไปเลย อันนี้ก็เปรียบเทียบ 
เพราะฉะนั้น เราจึงต้องระวังอย่างหนึ่งว่า เรื่องศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย อย่าตัดสินด้วยความรู้สึก เราสามารถ แสวงหาความรู้ได้โดยไม่ยาก
เมื่อวานพูดถึงเรื่องศรัทธาพลาดถลำลงไปสู่ความเพี้ยน ศรัทธาน่ะดีแน่ ศรัทธาแปลว่า ความเชื่อ เชื่อเถอะว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา มีจริง แต่ให้ก้าวต่อไป พอบอกให้ก้าวต่อไปปุ๊บ คนจำนวนไม่ใช่น้อยก็จะพรวดพราด พลาดถลำลื่นล้มลงไปเลย ล้มตรงไหน ล้มตรงวิริยะ ซึ่งแปลว่า ความเพียร ไปแปลงความหมายของวิริยะ ไปเข้าสู่ความหมายของวิริยะผิดพลาดคลาดเคลื่อนหมด กลายเป็นความเพี้ยน เอาความผิดปกติมาตัดสิน หลังจากศรัทธาคือ ความเชื่อว่า ผีเป็นอย่างนี้นะ มีจริง  เทพเป็นอย่างนี้นะ มีจริง  สวรรค์เป็นอย่างนี้นะ มีจริง  นรกเป็นอย่างนี้นะ มีจริง  แต่แทนที่ก้าวที่ 2 ในอินทรีย์พละ อินทรีย์แปลว่า อำนาจ  พละแปลว่า พลัง มี 5 ข้อ มาทวนนิดหนึ่งก่อน อินทรีย์ 5 พละ 5  หมวดธรรมสำคัญทีเดียว 
1. ศรัทธา ศรัทธาแปลว่า ความเชื่อ  2. วิริยะแปลว่า ความเพียร ตัววิริยะตัวสำคัญที่จะต้องระวังคนตีความหมาย และใช้ความหมายของความเพียรเป็นความเพี้ยนกันไปซะเยอะ 3. สติ สติแปลว่า ความระลึกได้ บางทีขาดสติซะอย่างนั้นแหละ 4. สมาธิ สมาธิคืออะไร เอะอะก็บอกนี่แหละคือ สมาธิ นี่แหละคือ สมาธิ แต่ความจริงบางทีไม่ใช่ สมาธิจริงๆ มันต้องแปลว่า จิตตั้งมั่น บางคนจิตโลเล  จิตกะเรกะระ กะเรียกะราด เพียงแค่ร่างกายนั่งตัวแข็งตั้งตรงก็บอกฉันเข้าสมาธิแล้ว ที่แท้จิตไม่รู้ไปอยู่ตรงไหน ขั้นที่ 5 คือ ปัญญา 
ศรัทธา วิริยา สติ สมาธิ ปัญญา ก้าวที่ 2 นี่พลาดถลำลื่นล้มซะแล้ว เราจะเห็นคนอธิบายเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา ลักษณะเพี้ยนๆ นี่เยอะมาก เป็นตุเป็นตะ เป็นตุ๊เป็นต๊ะ เอาเป็นเอาตายอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ เชื่อฉัน เชื่อฉัน เชื่อฉัน คนพูดเคยหลงเชื่อ หลงเชื่อคนเพี้ยนๆ  แล้วตั้งตัวเป็นอาจารย์มาเยอะเชียว พูดกันง่ายๆ ว่า ถูกหลอกมาจนเข็ด ถูกหลอกมาซะเยอะ ก็มีความรู้สึกห่วงใหญ่คนที่ถูกหลอกต่อๆ จากเรา แล้วก็ยังจะมีคนถูกหลอกต่อๆ ไป เพราะพวกประเภทคิดเพี้ยนๆ เยอะขึ้นทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน และพวกนี้มันหลงตัวเองด้วยนะ ส่วนมากพวกประเภทคิดเพี้ยนๆ ความคิดผิดปกติ หลงตัวเองด้วยนะ มามีความภูมิใจในความเพี้ยนของเขาอย่างยิ่งเชียว ถือว่า เขานี่วิเศษสุด 
เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่า ตัวเองศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนกาลามสูตร กาลามสูตร 10 ข้อ อย่าเชื่อโดยการเล่าอ้าง อย่าเชื่อโดยการอ้างอิง อย่าเชื่อโดยเห็นโดยสอดคล้อง อย่าเชื่ออย่างนั้น อย่าเชื่ออย่างนี้ อย่าเชื่ออย่างโน้น จนกระทั่งว่า อย่าเชื่อเพราะเห็นว่าเป็นครูบาอาจารย์ แต่นี้พวกประเภทผิดเพี้ยนอีกเหมือนกัน ก็เอากาลามสูตรนี่มาแปลผิดๆ ว่า พระพุทธเจ้าสอนให้ลบหลู่ดูหมิ่นครูบาอาจารย์ อย่าเชื่อ ไปกันใหญ่ ท่านหมายถึงว่า อย่าตัดสินเพียงแค่ว่า คนนี้เขาตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์ แล้วเขาบอกอะไรมาก็เชื่อเขาทันที อันนี้ไม่ใช่ แต่ไม่ใช่ไปลบหลู่ดูหมิ่นเขา เขาอาจจะเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีก็ได้ 
หันกลับมา ก้าวที่ 2 นี่สำคัญที่สุด วิริยะแปลว่า ความเพียร ความเพียร เพียรถูกวิธีก็ไม่เพี้ยน  คนที่เพียรผิดวิธีเพราะอะไร เพราะเหตุด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน คนที่เพียรแล้วเพี้ยนนี่ก็คือ มีกิเลสหนา กิเลสหนามากพวกนี้ ตัณหาจัด อุปาทานเอาเป็นเอาตาย เพราะฉะนั้น พวกกิเลส มีกิเลสหนา ตัณหาจัด อุปาทานรุนแรง นี่ต้องระวังให้ดี โอกาสที่จะถูกเขาต้มตุ๋นง่ายที่สุด ก้าวที่ 2 นะ ศรัทธา วิริยะ ก่อนจะไปถึงสติ ถ้าก้าวที่ 2 พลาด คือ ความเพี้ยนเกิดขึ้นแทนความเพียร สติก็ขาด ขาดสติ สมาธิก็เป็นสมาธิโกหก ไม่ใช่สมาธิที่แท้จริง ปัญญาเป็นปัญหาทันที เป็นปัญหาทันที แทนที่จะก้าวไปข้อที่ 5 ได้ปัญญา ก้าวไปสู่ปัญหา สู้อย่าศึกษา อย่าหาความรู้เลยเสียจะดีกว่า เพราะรู้ไปแล้วแก้ไขยาก พวกประเภทที่ฟิกไอเดียยึดมั่นถือมั่น ทั้งๆ ที่สิ่งที่ตัวเองรู้นั้นมันผิด มันพลาด มันไม่ถูกต้อง มันคือ ปัญหา เขาก็เข้าใจว่า เขานี่เกิดปัญญา แล้ววางตัวเก่งสามารถ ขันอาสาจะสอนผู้อื่น ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองกำลังมีปัญหา แต่เขาทำอวดเก่งกล้าสามารถว่าจะสอนผู้อื่น 
แต่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า เหมารวมทั้งหมด เหมารวมทั้งหมดนะ คนที่เขาเป็นคนมีสติ เขาเป็นคนมีความเพียรอย่างถูกต้อง เขามีศรัทธาที่บริสุทธิ์ เขามีสมาธิที่มีหลักเกณฑ์ แล้วเขาเกิดปัญญา เกิดปัญญา พร้อมที่จะมอบให้คนนำไปแก้ปัญหานั้นก็มีอยู่มาก อย่าไปเหมารวมเข่งทั้งหมดว่า อาจารย์ท่านนั้นสงสัยจะเพี้ยน สงสัยจะขาดสติ สงสัยจะมีแต่สมาธิปลอมๆ สงสัยจะมีแต่ปัญหา ไม่ได้มีปัญญาจริง ก็ไม่ได้นะ ต้องดูว่าใครเป็นใคร ก็ขอแสดงความคิดเห็นลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ 
มาดูผลงาน ผลงานของคุณปุนนภา รักษาวงษ์ สองพันสี่สิบหก 2046 ปาฏิหาริย์ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ถ้าหากว่า ไม่ใช่ปาฏิหาริย์จริง ก็นำไปสู่ความเสียหาย ไม่ใช่ความสำเร็จ อย่าใช้ดีกว่า  ปาฏิหาริย์ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ และความสุข เป็นปาฏิหาริย์ที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ให้มากที่สุด ปาฏิหาริย์แปลว่า ตอบโต้ตีกลับนะ เราต้องใช้หลักธรรมะของพระพุทธศาสนา หมวดอินทรีย์พละ 5  อินทรีย์และพละ 5  อินทรีย์แปลว่า อำนาจ พละแปลว่า พลัง หมวดนี้หมวดสำคัญ ส่วนมากจะไปหลงทางข้อที่ 2 ก้าวที่ 2 คือ ความเพียรผิดๆ 
บางคนก็เพียรจะเอาให้เกิดปาฏิหาริย์ เกิดศักดิ์สิทธิ์ เกิดอิทธิฤทธิ์ เข้าถึงเทวดาให้จงได้ คิดไปคิดมา คิดมาคิดไป ลงความเห็นแบบมักง่ายซะอย่างนั้นแหละว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ อาการอย่างนี้ อย่างนี้ แปลว่าอย่างนี้  อาการอย่างนั้นแปลว่าอย่างนั้น อาการอย่างโน้นแปลว่าอย่างโน้น คือ บางคนก็จับอาการจากการที่เทพเขามาลง องค์เขามาเข้า เจ้ามาประทับ ร่ายรำแบบไหน อาการโยกตัวอย่างไร  อันนั้นมันเป็นเรื่องของปฏิกิริยา มันไม่ได้หมายความว่า เทพที่เขามาลงแล้วเขาแสดงอย่างนี้ เขาจะบอกเหตุอย่างนี้ อย่างนี้เสมอไป ไม่ใช่ ซึ่งนานๆ บางครั้งเท่านั้นที่เทพมาลงตัวนาย ก. แล้วแสดงอาการร่ายรำบอกเหตุ แปลความหมายว่า อย่างนี้ อย่างนี้ มีบางครั้ง แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง 
ทุกครั้งที่เทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับในร่างกายของนาย ก. และนาง ข. อันนั้นเกิดจากสรีระร่างกาย อารมณ์ ฮอร์โมน เคมีเปลี่ยนแปลงไป แต่เรื่องการอ่าน อ่านการที่เทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับว่า เทพมีพระประสงค์อย่างไร เขาอ่านกันที่จิตวิญญาณ เขาไม่ได้อ่านกันจากกิริยา ท่าทางที่ร่ายรำ มีบางครั้งไม่ใช่ทุกครั้ง และที่บางครั้งร่ายรำบอกกิริยาอาการ ต้องขึ้นอยู่กับผู้ที่อยู่ด้วย  
ผู้ที่อยู่ด้วย เช่น นาย ก. มีเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ แล้วแสดงอาการร่ายรำ มีนายเออยู่ด้วย เทพในตัวนายเอ กับเทพในตัวนาย ก. มีปฏิสัมพันธ์ที่จริงจัง จริงจังและจริงใจอย่างมากมาย อาการของนาย ก. ที่ร่ายรำจึงจะบอกเหตุ บอกเหตุได้ชัดเจนว่า อาการร่ายรำแสดงอาการอย่างนี้ มีจุดประสงค์อย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ 
เท่ากับว่า นายเอเป็นผู้กำกับ หรือเป็นผู้คอยกำชับ หรือเป็นผู้คอยให้สัญญาณอันชัดเจน แต่ไม่ใช่นายเอจะมาบังคับนะ ให้เทพประจำตัวนาย ก. บอกนิมิตออกมาว่า นาย ก. ควรจะต้องอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้นะ  เทพที่มาลงในตัวนาย ก. ตอนนี้ เป็นองค์นั้นนะ เป็นองค์นี้นะ มีพระประสงค์อย่างนั้น อย่างนี้นะ ขึ้นอยู่กับนายเอที่นั่งเฝ้านาย ก. มีเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าก็ไปแปลอาการร่ายรำว่า รำแบบนี้ต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน ไม่ใช่  ขออภัยที่เสริมความรู้อันนี้ขึ้นมา แต่บางคนอาจจะไม่เห็นด้วย ก็ค่อยๆ มาจับเข่าคุยกัน ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลง แล้วมารับรายงานจากอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง 
20 กันยา กันยายนแปลว่า เดือนแห่งสาวงาม ก็น่าจะรวมถึงหนุ่มหล่อได้ด้วย ทำไมเราจึงเลือกวันที่ 20 กันยายนเป็นวันครอบครู  ต้องใช้เวลาในการอรรถาธิบายกันยาวเหยียดเชียว เอาคร่าวๆ วันสำคัญที่สุดในวันครอบครูที่เราเลือกมาเป็นวันประจำปี ก็อย่างน้อยที่สุดเป็นวันเยาวชน  เยาวชนแปลว่า ผู้ที่ยังเป็นเด็ก หรือวัยรุ่น วัยรุ่นหรือเยาวชนเขาจะโตขึ้นไป โตขึ้นไป แล้วก็โตขึ้นไป เป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของเมือง เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เราควรจะปลูกฝังความรอบรู้ รวมทั้งพิธีกรรมให้แก่เขาตั้งแต่ยังเล็ก มันจะได้เกิดฝังลงไปในจิตวิญญาณ ความเป็นสิริมงคลก็จะเกิดขึ้นแด่ชีวิตเขา คือ ในตัวคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ ก็มีขันธ์ 5 เท่ากัน ไม่ใช่ว่าเด็กมีขันธ์ 5 แต่ผู้ใหญ่มีขันธ์ 10 คนแก่มีขันธ์ 20  คนเฒ่าใกล้จะตายมีขันธ์ 30 อันนี้ไม่ใช่  เด็กเกิดมาในท้องพอได้เวลาคลอดออกมาครบขันธ์ 5 
เราจึงบอกว่า การครอบครูเพื่อการครอบครองขันธ์ทั้ง 5 ให้เป็นปกติสุข พอเริ่มต้นอย่างนี้สิ่งทั้งหลายเริ่มสมบูรณ์ตั้งแต่รูป เวทนา รูปคือ สิ่งที่ต้องเสื่อมไปตามเหตุปัจจัยที่ขัดแย้ง ความขัดแย้งก็จะน้อยลง เวทนาคือ จิตเสวยอารมณ์ อารมณ์ป่วนจิต จิตรับรู้อารมณ์ ก็จะได้มีจิตรับรู้อารมณ์ ไม่ต้องถูกอารมณ์ป่วนจิตอยู่เสมอๆ  สัญญา จำได้หมายรู้ ถ้าหากว่า คนที่มีสติและมีวิญญาณแห่งความเป็นครูอยู่ในตัว สัญญาแปลว่า จำได้หมายรู้ ไม่ใช่จะกลายเป็นคนเซื่องๆ ซึมๆ เป๋อๆ หลงๆ ลืมๆ   สัญญาแปลว่า จำได้หมายรู้  สังขารคือ การปรุงแต่ง ปรุงอะไร ปรุงแต่งตั้งแต่หัวจรดเท้า ปรุงแต่งตั้งแต่ความรู้สึกนึกคิด ปรุงแต่งร่างกายให้สมบูรณ์ สังขารคือ การปรุงแต่ง แล้วก็ปรุงแต่งอารมณ์โดยเฉพาะเด็กจะมีอารมณ์ที่ผิดปกติ คนอายุมากก็ผิดปกติ คนหนุ่มคนสาวก็ผิดปกติ วิญญาณคือ ความรู้สึก จะได้มีความรู้มาคู่ความรู้สึก อันนี้คร่าวๆ ความรู้ที่เราจะให้ในวันครอบครู ก็ต้องไปคุยกันในวันครอบครูอีกทีหนึ่ง 
พฤ. 10 ก.ย. 2569
รวบรวมโดย คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.2074   พรหมลิขิต ลิขิตให้มนุษย์มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นอัปปมัญญาพรหม (อ. 13 ต.ค. 2569)
แต่จิตมนุษย์มันสกปรกขึ้นทุกวัน ทุกวัน ด้วย โลภ โกรธ หลง /กิเลส ตัณหา อุปาทาน /ตัณหา มานะ ทิฎฐิ /พระพรหมก็ต้องส่งงานไปให้ท่านยม  ท่านยมก็ขีดเขี่ย เจ็บไข้ได้ป่วย อาชีพการงาน คู่ครองแตกกันไปคนละทิศคนละทาง บุตรบริวารระเนระนาด ระส่ำระส่าย นั่นแหล่ะคือ ผลงานของพระยมขีดเขี่ย
15 ต.ค. 2026
EP. 1859   เหตุที่สุขภาพใจดี ร่างกายแข็งแรงดี แต่ทำไมมันยังทุกข์ ก็เพราะวิญญาณของคุณยังมีโลภ มีโกรธ มีหลง  มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน วิญญาณก็เลยหนัก เพราะวิญญาณของคุณไปค้านกันกับความจริงของธรรมชาติในโลกเหนือสามัญวิสัย (อ. 27 ม.ค. 2569)
เหตุที่สุขภาพใจดี ร่างกายแข็งแรงดี แต่ทำไมมันยังทุกข์ ก็เพราะวิญญาณของคุณยังมีโลภ มีโกรธ มีหลง  มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน วิญญาณก็เลยหนัก เพราะวิญญาณของคุณไปค้านกันกับความจริงของธรรมชาติในโลกเหนือสามัญวิสัย ออร่าที่ออกมาเป็นราศีจากตัวเรา ไม่สามารถทะลุชั้นบรรยากาศได้ ก็ไปติดอยู่แค่ในอากาศซึ่งมี Space and time คือ มีเวลาเป็นตัวบังคับร่างกาย จิตใจ และวิญญาณเรา เราก็เหมือนกับผู้ต้องโทษ ไม่สามารถจะมีอิสระ ขยับกายก็ลำบาก จะขับเคลื่อนจิตก็แสนยากเพราะวิญญาณอาฆาต  พัฒนารัศมีในตัวเองออกไปให้ไปสู่ชั้นอวกาศ ในชั้นอวกาศเราอุปมาเปรียบเทียบเป็นรังสีแห่งพรหม มีความเบาบาง ผ่อนคลาย สบาย ไม่เครียด ไม่ขึง ไม่ตึง ไม่หย่อนจนเกินไป เพราะรังสีแห่งพรหมจะเกิดความเหมาะสมกับพรหมลิขิตของทุกชีวิต
29 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy