EP.2014 ขันธ์ 5 ของเราเปรียบเหมือนบ้านหลังหนึ่ง เราเป็นเจ้าของชีวิต ก็เปรียบเหมือนเจ้าของบ้าน ถ้าเราทำใจ จิต มโน วิญญาณให้สงบไม่ได้เท่าที่ควร เมื่อมีรังสีแห่งพรหมหรือคลื่นพลังเทพเข้ามาเยือน ผู้ที่ออกไปรับรู้ไปต้อนรับมันกลายเป็นอารมณ์ ซึ่งต้องระวังให้ดี
อัพเดทล่าสุด: 2 ส.ค. 2026
0 ผู้เข้าชม
EP.2014 ขันธ์ 5 ของเราเปรียบเหมือนบ้านหลังหนึ่ง เราเป็นเจ้าของชีวิต ก็เปรียบเหมือนเจ้าของบ้าน ถ้าเราทำใจ จิต มโน วิญญาณให้สงบไม่ได้เท่าที่ควร เมื่อมีรังสีแห่งพรหมหรือคลื่นพลังเทพเข้ามาเยือน ผู้ที่ออกไปรับรู้ไปต้อนรับมันกลายเป็นอารมณ์ ซึ่งต้องระวังให้ดี
เราจึงต้องพยายามทำจิต ทำใจให้สงบไว้ ยิ่งสงบมากเท่าไหร่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาเยือนเรา ที่ส่งพลังมาให้เรา ก็จะได้รับการต้อนรับจากจิต แล้วเอาเข้ามาปรุงแต่งในขันธ์ 5 ถ้าเรามีความรู้พอสมควรใส่ลงไปในธาตุรู้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง ก็จะส่งต่อให้วิญญาณธาตุ วิญญาณธาตุก็จะแสดงแต่ความรู้สึกที่ถูกต้องและดีงามออกมา อีกไม่ช้าไม่นานเทพกับเรา เรากับเทพ ก็จะผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ท่านจะกลายเป็นญาณแฝง แล้วเราก็จะกลายเป็นมนุษย์ปกติที่ใช้ Sense พิเศษ ที่เขาเรียกว่า Sixth Sense สัมผัสที่ 6 อย่างเหมาะสม
สวัสดีทุกท่าน วันนี้พบกันทางเงา วันจันทร์ที่ 27 เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2569 และ คริสต์ศักราช 2026 วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 แต่เป็น 8 หลัง ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” วันเวลาผ่านไป อย่าให้ผ่านไปเปล่า แต่ละวัน แต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย เราควรจะได้อะไรบ้าง
วันนี้เราจะได้อะไร ย้ำหรือเพิ่มเติมจากการที่เราจะเข้าใจว่า ทำอย่างไร เราจะทำใจ ทำจิต ทำมโน ทำวิญญาณ ให้สงบมากที่สุด เพราะว่าถ้าเราทำใจ จิต มโน วิญญาณ ให้สงบไม่ได้เท่าที่ควรแล้ว สิ่งที่มาสัมผัสเราเบื้องแรกไม่ว่าเรื่องสามัญวิสัย หรือเหนือสามัญวิสัย ก็จะกลายเป็นว่า ผู้ที่ออกไปรับรู้ ออกไปต้อนรับ มันกลายเป็นอารมณ์
สมมติว่า เราไปบ้านใครสักบ้านหนึ่ง แล้วถ้าหากว่าเจ้าของบ้านเขาออกมาต้อนรับเอง เราก็จะมีความภูมิใจ รู้สึกว่าเขาให้เกียรติเรา แต่ถ้าเขาให้ใครก็ไม่รู้ สมมติว่าเด็กคนใช้ หรือคนที่ไม่เป็นภาษา ไม่เป็นเรื่องเป็นราว ออกมาต้อนรับเรา ถามว่าความรู้สึกของเราที่เราไปบ้านใครสักคนหนึ่ง แล้วเจ้าของบ้านไม่ออกมาต้อนรับ ผู้ออกมาต้อนรับกลับกลายเป็นใครไม่รู้ อยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม เราก็จะมีความรู้สึกที่ไม่ดีกับบ้านนั้นๆ
เช่นเดียวกันกับตัวเรา พอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่งรังสี ซึ่งเป็นไปตามพรหมลิขิตมาหาเรา เรากลับไม่ได้เอาจิตออกไปต้อนรับเอง สิ่งที่ออกไปต้อนรับกลับกลายเป็นอารมณ์ ก็เจ้าอารมณ์มันบ้าๆ บอๆ มันดีๆ ชั่วๆ มันขึ้นๆ ลงๆ มันเอาแน่ไม่ได้ เมื่ออารมณ์ออกไปต้อนรับ บางครั้งอารมณ์มันก็พอดูได้ พอดูได้ แต่บ่อยครั้งที่มันดูไม่ได้เลย เพราะว่าอารมณ์ประเภทที่ชอบป่วนจิตมันมีเยอะ จิตที่จะรับรู้อารมณ์ก็น้อย แล้วยิ่งถ้าจิตที่จะมาเสวยอารมณ์ หาได้ยากมาก
เพราะฉะนั้น เราเป็นเจ้าของชีวิต ก็เปรียบเหมือนเจ้าของบ้าน จึงต้องพยายามทำจิต ทำใจให้สงบไว้ ยิ่งสงบมากเท่าไหร่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาเยือนเรา ที่ส่งพลังมาให้เรา ก็จะได้รับการต้อนรับจากจิต อันนี้เปรียบให้เห็นภาพว่า แม้นแต่ทางในก็ไม่ผิดกับทางนอก ทางนอกฉันใด ทางในก็ฉันนั้น ตอนนี้ก็เกิดคำถามขึ้นอีกว่า แล้วถ้าฉันเอาอารมณ์ไปต้อนรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะรังสีแห่งพรหม แล้วมันจะเสียหายยังไงไหม มันก็เสียหายซิ สมมติว่าแขกผู้มีเกียรติ มีฐานะ มาเยี่ยมเยียนเรา เรากลับให้ใครก็ไม่รู้ ซึ่งบางคนบางทีก็เป็นเด็กที่รับใช้ไม่มีมารยาท วาจาในการกล่าวต้อนรับบางทีก็ไม่สุภาพ ออกไปต้อนรับแขกผู้ใหญ่ แขกเขาก็มีความรู้สึกหมดศรัทธาในตัวเรา เพราะว่าเราเป็นเจ้าของบ้าน
เพราะฉะนั้น ขันธ์ 5 ของเราเปรียบเหมือนบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่จะออกไปต้อนรับรังสีแห่งพรหม หรือแม้แต่ไม่ใช่รังสีแห่งพรหม เทพที่มาจากชั้นบรรยากาศ เช่น จตุมหาราชิกา ยามา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมานนรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ท่านก็เป็นเทพ แล้วเกิดมาเยียนเรา เกิดเข้ามาประสานในตัวเรา แล้วเราเอาอารมณ์ไปต้อนรับท่าน ไปต้อนรับเขา เขาก็ไม่พอใจซิ อะไรบ้านนี้ ฉันเป็นผู้หลักผู้ใหญ่อุตส่าห์มาเยี่ยมเยียน อุตส่าห์มาหา อุตส่าห์มาให้สิ่งที่ดีๆ เอาใครก็ไม่รู้ออกมาต้อนรับฉัน ความรู้สึกก็เสียไปแล้ว ก็คือ เอาอารมณ์ไปต้อนรับ ไม่ได้เอาจิตไปรับ ฉะนั้น เราจึงต้องระวัง ระวังตัวของเราว่า
ขันธ์ 5 ของเราประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ สิ่งสำคัญที่สุดที่รังสีแห่งพรหม หรือคลื่นพลังเทพที่ส่งมา เรายังจะต้องเข้ามาผ่านขันธ์ตัวที่ 1 คือ รูป ตัวที่ 2 คือ เวทนา ตัวที่ 3 คือ สัญญา ขันธ์ตัวที่ 4 คือ สังขาร จะต้องมาปรุงแต่งในขันธ์ตัวที่ 4 ขันธ์ตัวที่ 4 คือสังขาร สังขารแปลว่า การปรุงแต่ง ขันธ์ตัวที่ 5 วิญญาณ คือ ความรู้สึก ความรู้สึกที่เรามีต่อเทพเทวดาที่จะเข้ามาในขันธ์ 5 ของเรา แล้วเราจะมาปรุงแต่งในขันธ์ตัวที่ 4 ตามสัญญาขันธ์ตัวที่ 3 และเกิดเวทนาคือ ขันธ์ตัวที่ 2 รูปก็คือ ขันธ์ตัวที่ 1 มันไม่ถูกต้อง มันไม่เหมาะสม ที่เราใช้อารมณ์ออกไปต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ฉะนั้น จึงต้องระวัง ระวังให้ดีว่า อะไรที่ไม่เหมาะสม จะทำให้เราถูกสมน้ำหน้า เสียโอกาส
ฉะนั้น เรามาศึกษาความรู้กันให้ถ่องแท้ ว่าจริงๆ แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้อยู่ที่ไหน เขาก็เข้าๆ ออกๆ ในตัวเรานี่แหล่ะ แต่เราต้องรับเขา และเอาเข้ามาปรุงแต่งในแต่ละขันธ์ แต่ละขันธ์ เหมาะสมหรือเปล่า เข้ามาในรูปที่ไม่พร้อมจะบริหาร ขันธ์ตัวแรกไม่พร้อมจะบริหาร เช่นสุขภาพร่างกายไม่ดี ก็ไม่หมั่นดูแลรักษา หรือทำให้สุขภาพร่างกายอยู่ในสภาพที่ดีพอสมควรแก่วัย ขันธ์ตัวที่ 2 เวทนา เราเกิดเวทนาเป็นทุกขเวทนาอยู่ตลอดเวลา หรืออย่างน้อยๆ ก็เกิดเป็นสุขเวทนาก็ยังดี ไม่ทุกขเวทนาเอาสุขเวทนา แต่ถ้าเวทนาที่ดีที่เราจะต้อนรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ น่าจะเป็นอทุกขมสุขเวทนา ขันธ์ตัวที่ 2 ส่วนขันธ์ตัวที่ 3 สัญญา จำได้หมายรู้ สัญญาจำได้ว่ายังไง สัญญาจำให้ได้ว่า ตรงนี้เป็นเทพเจ้ามาจากสวรรค์ชั้นนี้ เป็นเทพเจ้าทั่วไป องค์นี้เป็นมหาเทพ ไม่ใช่เทพเจ้าทั่วไปธรรมดา สัญญาก็รับรู้
ขันธ์ตัวที่ 4 สังขาร ปรุงแต่งคลื่นพลังจากเทพเทวดา ปรุงอันนี้นะเป็นคลื่นของพลังเทพทั่วไปในบรรยากาศ ที่พูดแล้วว่า จตุมหาราชิกา ยามา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมานนรดี ปรนิมมิตวสวัตตี คลื่นพลังกรรมอันนี้เป็นคลื่นมาจากชั้นอวกาศ เป็นรังสีแห่งพรหม ท่านมาชั้นสูงเชียว เพราะฉะนั้น การปรุงแต่งให้มาผสมผสานในร่างกายเราให้มิกซ์กันอย่างเหมาะสม ก็ให้รู้ฐานะ ขันธ์ตัวที่ 4 ก็ต้องทำงานให้ถูกต้องและเหมาะสม สังขารคือ การปรุงแต่ง
วิญญาณคือ ความรู้สึก เรามีความรู้สึกต่อเทพที่มาลงในตัวเรา เทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ รู้สึกดีไหม รู้สึกภูมิใจไหม รู้สึกเคารพนบนอบเทพเจ้าที่เข้ามาในตัวเราไหม รู้สึกว่าเข้าใจเทพที่เข้ามาในตัวเราว่า ท่านมาช่วงหนึ่งของกาลเวลาเท่านั้นนะ อีกไม่ช้าไม่นานท่านจะกลายเป็นญาณแฝง แล้วเราก็จะกลายเป็นมนุษย์ปกติที่ใช้ Sense พิเศษ ที่เขาเรียกว่า Sixth Sense Senseสัมผัสที่ 6 ได้อย่างเหมาะสม แก่บุคคลที่มาพบหน้าค่าตาเรา ล้วนแล้วแต่มันอยู่ที่ตัวเรา จะเอาอะไรออกมาใช้ จะเอาอะไรออกมาต้อนรับ เอาอารมณ์บูดๆ ออกไปต้อนรับเทพในระดับมหาเทพ มันถูกต้องเมื่อไหร่ เอาความรู้สึกที่ไม่ดีต้อนรับเทพที่ดีๆ มันก็ไม่ถูกต้อง
อันนี้คือ ความรู้ในระดับหนึ่งที่เราจะต้องมาใส่ความรู้เหล่านี้ลงไปในธาตุรู้ พอธาตุรู้ของเรามีข้อมูล เขาเรียกว่า ข้อมูลที่เหมาะสมและถูกต้อง ส่งต่อให้วิญญาณธาตุ วิญญาณแปลว่า ความรู้สึก วิญญาณธาตุก็จะแสดงแต่ความรู้สึกที่ถูกต้องและดีงามออกมา ไม่ช้าไม่นานเรากับเทพ เทพกับเรา ก็จะประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน จะพูดเรื่องสามัญวิสัยก็คุยเรื่องธรรมดา เรื่องทั่วไป เรื่อง Common Sense จะพูดเรื่องเหนือสามัญก็ต้องมีเทคนิค มีศิลปะในการที่จะอธิบายให้ใครรู้ว่า เรื่องเหนือสามัญวิสัย ก็ได้แก่เรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับทั้งหลายเป็นอย่างนี้ๆ นะ ไม่ใช่ไปปล่อยไก่ ปล่อยเป็ด ออกไปหมดทั้งเล้า อับอายขายหน้าเขา ก็จะทำให้เสียหาย
มีผู้ที่รู้ แต่รู้ไม่จริง ยังรู้ไม่จริง แล้วไปปล่อยไก่ ภาษาว่าปล่อยไก่ อับอายขายหน้าเขาแย่ ไม่รู้จะทำยังไง โดยเฉพาะที่สหปฏิบัติฯ เรา จะกำชับนักกำชับหนาว่า ถ้ายังไม่ชัดเจน อย่าเพิ่งไปแสดงองค์ความรู้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเขา เขาจะดูถูกตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน อะไรทำนองอย่างนี้แหล่ะ เอาล่ะสมควรแก่เวลา ที่ให้ข้อรู้ข้อศึกษามาพอสมควรแล้ว เดี๋ยวมาดูผลงานของท่านผู้ใดที่มีน้ำใจส่งผลงานมา
วันนี้ผลงาน EP.2013 คุณอรสา กู้เกินพงษ์ ตัวโปรยชัดเจนว่า เรารับรู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอารมณ์ แล้วเราต้องเปลี่ยนหน้าที่จากอารมณ์ให้มาสู่จิต ให้จิตมารับรู้ ชัดเจน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรเขาก็จะแซงกันมา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรฝ่ายให้โทษแก่เรา เขาจะแซงกันมา พอเจ้าบุญนายคุณมาเตรียมให้สิ่งที่ดีกับเรา ฝ่ายบุญจะให้สิ่งที่ดีกับเรา เจ้าบุญนายคุณเหมือนกับผู้ดี เขาเป็นผู้ดี เขาจะไม่ทำอะไรลักษณะที่แซงหน้าแซงหลัง ไปก้าวก่ายผู้อื่นเขา ไปทำในสิ่งที่มันไม่เหมาะสม เขาก็จะรักษามารยาท เจ้าบุญนายคุณเหมือนคนที่เป็นผู้รากมากดี ส่วนเจ้ากรรมนายเวรมันเหมือนกับประเภทไม่มีมารยาท ไร้มารยาท แซงหน้าแซงหลังอะไรอย่างนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาเป็นเจ้ากรรมนายเวร เขาก็จะแซงกันมา พวกนี้พวกประเภทไม่มีมารยาท
พอเจ้าบุญนายคุณมาเตรียมให้สิ่งที่ดีกับเรา ฝ่ายบุญก็จะให้สิ่งที่ดีกับเรา เจ้ากรรมนายเวรก็เตรียมแซงหน้าเข้ามา แซงหลังเข้ามาว่าอย่างนั้นเถอะ เพื่อจะให้โทษกับเรา ซึ่งชิงไหวชิงพริบกันอย่างนี้ตลอด
อันนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราจะต้องรักษาจิตของเราให้เข้มแข็งไว้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะพบแต่เจ้ากรรมนายเวร พอจะพบกับเจ้าบุญนายคุณที อ้าว พลาดอีกแล้ว พอจะพบกับสิ่งดีๆ พลาดไปอีกแล้ว มันก็น่าเสียดาย แล้วมานั่งน้อยใจว่า ทำไม เราไม่มีบุญวาสนากับเขาสักที เพราะว่าจิตของเรา มันอยู่ในสภาพที่หวั่นไหว ขาดซึ่งความมั่นคง ก็เลยอดที่จะได้โอกาสที่ดี อันนี้ก็ช่วยกันพิจารณาให้เหมาะสม
เอาล่ะเดี๋ยวมาฟังเพลง แล้วอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์มีรายงาน หลังจากนั้นเราก็มาสวดมนต์สวดพรกันตามกำหนด อาจารย์ปัญจพล นอกจากรายงานแล้วก็จะบอกถึงสิ่งที่เราจะทำงานกันในวันที่ 29 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา เป็นวันแห่งพระสงฆ์ ปัญจวัคคีย์ ปัญจะ แปลว่า 5 วัคคีย์ ก็คือโยคีทั้ง 5 ได้รับการทรงโปรดจากพระพุทธเจ้า แล้วก็กลายเป็นพระสงฆ์ชุดแรก พระสงฆ์ชุดแรกในงานพระพุทธศาสนา ประการใดเราก็มาศึกษาหาความรู้กันในวันนั้น ขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง ขอให้ฟังเพลงกันสักเพลงสองเพลงก่อน
ก็ฟังเพลงกันเพลิน แต่อย่าเอาแต่เสียงเพลงเพลินอย่างเดียว ให้คิดถึงสาระ สาระของเพลงด้วย แล้วก็จะเกิดธาตุรู้ ธาตุรู้ก็จะไปปรับเข้ากับวิญญาณธาตุ ต่อไปก็สามารถจะเป็นคนมีเซ้นส์พิเศษที่เรียกว่า Sixth Sense จะดูหมอ จะให้หวย จะไล่ผี จับผี โดยไม่ต้องแสดงว่า ฉันเป็นคนทรงเจ้า หรือเจ้ามาอยู่ในตัวฉันก็ได้ เพลง เอ็นโดรฟินที่รัก ทำนอง และจัดทำโดย อาจารย์สมศักดิ์ รักไพบูลย์สมบัติ ร้องโดย คุณดาวเรือง ณ เมืองนนท์ มีความหมายทุกขั้นตอน
จ. 27 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ
บทความที่เกี่ยวข้อง
สร้างความสมดุลระหว่างศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้กดทับกัน โดยการบริหารศักยภาพให้สูงเสมอเท่ากับศักดิ์สิทธิ์ และต้องบริกรรมศักดิ์สิทธิ์ให้สูงเสมอเท่ากับศักยภาพ อย่างหนึ่งต้องบริหาร พัฒนาการ อย่างหนึ่งต้องภาวนาทางจิต ทางสมาธิและศรัทธาความเชื่อ
11 เม.ย. 2026
