แชร์

EP.2001    เมื่อเรารู้จักสัมภเวสี เราเข้าถึงเขา เขารู้จักเรา สัมภเวสีก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกที่เกิด ตามหลักของ“ชวนจิต”   ชวนจิตตามหลักมี 7 ขณะ (อ. 14 ก.ค. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 19 ก.ค. 2026
11 ผู้เข้าชม
EP.2001    เมื่อเรารู้จักสัมภเวสี เราเข้าถึงเขา เขารู้จักเรา สัมภเวสีก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกที่เกิด ตามหลักของ“ชวนจิต”  
ชวนจิตตามหลักมี 7 ขณะ       
ขณะที่ 1 ดวงที่ 1 ของเราซึ่งมีกำลังอ่อนที่สุด ส่งผลในชาติปัจจุบัน คือในชาตินี้ เรียกว่า “ทิฏฐิธรรมเวทนียกรรม
ขณะที่ 2  ดวงที่ 2 ถึงดวงที่ 6 มีกำลังมากขึ้น ส่งผลตั้งแต่ชาติที่ 3 จนถึงนิพพาน เรียกว่า “อปราปริยเวทนียกรรม
ขณะที่ 7 ดวงที่ 7 มีกำลังอ่อนลง ส่งผลในชาติหน้าทันที คือชาติที่ 2 ต้องได้รับผลทันที  เรียกว่า “อุปปัชชเวทนียกรรม” 
ทุกอย่างมีหลักของอนิจจัง มนุษย์ สัมภเวสี และโอปปาติกะก็อยู่บนหลักของอนิจจัง อนิจจังแปลว่า ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน สามารถพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงได้ 
          สวัสดีทุกท่าน พบกันทางเงา วันนี้เป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันพระใหญ่ ปีมะเมีย  เป็นวันอังคารที่ 14 เดือนกรกฎาคม  พุทธะ คริสต์ 69 และ 26  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” แต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ให้ได้ประโยชน์อะไรต่อมิอะไรแก่เราบ้าง 
          เมื่อวานเราก็ได้พูดถึงหน้าที่อันสำคัญของ “โอปปาติกะ” แล้วยังเพิ่มหน้าที่อันสำคัญของ”สัมภเวสี” ก็ยังไม่ชัดเจน เพราะว่าส่วนใหญ่คนทั่วไป พอพูดถึงโอปปาติกะหรือสัมภเวสี ก็จะมีสร้อยต่อ โอปปาติกะ สัมภเวสี ภูตผีปีศาจ ยักษ์ มาร อะไรสารพัด ก็พูดกันต่อกันยาวเป็นหางว่าว ซึ่งความจริง ความหมายของชื่อเหล่านี้ แท้จริงแล้วก็ไม่ได้เป็นผีเป็นสางอะไรที่น่ากลัว แต่เขาก็ทำหน้าที่ของเขา ตามความเหมาะสมของเขา เช่นอย่าง โอปปาติกะเราก็ย้ำกันมาหลายวันแล้วว่า ทำหน้าที่ในการพาคนไปเกิด แล้วก็แบ่งเป็นภาคๆ  ภาคหนึ่งก็พาไปเกิดเป็นคติตามคติ อีกภาคหนึ่งก็พาไปชดใช้กรรมเรียกว่า ฝ่ายกรรมนิมิต  ส่วนพาไปเกิดนั้นเป็นคตินิมิต 
          ตอนนี้เราก็อยากจะให้รู้จักสัมภเวสีอีกตนหนึ่ง ความจริงถามว่า โอปปาติกะก็ดี สัมภเวสีก็ดี จะใช่วิญญาณ ดวงวิญญาณ หรืออำนาจของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ได้หรือเปล่า มันก็น่าจะตอบว่า ได้  เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผู้มีอำนาจ มีหน้าที่ ทำหน้าที่ต่างๆ กัน แต่ว่าสัมภเวสีทำหน้าที่ไม่เหมือนโอปปาติกะตรงที่ว่า โอปปาติกะพาไปเกิด แต่สัมภเวสีมีหน้าที่เลือกเลือกให้เกิด เราก็ได้จังหวะตรงนี้ว่า ในเมื่อสัมภเวสีเขาเลือกให้เกิดว่า บุญบาป วิญญาณของนาย ก. ทั้งหมดจะไปเกิดที่ตามฐานะ คติ 4   อภิณหปัจจเวกขณ์ 5  วิบาก 6  แต่สัมภเวสีไม่เป็นอย่างนั้น  พอโอปปาติกะพาไปเกิดตามหน้าที่ตรงไปตรงมาแล้ว สัมภเวสีมีสิทธิ์เลือก เลือกที่เกิดให้ 
          เราก็เลยจับเอาตรงนี้ว่า ถ้าเราเข้าถึงสัมภเวสี เข้าใจสัมภเวสี ช่วงสุดท้ายของชีวิตที่เราสิ้นชีวิตลง แทนที่เราจะต้องไปจุติ คือ ไปเกิดใหม่ ในฐานะของคติ 4 ที่ไม่ดี เช่นว่าไปสู่ทุคติ  คติวิบัติ กาลวิบัติ  อุปธิวิบัติ  ปโยควิบัติ  ก็อันนี้ก็มีโอกาสที่จะได้รับการช่วยจากสัมภเวสีว่า ที่เขาทำกรรมไม่ดีมาทั้งหมด จะต้องไปตกระกำลำบากในคติที่ 4   คติ 4 มีวิบากซะส่วนใหญ่มากกว่าสมบัติ เป็นคติวิบัติมากกว่าคติสมบัติ สัมภเวสีก็มีสิทธิ์ที่จะใช้หลักของ เขาเรียกว่า “ชวนจิต” ซึ่งชวนจิตนั้นรายละเอียดมีมาก ถ้าหากว่าเอามาพูดกันในที่นี้ก็คงจะเข้าใจกันยาก วันนี้ก็เลยได้รับความอนุเคราะห์จากอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ เอามาอธิบายกันคร่าวๆ ก่อน 
เมื่อเรารู้จักสัมภเวสี สัมภเวสีก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกที่เกิดที่เหมาะสมขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง หรือเหมาะสมกว่า เท่าที่ควรให้กับเรา ตามหลักของ “ชวนจิต”  
          ชวนจิต ตามหลัก 7 ขณะ เขาเรียกว่า การส่งผลของชวนจิตทั้ง 7 ขณะ เรามาศึกษากันคร่าวๆ ก่อน รายละเอียดเราก็มาคุยกันในโอกาสของรายการถามแอนด์ทอล์ค ขณะที่ 1 คือ ดวงวิญญาณดวงจิต  ขณะที่ 1 (ดวงที่1) มีกำลังอ่อนที่สุด สัมภเวสี ก็อาจจะบอกว่า พอที่จะช่วยกันได้ ส่งผลในชาติปัจจุบัน หมายถึงว่า ในชาติที่จะไปเกิดใหม่ สมมติว่า นาย ก. เกิดมา หรือเราคนพูดตายไป ก็ต้องไปอีกชาติหนึ่ง สัมภเวสีที่เรารู้จักเขาดีแล้ว และเราเข้าถึงเขา เขารู้จักเรา เราเข้าถึงเขา เขาก็จะพาดวงจิตดวงที่ 1 ของเราซึ่งมีกำลังอ่อนที่สุด ส่งผลในชาติปัจจุบัน คือ ในชาตินี้ เรียกว่า “ทิฏฐิธรรมเวทนียกรรม” มาหาช่องเกิดให้มันเหมาะสม แทนที่จะไปคติวิบัติก็อาจจะเป็นคติสมบัติ  กาลวิบัติก็เป็นกาลสมบัติ  อุปธิวิบัติก็เป็นอุปธิสมบัติ  ปโยควิบัติก็เป็นปโยคสมบัติ 
คือ ไม่ใช่ว่ากรรม สัมภเวสีจะมาล้างกรรม จะมายกเลิกเพิกถอนกรรม ยกเลิกไม่ได้ กรรมที่เราทำ ใครทำกรรมใดไว้ จะต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน 
แต่หมายความว่า ในภพต่อไป เรายังมีโอกาสที่จะแก้ตัว ในภพนี้ต้องไปลำบากแล้ว ต้องไปเกิดใหม่ลำบากแล้ว สัมภเวสีก็เปลี่ยนแปลงด้วยชวนจิต ตัวชวนจิตก็เปลี่ยนแปลงว่า ในเมื่อชาตินี้ความจริงต้องมาพบความลำบาก ก็เลื่อนไปก็แล้วกัน เลื่อนไป ตามหลักของชวนจิตหลักใหญ่ๆ ก็ลองดูว่า ข้อไหนที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงให้จากหนักเป็นเบาได้ 
           ขณะที่ 1  ดวงที่ 1 มีกำลังอ่อนที่สุด ส่งผลในชาติปัจจุบัน เรียกว่า “ทิฏฐิธรรมเวทนียกรรม” เป็นปัจจุบัน ก็อาจจะหาเหมาะๆ ให้ แล้วภพต่อไปค่อยไปใช้หนี้กรรม พอชาติหน้ากับชาติถัดไป เราก็ทำความดี เราอาจจะเกิดสำนึกขึ้นมาได้ ไม่เป็นคนชั่ว ไม่เป็นคนทำบาป ไม่จำเป็นไม่ทำในสิ่งที่ผิดพลาด ในสิ่งที่ไม่เหมาะด้วยกาย วาจา ใจ ก็กลายเป็นว่า ชาติหน้าเราไปเกิดในที่ดีขึ้น แทนที่จะเลวร้ายก็กลับกลายเป็นดี แต่ว่ากรรมยังอยู่นะ 
          อันนี้ขณะที่ 2  ดวงที่ 2 ถึงดวงที่ 6 มีกำลังมากขึ้น ส่งผลในชาติต่อๆ ไป ก็หมายความว่า ผลัดผ่อนไปก่อน รู้นะว่าฉันต้องใช้กรรม แต่ชาตินี้ขออยู่ในชาติภพที่ดีหน่อยก่อนเถอะ แล้วเดี๋ยวชาติหน้าค่อยไปใช้กรรม ค่อยไปรับกรรมใหม่ แต่เกิดชาติที่ไปเกิดใหม่ เกิดตั้งใจทำความดี ชาติต่อไปก็อาจจะเบาบางลง  ขณะที่ 2 ถึง 6  ดวงที่ 2 ถึงดวงที่ 6 เกิดมีกำลังมากขึ้นส่งผลในชาติต่อๆ ไป คือ ชาติที่ 3 เป็นต้นไป อันแรกชาติที่ 1 คือ ชาติถัดไปนี่ล่ะ หรือชาตินี้ที่เรามาเกิดนี่แหล่ะ ชาติที่ 3 เป็นต้นไปจนกว่าจะถึงนิพพาน  อันนี้ก็ดวงที่ 2 ถึง ดวงที่ 6 กำลังมากขึ้น ส่งผลในชาติต่อๆ ไป ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไปจนถึงนิพพาน พอนิพพานก็หมายถึงจบแล้ว เรียกว่า “อปราปริยเวทนียกรรม”  ดวงจิตดวงที่ 2 ถึง 6  
          ขณะที่ 7 ดวงที่ 7 ชาติที่ 2  มีกำลังอ่อนลง ส่งผลในชาติหน้าทันที อันนี้ไม่ได้ ชาติหน้าต้องได้รับผลทันที ชื่อเป็นภาษาว่า “อุปปัชชเวทนียกรรม” หากไม่ได้ส่งผลในชาติต่อไป ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมไป นี่ไง สัมภเวสีก็หาทางซิกแซก ช่วยเรา หรือช่วยผู้ที่มีกรรมหนัก หรือกรรมที่ต้องรับให้เปลี่ยนเวรไปก่อน ด้วยเหตุผลอะไรหลายๆ อย่าง รายละเอียดเรายังคงให้ผู้ฟังไม่ได้ครบ อันนี้เป็นเพียงแค่คร่าวๆ ที่อาจารย์ปัญจพลช่วยค้นหาข้อมูลให้ ก็คือ การส่งผลของชวนจิต ทั้ง 7 ขณะ 
          ขณะที่ 1 ย้ำอีกทีหนึ่ง ดวงที่ 1 มีกำลังอ่อนที่สุด ส่งผลในชาติปัจจุบันเรียกว่า “ทิฏฐิธรรมเวทนียกรรม”  ขณะที่ 2 ถึง 6  ดวงที่ 2 ถึงดวงที่ 6  มีกำลังมากขึ้น ส่งผลในชาติต่อๆ ไป คือ ชาติที่ 3 เป็นต้นไปจนกว่าจะถึงนิพพาน ขณะที่ 7 ดวงที่ 7 มีกำลังอ่อนลง กำลังกรรมนะ ส่งผลในชาติหน้าทันที คือ ชาติที่ 2 ต่อจาก สมมติว่าชาตินี้ พอตายปุ๊บไปเกิดหนึ่งชาติ และชาติต่อไปจะส่งผลทันทีในขณะที่ดวงที่ 7 เรียกว่า “อุปปัชชเวทนียกรรม” หากไม่ได้ส่งผลในชาติต่อๆ ไป ชวนจิตสามารถอโหสิกรรมให้ได้ ยกเลิกไปเลย เป็นอันว่า ไม่ต้องไปจองเวรจองกรรมกันล่ะ แต่คงไม่ง่ายนักนะ 
           เรื่องที่เราเอาสัมภเวสีมาพูด ก็เพื่อให้รู้จักสัมภเวสีว่า เขาก็เป็นคล้ายๆ กับโอปปาติกะ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างโอปปาติกะทั้งสองภาคคือ ภาคคตินิมิตพาไปเกิด กรรมนิมิตพาไปชดใช้ ไปทวงหนี้ ไปทวงกรรม ทวงเวร วนเวียน หรืออย่างที่เราไหว้ที่ซำฮะ โอปปาติกะฝ่ายกรรมนิมิตก็จะพาเอาวิญญาณของ นาย ก.  นาง ข. ที่ตายไป โดยเฉพาะอัฐิที่อยู่ในโรงพิธีมารับรู้  วันนี้เราทำพิธีไหว้บรรพบุรุษ ไหว้ดวงวิญญาณผู้ที่จากไปนะ ก็วนเวียนมารับรู้ นี่คือ โอปปาติกะ แล้วโอปปาติกะก็ทำหน้าที่ของตัวเองทั้ง 31 ภพ 31 ภูมิ 
แต่มนุษย์เราเป็นภูมิที่ 5 ก็ต่ำลงไปภูมิที่ 4 เดรัจฉาน  ภูมิที่ 3 อสูรกาย  ภูมิที่ 2 เปรต  ภูมิที่ 1 นรก  ถ้าขึ้นไป ขึ้นไป ก็เป็นเทวดา 6 ชั้น ถ้าเลยเทวดา 6 ชั้นขึ้นไปก็เป็นมหาพรหม มหาพรหม 16 ชั้น เรียกว่า เป็นรูปพรหม ก็ขึ้นอยู่กับจิตของคนที่จิตเมตตาได้ระดับของมหาพรหมหรือไม่ ถ้าหากว่า ไม่ ก็ต้องลงมาเป็นแค่เทวดาธรรมดาๆ ถ้ามีเมตตาสูงก็ขึ้นระดับพรหม 16 ชั้น แล้วพอเลยชั้นที่ 27 ขึ้นไป 27  28  29  30  31 เป็นอรูปพรหม ก็พูดซ้ำๆ กันตั้งแต่เมื่อวาน และก็ก่อนเมื่อวาน 
          เป็นอันว่าที่เรามารื้อฟื้นเรื่องของสัมภเวสี ก็เพื่อให้รู้ว่า มนุษย์ทุกคน ยังมีสิทธิ์ที่จะใช้ชวนจิต โดยมีตัวสัมภเวสีเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ชวนจิต   ชวนจิตแต่ละดวง แต่ละดวงที่ลงตัว ที่เหมาะสม ซึ่งแน่นอนที่สุดถ้าเรารู้จักเขา เขาก็ต้องช่วยเหลือเรา แล้วเราจะรู้จักเขาอย่างไร เราจะรู้จักเขาด้วยการมีจิตที่บริสุทธิ์ สงบ เพียงพอจนกระทั่งสามารถจะติดต่อกับสัมภเวสีได้เช่นเดียวกันกับโอปปาติกะ 
บางคนบอกอยากรู้จักโอปปาติกะจัง แต่จิตใจใช้ไม่ได้ ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปติดต่อโอปปาติกะเขา เช่นเดียวกันสัมภเวสีก็เหมือนกัน อยากรู้จักสัมภเวสี เผื่อฉันตายในชาตินี้ แล้วจะพาฉันไปเกิดในชาติใหม่ เกิดในชาติใหม่เกิดฉันจะไปลำบาก  สัมภเวสีช่วยฉันด้วยนะ ให้ฉันได้พลิกล็อก ไม่ต้องไปใช้ชาติที่ลำบาก ขอให้ช่วยเอาเรื่องของชวนจิต มาเปลี่ยนแปลงภพชาติที่ฉันจะไปเกิด แล้วมันลำบากให้มันผลัดไปก่อนเถอะ ชาติที่ลำบากให้ไปเกิดในชาติต่อๆ ไปได้ไหม ชาติหน้าที่ฉันตายไปแล้วฉันไปเกิด ขอให้ไปเกิดในที่ดีๆ เถอะ แต่ไม่รู้จักสัมภเวสี หรือตลอดชีวิตที่ใช้ชีวิตมา สัมผัสสัมภเวสีไม่เป็น มันก็ลำบาก 
           อันนี้โดยเจตนาเราหมายถึงอย่างนี้ แต่ แต่ แต่ก่อนนะ หลายท่านอาจจะบอกว่า พูดอะไร เป็นไปไม่ได้ มันจะต้องตรงไปตรงมาตามตำรา มาประยุกต์อย่างนี้ได้ยังไง บางคนอาจจะขัดแย้งคนที่กำลังพูดนะว่า เชื่อไม่ได้ มันจะต้องหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง  ของเราก็บอกว่า ไม่ว่ากัน แต่ทุกอย่างมันมีอะไรเป็นหลัก มีหลักของอนิจจัง 
สัมภเวสีก็มีหลักของอนิจจัง โอปปาติกะก็มีหลักของอนิจจัง มนุษย์ก็อยู่บนหลักของอนิจจัง  มนุษย์ สัมภเวสี และโอปปาติกะก็อยู่บนหลักของอนิจจัง  อนิจจังแปลว่า ไม่เที่ยง  ไม่แน่นอน สามารถพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงได้ แต่วิชาการสมัยใหม่เรียกว่า สามารถประยุกต์  
ของเราก็บอกว่า ทุกอย่าง ทุกสิ่ง ทุกประการ เข้าหลักของอนิจจังทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโลกวิญญาณ โลกสังขาร สามัญวิสัย เหนือสามัญวิสัย ก็เป็นเรื่องของอนิจจังได้ทั้งนั้น โอปปาติกะก็ทำงานเป็นอนิจจังได้ สัมภเวสีก็ทำหน้าที่เป็นอนิจจังได้  เพราะฉะนั้น หลักของอนิจจังเป็นเรื่องไม่เที่ยง แต่ไม่ใช่ว่าจะมาให้ท้ายคนทำชั่ว แล้วบอกว่า  เออไม่เป็นไร เดี๋ยวสัมภเวสีกับโอปปาติกะเขาก็ใช้วิธีเล่นแร่แปรธาตุในชวนจิต พลิกล็อกให้ฉันได้ ฉันก็ไม่ต้องไปเกิดในภพชาติที่ลำบาก คิดอย่างนั้นไม่ได้ 
          อันนี้เราเป็นกรณีศึกษาที่มายกตัวอย่างให้ผู้ฟังให้เห็นว่า ให้น้อมจิต น้อมใจ มาสนใจลักษณะของโอปปาติกะว่า ทำหน้าที่มีฐานะอย่างไรๆ และทำหน้าที่อย่างไร สัมภเวสีมีฐานะอย่างไร และทำหน้าที่อย่างไร และที่พูดมาทั้งหมดนี้ เราใช้หลักของความเป็นอนิจจัง ถ้าพูดอย่างสากลเรียกว่า “ประยุกต์สู่สากล” หลายคนบอกไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็ขออภัย เห็นด้วยก็ขอบใจ 
เอาล่ะ พอสมควรแก่เวลา เราก็มาดูผลงานของผู้ที่ศรัทธาคัดสรร Episode หรือ EP. วันนี้ลง 2000 พอดี  2000  ได้แก่ คุณพรทิพย์ พุตติ   คุณพรทิพย์ พุตติ หรือคุณอิ๋ว บอกว่า สัมภเวสีมีชื่อชัดๆ ว่า “ผู้ที่เลือกให้เกิด” โอปปาติกะพาไปเกิดแน่นอนตามวิบากกรรมของภพภูมินั้นๆ แต่สัมภเวสีเลือกที่เกิด เหมือนที่บอกแล้วว่า เขามีหน้าที่เป็นผู้เลือกที่เกิด  
เมื่อผู้มีสิทธิ์เลือกที่เกิด ก็คือ มีเทคนิค มีศิลปะในการที่จะสามารถช่วยเปลี่ยนภพวังวนเวรกรรมก่อนที่จะไปเกิด ซึ่งบังเอิญเป็นชาติภพที่ไม่ดีเลย พูดกันว่า ตายไปแล้วเราต้องลำบากแน่  จะต้องลำบากลำบนอีกหนึ่งชาติ แต่สัมภเวสีก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ชวนจิตสับเปลี่ยนชาติภพ ให้เป็นชาติที่ไม่ทุกข์ทนลำบากลำบนจนเกินไป ก็หมายความว่า ขอเป็นชาติต่อไปเถอะ ชาตินี้ขอสบายอีกหนึ่งชาติก่อน แล้วจะตั้งใจทำความดี ทำนองนั้นนะ  แต่จะมีสิทธิ์มากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับชาติภพก่อนที่จะไปเกิด ผู้นั้นมีจิตสงบพอสมควร สะอาดพอสมควร สว่างพอสมควร ส่วนชาติถัดไปก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของนาย ก. และ นาง ข. ในชาตินั้นๆ 
          เพราะฉะนั้น เรามาทำความรู้จักโอปปาติกะกันสักนิด สัมภเวสีกันสักหน่อย ก็คิดว่าคงไม่เสียเวลาจนเกินไป เรารู้จักเขา เขาก็รู้จักเรา ก็มันคล้ายๆ กับมนุษย์นี่แหล่ะ เราหยิ่งกับเขา เราแสดงความไม่สนใจเขา หรือแสดงความอหังกา มะมังกา หยิ่งยโสโอหังกับเขา เขาก็ไม่สนใจเรา ยิ่งถ้าเขาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มีฐานะ มีอำนาจ มีหน้าที่ เขาก็ยิ่งไม่ให้ความสนอกสนใจอะไรเราเลย มองข้ามหัวกบาลเราไปเลย เพราะฉะนั้น เรามารู้สักโอปปาติกะกันสักนิด สัมภเวสีกันสักหน่อย ชาติภพของเราต่อไปจะได้ไม่ลำบากจนเกินไป จะดีกว่าหรือไม่ อันนี้เป็นข้อคิดเห็น 2 ประเด็นว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงแล้วก็สวดมนต์สวดพรกันจะได้สบายใจ  ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
           เพลงที่จบลงไปชื่อเพลง “ปริศนารัก”   ปริศนารัก คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 1 ครูธวัช คณิตกุล ทำนองและเสียงร้อง AI  จัดทำโดย อาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ 
เนื้อเพลงมีอยู่ว่า ปริศนารัก “ขาดอาหาร 30 วันตาย อย่าอดอาหารเกิน 30 วันนะ  ขาดน้ำ 3 วันตาย อย่าอดน้ำเกิน 3 วัน  ขาดอากาศ 3 นาทีตาย อย่ากลั้นหายใจเกิน 3 นาที  ขาดรัก 3 วินาทีตาย  มีคนท้วงมาเยอะ ขาดรัก 3 วินาทีตาย วินาทีที่ 1 ไม่รักตัวเอง คนไม่รักตัวเองเยอะนะ คนถามว่าทำไม  ฉันรักตัวฉันจะตายไป คุณรักตัวเองแบบเข้าใจผิด  แต่คุณทำตัวให้ตัวเองเดือดร้อน อันนี้แหล่ะคือ คนไม่รักตัวเอง ประพฤติอะไรในสิ่งที่เป็นความเสียหายแก่ตัวเอง  
เช่น  ปากอยู่ไม่สุขอย่างนี้  ไปเที่ยวพูดให้คนเขาเกลียดขี้หน้าโดยใช่เหตุ  เป็นคนคิดเกินเหตุ ทำเกินเหตุ อย่างนี้เขาเรียกว่า ไม่รักตัวเอง  วินาทีที่ 2 ไม่รักผู้อื่น  ไม่รักผู้อื่น ก็คือ ไปทำลายคนอื่นเขา ไปทำลายทำร้ายเขา เตรียมตัวตายได้แล้วคนประเภทนี้  วินาทีที่ 3 ไม่มีผู้อื่นรัก  ถามว่า ขาดรัก 3 วินาที ทำไมต้องตาย  ตายเพราะ เมตตาความรักเป็นพลังปราณ ขับเคลื่อนด้วยดวงจิตทุกขณะจิต  ขณะที่ 1 เกิดขึ้น  ขณะที่ 2 ตั้งอยู่  ขณะที่ 3 ตายแหง๋แก๋ ดับไป  นี่เป็นปรัชญารักที่เรียกว่า ปริศนารัก ก็ฟังไว้ ขำไม่ขำ หรือขำไม่ออก ก็สุดแท้แต่ 
          เอาล่ะวันนี้น่าจะเป็นวันที่เหมาะแก่การนำเอารายชื่อของผู้ที่ส่งมาทางอากาศ แล้วมาเข้าเครื่องของคุณศิริวรรณ รื่นเอม เนื่องในวันเป็นวันพระใหญ่ มากล่าวรายงานแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ขอเวลาผู้ร่วมพิธีให้ทำสมาธิ หรือทำจิตให้สงบ เพื่อรับบุญร่วมกันไปกับการบอกรายชื่อของผู้ที่ส่งมาขอพร รวมทั้งตัวท่านเองด้วย น่าจะเหมาะสมกว่า 
รายชื่อที่ส่งมาในวันนี้ถึงจะซ้ำๆ กับของเดิม ก็ถือว่าเป็นการเติมบญไปเรื่อยๆ เติมบุญให้แก่เจ้าของรายชื่อไปเรื่อยๆ รวมทั้งเติมบุญให้แก่ผู้เป็นสักขีพยานในการรับฟังทั้งที่อยู่ที่นี่ และอยู่ที่บ้านไปเรื่อยๆ    เติมไปเติมมาบุญก็ล้นเองแหล่ะ  เดี๋ยวหลายคนก็ต้องไปที่อำเภอ ขอเปลี่ยนชื่อเป็น”บุญล้น”  ขอให้ใช้ความอดทนกันสักนิดหนึ่ง 
อ. 14 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ
 

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.1964  อย่าปล่อยให้ศรัทธาด้วนอยู่แค่นั้น  ต้องต่อศรัทธาให้ครบวงจร (จ. 1 มิ.ย. 2569)
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร  เริ่มจากศรัทธา  วิริยะ  สติ  สมาธิ  และจบที่ปัญญา คือ อินทรีย์ 5 พละ 5   ธาตุรู้จะช่วยปรับวิญญาณธาตุให้สมดุล  อย่าใช้ความรู้สึกไปเอง  แล้วทึกทักเอาทันทีทันใด  เพราะมันมีตัวลวง..
9 มิ.ย. 2026
EP.1914    ถอดสมการ สูตรเก่งกับเฮง เริ่มต้นที่ ประสาทสื่อสมองสั่ง “สมองไว กายคล่อง ต้องจิตนิ่ง” (จ. 6 เม.ย. 2569)
สร้างความสมดุลระหว่างศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้กดทับกัน โดยการบริหารศักยภาพให้สูงเสมอเท่ากับศักดิ์สิทธิ์ และต้องบริกรรมศักดิ์สิทธิ์ให้สูงเสมอเท่ากับศักยภาพ อย่างหนึ่งต้องบริหาร พัฒนาการ อย่างหนึ่งต้องภาวนาทางจิต ทางสมาธิและศรัทธาความเชื่อ
11 เม.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy