EP.1964 อย่าปล่อยให้ศรัทธาด้วนอยู่แค่นั้น ต้องต่อศรัทธาให้ครบวงจร (จ. 1 มิ.ย. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 9 มิ.ย. 2026
4 ผู้เข้าชม
EP.1964 อย่าปล่อยให้ศรัทธาด้วนอยู่แค่นั้น ต้องต่อศรัทธาให้ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เริ่มจากศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และจบที่ปัญญา คือ อินทรีย์ 5 พละ 5 ธาตุรู้จะช่วยปรับวิญญาณธาตุให้สมดุล อย่าใช้ความรู้สึกไปเอง แล้วทึกทักเอาทันทีทันใด เพราะมันมีตัวลวง..
สวัสดีทุกท่าน เผลอไม่กี่วัน เข้าเดือนใหม่แล้ว วันนี้เป็นวันที่ 1 เดือนมิถุนายน สัญลักษณ์เป็นคนคู่ คนคู่ก็คือ คนรักกัน พุทธะ 69 คริสต์ 26 แรม 1 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย เป็นวันจันทร์ “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” พุทธภาษิตบทนี้เตือนเราว่า อย่าปล่อยให้วันที่ 1 เดือน มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันจันทร์ แรม 1 คำ เดือน 7 ปีมะเมีย คือวันนี้ มันผ่านเราไปโดยเปล่าประโยชน์ ตามหลักสากลก็จะผ่านพ้นวันก็คือ เที่ยงคืน เมื่อมันเที่ยงคืนแล้ว มันก็คืนทุกสิ่งทุกอย่างในวันเก่า คืนไปให้หมด แล้วก็เริ่มต้นวันใหม่ ตามหลักสากล
ก่อนที่วัน เดือน ปี มันจะคืนตัวของมันกลับคืนไป แล้วเราจะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เราก็มาสร้างสิ่งที่เป็นภาระของพวกเรา เป็นกรณีพิเศษกว่าที่อื่นๆ ว่า เราจะต้องเข้าใจธรรมะสองภาค ภาคอะไร บางคนบอกภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคออก ภาคตก อันนั้นเป็นภาคทางทิศทาง แต่ธรรมะสองภาคที่ว่านี้ก็คือ ภาคของชาตินี้ ชาตินี้คือ ปัจจุบันชาติ แล้วก็ภาคของชาติที่แล้ว ชาตินี้กับชาติที่แล้ว แล้วบางคนถามว่า แล้วชาติหน้าล่ะ ชาติหน้าเรายังไม่รู้ว่า เราจะมีฐานะ ฐานะของการเกิดเป็นอย่างไร เราจะต้องศึกษา เบื้องหน้าการเกิด เบื้องหน้าการเกิด ก่อนเกิด ก่อนที่เกิดมาชาตินี้ แล้วก็เบื้องหลังความตาย หลังจากที่เราตายไปแล้ว แล้วเราไปไหน ต้องศึกษาอย่างนี้ก่อน เราจึงจะรู้ชาตินี้ ชาติที่แล้ว แล้วก็ชาติหน้า
แต่นี้เราเอา 2 ชาติก่อน ชาติที่แล้ว ก่อนที่เราจะมาเกิด กับชาตินี้ที่รู้แล้วว่า เราเป็นใคร ขณะนี้เราอายุเท่าไหร่ เราได้ทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างใด เมื่อใด แบบใด เท่าใด อย่างถูกต้องเหมาะสม และได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน อันนี้ก็ต้องมาพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป
กลับมาที่เรื่องของความสนใจว่า เรามีสัญญากรรม สัญญาณเวรจากชาติที่แล้วกับชาติก่อนๆๆ นั้น จริงหรือเปล่า บางคนบอกไม่จริง ไม่จริงก็เลยให้เขาลองถามว่า แล้วชีวิตคุณมันรู้สึกเป็นปกติ หรืออปกติ คือปกติ ก็คือ ธรรมดา ไม่มีอะไรแปลก หรือแปลก คือ ไม่ปกติ ส่วนใหญ่ร้อยละ 99 ก็จะตอบว่า ไม่ปกติ ชีวิตผม ชีวิตฉัน ชีวิตหนู ชีวิตข้าพเจ้า ชีวิตอะไรต่ออะไรไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ มันน่าจะดีกว่านี้ มันน่าจะมีความสุขกว่านี้ มันน่าจะมีความสำเร็จกว่านี้ มันไม่น่าจะถูกโกงขนาดนี้ ที่ถูกโกงกันมา แต่ตอนโกงเขาส่วนมากไม่พูดนะ ไม่พูดหรอก ที่ฉันถูกโกงมามันเจ็บปวดรวดร้าวทนทุกข์ทรมาน แค้น เคือง ขุ่น อย่างที่สุด อันนี้ก็ชีวิตประเภทที่มีอาถรรพ์ มีชีวิตที่เป็นอาถรรพ์
เมื่อชีวิตของคนที่เกิดมามันอปกติ ก็แสดงว่า เป็นชีวิตที่มีเดิมพันสูง เดิมพันสูง เมื่อชีวิตเกิดมามีเดิมพันสูง แล้วคุณจะใช้ชีวิตแบบไม่รู้ไม่ชี้ ตามฤทธิ์ ตามเรื่อง ตามราว อย่างนั้นได้หรือไม่ มันก็จะยิ่งไปกันใหญ่ สิ่งทั้งหลายก็จะยิ่งแย่ลง แย่ลง และแย่ลง เราจึงต้องหันมาช่วยกันพิจารณาสักนิด สำหรับคนที่ยังไม่เชื่อ และก็คือ ไม่รู้ด้วย ทั้งไม่รู้และไม่เชื่อ ลองมาเชื่อและลองมารู้กันสักนิดว่า คุณติดเงื่อนไข เรื่องที่คุณจะต้องมาเป็นครู เป็นครูสอนตัวเองและสอนผู้อื่นให้รู้ว่า เรามีสิ่งซึ่งแฝงเร้นอยู่ในขันธ์ 5 แฝงเร้นอยู่ในขันธ์ 5 ก็คือ ตัวเรานี่ล่ะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วเราจะต้องทำอย่างไร
เราจะต้องทำให้ธาตุ ธาตุของเราที่เป็นตัวรับรู้ เขาเรียกว่า ธาตุรู้ รับรู้ความรู้ภาคที่ 2 เข้าไปให้ได้ เพราะว่าตัวธาตุรู้เมื่อรับรู้สิ่งอันเป็นเรื่องเหนือสามัญวิสัย คู่กับสามัญวิสัยแล้ว มันจะไปปรับสมดุล ปรับสมดุลธาตุอะไร ปรับสมดุลวิญญาณธาตุ
วิญญาณธาตุมันเป็นธาตุที่รู้สึก ถ้าเรารู้สึก รู้สึก รู้สึกไปเองว่า รู้สึกไปเองว่า เช่น สาวรู้สึกว่าเขารัก หนุ่มรู้สึกว่าเขารักเรา ที่แท้เปล่า เขาไม่ได้รักเราเลย ผิดแล้ว สาวรู้สึกว่า หนุ่ม ก. รัก แต่แท้หน่ม ก.ไก่ ไม่ได้รักสาวนั้นเลย หนุ่มรู้สึกว่า สาว ก. รัก แต่ความจริงแล้วสาว ก. ไม่ได้รักแกเลย อันนี้ก็เป็นความรู้สึกไปเอง เพราะว่าสาว ก. กับ หนุ่ม ก. ขาดอะไร ขาดตัวรู้ ขาดธาตุรู้
คนที่รักกัน มันจะต้องมีสัญญาณบอก ก็คือ ธาตุรู้ มันจะต้องรับรู้ว่า เขารักเราเนอะ อีแบบนี้เขาไม่ชอบเรานะ อีแบบนี้เขาเกลียดเราจริงๆ นะ อีแบบนี้เขาไม่ได้เกลียดอะไรเราจริงนักหนาหรอก แต่เขาไม่ต้องการ ไม่ค่อยสบายใจเท่านั้นแหล่ะ
ความเกลียดก็มีตื้น ลึก หนา บาง ความรักก็เหมือนกัน มีตื้น ลึก หนา บาง จะไปคิดเป็นตุเป็นตะ เป็นตุ๊เป็นต๊ะว่า แค่เขาเมตตา แค่เขาเห็นใจ แค่เขาเอ็นดู แค่เขาเห็นว่า ก็คบหากันไว้ก็ยังดีกว่าห่างเหินกัน หรือเกลียดชังกัน ก็ไปคิดเป็นตุเป็นตะ เป็นตุ๊เป็นต๊ะว่าเขารัก สาวก็คิดว่าหนุ่ม ก. รัก หนุ่มก็คิดว่าสาว ก. รัก ที่แท้เขาไม่ได้รักหรอก เขาเพียงแต่มีมิตรไมตรี มีความรู้สึกเป็นเพื่อนกัน เป็นที่รู้จักกัน เป็นที่อะไรต่อกันเท่านั้น อันนี้เปรียบเทียบเรื่องธาตุรู้กับวิญญาณธาตุที่เกี่ยวกับความรัก
และถ้าเกิดเราเรียนรู้ ทำการเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือว่า เข้าถึงอินทรีย์ 5 พละ 5 คือ มีศรัทธาในเรื่องของการที่จะเข้าถึงเหนือสามัญวิสัย ศรัทธา วิริยะ แล้วเราเพียรที่จะเข้ามาเรียนรู้เรื่องเหนือสามัญวิสัย สติคือ ตั้งสติอยู่ตลอดเวลา แล้วก็สมาธิที่จะพิจารณาเรื่องเหนือสามัญวิสัยว่า มันเป็นยังไงกันแน่ ต้องเอาให้ชัดเจน เอาให้รู้แน่นอน แล้วก็ปัญญาก็เกิด ปัญญาเกิดก็คือ ธาตุรู้เกิดแตกฉานออกมาเป็นปัญญา
ศรัทธา สติ สมาธิ วิริยะ ปัญญา เมื่อวานเราก็ได้บรรยายที่การบวงสรวงที่ สหศรัทธาศาล ว่า เหตุที่เราสร้างศาลหลังนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นสิ่งที่เตือนใจ ทุกครั้งที่เห็นศาล ทุกครั้งที่ประกอบพิธีที่ศาล ให้รู้ว่า อย่าปล่อยให้ศรัทธาด้วน อย่าปล่อยให้ศรัทธากุด กุดด้วนอยู่แค่นั้น ต้องต่อศรัทธาให้ครบวงจร ครบวงจรยังไง ก็เริ่มจากศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เริ่มจากศรัทธา เรื่องความรักก็เริ่มจากศรัทธา เรื่องเศรษฐกิจก็เริ่มจากศรัทธา เรื่องการศึกษา เรื่องศาสนา ศรัทธา และความเชื่อก็เริ่มต้นจากศรัทธา
พอเริ่มต้นจากศรัทธา เราก็มีวิริยะ คือ ความเพียร อย่าเพี้ยนนะ ยังไม่ทันจะรู้เหนือรู้ใต้เลยเพี้ยนไปซะแล้ว บางคนพอเข้าไปศึกษาเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา ได้แค่ปลายก้อยเท่านั้นแหล่ะ ทึกทักเอะอะโวยวายโครมครามว่า ฉันรู้หมดแล้ว ที่แท้ปลายก้อย อันนี้ก็เป็นความเพียรที่ไม่ใช่ เป็นความเพี้ยน
เมื่อศรัทธา มีวิริยะ ต้องตั้งสติ อย่าขาดสติ สติซึ่งแปลว่า ระลึกได้ แล้วก็เอามาพิจารณาอีกทีหนึ่งในสมาธิ แล้วก็จะได้เกิดปัญญาขึ้น เรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ก็เหมือนกัน เรื่องอะไรต่อมิอะไรทุกเรื่อง ให้เริ่มต้นที่ศรัทธา แล้วไปจบที่ปัญญา เราก็จะเข้าใจว่า เรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เป็นอย่างนี้ เรื่องความรักเป็นอย่างนี้ เรื่องการศึกษาเริ่มจากอนุบาลไปจนถึงปริญญาเอกเป็นอย่างนี้ อะไรต่อมิอะไร เราก็เริ่มต้นที่ศรัทธาได้ทั้งนั้น แล้วก็ไปจบที่ปัญญา เราจะต้องค่อยๆ เอาสิ่งเหล่านี้มาคุยกัน มาบอกกล่าวเล่าแจ้งต่อกันว่า มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ อย่าทึกทักเอาทันทีทันใดไม่ได้ เพราะมันมีตัวลวง ทุกอย่างมีตัวลวง แล้วก็ถ้าเป็นคนก็มีทั้งหลอกแล้วก็มีทั้งลวง พอหลอกเสร็จลวงเสร็จก็ล้วงเลย ล้วงอะไร ล้วงกระเป๋า ท่านสมเด็จ ป.อ.ปยุตฺโต บอกว่า จิตวิทยาตะวันตก ก็ส่วนมากเป็นการยิ้มบนใบหน้า แล้วก็มืออ้าไปล้วงกระเป๋า จิตวิทยาทางลบ ในทางที่จะเอา
เพราะฉะนั้น เราต้องพยายาม พยายาม พยายามกันสักนิดหนึ่งว่า อะไรคือถูก อะไรคือผิด อะไรคือเท็จ อะไรคือจริง คนที่กระโดดลงไปในวงการหนึ่งวงการใด เช่น เด็กบางคนจบการศึกษาออกมา บอกว่าฉันไม่ไปเป็นลูกจ้างใคร เป็นลูกจ้างเขาลำบาก อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเขา ลำบากใจ ฉันจะออกมาค้าขาย จะออกมาทำธุรกิจ ทั้งๆ ที่ครอบครัวตัวเอง ตระกูลตัวเองไม่ใช่ตระกูลค้าขาย ไม่ใช่ตระกูลที่ทำธุรกิจ แล้วก็รีบจัดแจงไปหาเงินกองทุนมา บางทีก็ไปเริ่มต้นด้วยเงินกู้ แทนที่จะเป็นเงินกู ก็เอาเงินกู้เลย ทำการทำธุรกิจ เข้าใจว่า มันง่าย ไม่รู้สร้อยสนกลใน ผลที่สุดก็กลายเป็นล้มละลาย หมดเนื้อหมดตัว หรือถูกเขาคดโกงไปจนหมด หรือไม่รู้วิธีทำการธุรกิจค้าขาย ก็ขาดทุนย่อยยับ
ทุกอย่างถ้าไม่ได้เริ่มต้นจากข้อแรกไปถึงข้อสุดท้าย ทีละก้าว ทีละก้าว อันตรายอย่างที่สุด โดยเฉพาะคนที่อ้างว่า ฉันรู้แล้วล่ะ เรื่องศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างนี้ อิทธิฤทธิ์เป็นอย่างนี้ ปาฏิหาริย์เป็นอย่างนี้ เทพเทวดาเข้าใจดีในตำราเขาบอกอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ ตำราก็คือ คนเขียน เขียนผิดเขียนถูก เขียนครบ เขียนไม่ครบ ก็กลายเป็นว่า ทึกทักเอาว่า ฉันรู้แล้วล่ะ ที่แท้ไปอ่านจากตำรามา พุทธเจ้าจึงมีกาลามสูตร ไม่ให้เชื่อ 10 อย่าง แล้วก็หนึ่งในนั้นคือ อย่าเชื่อโดยอ่านตำรา อะไรทำนองอย่างนี้แหล่ะ
เพราะฉะนั้น เรามารับฟังกันบ่อยๆ อย่าเพิ่งเบื่อกัน จะได้เกิดสุตมยปัญญา สุตมยปัญญา คือ ฟังบ่อยๆ ฟังซ้ำๆ ก็เกิดปัญญา ในสหศรัทธาศาล เรายอมรับว่ายังไม่เรียบร้อยดี ข้อมูลที่จะใส่ใน QR Code ที่จะนำมาสู่การค้นหาความรู้ธรรมะสองภาค เราจะค่อยๆ ทำการปรับปรุงไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ไม่ทราบว่า คณะผู้จัดทำได้ใส่ข้อมูลใน QR Code ไปถึงไหน หรือมากแค่ไหน น้อยแค่ไหน ก็ต้องขออภัย แต่เรามาช่วยกันเพิ่มเติม ช่วยกันสะสาง แล้วอีกไม่ช้า สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญาของเราก็จะเป็นสำนักงานที่แปลกกว่าสำนักงานอื่นๆ คือ มีทั้งที่ทำการศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็มีทั้งที่ทำการเพื่อให้เกิดศักยภาพ
ก็ขอให้ความเห็นใจ ร่วมใจ ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจต่อกันและกัน มีบางคนบอกธุระไม่ใช่ของฉัน คนๆ นั้นอาจจะคิดว่า ธุระไม่ใช่ของฉันแต่ทางนอก แต่ทางนอก แต่ทางในพิจารณากันถึงทางในจริงๆ แล้ว จะรู้ว่า โธ่เอ๋ย มันเป็นเวรเป็นกรรมของคุณแท้ๆ คุณจะต้องมาช่วยกันสืบสร้างสรรค์ศาลาแห่งนี้ ให้เกิดประโยชน์โพดผลให้มากที่สุด คุณถึงจะหลุดจากเคราะห์กรรม คุณถึงจะหลุดจากชะตากรรม แต่บางคนกลับบอกไม่ใช่ ธุระไม่ใช่ ฉันไม่เกี่ยว นี่แหล่ะ ได้ยินมาแว่วๆ ว่า เป็นอย่างนั้น ก็ขอให้เข้าใจเสียให้ถูกต้อง เดี๋ยวจะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
วันนี้มาดูผลงงาน 1963 คุณอรสา กู้เกินพงศ์ ตัวโปรยมีอยู่ 3 บรรทัดครึ่ง จิตไร้สำนึกในอภิธรรมบอกไว้ว่า ในระหว่างที่จิตกำลังเปลี่ยนฌาน ภวังคจิตกำลังสับเปลี่ยนภาวะจิต สิ่งที่เป็นสัตยาธิษฐานเข้ามาแทนที่ในองค์ฌานนั้น ผลสำเร็จปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้น ตรงกันกับจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์
ขออ่านซ้ำอีกทีหนึ่ง แต่หลายท่านบอกว่า ยังงงอยู่ ไม่เป็นไร ยังงงอยู่ แต่ว่ายังอยู่ในความสนใจหรือเปล่า ถ้ายังงงอยู่ แต่ยังอยู่ในความสนใจ ก็ไม่เป็นไร ถือว่ายังปลอดภัย แต่ถ้ายังงงอยู่แล้วไม่สน ไม่สนใจ ก็ขอตอบว่า เสียดายจัง ไม่อยากจะบอกว่า มันถึงอันตราย
1963 “จิตไร้สำนึกในอภิธรรมบอกไว้ว่า ระหว่างที่จิตกำลังเปลี่ยนฌาน ภวังคจิตกำลังสับเปลี่ยนภาวะจิต สิ่งที่เป็นสัตยาธิษฐานเข้ามาแทนที่ในองค์ฌานนั้น ผลสำเร็จและปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้น ตรงกันกับจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์”
เรื่องนี้เราจะต้องจับเข่าคุยกันในรายละเอียด ซึ่งอันนี้ก็ยังมีสิ่งที่ขัดๆ ข้องๆ นิดๆ หน่อยๆ อยู่ให้เห็นว่า ก็ไม่เชิงทีเดียว ขออ่านไปแค่นี้ก่อน แล้ววันใดที่เรามีโอกาสพบกัน มีเวลาให้ซึ่งกันและกัน ก็จะชี้แจงให้เข้าใจว่า ทุกคนมีจิตใต้สำนึก ฝรั่งเขาเรียกว่า Subconscious และจิตไร้สำนัก ฝรั่งเขาเรียกว่า Unconscious
สองจิตนี้ถ้าเกิดสมดุลกันประสานกันด้วยอารมณ์ระดับฌาน ในระหว่างที่ภวังคจิตกำลังทำงาน สัตยาธิษฐาน คือ คำอธิษฐานที่บริสุทธิ์ ก็จะสร้างสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ ให้เกิดขึ้นแก่คนนั้นๆ
เราสามารถ เรามีสิทธิ์ที่จะสร้างปาฏิหาริย์ด้วยตัวของเราเอง ขอให้มั่นใจตัวเองเถอะว่า เราก็คนๆ หนึ่งที่มีความพร้อม มีความพร้อม ถ้าเราเข้าใจเราก็พร้อม ถ้าเราไม่เข้าใจเราก็พลาด พลาดไม่มีใครอยากได้ความพลั้งพลาด ทุกคนต้องการความพร้อมก็ตามเราไป เราจะให้ข้อคิดแก่ทุกท่านพิจารณาให้ดีว่า อย่าทำให้ประโยชน์ในตัวท่านต้องสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย เอาล่ะ ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงแล้วสวดมนต์สวดพรกัน ขอขอบคุณ
เอาล่ะ เพลงที่จบลงไปก็ไพเราะเพราะพริ้ง ชื่อเพลงคลายทุกข์ แล้วยังไม่ใช่แค่คลายทุกอย่างเดียว เริงสำราญด้วย สนุกสนานกันใหญ่ ขับร้องโดย พยงค์ พุตติ คำร้อง ธวัช คณิตกุล กับสมศักดิ์ รักไพบูลย์สมบัติ ทำนอง ประทิว บุญประสม มิกซ์เสียง สุรพล ศิริวรรณ
เนื้อเพลงมีอยู่ว่า พวกเรามาร่วมบันเทิงเริงสำราญ สนุกสนานในยามราตรี ปรับตัว ปรับอารมณ์ เคมี อันนี้สำคัญนะ ปรับตัวและปรับอารมณ์ก็ยังพื้นๆ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเคมี ตรงนี้เป็นปริศนาแล้ว มีคนอาจจะงง ปรับตัว ปรับอารมณ์ เคมี เกิดสิ่งดีๆ ในเรือนกายใจ อารมณ์มีส่วนทำให้เคมีฮอร์โมนเสียหรือดีนะ หากเกิดปฏิกิริยาทางลบ อาจจบเห่เป็นกรรมเก็บกดได้ คนอารมณ์ฉุน อารมณ์เสีย อารมณ์ร้าย อารมณ์เลว อารมณ์พยาบาทอาฆาต ต้องระวัง ทำร้ายตัวเองทั้งนั้นแหล่ะ
ทางนอกเครียด ทางในพลอยหวั่นไหว ชวนหวนให้เวทนาทุกข์ระทม อยู่ดีๆ ก็หาความทุกข์ให้ตัวเองเสียอย่างนั้นล่ะ มาเถอะหนา มาฝึกลมปราณให้เปล่งราศี ที่ราศีออกมาได้ ออร่าออกมาได้ก็เพราะเรื่องอารมณ์นี่แหล่ะ ยิ้มสู้ชีวีสุขแสนภิรมย์ คลายเก็บกดทั้งนอกและในสะสม อกตรมขมขื่นทิ้งไปไม่ใยดี ให้ทิ้งไป ไม่ใช่เอาไว้ นี่ก็คือ เพลงที่ป้าพยงค์ หรือคุณพยงค์ พุตติ ร้อง อาจารย์หลง หรือครูหลงเป็นผู้แต่ง
ก็เข้ามาสู่การขอพร ถ้าว่ากันแบบจริงๆ เมื่อวานเป็นวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลโลก ไม่ใช่วันสำคัญธรรมดาเฉพาะประเทศไทยนะ เป็นวันสำคัญสากลโลกเลย ถ้าเปรียบเหมือนควันไฟ เปรียบเหมือนกองเพลิงที่จุดขึ้นมาสว่าง หรือร้อนแรงขึ้นมา ป่านนี้มันยังครุกรุ่นอยู่ มันยังไม่ดับหรอก เพราะเป็นวันที่ 2 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ยังคอยกำกับอยู่ ใครที่มีศรัทธาต่องานพระพุทธศาสนาแห่งโลก ผู้นั้นก็จะได้รับการดูแลอำนวยอวยพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ขอให้ทุกผู้ทุกนามที่รำลึกถึงความสำคัญของงานพระพุทธศาสนา จงได้รับพรอันประเสริฐจากวันวิสาขบูชามหาปุณณมี ที่เพิ่งจะผ่านไปเมื่อวานนี้ ขอให้มีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้น
จ. 1 มิ.ย. 2569
รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ
บทความที่เกี่ยวข้อง
สร้างความสมดุลระหว่างศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้กดทับกัน โดยการบริหารศักยภาพให้สูงเสมอเท่ากับศักดิ์สิทธิ์ และต้องบริกรรมศักดิ์สิทธิ์ให้สูงเสมอเท่ากับศักยภาพ อย่างหนึ่งต้องบริหาร พัฒนาการ อย่างหนึ่งต้องภาวนาทางจิต ทางสมาธิและศรัทธาความเชื่อ
11 เม.ย. 2026
ผู้ที่มีรังสีแห่งพรหมแรงกล้า มีทั้งตัวฉุด และตัวช่วย ต้องพยายามแกะปมตัวฉุด แล้วเข้าถึงตัวช่วยที่ถูกต้อง และเหมาะสม
16 ม.ค. 2026
