แชร์

EP.1991  ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง ปฏิบัติเทพก็ต้องให้ถูกทาง ปฏิบัติต่อมนุษย์ก็ต้องให้ถูกทาง ชีวิตก็จะได้รับการเชิดชูขึ้นไปสู่ความสำเร็จ  ถ้าปฏิบัติต่อธรรมะผิดพลาด จะฉุดให้ตกต่ำลงไป  ธรรมะหรือธรรมชาติมีทั้งช่วย และมีทั้งฉุด  ดีชั่วอยู่ที่ตัวเราทำ

อัพเดทล่าสุด: 7 ก.ค. 2026
10 ผู้เข้าชม
EP.1991  ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง ปฏิบัติเทพก็ต้องให้ถูกทาง ปฏิบัติต่อมนุษย์ก็ต้องให้ถูกทาง ชีวิตก็จะได้รับการเชิดชูขึ้นไปสู่ความสำเร็จ  ถ้าปฏิบัติต่อธรรมะผิดพลาด จะฉุดให้ตกต่ำลงไป  ธรรมะหรือธรรมชาติมีทั้งช่วย และมีทั้งฉุด  ดีชั่วอยู่ที่ตัวเราทำ
สวัสดีทุกๆ ท่าน พบกันทางเงา วันนี้เป็นเงาของวันพฤหัสบดีที่ 2  เดือนกรกฎาคม สัญลักษณ์เป็นรูปปู ปูนี่ดีดเจ็บ พุทธศักราช 69 และคริสต์ศักราช 26  บางคนอาจจะงงว่า พุทธศักราชพึ่ง 69 ปีเท่านั้นเหรอ ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ  แรม 3 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะพหุเกนะ วา”  วันเดือนปีแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อยให้ได้อะไรไว้บ้าง 
วันนี้มีข้อคิดให้คิดหน่อยนึงว่า ธรรมชาตินี่ กับธรรมะนี่ก็คือ เรื่องเดียวกัน ธรรมะหรือธรรมชาติ มีทั้งสิ่งที่ช่วย และมีทั้งสิ่งที่ฉุด ช่วยหมายความว่า ช่วยให้ประสบความสุข ความสำเร็จ แล้วก็มีทั้งฉุดให้ตกต่ำ ประสบความล้มเหลว  ทำไมเป็นอย่างนั้น ยิ่งธรรมะ 2 ภาคด้วยแล้ว ใครไปลุ่มหลงงมงายในธรรมชาติ ในธรรมะทั้งภาคสามัญและเหนือสามัญ ก็มีโอกาสที่จะฉุดให้ชีวิตผิดลู่ผิดทาง ผิดแบบผิดอะไรไป 
แต่ถ้าเข้าใจธรรมะ คือ ธรรมชาติ หรือเข้าใจธรรมชาติได้ถูกต้อง ก็จะช่วยให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า อย่างเมื่อวันที่ 24 ที่ผ่านมาเมื่อเดือนที่แล้ว เรามีหนังสือธรรมะของพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ.ปยุตฺโต มาแจกจ่ายให้แด่สาธุชน เป็นชื่อหนังสือว่า “ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง” แล้วเราก็ขอต่อว่า  ปฏิบัติเทพก็ต้องให้ถูกทาง  ปฏิบัติต่อมนุษย์ก็ต้องให้ถูกทาง ถ้าไปปฏิบัติต่อธรรมะผิดๆ  หรือธรรมชาติพลาดๆ  ขอบอกว่า จะทำให้ฉุด จะฉุดให้ตกต่ำลงไป เพราะไปงมงาย ไปลุ่มหลง ไปดำเนินชีวิตผิดธรรมชาติ หรือผิดธรรมะ 
แต่ถ้าหากว่า เข้าใจธรรมะให้ถูกทาง ทั้งเข้าใจเทพให้ถูกทาง และเข้าใจมนุษย์ด้วยกันให้ถูกทาง ชีวิตก็จะได้รับการเชิดชูขึ้นไปสู่ความสำเร็จ  โดยเฉพาะธรรมชาติเหนือสามัญวิสัย มีสิ่งหลอกล่อ มีสิ่งหลอกลวงเยอะมาก โดยเฉพาะเวลาเรามีจิตใจไม่อยู่ในระดับของความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์แปลว่า ผู้มีจิตใจสูง  เกิดจิตใจเราต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ลงไป  โอปปาติกะก็จะเปลี่ยนภาค  จากโอปปาติกะประจำตัวมนุษย์ ก็กลายเป็นโอปปาติกะระดับเดรัจฉาน  โอปปาติกะระดับอสูรกาย ชั้นที่ 3  โอปปาติกะระดับเปรต ชั้นที่ 2  แล้วก็เป็นโอปปาติกะระดับนรกชั้นล่างสุดเลย 
เมื่อโอปปาติกะของเราไม่สามารถจะอยู่ระดับความเป็นมนุษย์ คือ ชั้นที่ 5 ภูมิที่ 5 คือ มนุษย์  มันก็จะตกต่ำลงไปเรื่อย และไม่เพียงแค่เรารักษาโอปปาติกะระดับความเป็นมนุษย์เท่านั้น เรายังจะต้องพยายามยกจิตใจของเราให้สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป  ถ้าสูงขึ้นไปชั้นที่ 6 จตุมหาราชิกา สูงกว่ามนุษย์ขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น  ขึ้นไปชั้นที่ 7 ยามา  ชั้นที่ 8 ดาวดึงส์  ชั้นที่ 9 ดุสิต  ชั้นที่ 10 นิมมานรดี ชั้นที่ 11 ปรนิมมิตวสวัตตี และยังมีชั้นสูงขึ้นไปอีก พรหมอีก 16 ชั้น ที่เป็นรูปพรหม 
ถ้าเราปล่อยให้โอปปาติกะตกต่ำลงไป คือ ธรรมะฉุดเราลง ก็หมดกันละคราวนี้ ชีวิตไม่มีความเจริญรุ่งเรือง แต่อาจจะมีบางคนนะ จิตใจต่ำทราม แต่เกิดการทำหน้าที่โกยเงินโกยทอง ร่ำรวยอยู่กับวัตถุสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทองมากมาย  แต่จิตใจต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ ยังไม่ถูกเช็คบิลในชาตินี้ ภาษาสมัยหน่อย ก็ต้องถูกเช็คบิลในชาติหน้า ขณะที่หลังจากเบื้องหลังความตายเกิดขึ้นในชาตินี้ หมายความว่า ตายไปแล้วก็ไปเกิดอีกชาติหนึ่ง มันก็ทำให้ตกลง ไปสู่อบายภูมิบ้าง ไปสู่ความเป็นเปรต ไปร้องปรี๊ดๆ กรี๊ดๆ อยู่ที่ในสถานที่อับชื้น หรือในสถานที่วังเวง ในสถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนเข้าออกเท่าไหร่นัก เช่น ตึกร้างอย่างนี้ จะมีพวกเปรตนี่ไปอาศัยไปแอบอยู่ แล้วไม่นานพวกอสูรกายออกมาแฝงตัวอยู่ด้วย มันไปกันใหญ่ 
เพราะฉะนั้น โอปปาติกะประจำชีวิตเรา เขาพร้อมจะขึ้นสูงตามสภาพจิตของเรา เขาพร้อมจะตกต่ำตามสภาวะจิตของเรา  เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาจึงห่วงนักห่วงหนาว่า ยังไงๆ ยกจิตให้สูงไว้ อย่าให้ความโลภเข้าครองงำจนกระทั่งตกต่ำลงไป ความโกรธเข้าครอบงำ ความหลงเข้าครอบงำ ที่เราได้บรรยายไว้ 9 ขั้น ก็คือ โลภอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด โกรธไม่มีที่สิ้นสุด หลงไม่มีที่สิ้นสุด ก็เกิดเป็นกิเลส  กิเลส คือ เครื่องเศร้าหมอง ตัณหาความอยากแบบบ้าคลั่ง แล้วก็อุปาทานไปยึดมั่นถือมั่น โดยเฉพาะอย่างเรื่องทางใน ก็ไปยึดสิ่งของนู้น สิ่งของนี้ สิ่งของนั้น  พิธีกรรมนู้น พิธีกรรมนี้ พิธีกรรมนั้น โดยเฉพาะลัทธิและนิกายมีเป็นร้อยๆ พันๆ นิกาย เราก็ไปยึดถือ  ไปยึดถือเข้าก็ออกนอกลู่นอกทาง หนทางแห่งพระพุทธศาสนา ปฏิบัติธรรมไม่ถูกทางก็เกิดขึ้นแล้ว 
ทีนี้พอเวลาคนไม่เข้าใจสภาพที่แท้จริงของตัวเองจริงๆ มันก็เกิดการดิ้นรน ดิ้นรนไปในทางที่ผิดๆ พลาดๆ  ดิ้นรนไปในทางที่เรียกว่า ไม่เหมาะกับความเป็นมนุษย์ เช่น ไปเห็นแก่เงินทองเพียงเล็กน้อย แล้วก็ไปทำชั่ว ไปเห็นแก่เกียรติยศชื่อเสียงที่มันเป็นสมมติ ถ้าเกียรติยศชื่อเสียงที่ได้โดยถูกต้อง โดยเหมาะสม มันก็ไม่เป็นไร แต่ไปหาวิธีสร้างเกียรติยศ ชื่อเสียง แบบผิดๆ อย่างนี้ มันก็ไปคนละเรื่องคนละราว  
ฉะนั้น ดีชั่วอยู่ที่ตัวเราทำ แล้วเราทำออกมาจากอะไร เราพูดออกมาจากอะไร ก็ทำออกมาจากจิตสั่งการ พูดออกมาจากอะไร ก็จากจิตสั่งการ แต่ความจริงถ้าจะเรียนให้ละเอียด ก็ต้องแยกว่า  ก่อนจิตจะสั่งการ อารมณ์มันแย่งชิงช็อตซะก่อนแล้ว เพราะอารมณ์มันอยู่ข้างนอก ใช่ไหม มันก็เตรียมทำหน้าที่ของมัน แย่งซีนจากจิต พอจิตจะทำหน้าที่ อารมณ์มันแย่งทำหมดแล้ว  
บางคนวันหนึ่ง วันหนึ่ง พูดออกมาด้วยอารมณ์ทั้งวันทั้งคืน ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า จิตยังไม่ได้ทำงานเลย คิดออกมาทั้งสารพัดเรื่องที่จะคิดออกมา แต่ถามว่าคุณคิดด้วยอะไร ฉันคิดด้วยจิตสิ  คนบางคนก็แยกไม่ออกว่า อารมณ์กับจิตมันต่างกันยังไง แล้วก่อนอารมณ์จะทำงาน มันก็ต้องอาศัยสมอง สมองมันจะทำงานต้องอาศัยอะไร ประสาท เกิดเข้าใจผิดเป็นโรคประสาทกันไปซะเยอะ  เข้าใจพลาดเป็นโรคจิตกันไปซะเยอะเชียว เดี๋ยวนี้เท่าที่ดู สังคมกำลังเผชิญกับคนเป็นโรคจิต โรคประสาทมากมาย โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่อายุยังไม่มาก ก็เกิดความไม่ยอมรับในความเป็นเด็กของตัวเอง  ทะเยอทะยาน ทำอะไรที่จะต้องการให้มันโก้หรูหรา แสดงท่าทางว่า ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ความจริงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองยังไม่พ้นการบรรลุนิติภาวะ เวลาอายุมากขึ้นก็จะเสียใจ ตอนเป็นเด็กนี่เราไม่น่าจะเกเร ไม่น่าจะเป็นเด็กที่เหลือขอขนาดนั้น  ไม่น่าจะเป็นเด็กที่ก้าวร้าว ไม่น่าจะเป็นเด็กที่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไม่เรียนหนังสือ พอไม่เรียนหนังสือมันก็ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ  
อันนี้ก็ขอบอกว่า ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ธรรมชาติมี 2 ภาค ภาคสามัญ และเหนือสามัญ มีทั้งฉุดชีวิตคนให้ตกต่ำ และมีทั้งช่วยชีวิตคนให้สูงส่ง ถามจริงๆ ใครก็ต้องการใช่ไหมว่า อยากให้ชีวิตตัวเองสูงส่งขึ้นไป ยิ่งสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี  ถ้าต้องการสูงใน 31 ภพ 31 ภูมิ ก็มีให้อยู่แล้ว แล้วก็เชื่อเถอะว่า โอปปาติกะที่เขาคอยจะเลื่อนชั้นให้เรา  และเราไม่พยุงตัวเอง ไม่มีความคิดในทางที่ชอบ ไปคิดในทางที่ชั่ว ก็ตกต่ำลงไป โอปปาติกะเขาก็ต้องต่ำลงไปด้วย เพราะว่าจิตเราต่ำลง 
แล้วพอเราใช้อารมณ์แสดงออกมาทางพูด ใช้อารมณ์ฝ่ายต่ำด้วย แสดงออกมาทางความคิด  ทั้งคำพูด ความคิด และการกระทำ ถ้าอารมณ์ฝ่ายต่ำเป็นฝ่ายขับเคลื่อน    ก็มีแต่สิ่งที่เลวร้าย มีแต่สิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง นานๆ เข้ามันก็เกิดฝังเป็นจากนิสัยก็กลายเป็นสันดาน   คำว่า โดนด่าสันดานนี่โกรธนักโกรธหนา ที่แท้ตัวเองทำตัวเองให้ตกต่ำ 
สรุปแล้วธรรมชาติมีทั้งช่วยเรา และมีทั้งฉุดเรา บางคนเขาเกิดมาในกองขยะ เกิดมาในกองขยะหมายความว่า อยู่ในฐานะที่พ่อแม่ยากจน บางทีต้องไปค้นหาขยะ เพื่อเก็บของที่ยังพอขายได้เอาไปขาย เอาไปชั่งขาย แล้วก็เอาเงินเอาทองอันนี้ช่วยตัวเองไปเรียนหนังสือหนังหา  จนกระทั่งเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ ไปเป็นคนมีชื่อเสียง ไปทำงานตำแหน่งดีขึ้น ดีขึ้น จนประสบความสำเร็จในชีวิต 
คนเกิดมาในกองขยะ แต่ไม่ใช่หมายความว่า เขาไปเกิดในกองขยะนะ เกิดมาแล้วเขาก็มีพ่อแม่อาจจะมีอาชีพหาของในถังขยะเอาไปขาย เขาก็กลับได้ดิบได้ดี มีชื่อเสียงในสังคมประสบความสำเร็จ  แต่เด็กบางคนเกิดมาในกองเงินกองทอง ไม่รักดี แล้วก็ยังแถมหลงตัวเองว่า ฉันเกิดมามีพ่อแม่ร่ำรวย กลับใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา  สุดท้ายไปกลายเป็นทำมิจฉาชีพ ไปติดคุกติดตะรางก็มี ไปเป็นคนไร้บ้าน หมดโอกาสที่จะสร้างเนื้อสร้างตัว  จากกองขยะ เขาขึ้นไปเป็นผู้มีฐานะ จากกองเงินกองทองตกต่ำลงไปกว่าฐานะ ดีชั่วอยู่ที่ตัวเราทำ  
ทางในก็เหมือนกัน  ทำยังไงฉันจะได้เกิดเป็นคนศักดิ์สิทธิ์  ก็คุณก็ทำให้มันศักดิ์สิทธิ์สิ เราก็บอกอยู่เสมอว่า “ศักยภาพจะเป็นฐานให้กับความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ” คุณก็มีฐานะนั่งอยู่บนบัลลังก์ ยืนอยู่บนบัลลังก์ของความสำเร็จ  พอเรามีศักยภาพแล้วเรามีศักดิ์สิทธิ์มารองรับ แล้วยกฐานะเราขึ้นไปเป็นบัลลังก์ชีวิต อิทธิฤทธิ์ก็เกิดขึ้น ปาฏิหาริย์ก็ตามมา  เทพเทวดาก็ยกฐานะขึ้น ยกขึ้นไป ยกขึ้นไป ก็กลายเป็นระดับพรหม 
พรหมไม่ใช่เป็นอะไร เป็นคนที่มนุษย์เรานี่แหละ มีจิตสูงขึ้นไปจากชั้นที่ 12  พอชั้นที่ 11 ชั้นที่ 10  ชั้นที่ 9  ชั้นที่ 8  ชั้นที่ 7  ชั้นที่ 6 นี่เป็นเทพเทวดาธรรมดา ซึ่งอยู่ในบรรยากาศ สามารถที่จะคลุกคลีสารพัดที่จะต้องผจญ  
แต่ถ้าเลยบรรยากาศขึ้นไปเป็นอวกาศ ภาษาดาราศาสตร์ก็เรียกว่า spacetime  spacetime ก็ไม่ขึ้นกับกาลเวลา แต่ถ้าลงมาจากอวกาศชั้นที่ต่ำลงมาก็เป็น space and time ต้องขึ้นกับกาลเวลา จะทำอะไรให้สำเร็จก็ต้องใช้กาลเวลา ไม่ใช่จะไปข้ามขั้นแบบอยู่บนอวกาศ บนอวกาศเขาไม่มีกาลเวลา spacetime  ในบรรยากาศ space and time มีกาลเวลาด้วย 
พระพรหมก็เหมือนกัน เราอยากจะยกฐานะโอปปาติกะของเราให้สูงกว่าเทพธรรมดา มีรังสีขึ้นอยู่กับตัวเรา  เราให้สูตรไว้แก่สาธุชนว่า “อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี บัญญัติไตรยางค์บรรทัดแรก เวทนา ปราณ ราศี บัญญัติไตรยางค์ชั้นที่ 2”  
พอมาถึงขั้นราศี ถ้าราศีแจ่มจรัสก็ยกออกจากตัวเราไป ไปผ่านรัศมีได้อย่างสบาย พอผ่านรัศมีได้อย่างสบาย ก็ไปประสานกับรังสี รังสีนี้อุปมาเปรียบเทียบเป็นรังสีแห่งพรหม จิตใจเราก็สูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น อนาคตข้างหน้าก็กลายเป็นคนที่มีความโดดเด่นในสังคม 
เอาล่ะวันนี้พูดวกวนไปนิดหนึ่ง ขออภัย วกวนคงไม่วกวน แต่ว่าให้ข้อมูลเยอะไป ก็ขอให้หยุดไว้แค่ว่า ธรรมชาติมีทั้งช่วยให้เราเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าถ้าเรารู้จักธรรมชาติ และธรรมะก็คือ มาจากธรรมชาติ มีทั้งช่วยให้เราเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า และมีทั้งฉุดให้เราตกต่ำ ทำไมเราจึงใช้ธรรมชาติในตัวเรา และนอกตัวเรา ให้มันฉุดตัวเราให้ตกต่ำ เราทำตัวเราทำไม คนอื่นทำเรา เราก็โกรธ เราก็โมโห แต่นี่เราทำตัวเองให้ตกต่ำลงมา เพราะฉะนั้น ให้ธรรมชาติฉุดเราให้สูงขึ้นดีกว่า เสียชาติเกิด 
มาดูผลงานของคุณปุนนภา รักษาวงษ์  1990  เมื่อกรรมนิมิตกับคตินิมิตสามารถรวมกันได้ ก็จะเกิดพลังมากในตัวคนๆ นั้น คือ กรรมนิมิตเขามีโอปปาติกะฝ่ายหนึ่ง คตินิมิตก็มีโอปปาติกะอีกฝ่ายหนึ่ง คือ ภาคดีกว่า องค์เดียวกันแต่คนละภาค เมื่อกรรมนิมิตกับคตินิมิตสามารถรวมกันได้ ก็มารวมกันที่ตัวเรานี่แหละ ก็คือ ขันธ์ 5  อย่าไปรวมที่อื่นเลยเชื่อเถอะ รวมยังไงๆ ไม่ดีเท่ากับรวมในตัวเรา เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ของตนเองที่ไม่ต้องไปตะลอนๆ หาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จากที่ไหนๆ  บางคนก็พยายามซะจัง จะไปหาศาลเจ้า จะไปหาสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความศักดิ์สิทธิ์จะได้ซึมเข้ามาในตัวเอง หารู้ไม่ว่าตัวเองนี่แหละ สามารถสร้างความศักดิ์สิทธิ์แล้วแผ่ออกมาเป็นราศีก่อน พอเป็นราศีก็ออกไปชั้นกลางเป็นรัศมี พอพ้นรัศมีก็เป็นรังสี
มันมีหลักอยู่ง่ายๆ แค่นี้ เริ่มต้นที่ตัวเองตั้งแต่บัดนี้ แล้วทุกอย่าง ทุกสิ่ง ทุกประการ ก็จะพาเราสูงส่งขึ้นไป ไม่ตกต่ำลงมา  ก็ขอขอบคุณคุณปุนนภา รักษาวงษ์  1990  เรามาเตรียมฟังเพลง วันนี้ดีเจคนสวยจะเปิดเพลงอะไรให้ฟังก็ยังไม่แน่ ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
เพลงนี้ไม่ค่อยได้นำมาเปิดให้ฟังเท่าไหร่ ชื่อเพลงว่า สัญชาตญาณดิบ ต้องเอาไปต้มซะละมั้ง  สัญชาตญาณมันยังดิบอยู่  คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 2  ครูธวัช คณิตกุล  ทำนองและเสียงร้อง AI  จัดทำโดย คุณพัทธนันท์ พิมานพงศ์ภัทร หรือคุณแจน
เนื้อเพลงมีอยู่ว่า ของเถื่อน ผิดกฎหมาย  สันดานเถื่อน ผิดกฎแห่งกรรม ของดิบๆ นึกออกไหม ของดิบๆ มีอะไรบ้าง ผิดสำแดง เรากินเนื้อสดๆ อย่างนี้ บางคนระบบย่อยดีก็ดีไป เกิดระบบย่อยไม่ดี ผิดสำแดงก็แพ้ ผิดสำแดงก็แปลว่า แพ้ อาเจียนกันวุ่นวาย สัญชาตญาณดิบ instinct สัญชาตญาณดิบภาษาฝรั่งเขาเรียก instinct ผิดวิสัยพฤติกรรม คือ มนุษย์เกิดมาถ้าใช้สัญชาตญาณดิบ ก็ไม่ใช่คนละ ก็มีหางแล้วก็ 4 ขามันมีสิทธิ์ใช้สัญชาตญาณดิบ แต่ถ้าคนมาใช้สัญชาตญาณดิบ ผิดวิสัย ผิดปกติไง  ผิดวิสัย ผิดปกติ วิสัย คือ พฤติกรรม การกระทำ คำพูด แล้วก็ความคิด 
ของเถื่อน ผิดกฎหมายแน่นอน  สันดานเถื่อน ผิดกฎแห่งกรรม ก็กฎแห่งกรรมเขาบอกว่า ให้มาเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์แปลว่า ผู้มีจิตใจสูง แล้วคุณมาทำสิ่งที่มันเถื่อนๆ ไม่ทำให้มันถูกๆ มาพูดให้มันเถื่อนๆ ไม่พูดให้ถูกๆ  มาคิดแบบเถื่อนๆ ไม่คิดให้มันถูกๆ ก็เลยกลายเป็นสันดานเถื่อน ผิดกฎแห่งกรรม 
ตอนนี้มาของดิบๆ สมัยก่อนเขาไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องพยาธิ เข้าใจเรื่องจุลินทรีย์ แบคทีเรีย อะไรพวกนี้ ชาวบ้านก็บางทีก็กินของดิบๆ กัน โชคดีไปเพราะว่ากระเพาะระบบย่อยของกระเพาะดี ถ้าเกิดระบบกระเพาะย่อยไม่ดี ก็กลายเป็นปัญหากับสุขภาพร่างกาย บางคนแพ้ผื่นขึ้นมาเต็มตัว แพ้ไปแพ้มา ก็กลายเป็นเกิดโรคนู้น โรคนี้ โรคนั้น ก็ต้องไปต้ม ไปทอด ไปปิ้ง ไปย่างให้มันสุกก่อน  เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา อะไรอย่างนี้ 
สัญชาตญาณดิบ ผิดวิสัยพฤติกรรม ใครใช้บ่อยๆ อันตรายมาก อนาคตไม่ต้องพูดถึงเลย หมดสิ้นกันเลย โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นทั้งหลาย หนูๆ ทั้งหลาย อย่าประมาท  บางคนก็ติดมาตั้งแต่วัยรุ่น จนกระทั่งวัยกลางคน วัยแก่แล้วมันก็ยังใช้พฤติกรรมเถื่อนอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าแล้ว ก็ยังใช้สัญชาตญาณดิบ ผิดวิสัยพฤติกรรม พฤติกรรม คือ การพูด การทำ ความคิด บางคนเขาพูดออกมา โบราณเขาบอกว่า ไม่อายปากตัวเองเลย บางคนมีการกระทำที่น่าเกลียดน่าชังมาก ก็ออกมาจากระบบความคิด คลังสมองกับสโตร์อารมณ์สำคัญมาก เก็บอะไรเข้าไป บันทึกอะไรเข้าไป ต้องระวัง ไปบันทึกแต่เรื่องชั่วช้าเลวทราม เวลาจะออกมาจะเป็นเรื่องดีๆ ได้ยังไง  มันก็ออกมาชั่วช้าเลวทราม  ถ้าบันทึกสิ่งที่ดีๆ เข้าไป มันก็ออกมาแต่สิ่งที่ดีๆ อันนี้ตรงไปตรงมา 
แล้วถ้าศักดิ์สิทธิ์ล่ะ ศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนกัน คุณรับรู้เรื่องศักดิ์สิทธิ์แบบประเภทงมงาย แบบขาดเหตุผล แบบไร้สาระ แต่จะให้ศักดิ์สิทธิ์แสดงออกมาแบบมีเหตุมีผล มีสาระได้ยังไง ก็ออกมาแบบไร้เหตุไร้ผล แล้วก็ไม่มีสาระ เป็นธรรมดา อันนี้ก็ตรงไปตรงมา
พฤ. 2 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.1925  อย่ามองข้ามความรู้เล็กๆ น้อยๆ  จะเป็นประโยชน์แก่วิญญาณธาตุ (ส. 18 เม.ย. 2569)
เมื่อวิญญาณธาตุได้รับความรู้จากธาตุรู้ ธาตุรู้จะไม่รู้ ธาตุรู้จะไปรู้ได้อย่างไร ถ้าเจ้าของชีวิตไม่ยอมสดับรับฟัง หรือรับพิจารณาความรู้อันแยบยลและแยบคายผ่านเข้าไปให้ธาตุรู้ ให้ธาตุรู้ได้รับรู้ แล้วธาตุรู้ก็ส่งต่อวิญญาณธาตุต่อไป
25 เม.ย. 2026
EP. 1883   จิต 9 ลักษณะ พอจิตผสมกันไม่เข้าที่  ไม่เข้าท่า  ไม่เข้าทาง  เข้ากับร่างกายไม่สนิท โรคประสาทก็เขย่า โรคจิตก็ขยอก  (ศ. 27 ก.พ. 2569)
บ้า 9 ชนิดก็ตามมา เรามาควบคุมจิต แล้วเรื่องศักดิ์สิทธิ์ กับเรื่องอิทธิฤทธิ์จะได้ไม่เลอะเทอะ
2 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy