แชร์

EP.1957  สิ่งที่จะตอบโจทย์ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์  ตัวแม่บท 9 คำแรกสำคัญที่สุด โลภ โกรธ หลง   กิเลส ตัณหา อุปาทาน  ตัณหา มานะ ทิฏฐิ  ส่วนใหญ่มาตายตอนตัวที่ 9 คือ “ใจแคบ”

อัพเดทล่าสุด: 2 มิ.ย. 2026
20 ผู้เข้าชม
EP.1957  สิ่งที่จะตอบโจทย์ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์  ตัวแม่บท 9 คำแรกสำคัญที่สุด โลภ โกรธ หลง   กิเลส ตัณหา อุปาทาน  ตัณหา มานะ ทิฏฐิ  ส่วนใหญ่มาตายตอนตัวที่ 9 คือ “ใจแคบ” 
          สวัสดีทุกท่าน อีก 5 วันก็เป็น”วันวิสาขบูชามหาปุณณมี” ประจำปีพุทธศักราช 2569 เราต้อง ตั้งจิต ตั้งใจ ตั้งมั่นว่า ไม่มีบารมีสิ่งใดที่จะยิ่งใหญ่ไปเท่ากับบารมีแห่งพระพุทธศาสนา เมื่อบารมีพระพุทธศาสนามีความยิ่งใหญ่ ถ้าเราเข้าใจ เข้าถึง เราก็จะได้รับปาฏิหาริย์ บุญบารมีที่เกิดจากความศรัทธาก็จะทำให้เกิดผลของปาฏิหาริย์ ที่ทำให้เราสำเร็จในสิ่งที่ควรจะ ควรจะ ได้รับมา ไม่ต้องมานั่งรอคอย ลอยคอกัน จนกระทั่งน้ำจะท่วมปากอยู่แล้ว ก็ยังไม่พบความสำเร็จกันสักที 
          วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 25 เดือนพฤษภาคม 69 และ 26 คือ พุทธะ  คริสต์ศักราช เป็นวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา”  วันเวลาวันนี้ เราจะมาทบทวน ทบทวนเรื่องที่เราจะสนทนากัน ในวันที่เรามาพบกันในรายการ “ถามแอนด์ทอล์ค” ที่เราจะพบกันในหนึ่งเดือนครั้งหนึ่ง  ซึ่งเมื่อวานก็ไล่ให้ฟังไปรอบหนึ่งแล้วเผื่อผู้ใด จะเกิดสะดุดใจข้อใด แล้วก็ได้ไปตั้งใจ ตั้งคำถามว่า  เราจะมาซักถามกันในเชิงไหนดี  ก็ขอทวนอีกทีหนึ่งที่เป็นรายการเผื่อไว้ในวัน ถามแอนด์ทอล์ค 
ข้อที่ 1.  คือ 9 คำตอบโจทย์ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง  ความเก่งกล้าสามารถกับความมีความศักดิ์สิทธิ์ มาเกี่ยวอะไรกับความโลภ โกรธ หลง  ชุดที่ 1 นะ โลภ โกรธ หลงเกี่ยวอะไรกับศักยภาพและความศักดิ์สิทธิ์   ชุดที่ 2 กิเลส ตัณหา อุปาทาน      กิเลส ตัณหา อุปาทาน ไปทำให้สะเทือนศักยภาพ และไปทำให้ระคายเคืองศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง   ชุดที่ 3  ตัณหา มานะ ทิฏฐิ  ซึ่งเรียกว่า “ปปัญจสัญญา” อะไรกันเรามีสัญญาปรุงแต่งแค่นี้ ไปกระทบกระเทือนศักยภาพ คือ ความเก่ง กล้า สามารถ และคุณความดีของเราด้วยหรือ แล้วยังไปกระทบกระเทือนความศักดิ์สิทธิ์ด้วย ไม่น่าเชื่อ  จริงเท็จประการใดเราก็มาคุยกันในรายการ ถามแอนด์ทอล์ค 
ข้อที่ 2. คือ 4 สิ่งสร้างปาฏิหาริย์  คือ ศักดิ์สิทธิ์  อิทธิฤทธิ์ แล้วก็เราจะเว้นว่า ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อน ตกลงว่าอะไรกันแน่ที่จะสร้างปาฏิหาริย์ให้กับเรา ปาฏิหาริย์แปลว่า ตอบโต้ตีกลับ  เรื่องศักดิ์สิทธิ์สร้างไหม  เรื่องอิทธิฤทธิ์ สร้างได้หรือเปล่า ปาฏิหาริย์นะ  เรื่องเทพเทวดาจะสร้างปาฏิหาริย์ให้เรา เราต้องทำยังไงล่ะ  เราจะบอกกับเทพองค์ไหนดี เพราะว่าชื่อเทพนั้นมากมายเยอะแยะเหลือเกิน หรือว่า เราจะไปค้นของเก่าที่เป็นของต้นตระกูลเรา  เช่น  ดาบเก่าๆ  อาวุธเก่าๆ ของโบราณที่ลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง เอามาสร้างปาฏิหาริย์  สมมติว่าเราเกิดเจอของเก่าชิ้นหนึ่ง  นักโบราณคดีบอกว่า อันนี้นี่เป็นพันๆ ปีล่ะ สมมตินะ  แล้วเราจะเอาของที่เก่าเป็นพันๆ ปี ซึ่งเรียกว่า สิ่งลึกลับซับซ้อนเหล่านั้นมาสร้างปาฏิหาริย์ด้วยวิธีใด ของเก่ามันให้ปาฏิหาริย์จริงหรือเปล่า ทำได้หรือเปล่า แล้วทำไมเขาจึงไปแสวงหาของดึกดำบรรพ์ ที่เป็นไปตามประวัติศาสตร์มาสร้างเรื่อง เรื่องทางใน เรื่องศักดิ์สิทธิ์กันเพราะอะไร 
ข้อที่ 3. คือ 2 รอ  รอรู้สึก กับ  รอรู้  ใช่วิญญาณธาตุกับธาตุรู้หรือเปล่า ความรู้สึกใช่วิญญาณธาตุไหม   รอรู้ ใช่ธาตุรู้หรือเปล่า แล้วมันเป็นยังไง เราจะสร้างธาตุรู้ แล้วก็จะส่งให้วิญญาณธาตุ ให้รู้สึกถูกต้องตามที่เรารู้ได้ยังไง
ต่อมา  อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี   เวทนา ปราณ ราศี  สร้างรังสีแห่งพรหมได้จริงหรือ พระพรหมมาตามนี้จริงหรือเปล่า  ถ้าเรามีอารมณ์ ฮอร์โมน เคมี ที่สมดุล  เวทนา ปราณ ราศี ที่เกิดความลงตัว รังสี หรือออร่าของเราจะไปถึงชั้นพรหมได้จริงหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องมาทอล์คกัน มาถามมาทอล์คกัน 
เรื่องสุดท้าย ที่เอาภาษาวิชาการมาพูดกันเป็นเรื่องเป็นราว เป็นงานเป็นการ จนกระทั่งบางคนเขาคิดว่า  กำลังเลคเชอร์ว่า วิชาวิทยาศาสตร์เคมีในห้องสอนของโรงเรียน เปล่าที่แท้ อิเล็กโทรไลต์ทั้งหลายแหล่ ถ้าศึกษาให้ดี รู้ให้ดี มันคือ สิ่งที่จะส่งไปถึงรังสีแห่งพรหม และสามารถที่จะรับรังสีแห่งพรหมกลับลงมาได้ มันเกินไปหรือเปล่า อะไรทำนองนี้นะ 
          เพราะฉะนั้น 4 ข้อนี้ก็เป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่พอสมควรว่า เราจะเอามาคุยกันในวันถามแอนด์ทอล์ค  เรื่องของเรื่องมันก็มีอยู่ว่า เมื่อไหร่ เมื่อไหร่ ใครก็ได้ที่เกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาพอดิบพอดีว่า อ๋อ รอยเชี่อม รอยต่อ รอยประสาน ระหว่างไสยศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ มันอยู่ตรงนี้นี่เอง ข้างนอกนะ แล้วในตัวเราล่ะ ในตัวเราก็เหมือนกัน ถ้าสังขาร สังขารเอากันว่าร่างกายของเรามีสภาพอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ วิญญาณ ความรู้สึก แล้วก็รู้สึกเสียยิ่งกว่ารู้สึก ก็ลงไปถึงกระทั่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์  ก็จะต้องมีสภาพอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ 
          เมื่อความรู้สึก กับความรู้ทางวิญญาณประสานกันพอดี  ร่างกายเราจะเป็นปกติใช่ไหม  ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุ อากาศธาตุ มันลงตัวกันพอดีๆ เราก็จะรู้สึกสบายๆ  กำลังไม่สบายอยู่  ก็จะช่วยให้ค่อยๆ ค่อยๆ ลดความไม่สบายลง  ลดความเจ็บปวดลง  ลดโรคภัยไข้เจ็บลง ยกเว้นเมื่อถึงคราวหมดอายุขัย อันนั้นอีกเรื่องหนึ่งนะ 
แต่ถ้าตราบใดที่ร่างกายเรายังเป็นปกติ เราจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ชะตาเราขาด หรือชะตาเราร่อแร่  การเรียนรู้สิ่งที่เป็นปราณในร่างกายเรา ปราณในร่างกายเรา ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุ อากาศธาตุ จากการเข้ากรรมฐานชนิดหนึ่งที่เรียกว่า“สมถกรรมฐาน” เพื่อตรวจดูเวทนาของเรา เวทนาก็คือ สุขเวทนามันเป็นยังไง ทุกขเวทนาเป็นเพราะอะไร แล้วพอเรารู้สุขเวทนากับรู้ทุกขเวทนา เราก็มาปรับ ปรับให้มันเกิดเป็น “อทุกขมสุขเวทนา” 
หลายๆ คนก็คิดว่า ฉันขอสุขเวทนาเถอะ  ทุกขเวทนาฉันไม่เอาแน่นอน แต่ฉันก็ไม่อยากได้หรอกอทุกขมสุขเวทนา ก็คือ เวทนาที่เฉยๆ ฉันไม่ชอบหรอก ฉันชอบสุขเวทนา ทำยังไงเราจะเข้าใจให้ถูกต้อง ด้วยการเรียนรู้สภาวะที่แท้จริงว่า ถ้าเราสามารถวางได้ทุกอย่างจริงๆ เขาเรียกว่า วางใจ  นั่นน่ะเราจะได้อทุกขมสุขเวทนา วางว่าง แล้วเราจะได้กลายเป็นเกิดเป็นความสุขในชีวิตอย่างแน่นอนและถาวร เพราะอะไร  เหตุเพราะเรา “อยู่เย็นเป็นสุข ทุกข์ไม่มี  อยู่ร้อนเป็นทุกข์ สุขไม่มี  อยู่อย่างไรจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข ทุกข์ไม่มี  อยู่อย่างทำใจ ไม่ใช่ อยู่อย่างทันใจ”  
ใครก็ได้ที่กำลังเครียด ขึง ตึง หย่อนในอารมณ์ในจิตใจ ให้วางซะให้หมด ทำจิตให้วางว่าง กลับตรงกันข้ามว่า  สิ่งที่เราคิดว่า ไม่น่าจะได้รับผลสำเร็จ ไม่น่าจะได้รับความสำเร็จ ไม่น่าจะเป็นไปได้ในทางที่เราปารถนา มันกลับจะได้มา  แต่ส่วนมากแล้วเราจะไปติดที่ 9 คำแรก คือ ติดโลภ ติดโกรธ ติดหลง   ติดกิเลส ติดตัณหา ติดอุปาทาน   ติดตัณหา มานะ และใจแคบ คือ ทิฏฐิ 
          เพราะฉะนั้น ตัวแม่บท 9 คำแรกสำคัญที่สุดเลย ตัวแรกนี่ตัวเป้งเลย โลภ เพราะว่าอยากได้อะไร เราก็โลภ เราก็ต้องอยาก อยาก อยาก อยาก ให้มันมา ถูกลอตเตอรี่งวดนี้ 2 ตัว โมโหจัง  แต่งวดที่แล้วถูกกินก็โมโหเหมือนกัน  แต่งวดนี้มันถูกได้ยังไงแค่ 2 ตัว สมมติ  เอ้อ ถูกรางวัลที่ 2 ก็ยังดี  ถ้าจะให้ดีรางวัลที่ 1 เถอะนะ  รางวัลที่ 1 ก็ไม่ใช่ใบเดียวนะ ก็ขอชุดใหญ่ๆ ให้มันรู้เรื่องรู้ราวไปเลย  ตัวนี้โลภมาแล้ว  ความโลภเกิดขึ้นแล้ว  โกรธ ตามมาทันที   หลง คนอย่างเรานะ ไปดูหมอที่ไหนเขาบอกว่า บุญวาสนามากมายก่ายกองสุดจะพรรณนา แล้วทำไมต้องมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ล่ะ หลงมาแล้ว  โลภเสร็จ โกรธเสร็จ หลงเสร็จ   กิเลส เศร้าหมอง หดหู่ง่วงงุ่น  ฟุ้งซ่านรำคาญ  ลังเลสงสัย กิเลสเกิดแล้ว  กิเลส  ตัณหา   ตัณหามาก่อตัวขึ้นอีกแล้ว โลภ โกรธ หลง  กิเลส ตัณหา   อุปาทาน  อุปาทาน ตอนนี้เกิดการเข้าใจผิด เข้าใจพลาด ต้องทำนั่น  ต้องทำไสยศาสตร์แบบนี้  ต้องไปสายมูแบบนั้น  ต้องไปหาของอย่างนี้มาทำพิธี  ต้องไปหาอาจารย์คนนั้น คนนั้น คนนั้น  อุปาทานก็เกิดขึ้น อาจารย์คนนั้นเคยสั่งไม่ให้เรากินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ อันนี้ก็แล้วแต่นะ ใครมีศรัทธาอย่างไรก็ขอโมทนา เราต้องเว้นการกินเนื้อสัตว์มากินมังสวิรัติ ซึ่งบางคนเขากินมังสวิรัติแล้วเขาสบาย เขากินเจแล้วเขามีความสุข ก็ดี ก็โมทนากับเขา  แต่เกิดเราไม่ถูกกัน ไม่เหมาะกับการกินแต่มังสวิรัติ กินเจ เพราะร่างกายเรารับไม่ไหว อย่างนี้เขาเรียก อุปาทาน  แต่ใครเขากินเจแล้วดี กินมังสวิรัติแล้วเขาสบาย ขอโมทนาด้วยนะ  เราก็ไม่ต้องไปกิน  เราก็กินตามปกติไป อันนี้เขาเรียกว่า อุปานทาน  ที่โชคไม่ดีเพราะคุณไม่กินมังสวิรัตินี่แหล่ะ อันนี้ขออภัย ผู้รับประทานมังสวิรัติด้วยความเคารพนะ ว่าท่านมีโอกาสจะทำในสิ่งที่ถูกอัธยาศัย นี่ขอยกตัวอย่าง  บางคนบอกว่า อุปาทานบอกว่า เช่น คนพูดใส่เสื้อสีดำ ไม่ถูกโฉลกกับชะตาชีวิตคุณ กับวันเดือนปีของคุณ พรุ่งนี้คงต้องใส่เสื้อสีแดง มาสนทนาธรรมในรายการพบกันทางเงานี่ล่ะ เพราะเขาบอกว่า สีดำไม่ดี  เพราะเป็นสีที่เขาใช้ในงานที่ไม่เหมาะ มันเกี่ยวอะไรล่ะ สีเสื้อผ้า ก็เราสะดวก เราพอใจ เราชอบ แล้วเหมาะสมกับงานนั้นๆๆ ไม่ถึงกับเสียหาย เราก็แต่งตัวของเราตามอัธยาศัยของเรา อันนี้อุปาทาน 
          เมื่อกิเลส ตัณหา อุปาทาน ลดลงแล้ว หรือเราเข้าใจมันดีแล้ว  มาติดอีก 3 ตัวอีกแล้ว  ตัณหา มานะ ทิฏฐิ    ตัณหาเกิดขึ้นมา เนื่องจากว่า ปรุงแต่งว่า เราต้องได้เท่านั้น เท่านี้ เท่าโน้น  ต้องได้มากๆ ถ้าไม่ได้มากๆ ไม่ใช่เรา  มานะ อยากใหญ่  ตำแหน่งกำลังเป็นตำแหน่ง สมมติว่า เป็นผู้จัดการแผนก สมมติอย่างนี้ ผู้จัดการแผนก ก็ใหญ่แล้วนะผู้จัดการแผนก อีกไม่ช้าฉันจะมีมานะ ฉันจะขึ้นไปนั่งเป็นประธานบริษัท มาให้ฉันเป็นแค่ผู้จัดการแผนก อย่างนี้มันไม่ถูกต้อง เขาเรียกว่า มานะ ฉันจะขึ้นไปนั่งเป็นตำแหน่งประธานบริษัท มาตั้งฉันเป็น Manager แค่ Manager Section หรือ Division อะไรอย่างนี้ ฉันไม่ยอม ฉันไม่ยอม  อันนี้ก็มานะ   มานะอยากใหญ่   ทิฏฐิ ตอนนี้เสร็จปิดประตูตีแมวเลย ใจแคบ  ตั้งแต่คนโลภ โกรธ หลง  กิเลส ตัณหา อุปาทาน  ตัณหา มานะ มาตายตอนตัวที่ 9 คือ ใจแคบ ทิฏฐิ ใจแคบ ไปไม่รอด ตั้งแต่หัวขบวนมาจนถึงท้ายขบวน ตัวที่ 9  อย่างนี้เราจะคุยกันในวันถามแอนด์ทอล์ค 
          ถ้าคุณสามรถทำใจได้จริงๆ หลุดพ้นจากอำนาจ 9 ตัวนี้ให้น้อยที่สุด  ความสำเร็จในชีวิตกำลังจะเกิดขึ้น กำลังจะตามมา  พูดอย่างนี้รู้ใจนะ หลายคนก็มองมาที่คนพูด เก่งนักหนา ทำไมไม่สำเร็จสักทีล่ะ ปิดประตูคุยกันในวันนี้ ขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง  
เดี๋ยวขออภัยนิดหนึ่ง เติมหน่อย ผลงานของคุณ อรสา กู้เกินพงษ์ 1956  คนนี้ก็พูดน้อยต่อยหนัก “จริตมีไว้ให้ฝึกฝืน  ไม่ใช่มีไว้ให้ฝืน”  แค่นี้ก็อิ่มแล้ว คนจะฝืน ฝืนจริตของตัวเองไปถึงไหน ชาวบ้านเขาเรียกว่า อย่าดัดจริต ภาษาพระเรียกว่า ฝืนจริต จะฝืนได้ต้องฝึก ต้องฝึก ถ้าไม่ฝึกแล้วไปฝืน สาหัส สาหัส โทษสาหัสสากรรจ์ หนัก 
คนที่จะพยายามฝ่าความคิด ฝ่าความคิด ทั้งๆ ที่ความคิดที่คุณคิดมันยังไม่ถึงขั้น แล้วมันยังเป็นไปไม่ได้ คุณก็พยายาม พยายาม พยายาม ที่จะให้เป็นไปให้ได้ว่า คุณจะต้องมีฐานะยิ่งใหญ่เท่านั้น มีความสำคัญเท่านี้ มีทรัพย์สินเงินทองเท่าโน้น อย่างนี้เขาเรียกว่า ฝืนความจริง คือ ฝืนจริต มีสิทธิ์ที่จะวิกลจริต ภาษาชาวบ้านเรียกว่า บ้าไปแล้ว  ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟังอีกครั้งหนึ่ง เดี๋ยวฟังเพลงสบายๆ แล้วกลับมาสวดมนต์สวดพรกัน ขอขอบคุณอีกครั้ง 
             ขอบอกว่า เพลงที่จบลงไป ชื่อเพลง กูไม่รู้จักกู  กูทะเลาะกับกู  ทำไมไม่รู้จักตัวเอง แล้วไปทะเลาะกับตัวเองทำไม ทะเลาะกับตัวเองก็ไม่ดี ทะเลาะกับคนอื่นก็ไม่ดี  คำร้อง ธวัช คณิตกุล  ทำนอง ทหารแก่  ขับรอง ประทิว บุญประสม  มิกซ์เสียง สุรพล ศิริวรรณ  
เนื้อเพลงก็มีอยู่ว่า “จะบ้าหรือดี ชีวีของกูสับสน จะอยู่แห่งหนใดหนา ยังหาว่าใบ้ จำกัดตัวเอง จะต้องอยู่มันให้ได้ เหมือนไร้จุดหมาย ไร้คู่ ไร้ซึ่งวิญญาณ อย่างนี้แหล่ะคือ ยึดถือเป็นการฝึกจิต ให้รู้จักคิดไตร่ตรองโดยไม่สะท้าน พึ่งพาตัวเอง ฝึกฝนใจให้สำราญ เกิดกิเลสมารเผาผลาญให้มันหายสิ้น กูไม่รู้จักกู กูทะเลาะกับกู  กูทะเลาะกับกู กูไม่รู้จักกู  ถ้ากูนั้นรู้จักกู ไม่ต้องทะเลาะกับกู  กูก็ไม่เสียเวลา เอามาพัฒนาตัวกู   ตัวกูของกู ย่อมรู้จักตัวกูดี  ชีวีของกู ไม่รู้จักกูถวิล  กูทะเลาะกับกู อดสูอยู่เป็นอาจิณ เหมือนดั่งเสียงพิณ กล่อมโลกทุกข์โศกไปใย” 
ก็แปลว่า รู้ตัวแล้ว รู้ตัวดี ก็ไม่ต้องไปทะเลาะกับตัวเองหน้ากระจก บางคนทะเลาะไปทะเลาะมา ชกกระจก มือเลือดอาบเลย  ที่แท้คนที่อยู่ในกระจกมันก็คือ เงาของตัวคนชกนั่นล่ะ มันโมโห อะไรนักหนา  เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาจึงสอนให้ทำใจ อยู่อย่างทำใจ ไม่ใช่อยู่อย่างทันใจ
          เรามาขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันมีสูงสุดที่จะเวียนบรรจบมาในข้างหน้า ก็คือ วันวิสาขบูชามหาปุณณมี ในบารมีแห่งพระรัตนตรัย มาอำนวยอวยพรให้กับทุกคนที่อยู่ทางบ้าน แล้วก็ทุกคนที่อยู่ที่นี่
จ. 25 พ.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ 

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.1980   บางคนทำอะไรแล้วมันติดๆ ขัดๆ คับๆ ข้องๆ มันไม่คล่อง แล้วก็ไม่รู้ติดอะไร ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ก็เป็นเพราะคุณไม่ปรับปรุง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แก้ไข (ส. 20 มิ.ย. 2569)
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยังไง ก็ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขทั้งภายในและในภายใน ตามกฎแห่งไตรลักษณ์ เราต้องหมั่นปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขความรู้สึกนึกคิดของเรา ไปตามสถานะสถานการณ์ ตามเหตุการณ์ ตามเหตุปัจจัยอยู่ตลอดเวลา
23 มิ.ย. 2026
EP.1974   เทพเทวดาและมนุษย์ มนุษย์มีตัวตน เรามีตัวตน เทพ เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีตัวตน (ศ. 12 มิ.ย. 2569)
1. เทพเทวดาและมนุษย์ มนุษย์มีตัวตน เรามีตัวตน เทพ เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีตัวตน  2. ศักยภาพ เรามีศักยภาพ คือ ความเก่ง กล้า สามารถ  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทพเทวดา มีความศักดิ์สิทธิ์ 3. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทพเทวดาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องพึ่งพาอาศัย ศักยภาพในตัวมนุษย์ ตัวมนุษย์ก็ต้องพึ่งพาอาศัยความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 4. สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีเงา เรามีทั้งเงาและมีทั้งตัวตน  5. ทางนอก ทางในของสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับเราผู้มีศักยภาพมีความแตกต่างกัน คือ เรามีทางนอก เขาเก่งทางในต้องพึ่งพาอาศัยกันไป พึ่งพาอาศัยกันมา  จึงทำให้เกิดความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ระหว่าง มนุษย์สู่เทพ จากเทพสู่ธรรม ตามบรรทัดแรกของนามบัตรของสหปฏิบัติฯ
17 มิ.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy