แชร์

EP.1929 พอมนุษย์จัดสรร เทพเสกสรร ธรรมชาติสร้างสรรค์ (พฤ. 23 เม.ย. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 25 เม.ย. 2026
7 ผู้เข้าชม
EP.1929   ความรอบคอบ และความรอบรู้  ต้องให้เกิดความเหมาะสม  พอมนุษย์จัดสรรความคิด คำพูด การกระทำให้ดี เทพก็จะมาเสกสรรชีวิตให้ แล้วธรรมชาติก็จะสร้างสรรให้ลงตัว ทั้งธรรมชาติสามัญ และเหนือสามัญ ให้ศักยภาพเป็นทัพหน้า ให้ศักดิ์สิทธิ์เป็นกำลังเสริม
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เราพบกันทางเงาประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 เดือนเมษายน พุทธะ คริสต์ 69 และ 26 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พหุเกนะ วา”  เอาล่ะ เราจะเอาวันเวลาที่เรายังมี มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด แต่อย่าลืมว่าเพลงออกแขกของเราวันนี้ หยุดลงตรงที่ว่า ดั่งปัจฉิมโอวาทของพระศาสดา โอวาทครั้งสุดท้ายที่พุทธองค์ทรงแสดงคือ พวกเธอยังไว้ซึ่งความไม่ประมาท  
ชีวิตของคนต้องมีความรอบคอบ หากว่าขาดความรอบคอบ แล้วก็ยังต้องมีความรอบรู้ ความรอบคอบกับรอบรู้ต้องให้เกิดความเหมาะสม ประเภทที่รู้มากยากนานก็มาก ประเภทรู้น้อยพลอยรำคาญก็มีไม่ใช่น้อย ความรอบคอบกับความรอบรู้จะมาใช้ร่วมกันก็ต่อเมื่อ คนเราเข้าใจฐานะความพอดีของตนของตน กรณีที่คนเราไม่รู้ตัว ไม่รู้ตัวว่า เราควรจะคิดเท่าไหร่ เราคิดเรื่องทางในด้วยเท่าไหร่ ทางนอกเท่าไหร่  พูดเรื่องทางในเท่าไหร่ พูดเรื่องทางนอกเท่าไหร่  ทำเรื่องทางในเท่าไหร่ ทำเรื่องทางนอกเท่าไหร่  สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ มีผู้ถามว่า ระหว่างศักดิ์สิทธิ์กับศักยภาพ เราจะเอาคำไหนมานำ มาแสดงนำ พูดกันง่ายๆ ว่า แสดงออก 
ก็เลยบอกว่า ก็ต้องศักยภาพ  ศักยภาพคือ ความเก่งกล้าสามารถ และพ่วงด้วยคุณความดี ต้องออกมานำหน้า เป็นเรียกว่า นำร่องชีวิต  คนเขาก็บอกว่า ถ้าสมมติว่า นาย ก. มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็มีศักยภาพด้วย  นาย ก. เอาความศักดิ์สิทธิ์ออกมานำหน้าไม่ดีกว่าหรือ  บอกไม่ได้ ผิดกติกาของหลักตรรกะ  ตรรกะก็คือความจริง เพราะความจริงก็คือ สังคมก็ดี ใครก็ดี ที่ไหนก็ดี เขาจะยอมรับ ยอมรับอะไร ยอมรับความมีศักยภาพของคนของคน เพราะศักยภาพมันเห็นชัด  ตรงไปตรงมา แล้วก็ยอมรับได้ทันที และโดยเฉพาะย้ำนักย้ำหนาว่า ศักยภาพต้องมีคุณงามความดีด้วย 
เมื่อผู้ใดแสดงศักยภาพออกมาอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ คือ ทั้งเก่งแล้วก็เป็นคนดีด้วย   ในขณะนั้นศักดิ์สิทธิ์ก็จะตามติด หรือประสมกลมกลืนอยู่ในการแสดงออกของศักยภาพนั้นๆ  เช่น  นาย ก. แสดงความเก่งกล้าสามารถและมีคุณความดีด้วย ออกมาอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง  ขณะนั้นนาย ก. ก็แสดงศักดิ์สิทธิ์ออกมาด้วย เว้นไว้แต่นาย ก. แสดงศักยภาพแบบเถื่อนๆ  เถื่อนๆ ก็คือ มันไม่ใช่ มันไม่เข้าท่า  มันไม่ถูกต้อง   
ถ้านาย ก. แสดงศักยภาพก็คือ ความเก่งกล้าสามารถออกมาอย่างถูกต้อง ขณะนั้นนาย ก. ไม่ต้องไปกังวล ไม่ต้องไปพะวักพะวนว่า ฉันแสดงศักยภาพ คือ เก่งกล้าสามารถโชว์ออกมาข้างนอกแล้ว แล้วใครคนเขาจะรู้ไหมว่า ฉันมีความศักดิ์สิทธิ์ด้วย ไม่ต้องไปกังวล ศักดิ์สิทธิ์ก็จะออกมาแบบประสมกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียวกับศักยภาพ แต่ต้องเป็นศักยภาพที่พร้อมใช้นะ พร้อมใช้แล้วก็เข้าใจในความจริงของศักยภาพคือ ความเก่งกล้าสามารถ และมีคุณความดี มีจริยธรรม มีคุณธรรม 
คนไม่ต้องไปพะวักพะวนว่า เดี๋ยวฉันจะต้องไปเข้าสมาธิ เดี๋ยวฉันจะต้องไปหาเครื่องรางของขลัง  เดี๋ยวฉันจะต้องไปหาครูบาอาจารย์  เดี๋ยวฉันจะต้องเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  เดี๋ยวฉันจะไปหาวิธีการศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งอย่างใดเพิ่มเติม เข้ามาในตัวฉัน โดยไปหาผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์กว่า อันนี้ไม่ต้องเลย ไม่ต้อง อยู่ของคุณอย่างปกติ ข้อสำคัญคือ คุณมีจิตสำนึก มีจิตสำนึกของการแสดงความเก่งกล้าสามารถออกมา พร้อมทั้งคุณงามความดีด้วยจริงหรือเปล่า  ไม่ใช่เสแสร้ง 
อันนี้ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า ศักยภาพเป็นสากล ก็คือ เป็นเรื่องที่ทุกที่  ทุกแห่ง  ทุกหน  ทุกกรณี  ทุกโอกาส  ทุกเวลา  ทุกสังคม ยอมรับได้ ยอมรับได้ ยอมรับแล้วก็เต็มใจรับ แล้วก็พร้อมจะรับ  
แต่ถ้าเกิดนาย ก. เกิดคิดผิดเอาศักดิ์สิทธิ์ออกไป  บอกว่า ฉันมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวมาก มีองค์เทพเทวดายิ่งใหญ่มาก มีเครื่องรางของขลังที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มีมนต์คาถา มีวิธีการ มีอะไรต่อมิอะไรที่จะโชว์ความศักดิ์สิทธิ์ออกมา เพราะฉะนั้นฉันต้องเอาความศักดิ์สิทธิ์มานำหน้าในการแสดงให้แก่สังคมรู้จักฉัน ครานั้นนาย ก. กำลังโชว์โง่แล้ว กำลังโชว์โง่  ทำไมนาย ก. ผิดตรงไหน  ไม่ผิด  มันผิดตรงที่ว่า ฝืนความจริงตามธรรมชาติ เพราะธรรมชาติของมนุษย์ก็ต้องพูดจากันด้วยเรื่องธรรมดา  คิดเรื่องธรรมดา ทำเรื่องธรรมดา ออกมาเป็นสากล  ใครได้ยิน ใครเห็น ใครร่วม พูดคิดทำก็เข้าใจ รับได้  ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะโชว์ความศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็อ้างว่าฉันมีความศักดิ์สิทธิ์เยอะนะ จะมาอวดให้คุณเห็นเชียวว่า ฉันศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน  อันนี้นาย ก. เสียสติแล้ว  นาย ก. ไม่ปกติแล้ว
เพราะฉะนั้นเอาศักยภาพนำหน้าการดำเนินชีวิต เพราะเราพูดอยู่เสมอว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์  ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ”  ถ้าเกิดมีเสียงคัดค้านว่า ไม่จริง  นายเอเขาเก่งกล้าสามารถมาก เก่งจนกระทั่งคนระบือลือลั่นไปหมด ทำไมเขาไม่เห็นนั่งอยู่บนบัลลังก์ซะที  เห็นเขาก็เดินต๊อกๆ ต๋อยๆ ต๊อกต๋อย ต๊อกต๋อยของเขา  เขาอาจจะขาดคุณสมบัติ  อาจจะเป็นคนไม่ดี อาจจะเป็นคนมีลักษณะกายค้านกาย จิตค้านจิต  กายทรมานกาย จิตทรมานจิต  กายค้านจิต จิตค้านกาย  กายค้านกาย จิตค้านจิต  ค้านกันไปค้านกันมา  ค้านกันมาค้านกันไป  เขากลายเป็นคนวิปริต เป็นคนวิปลาส
เพราะฉะนั้นต้องระวังเรื่องศักดิ์สิทธิ์ จัดลำดับให้ดี ให้เรื่องศักดิ์สิทธิ์เป็นกำลังเสริม ให้เรื่องศักยภาพเป็นทัพหน้านำชีวิตของตนเองไป ให้สังคมรู้ว่า นาย ก. เป็นคนเก่งกล้าสามารถ แล้วก็เป็นคนมีคุณความดีด้วยนะ ไม่ช้าไม่นานคนก็จะเข้าใจนาย ก. เองว่า นาย ก. ทั้งเป็นคนเก่ง คือ ศักยภาพ  และก็เป็นทั้งคนเฮง คือ ศักดิ์สิทธิ์  ใครก็ได้พร้อมจะเป็นนาย ก. ถ้ามีสติพอ สติแปลว่า ความระลึกได้  
เพราะฉะนั้นทำใจว่างๆ ทำใจว่างๆ แล้วทุกอย่างมันก็จะเข้าตำราที่เราเคยให้ไว้ว่า มนุษย์จัดสรร  มนุษย์จัดสรรอะไร  จัดสรรความคิดของตัวเองให้ดีให้มีระเบียบ  อย่าคิดเลอะเทอะ  อย่าฟุ้งซ่าน เมื่อคิดแล้ว พูด คำพูดก็เหมือนกันต้องจัดสรรให้ดี จัดสรรให้เหมาะ มนุษย์จัดสรรความคิด  มนุษย์จัดสรรคำพูด และการกระทำ มนุษย์ก็ต้องจัดสรรการกระทำ 
พอมนุษย์จัดสรรความคิด คำพูด การกระทำ  เทพก็จะมาเสกสรรให้ เสกสรรชีวิตให้ เบื้องหลังการเสกสรรของเทพ และการจัดสรรของมนุษย์ก็คืออะไร ธรรมชาติ ธรรมชาติสร้างสรรค์  ธรรมชาติทำอะไร ธรรมชาติก็สร้างสรรค์ให้ลงตัว พอดีๆ  ทั้งธรรมชาติสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย  
ถ้าคำอธิบายวันนี้ผู้ใดยังงงๆ อยู่ ก็ค่อยๆ ค่อยๆ ไปคิดแล้วก็ทบทวน เดี๋ยวก็หายงงเองแหละ 
มาดูผลงานของคุณวิษณุ กระจ่างศรี  1928  ตัวโปรยมีอยู่ว่า คนเก่งกล้าสามารถจำนวนมาก พอเก่งไปเก่งมาก็เกิดความโลภ ความเห็นแก่ตัว ต้องการจะสร้างความร่ำรวย เอาเงินเข้าตัวเอง เอาแต่สิ่งที่ดีๆ เข้าตัวเองตลอด แล้วก็ผลักความชั่วให้ผู้อื่น ก็เลยกลายเป็นปัญหาว่า คนบางคนที่เป็นพ่อมดหมอผี ทำไมเขาชั่วขนาดเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ชั่ว แล้วทำไมเขาแสดงปาฏิหาริย์ได้  ก็เพราะเขาใช้ปาฏิหาริย์ฝ่ายต่ำ  พลังปาฏิหาริย์ฝ่ายต่ำก็ได้แก่ ชั้นที่ 4 เดรัจฉานวิชา  ชั้นที่ 3 วิชายักษ์มารอสูรกาย  ชั้นที่ 2 วิชาเประตะ หรือเปรต  และชั้นที่ 1 นรกะ คือ นรก  เอา 4 3 2 1 มาใช้ เป็นฝ่ายต่ำมาแสดงปาฏิหาริย์ 
เขาเอาจิตต่ำลงไป ต่ำลงไปมาสร้างปาฏิหาริย์  ซึ่งอันตรายมาก เคราะห์ของตัวเองยังดีอยู่ ก็ยังไม่มีอันตราย แต่จะไปเกิดกับบริวารคนใกล้ชิดก่อน หรือคนที่ตัวเองเป็นห่วงเป็นใยอาจจะรับก่อน  คนที่เปราะบาง คนที่เป็นบริวาร ก็จะรับกรรมก่อน เพราะคราวเคราะห์มาถึง  คราวเคราะห์มาถึงเจ้าตัวก็ต้องได้รับเคราะห์จากการกระทำเอาของต่ำมาใช้แสดงปาฏิหาริย์ เช่นชั้นที่ 4 เดรัจฉานวิชา ชั้นที่ 3 วิชายักษ์วิชามาร  ชั้นที่ 2 วิชาอาศัยเปรต เปรตที่มันก็มีฤทธิ์นะ  และชั้นที่ 1 คือ อาศัยนรกภูมิ คือ นรก ผีห่าซาตานทั้งหลาย เอาวิชานั้นมาใช้ทำปาฏิหาริย์ เดี๋ยวไม่ช้าคนทำก็ต้องได้รับกรรมของตัวเอง แต่ขณะที่ยังไม่ได้รับก็เป็นบริวารรับไปก่อน 
ก็ขออธิบายอย่างนี้ ขอฝากให้ไปทบทวน ยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ คิดทบทวนไป ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงคั่นรายการ แล้วก็สวดมนต์ภาวนากัน ตามกำหนดที่เราได้ทำกันมาเป็นประจำ ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
เอาล่ะ เพลงคั่นรายการวันนี้ คุณกนกวรรณ วงษ์มณี เป็นผู้คัดเลือกมาเปิด ชื่อเพลง โลกคือ ละคร คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 1 ครูธวัช คณิตกุล  ทำนอง เสียงร้อง AI  จัดทำโดย คุณพัทธนันท์ พิมานพงศภัทร 
เนื้อเพลงมีอยู่ว่า โลกคือ ละคร  ผู้คนแสดงละครอยู่บนเวทีในโรงแรมโลก  คือหมายถึงว่า โลกเรานี้เป็นเหมือนโรงแรม  คนเกิดมาพักแรม อายุ 50 ปี  70 ปี  80 ปี  90 ปี เก่งมากที่สุด 100 ปี ลือกันไปทั่วหมด  แล้วก็ออกจากโรงแรมโลกไป ก็คือ ตายไป 
โลกคือ ละคร ผู้คนแสดงละครอยู่บนเวทีในโรงแรมโลก  เช็คอินด้วยสูติบัตร  แจ้งเข้ามาอยู่ในโรงแรมใบนี้ก็ต้องมีใบเกิด สมัยก่อนเขาเรียกใบเกิด หรือสูติบัตร  เช็คเอาท์ด้วยมรณบัตร ก็คือ ใบตาย  พอเวลาคนตายแล้ว เขาก็ต้องไปแจ้งทางราชการว่า นาย ก. ตายแล้ว  นาง ข. ตายแล้ว  
บัตรอื่นๆ ลองนึกกันดูนะบัตรอื่นๆ มีอะไรบ้างที่แย่งกันเหลือเกิน อยากได้เหลือเกิน  บัตรอื่นๆ เป็นเพียงประกอบการดำเนินชีวิตช่วงพักแรม  บัตรใบแรกก็คือ  สูติบัตร ใบเกิด บัตรใบสุดท้ายของนาย ก. ก็คือ มรณบัตร ใบแจ้งตาย 
โปรดอย่าเล่นละครบทโหดกันมากนักเลย เพราะคือ การทำร้ายพรหมลิขิตของตนเอง อย่างโง่ที่สุด   พูดไปเถอะ คงไม่มีผลอะไรเท่าไหร่นักล่ะ พูดไปแล้วก็คงจะเหนื่อยเปล่า  นี่คือ ข้อเตือนใจ แต่จะไปสะกิดให้ใครสักคน คงจะไม่มีคนสะกิดใจนะ  เอาอย่างนี้แล้วกันเกิดบังเอิญมดมันเดินผ่าน มันอาจจะมาฟังนะ  มาฟังแล้วก็สะกิดใจมันก็ได้  ที่นี่ด่านช้าง แต่ก็ไม่เห็นมีช้างสักตัว มีแต่ช้างรูปปั้น
เพราะฉะนั้นทั้งช้าง ทั้งมด มันคงไม่สนใจฟัง ขนาดมนุษย์ยังไม่ฟัง แล้วมันเป็นสัตว์มันจะมาฟังได้ยังไง  มันคงบอกว่า อะไรกันนักหนา 

รวบรวมโดย คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1894   พิจารณา 3 อย่างแรก  โลภ โกรธ หลง  มีลักษณะของโทษเป็นอย่างไร (พ. 11 มี.ค. 2569)
แล้วนำไปสู่การพิจารณา  กิเลส ตัณหา อุปาทาน ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร  มีผลดีผลร้ายอย่างไร
13 มี.ค. 2026
EP.1927    ของวิเศษจะต้องเกิดจากคนที่มีความเก่งกล้าสามารถและไม่ชั่ว คนเก่งกล้าสามารถแล้วต่อหาง มีหางยื่นออกมา คือ หางแห่งความชั่ว มันไม่มีประโยชน์ที่จะมาสร้างสิ่งวิเศษเลย เก่งกล้าสามารถ เป็นศักยภาพที่จะต้องไม่มีหางยื่นออกมา หางที่ยื่นออกมา ต้องปิดท้ายด้วย
ต่อให้คุณเก่งแล้วเก่งอีก เก่งจนไม่รู้จะเก่งยังไง แต่ขาดจรรยาธรรม จริยธรรม หางโผล่ชี้ไปข้างหลัง หัวซุนไปข้างหน้า ท้องขนานกับพื้นโลก มนุษย์ที่ไปเอาเยี่ยงเดรัจฉาน ต่ำกว่าภูมิตัวเองลงไป เก่งให้ตายก็ไม่มีศักดิ์สิทธิ์ เพราะสูตรของเราคือ “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ” (จ.20 เม.ย. 2569)
25 เม.ย. 2026
EP.1918    กินอาหาร บำรุงร่างกาย ทำให้มีชีวิตอยู่ต่อ  กินความรู้ ทำให้ชีวิตมีความเฉลียวฉลาด สามารถจะลดความโง่คือ ไม่รู้ ลงไปได้เรื่อยๆ (ศ. 10 เม.ย. 2569)
เมื่อเรารับรู้ ธาตุรู้ก็จะรับรู้ แล้วส่งต่อให้วิญญาณธาตุ วิญญาณธาตุก็ทำงาน ไปจนถึงรู้แจ้งแทงตลอด
16 เม.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy