EP.1918 กินอาหาร บำรุงร่างกาย ทำให้มีชีวิตอยู่ต่อ กินความรู้ ทำให้ชีวิตมีความเฉลียวฉลาด สามารถจะลดความโง่คือ ไม่รู้ ลงไปได้เรื่อยๆ (ศ. 10 เม.ย. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 16 เม.ย. 2026
1 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เราพบกันวันพระ แต่ว่าเป็นวันพระข้างเเรม 8 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย ตรงกับวันศุกร์ที่ 10 เดือนเมษายน 69 และ 26 คือ พุทธะ คริสต์ เราจะคุยอะไรกันดี ตอนเย็นอาจจะมีแม่บ้าน แม่ครัว ถามว่า วันนี้เราจะกินอะไรกันดี กินอาหารก็บำรุงร่างกาย ทำให้มีชีวิตอยู่ต่อ แต่กินความรู้ หรือบริโภคความรู้ ทำให้ชีวิตมีความเฉลียวฉลาด สามารถจะลดความโง่คือ ไม่รู้ ลงไปได้เรื่อยๆ
พอเวลาเรารับรู้เข้าไป ธาตุรู้ก็จะรับรู้ แล้วส่งต่อให้วิญญาณธาตุ วิญญาณธาตุเป็นธาตุที่รู้สึก รู้สึกว่าวันนี้ร่างกายเราส่งอาหารจานโปรดเข้ามาให้เราแล้ว จากธาตุรู้ส่งต่อให้วิญญาณธาตุ วิญญาณธาตุก็ทำงานเผยเเพร่ หรือเเพร่ความสามารถของวิญญาณออกไป วิญญาณมีหลายระดับ ถ้าหากว่าจิตวิญญาณก็จะไปจนถึงขั้นสุดท้าย คือ รู้แจ้ง แทงตลอด
เรื่องราวที่เราคุยกันไม่ยากจนเกินไป ที่เราจะรับรู้ ถ้าเรารับรู้ความรู้ที่มีประโยชน์ ก็เหมือนกับมื้อเย็นที่ผ่านมานี้ เราได้ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเรารับรู้ ใส่ธาตุรู้เข้ามาอาหารที่เป็นโทษ ก็เหมือนกับเย็นนี้ เรากินอาหารที่มีโทษ ไม่เป็นประโยชน์ ถ้าเกิดไปกินอาหารที่เป็นพิษ เขาเรียกว่า อาหารเป็นพิษ คืนนี้ทั้งคืนเราก็คงจะไม่ได้หลับได้นอน ท้องมันคงจะปั่นป่วนกวนเราแทบทั้งคืน
ก็เหมือนกับเรารับรู้อาหารทางวิญญาณที่ผิดๆ ที่พลาดๆ เข้าไปในร่างกาย วิญญาณธาตุบอกว่า เจ้าธาตุรู้ แกไปรับความรู้อะไรเหล่านี้มาจากไหน มันไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย วันๆ แกเลือกอาหารที่เป็นประโยชน์กว่านี้ส่งมาให้ฉันได้ไหม ฉันจะแย่อยู่แล้ว มีแต่อาหารขยะทางวิญญาณส่งเข้ามาให้ตลอดเวลา แล้วพอเวลาเจ้าตัว หรือเจ้าของชีวิตโชคร้าย อย่างที่ภาษาจีนเขาเรียกว่า ซวย ขออภัย ก็จะเกิดการโทษกันไปโทษกันมา ทำไมร่างนี้มีแต่เรื่องซวยๆ ขออภัยอีกครั้งหนึ่ง คนอื่นเขาเฮงกัน เขารู้นั่น รู้นี่ เขาประสบความสำเร็จกันมากมาย แต่ทำไมเราถึงได้ไม่เฮงเหมือนคนอื่นมาบ้าง
อันนี้เป็นเรื่องที่ขอเปรียบเทียบว่า แต่ละมื้อๆ แต่ละวันๆ ที่เรารับอาหารเข้าไปในร่างกาย เราเลือกอาหารชนิดไหน เรารับประทานอาหารแบบไหน อันนั้นอาหารทางร่างกายก็จะเป็นประโยชน์ หรือเป็นโทษกับร่างกาย
อาหารทางจิตวิญญาณก็เหมือนกัน รับรู้เข้ามา ถ้าจะเลือกเฟ้นสักนิดหนึ่ง แล้วชีวิตก็จะได้ปลอดภัยไม่ดีกว่าหรือ เราก็มีเสนออยู่ทุกวันว่า อาหารทางเหนือสามัญวิสัยวันนี้ อย่างเช่นเมื่อวาน เราเปรียบเทียบเรื่องความเฮงกับความซวย คนจะเฮงได้ยังไง คนจะเฮงก็ต้องมีสิ่งที่สร้างความเก่ง กล้า สามารถ คือ ศักยภาพให้กับตัวเอง ไปรับแต่สิ่งที่ทำให้ยิ่งฉลาดน้อยลง ฉลาดน้อยลง โง่มากขึ้น โง่มากขึ้น แล้วเสร็จแล้วพอถึงเวลาโชคร้าย คือ ซวย ขออภัย ก็มาโทษโน่น โทษนี่ โทษนั่น เขามีให้เสพนะอย่างอาหารไปตลาด จะเป็นตลาดติดแอร์ หรือตลาดไม่ติดแอร์ ก็แล้วแต่ เขามีให้เลือก แล้วทำไมเราไม่เลือก ไปซื้ออาหารอะไรไม่รู้สุ่มสี่สุ่มห้ามากิน เหมือนความรู้ที่ใส่เข้าไปในหู ในตาเหมือนกัน เป็นอาหารอะไรก็ไม่รู้ จากใครก็ไม่รู้ วันๆ หนึ่งนั่งจับเข่าคุยกันแต่เรื่องที่มันไร้สาระ ไม่เป็นสาระ แล้วพอถึงเวลาก็มาโทษนู่นบ้าง โทษนี่บ้าง โทษนั่นบ้าง มันเป็นสิ่งที่ผิดที่ตัวเราเอง
เพราะฉะนั้นขอบอกว่า กำลังเป็นห่วงอย่างยิ่ง สำหรับบุคคลที่ถูกกำกับมา ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า light worker ผู้ที่ถูกกำหนดมา ผู้ที่ถูกกำหนดมาว่า จะต้องเป็นครูสอนคนอื่นในเรื่องวิญญาณแท้ภายในปีนั้น ปีนั้น ปีนั้น แล้วเสร็จแล้วกี่ปี กี่ปี ก็ไม่สามารถจะสอนคนอื่นได้ อย่าว่าจะสอนคนอื่นเลย สอนตัวเองยังสอนไม่เป็นเลยว่า วิญญาณแท้จริงๆ มันคืออะไร ก็ได้แต่แบ๊ะๆ แบ๊ะๆ ไปวันๆ แล้วพอมันเกิดอันตราย ก็มานั่งร้องห่มร้องไห้ มาเสียอกเสียใจ มาโทษใครต่อใครให้วุ่นไปหมด อันนี้ล่ะคือ ตัวอย่างที่เปรียบเทียบ
เอาละ วันนี้อาจารย์ปัญจพลบอกว่า มีผลงานอันสำคัญและมีประโยชน์ยิ่งของท่านศาสตราจารย์ดร.สิทธิชัย สมานชาติ จะมารายงาน แล้วก็รู้สึกยินดี เพราะว่าผลงานของท่านมีเหตุมีผล ละเอียดลออ เอาผลงานของคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ บอกกล่าวเล่าแจ้งกันก่อน 1917 “ถ้าเทพพร้อม มนุษย์ต้องพร้อม พอมนุษย์พร้อม เทพก็พร้อม เทพรอมนุษย์อยู่ เมื่อไหร่จิตใจจะเป็นปกติซะที” เขาบอกว่า ถ้าเทพพร้อม มนุษย์ต้องพร้อม พอมนุษย์พร้อม เทพก็พร้อม เทพรอมนุษย์อยู่ เมื่อไหร่จิตใจจะเป็นปกติเสียที แล้วเทพจะได้ให้บารมี ให้บารมีก็คือ ให้สิ่งที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์ ต่อไปก็จะได้เข้าใจกันจริงๆ จังๆ ซะทีว่า เทพมาช่วย เทพไม่ได้มาฉุด
คนที่ปฏิบัติต่อเทพแล้วบอกว่า อนาคตไปไม่ถึงไหน หรืออนาคตหดลง อันนั้นเป็นการปฏิบัติเทพในทางที่ผิด เทพเขามีแต่มาช่วย ไม่ได้มาฉุด แต่เราฉุดตัวเราเอง โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว เทพมีฐานะอย่างไร อันนี้ก็ขอเสริม
สงกรานต์ที่จะมาถึง เป็นโอกาสที่เราจะเริ่มต้นอธิษฐานจิตกับเทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันเสียใหม่ว่า เอาละ ถึงคราวเกิดสงกรานต์กันซะที ไม่ใช่เกิดสงครามนะ สงครามเราไม่สามารถไปมีบทบาทอะไรกับเขาหรอก เราก็มีแต่จะรับผลพวงเท่านั้นแหละ แต่สงกรานต์ สงกรานต์ที่จะมาถึง วันที่ 13 อีก 3 วันเขาเรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เขาเรียกว่า วันเนา วันเนาก็คือ วันเชื่อมต่อ แล้ววันที่ 15 เดือนนี้เขาเรียกว่า วันเถลิงศก 3 วันนะ 13 วันมหาสงกรานต์ 14 วันเนา 15 วันเถลิงศก
สงกรานต์ของไทยเรา แยบยลและแยบคายมาก มีการฉลอง และมีการให้ความสำคัญถึง 3 วัน วันที่ 13 ก็เปรียบเหมือนวันที่ 31 ธันวาคม หรือถ้าเปรียบของคนจีน ก็คือ วันไหว้ วันที่ 14 14 วันเชื่อม แต่ว่าของจีนนะ ของฝรั่งเขาไม่มีวันเชื่อม ของเรามีวันที่ 14 วันเชื่อมระหว่างปีเก่ากับปีใหม่ พอไปวันที่ 15 วันเถลิงศก ก็เปรียบเหมือนวันที่ 1 ขึ้นปีใหม่ 1 มกราคมนี่แหละ หรือคนจีนก็คือ วันชิวอิก
เพราะฉะนั้นเราเตรียมใจระลึกที่ให้ดีว่า เราจะอยู่อย่างสันติภาพ อยู่อย่างสันติสุข ต่อให้มีสงครามอะไรเกิดขึ้นมาที่ไหน อย่างไร เมื่อใด แบบใด เท่าใด ขอให้เราอยู่ในโอกาสและสถานที่ที่ปลอดภัย ด้วยบารมีของวันสงกรานต์อธิษฐานกันให้ดี เอาล่ะ เดี๋ยวเรามาเตรียมรับฟังรายงานจากอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ ซึ่งเป็นผลงานของศาสตราจารย์ดร.สิทธิชัย สมานชาติ ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
สมองไว ไม่ใช่มือไว ใจเร็ว โบราณเขามีคติว่า คนๆ นี้มันมือไว ใจเร็ว ขโมยของเขา แต่สมองไวที่เราพูดนี้หมายความว่า ดูแลร่างกายและจิตใจให้มันปลอดโปร่ง โล่งสบาย พอสมองไว กายต้องคล่อง โดยเฉพาะหนุ่มสาว แล้วก็เด็กๆ ที่กำลังจะเติบโต ร่างกายต้องหมั่นออกกำลังกายให้คล่องๆ ไว้
ทีนี้หนุ่มสาว หรือเด็กจะได้เปรียบตรงสมองไว เพราะว่าสมองใหม่ กายคล่องก็เพราะกายยังเด็กอยู่ แต่สมัยนี้เท่าที่ดู จิตไม่ค่อยนิ่ง จิตไม่ค่อยนิ่ง ตรงกันข้าม คนแก่หรือคนชราผ่านโลกมาเยอะ ปลงได้ จิตจะนิ่ง หรือจะฝึกจิตมาก็อย่างไหนก็แล้วแต่ แต่ก็เสียโอกาส เสียเปรียบเด็ก ตรงว่าร่างกายไม่คล่องแล้ว สมองไม่ไวแล้ว
ถ้าเรามามาช่วยกันเกลี่ย เด็กก็สามารถทำให้จิตนิ่งได้ กายคล่องได้ กายคล่องอยู่แล้วเด็ก แล้วก็สมองก็ไว เด็กก็ทำให้จิตนิ่ง สมองไว กายคล่อง และจิตนิ่ง ผู้ใหญ่ก็สามารถจะฝึกให้สมองไว กายคล่อง และก็จิตนิ่งได้ ถ้าฝึกอย่างนี้แล้วทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็จะมีความสุข รับรู้อะไรต่ออะไร ก็ไม่รับรู้แบบสุ่มสี่สุ่มห้า โดยเฉพาะเรื่องทางใน หลอกกันง่าย แล้วก็ไม่เชื่อก็ไม่ได้ เดือดร้อน แล้วเดือดร้อนแบบไม่รู้ตัวด้วยว่า ตัวเองเดือดร้อนเพราะอะไร
วันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง คนพูดนี่ก็ได้แต่นั่งมอง คนที่เขาไม่เชื่อเรื่องเรื่องศักดิ์สิทธิ์ แล้วเขามีเรื่องเดือดร้อน ก็ได้แต่นั่งดูเขาด้วยความเป็นห่วง แล้วก็เสียดายที่เขาไม่เข้าใจ ชีวิตเขาก็เลยสเปะสปะ กะเละกะละ กะเรี่ยกะราด มีแต่ความทุกข์มากกว่าสุข
บทความของอาจารย์สิทธิชัย ศาสตราจารย์ดร.สิทธิชัยลึกซึ้งมาก ถ้าใครตั้งใจฟังให้ดีจะเห็นคุณค่า แต่ก็มีคนบ่นว่ายากจัง เข้าใจลำบาก คนพูดก็ขอเถียงว่า ไม่ยาก แล้วก็ไม่ลำบาก ถ้าหากว่าอยาก อยากแล้วตั้งใจฟัง ไม่ว่าเรื่องอะไร มันก็ไม่ยาก
รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล
บทความที่เกี่ยวข้อง
พระพรหม 20 ชั้น พระพิฆเนศ พระฤาษี เทพเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จะเป็นองค์ใดก็แล้วแต่ ที่มีเมตตาต่อเรา มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วเป็นผู้ให้ความอุปการะเรา ในทางโลกก็ดี ในทางธรรมก็ดี ในทางวิญญาณก็ดี เราจะถือว่าท่านเหล่านั้นเป็นครูของเราทั้งนั้น
ใช้ 2 รอ คือ ร. รู้ กับ ร. รู้สึก เพื่อเข้าถึงศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์
16 ม.ค. 2026
1. สื่อกับตัวเองและสื่อกับมนุษย์ด้วยกัน 2. สื่อกับเทพ 3. สื่อกับผี
11 เม.ย. 2026
เรื่องของกรรมเป็นสิ่งกระทำเพื่อพรหมลิขิต พรหมลิขิต บุพเพสันนิวาส บุพกรรม กงเกวียนกำเกวียนกรรมเก่าเกี่ยวกัน มันเนื่องกันหมด แต่เบ้าหลอมใหญ่ คือ พรหมลิขิต
3 ก.พ. 2026
