แชร์

EP.1924  ถ้าเราไม่รู้ว่าสังขารของเรามีวิญญาณในตัว และมีวิญญาณอยู่นอกตัว เราก็จะไม่สามารถจะฝึกศักยภาพขึ้นมาให้ได้ตามขีดกำหนดของชะตาชีวิต (ศ. 17 เม.ย. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 25 เม.ย. 2026
16 ผู้เข้าชม
EP.1924  ถ้าเราไม่รู้ว่าสังขารของเรามีวิญญาณในตัว และมีวิญญาณอยู่นอกตัว เราก็จะไม่สามารถจะฝึกศักยภาพขึ้นมาให้ได้ตามขีดกำหนดของชะตาชีวิต เราก็จะพบแต่หนทางตันในชีวิต ผลที่สุดก็มีชีวิตอยู่ที่ลักษณะร่อแร่  จะตายก็ไม่ตาย และตายทั้งเป็น
 
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ที่เราจะรำลึกถึงบารมีของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี  เพลงออกแขกหยุดลงตรงที่ว่า ลมหายใจไม่เข้า ลมหายใจไม่ออก พุทโธ่ตายเสียแล้ว คนเรามีชีวิตอยู่ทั้งชีวิต ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งสุดท้าย มีความตายจริงๆ อยู่หนเดียว คือ ไม่หายใจ แล้วก็หยุดไป เขาเรียกว่า ตาย  แต่ตลอดชีวิตไม่มีใครค่อยได้คิด หรือไม่ค่อยได้สนใจ แต่สนใจก็ไม่รู้ทำยังไงนะ มันตายทั้งเป็นกันมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ไม่รู้กี่หน กี่ครั้ง ในชีวิตหนึ่งๆ  บางคนอายุยังนิดเดียว ไปซะแล้ว คือ ตายทั้งเป็น น่าสมเพชเวทนา น่าเป็นห่วงยิ่งนักเชียว  เรามาคุยกันเรื่องเหนือสามารถวิสัยเพื่อป้องกันการตายทั้งเป็น 
วันนี้ วันศุกร์ที่ 17 เดือนเมษายน 69 และ 26 คือ พุทธะ คริสต์ศักราช เป็นวันข้างขึ้น 1 ค่ำ เมื่อวานวันพระใหญ่ วันนี้ 1 ค่ำแล้ว เดือน 6 ปีมะเมีย  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พหุเกนะ วา”  วันเวลาในวันใดๆ ก็ตามที และแม้กระทั่งวันนี้ เราจะไม่ให้ผ่านไปเปล่าโดยไม่เป็นประโยชน์ แล้วประโยชน์ที่เราจะได้ในค่ำวันนี้ก็คือ มาทบทวนกันอีกนิดเถอะว่า ถ้าเราไม่รู้ว่าสังขารของเรามีวิญญาณในตัว และมีวิญญาณสัมพันธ์อยู่นอกตัว แล้วเราจะวางตัวอย่างไร วิญญาณในตัว จึงจะเป็นวิญญาณที่ให้คุณ วิญญาณนอกตัว จึงจะไม่เป็นวิญญาณที่ให้โทษ  เพราะถ้าวิญญาณในตัวไม่ให้คุณ เราก็ไม่เก่ง ไม่สามารถจะฝึกศักยภาพขึ้นมาให้ได้ตามขีดกำหนดของชะตาชีวิต  ถ้าวิญญาณนอกตัวไม่ให้คุณ ให้โทษด้วย เราก็จะพบแต่หนทางตันในชีวิต อะไรก็ไม่ไปไม่รอด ไปไม่รอด และผลที่สุดก็มีชีวิตอยู่ที่ลักษณะร่อแร่ จะตายก็ไม่ตายให้วายชีวา คือตายแต่มันตายก็จบกันไปหนึ่งชีวิต หนึ่งชาติ ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย 
แต่ที่เห็นๆ เป็นๆ กันอยู่แล้ว มันตายทั้งเป็น  เสียดายจัง เสียดายจริงๆ ทำไมไปปล่อยให้ตัวเองตายทั้งเป็น น่าสงสารแล้วก็น่าสงสัย หลายคนทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างลำบาก อยู่อย่างทุกข์ยาก กลืนไม่เข้า คายไม่ออก บอกไม่ถูก เราจะพยายามต่อไปดี หรือว่าเราลดความพยายามลงมากันดี  อันนี้ถามด้วยความจริงใจ แล้วความหมายคืออะไร 
ความหมายก็คือว่า เราจะต้องมีหน้าที่รับรู้ เรียนรู้ แล้วบอกแก่ผู้อื่นให้รู้ ทีนี้มันยากเหลือเกิน มันยากเหลือเกิน การรับรู้เรียนรู้ก็แสนยาก การบอกผู้อื่นให้รู้ก็แสนลำบาก มันเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความชะงักงัน เราจะเดินกันต่อไปให้วันข้างหน้าเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมากันดีไหม เพราะเท่าที่ดูแรงต้านมันมากกว่าแรงสนับสนุน ทำให้คนที่มุ่งหน้าจะสร้างความรู้เรื่องศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ เกิดความเบื่อ เบื่อที่จะสร้าง เพราะไหนจะสร้างความรู้ความเข้าใจในแบบโบราณกาล แบบบรรพกาล แล้วยังต้องมาสร้างความรู้ความเข้าใจแบบประยุกต์ในปัจจุบันกาล 
พอบางคนบอกให้ประยุกต์ปั๊บ เขาทิ้งของเก่าโดยสิ้นเชิง บอกไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด ผิด  ทำไมผิดล่ะ ก็ในเมื่อเราจะสอนแบบประยุกต์สู่สากลแล้ว แบบดั้งเดิมที่เป็นศรัทธา เป็นความเชื่อ เราก็อย่าไปสนใจมัน ตัดไปเลย  อันนี้เข้าใจผิด เข้าใจพลาดอย่างแรง  
เพราะที่เราจะเดินไปสู่สากลให้เป็นการประยุกต์ คือ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข ในการเรียนรู้ และรับรู้เรื่องเหนือสามัญวิสัย  เรื่องศักดิ์สิทธิ์  อิทธิฤทธิ์  ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา และลึกลับทั้งหลายให้เป็นสากล  ไม่ใช่อยู่ๆ เราก็โผล่ขึ้นมา เอาละต่อไปนี้ ฉันจะรับรู้เรียนรู้เรื่องเหนือสามัญวิสัย ก็คือ เรื่องศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแบบสากลล่ะ  แบบสมัยใหม่  แบบทันสมัย  แบบประยุกต์  แบบเห็นแล้วดูดี  ฟังแล้วดูน่าชื่นใจ  ฟังแล้วไม่เปิ่น  ไม่ปล่อยไก่  ไม่น่ากังวลว่าจะเชย หรือจะอะไรต่อมิอะไร ฉันจะเดินดุ่ยไปข้างหน้า 
เอาเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ มาเทียบกับพลังงานต่างๆ อย่างเช่น 5 วิชา 5 ศาสตร์ของเรา คือ ตรรกศาสตร์  จิตวิทยา  ปรจิตวิทยา  ปรัชญา  อภิปรัชญา อย่างนี้  เขาบอกว่าฉันจะไปอย่างนี้เลยล่ะ ไม่ได้ คุณกำลังเข้าใจผิด 
คุณต้องเท้าความ แสดงความเก่าในสมัยเก่า สมัยก่อนออกมาก่อน ถ้าไม่เท้าความเดิม แล้วไม่แสดงความเข้าใจในสมัยเก่า ในแบบเก่า คือ เรื่องของศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ คุณจะมาดุ่ยๆ มาถึงเอาสู่ความรู้และปัญญา และเป็นปัญญาประยุกต์ซะด้วย อย่างนี้ไม่ได้ งงกันไปหมด เข้าใจผิดกันไปหมด โกรธกันไปหมด 
เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นหลายคำรบ หลายรูปแบบ ที่เราจะต้องมาบอกกล่าวเล่าแจ้งกันว่า คุณจงรับรู้เรียนรู้แบบศรัทธาจริต แบบโบราณ ให้ชัดเจนเสียก่อนนะ เพราะว่าเราไม่ได้บอกกับใครๆ ว่าเทพไม่มีนะ  ผีไม่มานะ  เทพก็มี ผีก็มา แล้วมันจะต้องบอกกล่าวกันยังไง  ก็ต้องบอกให้เข้าใจก่อน แล้วจึงพอเข้าใจกันดีแล้วแบบโบราณกาล แบบบรรพกาล แบบย้อนยุคมาแล้ว เข้าใจกันดีแล้ว ทั้งที่เป็นภาคปฏิบัติ และเป็นภาคทฤษฎี เป็นผลที่เข้าใจกันดี เช่น เขามีเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ ก็อย่าไปตัดรอนเขา ไปบอกเขาว่า อย่างนี้ไม่ทันสมัย  มันล้าสมัยแล้ว  มันไม่ดี  มันอับอายขายหน้าเขานะ เสียหน้าหมดนะ อะไรนะ อย่างนี้ไม่ได้อะไร เข้าใจผิดแล้ว 
เทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับของจริง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ แสดงปรากฏการณ์เป็นของจริง  ผีมา  ผีมี  ผีมีผลดีกับเราในแง่หนึ่ง  มีผลร้ายอีกหลายแง่  ก็ต้องเข้าใจกันให้เห็นเป็นรูปธรรม นามธรรมที่ชัดเจน  เราจึงบอกเมื่ออย่างนี้แล้ว เรามาสู่ยุคไฮเทคนิค ไอทีคอมพิวเตอร์ ChatGPTหรือ AI ประดิษฐ์ ที่พิสดารพันลึกแล้ว มาสู่ยุคสากลแล้ว เราจะอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์  อิทธิฤทธิ์  ปาฏิหาริย์  เทพเทวดา  เรื่องลึกลับทั้งหลาย ให้เข้ามาสู่ความเป็นสากล จะทำยังไง ตรงนี้คือ สิ่งที่เป็นวัตถุประสงค์ของเรา 
วัตถุประสงค์ของเราก็คือ คำสั่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เบื้องบนเรานั่นแหละ  ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ เราก็จะมาตั้งวัตถุประสงค์ขึ้นมา แล้วก็อ้างวัตถุประสงค์ของสหปฏิบัติฯ เป็นอย่างนี้ อย่างนี้นะ  ไม่ใช่  เราทำตามคำสั่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาต้องการให้เราเป็นผู้แทนจากมนุษย์สู่เทพ จากเทพสู่ธรรม 
ใครสามารถเข้าใจตามนี้ ทำได้อย่างนี้ และพร้อมที่จะโชว์ฉลาดอย่างนี้ ไม่ใช่โชว์โง่ โชว์ฉลาดอย่างนี้ คนนั้นได้รับการคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ได้รับรางวัลชีวิตแน่นอน  ไม่ทันที  ก็ค่อยเป็นค่อยไป 
คำว่า เขาบังคับ เขาไม่ได้มาบังคับเรา แต่กรรมที่เราทำมันเป็นอำนาจลึกลับ ที่มากำชับเรา  กรรมที่เราได้ทำไว้ เป็นอำนาจลึกลับมาบังคับเรา  บอกว่า แล้วถ้าฉันไม่เชื่อล่ะ ก็เป็นเรื่องของคุณ คุณไม่เชื่อ คุณก็รับผลของคุณไป  อาจจะต้องเดิมพันความไม่เชื่อถึงชีวิตนะ   คุณขู่ฉันเหรอ จะไปขู่คุณให้เหนื่อยทำไม เพราะตัวฉันเองก็หนักใจจะแย่อยู่แล้ว ไปขู่คุณให้เกิดความหนักใจเพิ่มขึ้นมาอีกทำไม 
เพราะฉะนั้นเรื่องราวมันเป็นอย่างนี้ ที่เราเป็นห่วงเป็นใยว่า เราทำไม่ถึงซึ่งจุดหมายของพรหมลิขิตที่เขากำหนดชะตาชีวิตพวกเรามา และเขาก็มีอำนาจชนิดหนึ่ง เขาเรียกว่า เป็นคลื่นแทรกสอด คงจำกันได้เรื่องคลื่นสอดแทรก กับคลื่นแทรกสอด ต่างกันอย่างไร 
เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายก็ส่งคลื่นแทรกสอดเข้ามา สอดเข้ามา สอดเข้ามา มาในรูปของบุคคลดลใจคนสารพัดชนิด สารพัดประเภท แล้วก็ดลบันดาลให้เกิดปรากฏการณ์อันเป็นที่มหัศจรรย์  น่าใจหายใจคว่ำ น่าสะพรึงกลัว กว่าจะผ่านพ้นไป ผ่านพ้นไป ผ่านพ้นไป จนกระทั่ง น่าจะสบายใจ จากเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว แล้วเดินไปสู่เหตุการณ์ที่น่าสบายอกสบายใจ มีความสุขกายสุขใจ ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีคลื่นแทรกสอดตลอดเวลา ต้องทำใจ มาในตัวบุคคล มาในเหตุการณ์ มาในสถานที่ มาในจังหวะ มาในโอกาส มาในอะไรก็แล้วแต่  คลื่นแทรกสอดชนิดเลวร้ายก็มีเยอะ คลื่นแทรกสอดชนิดดีงามก็มีมาก ถ้าแทรกสอดเข้ามา เพราะฉะนั้นต้องรู้ทัน รู้ไม่ทันก็อันตราย 
เอาละ ก็บ่นตามหลักการให้ฟังไปก่อน แล้วเมื่อถึงเวลาหนึ่งเดือน หนึ่งครั้ง ที่เราพบกัน ในแต่ละครั้ง อย่างครั้งที่แล้วก็พึ่งจะเป็นวันที่ 11 ที่ผ่านไป เมื่อ 6 วันที่แล้วนี่แหละ เราพบกันเราก็มาคุยกันว่า คลื่นแทรกสอดมันมายังไง  มันมาอย่างนี้นะ อย่างนี้ อย่างนี้นะ  ถ้าดีล่ะ ถ้าดีมันมาอย่างนี้ อย่างนี้  ถ้าร้ายมันมายังไง มันก็มาอีกแบบหนึ่ง เราจะได้รู้ทัน รู้ตัว เราจะได้ระวัง บางทีเจ้ากรรมนายเวรนั่งหัวเราะเยาะเราเลย เพราะความที่เราไม่รู้ตัว แล้วก็บางทีก็เผลอ พลั้งเผลอ แทนที่จะไปโชว์ฝีมือที่แท้จริง โชว์ความสามารถที่แท้จริง กลับไปโชว์โง่ซะอย่างนั้นแหละ ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เพราะความจริงถูกเปิดเผยออกมา ความโชว์โง่  
เอาล่ะ สมควรแก่เวลา เดี๋ยวอาจารย์ปัญจพล จะมีรายงานของท่านผู้หนึ่งผู้ใด อันนี้ขออ่านรายงานของคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์  1923  ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องอำนาจลึกลับในตัวเอง  ความจริงก็น่าเห็นใจผู้ฟัง ก็น่าเบื่อนะคำนี้ เอะอะ ก็ไม่เข้าใจอำนาจในตัวเอง  เอะอะก็ไม่เข้าใจเรื่ององค์ในตัวเอง  เอะอะก็ไม่เข้าใจเรื่องลึกลับในตัวเอง  บางคนโมโห ฉันจะไม่เข้าใจได้ยังไง ก็อยู่ในตัวฉัน   นั่นล่ะ โชว์โง่ออกมาแล้วล่ะ  โชว์โง่ออกมาแล้ว
ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องอำนาจลึกลับในตัวเอง พลังอยู่ในกาย แล้วไม่สามารถจะระบายออกมาให้ถูกต้องได้ เป็นการเก็บกดที่ทรมานมาก 
ก็กรรมเก็บกด  27ตัว ก.  กฎเกินเกณฑ์ เกณฑ์เกินกฎ  เกณฑ์เกินกรรม กรรมเกินเกณฑ์  กรรมเกินกฎ กฎเกินกรรม  กฎเกณฑ์กรรมเกินกำกับ กรรมเก็บกด  เจ้า 27 ตัว ก. ตัวเจ้าการที่สำคัญ  ระวังคนที่มีกรรมเก็บกดและเข้าใจว่า ตัวเองเป็นผู้เข้าใจหมด ปลอดโปร่งหมดแล้ว รู้หมดแล้ว เห็นแจ้งเห็นจริงตลอดแล้ว จะเผลอไปโชว์โง่ ขายหน้าเขา ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง และสำนวนต่ออีกว่า ฟังทนด้วย เดี๋ยวฟังเพลงแล้วมาพบอาจารย์ปัญจพล
เพลงคั่นรายการจบลงตรงที่ว่า จงพิสูจน์ว่า การเล่นของ นี่เป็นของผู้ใหญ่แน่นอน กับของเล่น นี่เป็นของเด็กๆ แน่นอน ต่างกันอย่างไร  แต่ก็ไม่แน่นะ ผู้ใหญ่อาจจะยังติดของเล่นอยู่ก็ได้  ไม่แน่  แต่เด็กๆ อาจจะเบื่อของเล่นแล้ว ก็อาจจะกลับกันได้  ก็เป็นเหตุผลอย่างไร เมื่อกี้ลุกไปนั่งคั่นเวลา ดร.สุวภรณ์ ก็ตั้งคำถามมา ก็เลยบอกว่า เราจะตอบทุกคำถามในทุกกลางเดือน กลางเดือน เดือนหน้านี้ อาจารย์โอ๊ตบอกว่า ตกวันที่ 9 พฤษภาคม  ที่เราพบกันเดือนละครั้ง ก็เพื่อที่จะมาสะสาง ความไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างให้มันคลี่คลาย 
พอเราสะสางให้มันคลี่คลายแล้ว มันจะเป็นผลดีทั้งผู้ที่ช่วยกันคิด ช่วยกันพูด ช่วยกันนำไปเผยแพร่ จะเป็นผลดีกับทุกๆ คน ก็เป็นการคล้ายๆ กับว่า มีจิตอาสา จิตอาสาในการทำงานทางใน   คิดดูสิว่าคนเขามีจิตอาสาทำงานทางนอก เขายังได้รับเกียรติบัตร ได้รับความนิยม ได้รับความยอมรับจากสังคม  แล้วก็มีฐานะเลื่อนขึ้นไปสู่สังคมแนวหน้ากันได้มากๆ  จนถึงไปทำหน้าที่สำคัญๆ ในสังคม 
ทีนี้ถ้าเรามีจิตอาสาทำงานในเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เรื่องทางใน แน่นอนที่สุดสิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาก็ต้อง หาโอกาสเปิดทางชีวิตให้เราเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าขึ้นไปแน่นอน  เพราะมันเป็นข้อข้อกำหนดว่า ใครทำ ใครได้  ทำทางนอกดี ก็ได้ดีทางนอก  ทำทางในดี ก็ได้ดีทางใน  ทำดีทั้งนอก ทำดีทั้งใน ก็ได้ดีทั้ง 2 ทาง  รับรองได้ว่าไม่สูญเปล่า  ก็ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ช่วยพิจารณา

รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1868   ความรู้ทั้งหลายถ้ามันหนักเกินไป  มันก็หนักสมอง  มันก็สร้างปัญหา  (ส.  7 ก.พ. 2569)
แต่ถ้าเบาบางเกินไป ไม่พอเพียงแก่ความต้องการ ความรู้นั้นมันก็ป่วยการ ก็คือ ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องการนำเสนอสิ่งซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ แต่มีจริง ก็คือ สิ่งเหนือสามัญวิสัย นอกจากมันมีจริงแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ และเกิดโทษได้จริงๆ
12 ก.พ. 2026
EP. 1854    ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน หรือหนุนเนื่องกันอย่างแน่นอน โดยที่เราจะต้องสร้างสมดุลระหว่างศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาให้มันพอดีกัน  (อ. 20 ม.ค. 2569)
ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน หรือหนุนเนื่องกันอย่างแน่นอน โดยที่เราจะต้องสร้างสมดุลระหว่างศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาให้มันพอดีกัน   ที่ตัวเรามีศักยภาพที่เก่งอยู่แล้ว แต่ยังขาดความเฮงหรือศักดิ์สิทธิ์ เพราะเรายังขาดคุณความดีมากพอ เราจึงต้องสร้างพลังศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเป็นอำนาจในการถ่วงดุลกันเพื่อให้เกิดความเฮง  ไม่ว่าคุณจะเก่งขนาดไหนถ้าหากไม่มีคุณธรรม จิตไม่มีความเมตตา ขาดความสงสาร ขาดความเห็นใจผู้อื่น ความเฮงก็จะไม่เกิดขึ้น ความเก่งที่รอความเฮงต้องการตัวกลางของความเก่งคือ ความมีจิตที่เมตตา
25 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy