EP. 1854 ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน หรือหนุนเนื่องกันอย่างแน่นอน โดยที่เราจะต้องสร้างสมดุลระหว่างศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาให้มันพอดีกัน (อ. 20 ม.ค. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 4 ก.พ. 2026
14 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกท่าน 20 มกราของทุกปี รวมทั้งวันนี้เป็นวันไหว้ครู พิธีไหว้ครูในวันนี้ตรงกับวันที่ 20 มกราคม ปีพุทธศักราช 2569 และคริสต์ศักราช 2026 เป็นวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเส็ง เป็นวันอังคาร เดิมทีก็คิดว่าจะประกาศงดรายการพบกันทางเงา ทีนี้เกิดมาฉุกคิดถึงพุทธพจน์ที่พูดกันอยู่เป็นประจำว่า “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” เวลาแต่ละวันอย่าให้มันผ่านไปเปล่า จะมากหรือน้อยต้องให้ได้อะไรบ้าง
ก็เลยทำการสนทนาธรรมกัน 2 ภาค ในวันนี้คือ พบกันทางเงา คงจะไม่สนทนานาน หรือมากจนเกินไป เพราะว่าทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกว่า ข้อมูลในวันนี้มันมากไปแล้ว เพราะว่าเราทำพิธีไหว้ครูกันมาทั้งวัน ก็ต้องขอบคุณสมาชิกที่มีทั้งเก่าและใหม่ที่มาร่วมงาน แล้วก็ที่ต้องขอบคุณกันอย่างจริงจังคือ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีความขยันขันแข็ง ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ งานก็ผ่านลุล่วงไปด้วยดี
โบราณเขาถือว่าการร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจในการทำงานถือเป็นการทำบุญ สร้างบุญ แต่ว่าคนสมัยใหม่อาจจะไม่ค่อยได้คิดถึงบุญ แต่กลับไปคิดถึงเรื่องของการสร้างผลงาน จริงๆ ผลงานกับผลบุญนี่มันเรื่องเดียวกัน
เมื่อคนทำงานแล้วเกิดเป็นประโยชน์ขึ้น 3 อย่าง 3 ชนิด เกิดประโยชน์ตน เกิดประโยชน์ท่าน เกิดประโยชน์ร่วม เกิดประโยชน์ในปัจจุบัน เกิดประโยชน์ในอนาคต และก็เกิดประโยชน์อันสูงสุด งานอะไรที่ทำแล้วเกิดเป็นประโยชน์ 3 อย่าง 3 ชนิด ที่ว่านี้ก็เกิดผลงาน คนสมัยใหม่ก็เกิดผลงาน คนสมัยเก่าบอกเกิดผลบุญ บุญก็คือ ความสุข พอเกิดผลงานคนที่ทำอะไรแล้วได้ผลงาน ก็มีความสุข มันไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย
เหมือนอย่างกับเมื่อสักครู่ก่อนเข้ามาสู่รายการ นาวาเอกหญิงชมภูนุช เพชรเสนา ท่านผู้การก็ถามคำถามสั้นๆ ว่า “ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์มันเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน หรือว่ามาหนุนเนื่องกันได้อย่างไร หรือว่ามีผลอย่างไรบ้างอะไรอย่างนี้”
ก็บอกว่ามันเป็นของที่แน่นอน ถ้าคุณไม่สร้างความเก่งกล้าสามารถขึ้นมาในตัวคุณ หรือบังเอิญคุณมีความเก่งกล้าสามารถในตัวคุณเขาเรียก ศักยภาพ แต่คุณไม่คิดหรอกว่า คุณจะต้องห่วงเรื่องสิ่งที่จะมาสร้างสมดุลกับศักยภาพด้วยก็คือ ศักดิ์สิทธิ์ บางคนก็ไม่คิดนะ
พอไม่คิดว่าตัวเองจะต้องสร้างสมดุลศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไม่สร้างให้มันพอดีกันแล้ว ชีวิตมันจะเกิดความขัดข้อง ชีวิตมันจะเกิดความแปลกประหลาดพิสดาร ฉงนฉงาย เอ๊ะ เอ๊ะ เราทำดีขนาดนี้แล้ว เราเก่ง ขนาดนี้แล้ว ทำไมเราไม่เฮงสักที คนฉงนในความเฮงของตัวเองก็มีเยอะนะ ก็เพราะว่าตัวเองมีศักยภาพสูง แล้วก็เร่ง เร่ง เร่งสร้างศักยภาพขึ้น สร้างขึ้น สร้างขึ้น ขีดความสามารถคือ เก่งกล้าสามารถ หรือเขาเรียกกันศักยภาพ มันขึ้นไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้
แต่คนรุ่นใหม่ไม่ได้เฉลียวใจหรือไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้สนใจเรื่องที่จะต้องสร้างพลังศักดิ์สิทธิ์มาเป็นอำนาจในการถ่วงดุลกันเพื่อให้เกิดความเฮง คนเดี๋ยวนี้ก็เลยเกิดความสงสัยตัวเอง หรือก็บางทีผู้อื่นก็สงสัยนาย ก. นาง ข. ว่า คนๆ นี้เก่งจริงๆ แต่ทำไมเขาไม่เฮงสักทีล่ะ เฮง คือ ศักดิ์สิทธิ์ เก่ง คือ ศักยภาพ
ปัญหาตรงนี้คือ สิ่งที่เราพยายามจะนำมาเสนอให้เป็นความรู้แด่สาธุชนทั้งหลาย แต่ไม่รู้ว่าเราจะนำเสนอในช่องทางไหนจึงจะได้ผล เพราะว่าไปเสนอช่องทางไหนก็ไม่ค่อยจะมีใครใส่ใจใฝ่เรียนรู้ เพราะเขามองไม่เห็น แล้วเขาคิดไม่ออกว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง ศักดิ์สิทธิ์กับศักยภาพที่มันจะมาเป็นตัวบาลานซ์ หรือตัวถ่วงดุลกัน ก็หลายคนก็คิดว่ากำลังพูดกันคนละเรื่อง นี่คุณกำลังพูดกันคนละเรื่องแล้ว
เราต้องขอต่อไปว่า เรากำลังพูดกันคนละเรื่องเดียวกัน พูดกันคนละเรื่องแล้วรีบต่อคำว่า พูดกันคนละเรื่องเดียวกัน คนละเรื่องแต่มันมาลงที่เรื่องเดียวกัน ก็คือ เราต้องการทั้ง 2 อย่าง ต้องการทั้งความเก่งกล้าสามารถก็คือ ศักยภาพ แล้วเราก็ต้องการทั้งศักดิ์สิทธิ์ คือ เฮง เพราะเราเก่งแล้วใครล่ะไม่ต้องการความเฮง เฮงแปลว่า โชคดี ใครๆ ก็ต้องการความโชคดี แล้วทำไมมันไม่โชคดีเสียที
นี่ปัญหาตรงนี้แหละคือ สิ่งที่เราพยายามจะมาเสนอความรู้นี้แด่สังคมทั่วไป แต่พอพยายาม ไม่ว่าจะพยายามเสนอที่ใด ก็มีเหตุของความไม่สะดวก มีเหตุของความไม่ราบรื่น มีเหตุของความไม่ค่อยจะเรียบร้อยในการที่จะนำเสนอว่า คุณมาฟังเถิด สหปฏิบัติฯ กำลังนำเสนอเรื่องศักยภาพคู่กับศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ กำลังนำเสนอเรื่องเก่งคู่กับเฮงนั่นเอง
ใครๆ ก็อยากจะเฮง ไม่มีใครไม่อยากเฮงหรอก เพราะว่าพอเก่งมากๆ แล้วไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่ประสบความสำเร็จกับเขาสักที นานๆ เข้าก็จะถูกว่าๆ คนๆ นี้มันคนเฮงแล้วต่อด้วยซ.โซ่ ว.แหวน ย.ยักษ์ ถูกว่าจริงๆ นะ ก็ถามว่า ทำไมไปว่าเขา ก็มันทำท่าเก่งไปอย่างนั้นแหละ แต่มันไม่เห็นมีอะไรประจักษ์ ไม่เห็นมีอะไรสำเร็จ ไม่เห็นมีอะไรได้มา ไม่เห็นมีอะไรเป็นเนื้อเป็นหนัง มีแต่พูดไปอย่างนั้นน่ะ ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมาเลย ก็พูดกันง่ายๆว่า เก่งแต่ไม่เฮง อันนี้ก็น่าสงสารนะ ว่าจริงๆ น่าสงสารคนเก่งแต่ไม่เฮง
แล้วก็บางคนก็คิดมากในความเก่งของตัวเอง มันไม่สามารถจะทอแสง หรือแสดงออกไปได้ มันก็ได้แต่เก็บความอึดอัดอยู่ในตัว จะไปตะโกนกู่ก้องร้องตะโกนบอกใครเขา มันก็ดูเป็นการอวด ตัวเองเกินไปว่า คุณเชื่อไหมว่าที่ฉันไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะฉันไม่เฮง แต่จริงๆ ฉันนี่เก่งนะ ไม่มีใครรู้หรอกว่า ฉันเก่ง แต่มันเป็นอะไรไม่รู้คุณช่วยบอกฉันทีว่า ความเฮงหรือความโชคดีมันมีขายที่ไหน หรือมันมีแจกที่ไหน ที่ไหนเขามีแจกความโชคดี แจกความเฮง คุณช่วยบอกฉันหน่อยเถอะฉันจะได้รีบไป
ที่แท้ที่จะบอกความเฮงให้กับคุณได้ก็อยู่ในตัวคุณนั่นน่ะ อยู่ในตัวคุณ คุณก็พยายามทำตัวเองให้เก่งขึ้นมาก่อน แล้วทำยังไงอีกล่ะ ก็ทำความดี เข้าใจแล้ว คนเก่งแต่ไม่เฮงเพราะว่าคนเก่งขาดคุณงามความดี ว่าขาดคุณงามความดี จิตใจของตัวเองก็ลบล้างตัวเฮงออกหมด เพราะว่าจิตของคนที่ขาดความเมตตา ขาดความสงสาร ขาดความเห็นใจผู้อื่น มันเป็นจิตที่ปิดกั้นพรหมลิขิต
เพราะว่าพรหมลิขิตจะไม่เปิดประตูให้ใครเลยถ้าคุณขาดคุณธรรมตัวแรกคือ เมตตา ไปไม่รอดแล้ว ให้คุณสิบเก่ง ร้อยเก่ง พันเก่ง คุณก็ไม่สามารถจะหาหนึ่งเฮง หรือสิบเฮง หรือร้อยเฮง พันเฮงได้เลย เพราะว่ามันขาดไปตัวหนึ่งคือ เก่งน่ะดีแล้ว แล้วคุณจะเฮงตามมา ซึ่งตรงกลางคุณต้องมีจิตเมตตา เอาอย่างนั้นฉันจะแกล้งทำได้ไหม ไม่ได้ ไม่ได้ ฝืนธรรมชาติไม่ได้ ธรรมชาติไม่ยอมให้ใครโกหก มันมีอยู่ 4 ข้อ 1. ธรรมชาติ 2. กฎของธรรมชาติ 3. หน้าที่ที่ต้องทำตามกฎของธรรมชาติ และ 4. ผลที่ได้การทำหน้าที่ที่ทำตามกฎของธรรมชาติ ข้อที่ 4 นี่คือผล
เพราะฉะนั้นเก่งอยู่ซ้าย เก่งอยู่ขวามันรออยู่ รอตรงกลางคือ ความเมตตา พอขาดความเมตตาตอนนี้มันก็เคว้งคว้างละ ได้แต่คลางแคลงสงสัยตัวเองว่า เราเป็นอะไร เก่งขนาดนี้ ทำไมมองซ้ายมองขวา มองไปข้างหน้า เหลียวไปข้างหลัง แหงนมองขึ้นข้างบน ก้มลงมองดูข้างล่าง ไม่เห็นความเฮงมันมาสักที เพราะคุณมองข้ามความเมตตา
เอาล่ะวันนี้เราจะไม่พูดอะไรมากจนเกินไป แต่ความจริงก็คือ ค่อนข้างเหนื่อย เหนื่อย แต่อยากจะมาเล่าสู่กันฟังเรื่องของการไหว้ครูแต่ก็เวลาจำกัด มาพูดผลงานของคุณพรทิพย์ พุตติ ดีกว่า คนนี้เขาเก่งจริงๆ แล้วเชื่อว่า ความเฮงกำลังจะตามเขามา EP. 1853 มีอยู่ 3 เรื่องที่ครูฝากไว้ให้คิด นอกจากเก่งแล้ว ขยันให้ตัวโปรยตั้งครึ่งหน้ากระดาษกว่า
1. ทำไมต้องมีครอบครู ไหว้ครูวันที่ 20 ทุกครั้ง เพราะเราต้องการบูชาพระพรหมสวรรค์ 20 ชั้น ให้รู้จักพระพรหม 20 ชั้น ตรงนี้สำคัญมาก บางคนก็บอกไม่ใช่ ไหว้ครู ครอบครูระลึกถึงพระฤาษี 9 องค์ก็พอแล้ว นารอด นารายณ์ นาวัว ตาไฟ วไลยโกฏ โคดม นักพรต เพชรฉลูกัณฑ์ ชีวกโกมารภัจจ์ แล้วทำไมคราวนี้ไหว้ครูมาเน้นย้ำว่า ให้ระลึกถึงพรหม 20 ชั้น เดี๋ยววันหลังเรามานั่งจับเข่าคุยกันหาเวลาสักนิดหนึ่งว่า ฤาษี 9 องค์ที่อยู่ในทำเนียบ 7 องค์ แล้วเป็นฤาษีชั้นพิเศษอีก 2 องค์ คือ เพชรฉลูกัณฑ์กับชีวกโกมารภัจจ์ ทำไมไปเกี่ยวกับพระพรหม 20 ชั้นได้ยังไง บางคนก็บอกไปบูชาพระพรหม ไปไหว้พระพรหม 20 ชั้นทำไมอีกล่ะ
ข้อที่ 1 ของคุณพรทิพย์นะ ทำไมต้องมีครอบครู ไหว้ครูวันที่ 20 ทุกครั้ง เพราะเราต้องการบูชาพระพรหมบนสวรรค์ 20 ชั้น ให้รู้จักพระพรหม 20 ชั้น
ข้อที่ 2 เพลงไหว้ครู ไหว้ใคร ให้รู้จักตนเองและผู้อื่นว่า ต่างคนต่างก็เป็นครูให้กันและกัน ทั้งครูที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน คนมีทั้งศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นครูทั้ง 2 ประเภทนี้ก็มีทั้งเก่ง และเฮงนั่นแหละจึงเป็นครูเราได้ แล้วถ้าเราเป็นครูที่ดีให้กับคนอื่น เราก็ต้องทั้งเก่งและเฮง
ข้อต่อมา สิ่งที่กั้นระหว่างมนุษย์กับเทพ มนุษย์กับผี มนุษย์กับสวรรค์ มนุษย์กับนรก กระดาษบางๆ แผ่นเดียวคือ เส้นผมบังภูเขา นี่แหละเพราะความรู้สึกของคนที่อคติ อคติ แปลว่า ไม่มีความเชื่อ ไม่มีความเห็นที่ถูกเป็นอคติ พอคิดถูกหน่อยเดียวมีโอกาสคือ คิดตรง เดี๋ยวโอกาสก็มี อะไรที่มันเล็กๆ น้อยๆ ที่มันรู้สึกสูญเสีย หรือเสียโอกาส หรือเสียประโยชน์ก็ปลงๆ มันซะบ้าง ปล่อยๆ มันซะบ้าง
พอจิตเราว่างเราก็ถึงความเป็นครู พอจิตเราว่างเราคือครู จิตไม่ว่างเราไม่ปล่อยวาง ไม่เจอครู แล้วตัวเองก็ไม่ได้เป็นครู แล้วคนอื่นก็ไม่ได้นับถือว่าตัวเองเป็นครู เพราะใครๆ ก็เป็นได้ทั้งศิษย์และครู เทพเขามีเกมของเขา เขามีพรหมของเขา เขามีวิธีการของเขา เส้นผมบังภูเขานิดเดียวเรื่องเทพ
ข้อที่ 3 อันนี้วันนี้เราก็พูดกันว่า ถ้าคนไม่เข้าใจเจตนาแล้ว ทำไมเอาเรื่องหมาๆ เรื่องสุนัขเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องธรรมะ ข้อที่ 3 สตอรี่หมา สตอแหลคน หมารู้คุณคน คนไม่รู้คุณคน ก็เลวยิ่งกว่าหมา สงสารคนที่มาสตอแหล มันเป็นผลเสียกับพรหมลิขิตของคนที่เอานิสัยอย่างนี้มาใช้อย่างยิ่ง เสียดายโอกาส ถ้าคนคิดเป็น จะทำให้คนพลิกฐานะจากย่ำแย่กลายเป็นย่ำดีไปเลย โจรกลับใจยังกลับมายิ่งใหญ่เป็นคนสำคัญควรแก่การเคารพนับถือบูชาก็มาก
เพราะฉะนั้นคนที่ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ เปลี่ยนซะเถอะ เปลี่ยนเพื่อใคร ก็เปลี่ยนเพื่อตัวเองนั่นแหละ คนที่เปลี่ยนใจหันมาเป็นคนดีอย่าไปสตอแหล อย่าไปสร้างปัญหาให้คนโน้น คนนี้ คนนั้น ขาดความเชื่อถือ ก็ให้หยุดคิดซะเถอะ อย่าคิดว่าคนอื่นเขาโง่ เราจะไปหลอกเขาได้ หลอกเขายาก
เพราะฉะนั้นข้อความของคุณพรทิพย์ พุตติ วันนี้ก็ได้ใจความ 3 ข้อ เอาล่ะ เราใช้เวลาพอสมควรแก่เวลา เดี๋ยวอาจารย์ปัญจพลก็จะมารายงาน ดูเหมือนจะเป็นของคุณพรทิพย์ พุตติ อีกนั่นแหละ แล้วเราก็สวดมนต์สวดพรกันหลังจากอาจารย์ปัญจพลรายงาน และฟังเพลงร่วมกันเรียบร้อยแล้ว ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
รวบรวมโดย คุณวิษณุ กระจ่างศรี
บทความที่เกี่ยวข้อง
พอความรู้ชนิดหนึ่งชนิดใดที่ผ่านเข้ามาในวิญญาณธาตุ แล้วมันตรงขั้วกับวิญญาณ กับธาตุของวิญญาณนั้นพอดี ความรู้นั้นจะเกาะติดในธาตุวิญญาณ จะเกิดการประสานกับความรู้สึกในเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ความรู้เรื่องศักดิ์สิทธิ์กับความรู้สึกเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ก็จะเกิดการรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว
12 ก.พ. 2026
เหตุที่สุขภาพใจดี ร่างกายแข็งแรงดี แต่ทำไมมันยังทุกข์ ก็เพราะวิญญาณของคุณยังมีโลภ มีโกรธ มีหลง มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน วิญญาณก็เลยหนัก เพราะวิญญาณของคุณไปค้านกันกับความจริงของธรรมชาติในโลกเหนือสามัญวิสัย
ออร่าที่ออกมาเป็นราศีจากตัวเรา ไม่สามารถทะลุชั้นบรรยากาศได้ ก็ไปติดอยู่แค่ในอากาศซึ่งมี Space and time คือ มีเวลาเป็นตัวบังคับร่างกาย จิตใจ และวิญญาณเรา เราก็เหมือนกับผู้ต้องโทษ ไม่สามารถจะมีอิสระ ขยับกายก็ลำบาก จะขับเคลื่อนจิตก็แสนยากเพราะวิญญาณอาฆาต
พัฒนารัศมีในตัวเองออกไปให้ไปสู่ชั้นอวกาศ ในชั้นอวกาศเราอุปมาเปรียบเทียบเป็นรังสีแห่งพรหม มีความเบาบาง ผ่อนคลาย สบาย ไม่เครียด ไม่ขึง ไม่ตึง ไม่หย่อนจนเกินไป เพราะรังสีแห่งพรหมจะเกิดความเหมาะสมกับพรหมลิขิตของทุกชีวิต
29 ม.ค. 2026
