แชร์

๕ วิชา ๕ เก่ง ๕ แรง ๕ ปรากฏการณ์ อธิบายค.ส.พ. ของธรรมะสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย (Part III) ดร.วันพร จาปะเกษตร์  22  ต.ค.  256

อัพเดทล่าสุด: 28 มี.ค. 2026
1 ผู้เข้าชม
ดร.วันพร จาปะเกษตร์  22  ต.ค.  2568  
๕ วิชา ๕ เก่ง ๕ แรง ๕ ปรากฏการณ์ อธิบายค.ส.พ. ของธรรมะสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย (Part III)
จากบทความตอนที่แล้วกล่าวเน้นไปถึงเรื่องพลังงานของธรรมะเหนือสามัญวิสัย ที่เข้ามาเป็นคลื่นทั้งคลื่นแทรกสอด และ/ หรือคลื่นสอดแทรก แล้วจากพลังงานที่เข้ามาเป็นคลื่นแทรกจะส่งผลต่อความรู้สึก จิตใจ กาย ไปจนถึงการแสดงออกทางกายได้อย่างไร จากมุมมองของผู้เขียน สมองมนุษย์มีความซับซ้อนในการทำงานมาก  ในทางวิทยาศาสตร์เองก็ยังค้นพบไม่หมด เพราะสมองเป็นศูนย์รวมข้อมูล ประมวลผล สั่งการ บันทึกข้อมูลที่มนุษย์รับเข้า และส่งออกตลอดเวลา ทำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมงต่อวัน ๓๖๕ วันต่อปี ตลอดทั้งชีวิตแม้ขณะที่เราหลับ ร่างกายเราก็ส่งข้อมูล และรับข้อมูลกับสมองตลอดเวลา โดยข้อมูลที่ส่งเข้ามานั้นถ้าเป็นรูปธรรมก็ส่งผ่านระบบประสาททั้ง ๕ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทางนามธรรมก็คือ ใจ ข้อมูลที่ส่งผ่านกันระหว่างเซลล์ประสาทก็คือ สัญญาณทางไฟฟ้า สัญญาณจากเคมี ฮอร์โมน เซลล์ในร่างกายเราจะมีการรับสัญญาณเหล่านี้ และส่งสัญญาณกลับเพื่อให้เซลล์ทำงาน ถ้าเซลล์แข็งแรง การรับส่งสัญญาณก็จะแจ่มชัดถูกต้อง ในทางกลับกันถ้าเซลล์ไม่แข็งแรง การรับส่งสัญญาณก็อ่อน หรืออาจจะไม่สมบูรณ์ไปจนถึงเกิดการผิดพลาด ที่อาจจะนำไปสู่ความผิดปกติ หรือโรคได้ แต่ก็ไม่ได้เกิดง่ายๆ เพราะร่างกายมนุษย์นั้นมีกลไกป้องกัน รักษา และฟื้นฟูตนเอง ถ้าได้รับสภาวะที่เหมาะสม แต่ความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นมาจากอายุที่มากขึ้น กลไกที่ว่ามานั้นก็เสื่อมลงไปด้วยเช่นกัน หรือก็คือ ความชรา 
ความแข็งแรงของฐานของกายย่อมเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเกิดปรากฎการณ์ทั้ง ๕ หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า ฐานกายนั้นเป็นที่รองรับ และสำแดงการเกิดปรากฎการณ์ทั้ง ๕ ซึ่งท่านอาจารย์ธวัชได้กล่าวเอาไว้ว่า “ศักยภาพเป็นฐานให้กับความศักดิ์สิทธิ์ แล้วศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ” ดังนั้นถ้าฐานกายที่เป็นหนึ่งในศักยภาพนั้น ไม่สามารถรองรับความศักดิ์สิทธิ์ได้ ความศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่สามารถสำแดงออกมาได้ หรือได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะสสาร และพลังงานนั้นเป็นเหมือนแสง และเงา เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันส่งผลซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีสสาร พลังงานก็เป็นเหมือนสนามพลังที่มีอยู่ก็จริง แต่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้ เพราะไม่มีสสารที่เป็นสื่อมารับ หรือมาจับพลังงานนั้นแล้วส่งต่อ ไปจนถึงปรับสนามพลังให้สำแดงออกไปทางใดก็ขึ้นอยู่กับสสารนั้นๆ ด้วย มาถึงตรงนี้ก็ไม่รู้ว่า มีผู้เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนอย่างไร แต่หวังว่าจากการเปรียบเทียบจะพอเห็นภาพคร่าวๆ มากขึ้นว่า ปรากฎการณ์นั้นเกี่ยวกับเราทางกลไกใดได้บ้าง สรุปสั้นๆ ตรงนี้อีกนิดหนึ่ง คือ หลักๆ จะเป็นกลไกสมองเพราะมีเซลล์ประสาทที่ส่งสัญญาณต่อไปยังร่างกายทั้งสัญญาณไฟฟ้า เคมี และฮอร์โมน ไปจนถึงส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก ผู้เขียนเคยยกตัวอย่างไว้ในบทความ “ซีโรโทนิน กับ โดปามีน และ 7 ข้อแตกต่างระหว่าง ความถูกใจ และความสุข”  แต่แน่นอนว่าฐานกายนั้นไม่ใช่แค่ฐานเดียวในส่วนของศักยภาพ เพราะมนุษย์นั้นไม่ใช่เพียงสิ่งมีชีวิตทั่วไปธรรมดา มนุษย์มีจิตวิญญาณไม่ว่าจะเป็นวิญญาณในขันธ์ ๕ และวิญญาณธาตุ ซึ่งในสัตว์ทั่วไปจะไม่มี แต่สัตว์จะมีสิ่งมาแทนวิญญาณ คือ สัญชาตญาณ เพื่อการดำรงอยู่ เพื่อการส่งต่อสายพันธุ์ การอยู่รอดจากอันตราย ไปจนถึงการวิวัฒนาการตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สัญชาตญาณในสัตว์ช่วยให้สัตว์มีชีวิตรอดดำรงเผ่าพันธุ์ตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม สัตว์จึงต้องปรับตัว แต่มนุษย์มีมากกว่าสัญชาตญาณในการดำรงชีวิต ก็คือ จิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาความคิด อารมณ์ความรู้สึกซึ่งสัมพันธ์กับทั้งสมอง และร่างกาย ดังนั้นมนุษย์จึงมีความสามารถในการรองรับการพัฒนาศักยภาพที่มากกว่าแค่อยู่รอด และวิวัฒนาการ แต่มากขึ้นไปถึงการรับรู้สิ่งเหนือสามัญวิสัยได้อย่างถูกต้อง ผ่านการเรียนรู้ให้เข้าใจสิ่งเหนือสามัญวิสัยให้เกิดประโยชน์ที่เป็นไปเพื่อการรู้แจ้งแทงตลอดสู่ประโยชน์สูงสุด ซึ่งท่านอาจารย์ธวัชได้กล่าวเอาไว้ว่า “มนุษย์อยู่เหนือทุกศาสตร์ ยกเว้นพระพุทธศาสนา” จากที่กล่าวมามนุษย์มีของดีในตัวทุกคนคือ จิตวิญญาณที่เป็นหนึ่งในฐานรองรับ ๕ ปรากฎการณ์ ที่สามารถถูกพัฒนาต่อไปให้ผสานเข้ากับ ๕ เก่ง คือ ศักยภาพ (Potential), ผู้เชี่ยวชาญ (Experiences), ผู้ชำนาญการ (Experts), ปรมาจารย์ (Master), กูรู (Guru) ได้อย่างถูกต้อง ไม่งมงาย มันคงจะน่าเสียดายมากถ้าทิ้งให้ของดีเสียไป โดยที่ไม่ได้นำมาฝึกใช้ให้เกิดประโยชน์ แล้วจะฝึกอย่างไร ก่อนอื่นการจะฝึกอะไรก็ตาม สิ่งที่ต้องมีอย่างแรกเลย คือ ความสนใจ ความใส่ใจ กำลังในความเพียร ความสม่ำเสมอในการทำความเข้าใจ ไปจนถึงการลงมือทำ การจะผสานทั้ง ๕ ปรากฎการณ์ และ ๕ เก่งได้ก็ต้องเปิดใจเพื่อทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง โดยส่วนตัวผู้เขียนเองก่อนจะลงมือทำ ก็ต้องทำความเข้าใจในสิ่งที่ทำเสียก่อน ไม่จำเป็นต้องเข้าใจหมดจดหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะการเรียนรู้ที่ดีคือ  เรียนไปด้วยลงมือทำไปด้วยพร้อมทั้งพิจารณาด้วยความเห็นที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติเหนือสามัญวิสัย ที่จะรู้ได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อลงมือทำ หาความรู้ พิจารณาการลงมือทำและวิเคราะห์ผลจากการลงมือทำ ฟังดูก็คล้ายการปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ และก็เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนา คือ จะรู้แจ้งเห็นจริงได้ก็ด้วยการลงมือทำ ตามหลักสัทธรรม ๓ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวท ซึ่งผู้เขียนได้เคยกล่าวเอาไว้ในบทความ พอดีให้เกิดสมดุลชีวิตที่มีธรรมชาติทั้งสองภาคเข้ามากำกับ (Part I) นอกจากนี้ก็ต้องมีความเห็น และทัศนคติที่ส่งเสริม หรืออำนวยการเรียนให้เกิดประโยน์ ความเห็น และทัศนคตินั้นๆ ก็ควรไปในทิศทางของ Growth mindset ซึ่งผู้เขียนก็กล่าวเอาไว้ในบทความตอนที่ ๓ ของพอดีให้เกิดสมดุลฯ ดังนั้นก่อนอื่นจึงขอทวนเรื่องราวสักหน่อย ก่อนที่จะไปถึงการผสานทั้ง ๒ ห้าที่กล่าวมาแล้ว เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น อีกทั้งผู้เขียนยังไม่เคยได้รวบรวมข้อมูลส่วนนี้เลย และเพราะการปฎิบัติที่จะให้ผลก็ต้องมาจากความรู้ที่ถูกต้อง ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ. ปยุตโตได้กล่าวเอาไว้ว่าปฏิบัตินั้น ถ้าแปลกันแท้ๆ เลย คือ การดำเนิน การเดินทาง เส้นทางการเดินทาง ถ้าเป็นชีวิตก็คือ วิถีชีวิต หรือเส้นทางการดำเนินชีวิต ถ้ากล่าวเปรียบเทียบง่ายๆ คือ ถ้าเราจะเดินทางไปในที่ที่เราไม่คุ้นเคย เราก็ต้องใช้แผนที่ ปัจจุบันก็มีตัวช่วยง่ายกว่าการกางแผนที่กระดาษคือ กูเกิ้ลแมพ ที่นอกจากจะเป็นแผนที่แล้วยังบอกเส้นทางที่ใกล้ที่สุด ที่เร็วที่สุดด้วย แล้วเส้นทางเดินชีวิตเราจะหาเครื่องมืออะไรมาช่วยให้เราเดินไปตามทางที่ถูก นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินชีวิตที่มีมุมลึกลับ มุมพิสดาร มุมพิศวาสที่ซับซ้อนมาส่งผลกับพลังงานของเรา อารมณ์ความรู้สึก การดำเนินชีวิตของเราที่ถูกกั้น ถูกปิด ถูกกระแทก กดดัน บีบคั้น และรังควาญเป็นอุปสรรคชีวิตที่อยู่ในธรรมะภาคเหนือสามัญวิสัย ท่านอาจารย์ธวัชจะกล่าวเพิ่มอีกว่าถูกทางพรหมลิขิต เส้นทางก็ไม่รู้จัก แล้วยังไม่รู้ทาง แผนที่ก็ไม่มี จะเดินไปอย่างไร นอกจากนั้นมนุษย์เราก็อยากได้เส้นทางเดินชีวิตที่ถูกต้องที่สุด ดีที่สุด ซึ่งเส้นทางชีวิตไม่ได้มีกูเกิลแมพบอก แต่เรามีสิ่งที่ดีกว่านั้นอยู่กับเรา เพียงแต่ต้องเข้าให้ถึง ก็คือ ๕ ปรากฎการณ์ในธรรมชาติ ที่อยู่เหนือสามัญวิสัย ซึ่งก็คือ ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา สิ่งลึกลับซ่อนเร้นปิดบังอำพราง ผู้เขียนขอยกไปกล่าวต่อในบทความหน้า
“ความรู้ ความเห็น ทิฏฐิที่ถูกต้องนั้น มีความสำคัญในการเข้าถึงเรื่องเหนือสามัญวิสัยให้ถูกทาง และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ Growth mindset” 
ฟ้าคราม (Indigo sky)
Tags :

noimageauthor
ดร.วันพร จาปะเกษตร์
บทความที่เกี่ยวข้อง
๒๗ ตัวกอ ของสหปฏิบัติฯ ที่แฝงอยู่ในมนุษย์ เพื่อพัฒนาตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Part IV) ดร.วันพร จาปะเกษตร์   25  ก.ย.  256
จากตอนที่แล้วที่กล่าวถึงปัจจัยภายนอก ที่เป็นกรรมสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์อยู่ในธรรมชาติสามัญวิสัย ในตอนนี้จึงขอกล่าวเพิ่มในส่วนของวิญญาณสัมพันธ์ และเทพสัมพันธ์ที่อยู่ในธรรมชาติเหนือสามัญวิสัย จะว่าไปแล้วเรื่องของวิญญาณก็ก้ำกึ่งระหว่างในสามัญกับเหนือสามัญ เพราะวิญญาณก็มีคำอธิบายอยู่ในพระพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในขันธ์ ๕
28 มี.ค. 2026
๕ วิชา ๕ เก่ง ๕ แรง ๕ ปรากฏการณ์ อธิบายค.ส.พ. ของธรรมะสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย (Part I) ดร.วันพร จาปะเกษตร์  10  ต.ค.  2568
ค.ส.พ. นั้นย่อมาจากความสัมพันธ์ ผู้เขียนได้ตั้งใจจะนำ ๔ ศาสตร์ (วิชา เก่ง แรง และปรากฎการณ์) ที่มี ๕ กลไกอยู่ใน ๔ ศาสตร์ท่านอาจารย์ธวัชกล่าวเอาไว้มาขยายความเพิ่มเติมตามความเข้าใจของผู้เขียนเอง ท่านอาจารย์ธวัชได้อนุญาตแล้ว
28 มี.ค. 2026
#วันไหว้บะจ่างของชาวจีน# #บุญข้าวประดับดินของคนไทยในภาคอิสาน# คุณฐิตาพร พลัง  31  พ.ค.  2568
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากแก่นของสองวัฒนธรรม  จีน-ไทยอิสาน #วันไหว้บะจ่างของชาวจีน# #บุญข้าวประดับดินของคนไทยในภาคอิสาน##  โดยเชื่อมโยงกันในมิติของ จิตวิญญาณ ความกตัญญู และการคลี่คลายทุกข์ของผู้ล่วงลับ@@
28 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy