จากสัญชาตญานดิบสันดานเถื่อนสู่รถ 2 แถวทางวิญญาณ คุณฐิตาพร พลัง 11 ก.ค. 2568
อัพเดทล่าสุด: 28 มี.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม
คุณฐิตาพร พลัง 11 ก.ค. 2568
จากสัญชาตญานดิบสันดานเถื่อนสู่รถ 2 แถวทางวิญญาณ
วันนี้ชวนคุยเรื่องของจิต ในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยมีแก่นเรื่องจากสำนวนไทย"ฤๅษีเลี้ยงลิง" เรื่องมีอยู่ว่า.
©ในอดีตกาลนานมา มีฤๅษีผู้มีฌานแก่กล้าตนหนึ่ง บำเพ็ญตบะอยู่ในอาศรมกลางป่า ฤๅษีเลี้ยงลิงไว้5ตัว ลูกลิง กินแล้วนอน เรียบร้อยน่ารัก แต่พอโตขึ้นลิงเหล่านี้กลับซุกซนร้ายกาจ ทั้งกัดกัน ทะเลาะกันเสียงดัง ทำลายข้าวของ และรื้อหลังคา พังอาศรม จนฤๅษีไม่เป็นอันบำเพ็ญตบะ..
© ฤๅษีจึงตัดสินใจจับลิงทั้ง 5 ขังไว้ในกรง
©อีกหลายเดือนต่อมา พระราชาเสด็จออกประพาสป่าและผ่านเข้ามาสนทนาธรรมกับฤๅษี ได้เห็นลิงที่ถูกขัง นั่งซึมน่าสงสาร พระราชาจึงตรัสขอให้ฤๅษีปล่อยลิงออกจากกรง ฤๅษีได้อธิบายเหตุจำเป็นต่างๆแต่พระราชาก็ยังยืนยันให้ฤๅษีปล่อยลิงออกจากกรงเพราะสงสาร
©เป็นดั่งนี้ ฤๅษีจึงยื่นข้อแม้ว่า ถ้าจะให้ตนปล่อยลิง พระราชาก็ต้องกลับไปปล่อยนักโทษออกจากคุกให้หมดด้วยเช่นกัน พระราชายอมรับข้อเสนอ แล้วสัญญาก็เริ่มขึ้น....
©เวลาผ่านไป3เดือน ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นในพระนคร พสกนิกรของพระราชา ต่างพากันมาสั่นกระดิ่งร้องทุกข์ ทั้งวันทั้งคืน เพราะนักโทษที่ถูกปล่อย ออกฉกชิง วิ่งราว จี้ ปล้นและก่ออาชญากรรม ทำร้ายฆ่าฟัน จนผู้คนในเมืองเดือดร้อนวุ่นวายทั่วไป ทุกหย่อมหญ้า...
©พระราชาทุกข์ใจมาก
ไม่เป็นอันกินอันนอน จึงกลับไปหาฤๅษีในป่า ตรัสขอยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด ให้ฤๅษีกลับมาขังลิง และพระราชาก็จะกลับไปจับนักโทษกลับมาขังคุกเช่นกัน...
. @ในวรรณคดีไทย มีวิธีการลงโทษหรือสำเร็จโทษผู้ที่ทำความผิดหรือผู้ที่ก่อความเดือดร้อน เสียหายอยู่หลายๆวิธีเช่น จับไปขังคุก จับไปประหารชีวิต จับไปลอยแพ จับไปถ่วงน้ำ จับไปปล่อยทิ้งกลางป่า หรือตีให้ตาย ซึ่งแต่ละวิธีก็ดูจะโหดร้ายป่าเถื่อนเกินไป แต่ก็เป็นวิถีของการแก้ปัญหาแบบโบราณ...
©แต่ในปัจจุบัน ผู้คนมีการศึกษามากขึ้น ทั้งทางโลกและทางธรรม ฉะนั้นวิธีการอยู่ร่วมกันกับคนที่เห็นต่าง อยู่กับคนพาล หรืออยู่กับคนที่มีจิตดิบเถื่อนระดับลิงป่า จึงถูกนำเสนอออกมามากมาย ทั้งในแบบพื้นบ้าน แบบสากล ในเชิงจิตวิทยา และวิธีการเชิงธรรมะ...เช่นหลักการ Let them,Let me หรือการปลด ปล่อย วาง ปลง
ตามหลักพุทธศาสนา..
ยกตัวอย่างการผสมผสานดังนี้ว่า....
©วิธีที่1 "Let them" หมายถึง ปลดเขาออกจากใจ ปล่อยเขาไป เรามีความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขาได้ แต่ต้องรู้เข้าใจความจริงตามความเป็นจริง เพราะเมื่อคนมีมิจฉาทิฏฐิ บอกไม่ได้ เตือนไม่ฟัง ก็ต้องปล่อยเขาไป ให้กรรมจัดสรร ให้ธรรมชาติลงโทษ....
©ในสำนวนไทย มักจะใช้คำว่า" ตัดหางปล่อยวัด" หรือ"ชักสะพานหนี"
©ส่วนอาจารย์ปู่ครูธวัช ก็จะใช้สำนวนที่ว่า..
"กรรมใครกรรมมัน ถัาไม่รับมันก็ต้องไปรับเผือกร้อนในมือ ถ้าไม่ยอมรับเผือกร้อนในมือ ก็ต้องไปรับ'มันต่อเผือก"ในวิญญาณ"
©วิธีที่2" Let me"หมายถึงการวางใจให้เป็นอิสระ ไม่แบกทุกข์ไม่เอาจิตไปผูกกับ สรรพสิ่ง เรื่องราวและบุคคลที่เราควบคุมไม่ได้ ปล่อยวางเรื่องจุกจิก กวนใจทั่งหลาย แล้วกลับมาดูแลตัวเอง ชำระจิตให้สงบ สะอาด สว่าง ปรับใจให้ลงปลงจิตให้ได้ ถ้าปลงไม่ตกก็ต้องปลงให้ตลก
© ตัวอย่างที่น่าจะเห็นชัดเป็นรูปธรรมก็คือเรื่องในชีวิตประจำวัน...
©เช่น ถ้ามีคนในบ้าน ชอบเอะอะโวยวายเอาแต่ใจ มีความโกรธเป็นเจ้าเรือน พูดจาหยาบคาย เกรี้ยวกราด เราก็ต้องถอยห่างอย่างสงบ อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ ไม่ตอบโต้ทันควัน ไม่สุมไฟกลางพายุอารมณ์ เพราะรังแต่จะสร้างความร้าวฉานและความขัดแย้งมากขึ้น....
©ต้องมีมุมสงบหรือจัดเซฟโซนให้ตัวเอง มีที่เงียบๆไว้พักใจและฝึกจิต เปลี่ยนความเครียดออกไปสู่การสร้างสรรและพัฒนาศักยภาพของตนเอง จะดีกว่า..
©ที่วัดโพธิ์มีรูปปั้น "ลิงปิดตา ปิดหู ปิดปาก" อยู่หน้าวิหาร ซ่อนปริศนาธรรมไว้อย่างลุ่มลึก ถึงการปิดทวาร ปิดกั้นการรับรู้ทางอายตนะ5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย และปิดทวารการปรุงแต่งในจิตอีกหนึ่ง เป็นทวารที่6...
©ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปอ.ปยุตโต ได้เขียนหนังสือ "ชีวิตเริ่มต้นเมื่อคนกินอยู่เป็นเน้น"อินทรียสังวร"นัยยะก็คือ เมื่อเรากินเป็น อยู่เป็น และแก้ปัญหาเป็น ใจเราก็จะนิ่ง และเกิดสมาธิตามธรรมชาติ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข และสมาธิ ..
©เมื่อเรามีสัมมาทิฏฐิมีสมาธิ ควบคู่กับจิตที่ฝึกดีแล้ว เราจะอิ่มสุข สงบ เย็น สะอาดโล่ง โปร่งสว่าง ละเอียด ละเมียด และปราณีตในวิถีของตน จิตจะมีกำลัง มีพลังในการครองตน...
©เมื่อยอมรับปัญหา และแสวงหาความเข้าใจ แยกย่อย แยกแยะเป็นขั้นเป็นตอนได้ เราจะลุ่มลึกและล้ำเลิศ เหมือนมีกำแพงแก้วคุ้มกันใจ และมี "ทิฏฐธรรมสุขวิหาร"ให้จิตได้พักอย่างสงบ...
หายใจเข้าก็สุข หายใจออกก็ไม่ทุกข์ เมื่อปราโมทย์ ปีติ ปัทสัทธิ สุขและสมาธิ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราก็จะเข้าถึงฌาณและญาณได้ โดยธรรมชาติเช่นกัน .
©ท่านอาจารย์ปู่ครูธวัช ได้ย้ำ ทวนอาการของจิต9ประการให้เราฟังบ่อยๆ ว่า...
1.ดิ้นรน 2.กวัดแกว่ง 3.เห็นยาก 4.ห้ามยาก 5.ข่มยาก 6.รักษายาก
7.มักตนอยู่ในอารมณ์ของกาม 8.เป็นสภาพที่ละเอียดอ่อน 9.เกิดเร็วและดับเร็ว
©พร้อมกันนั้นยังได้เน้นลักษณะของจิตอีก 4แบบให้เราตามดูและรู้ให้ทันได้แก่..
1.ท่องเที่ยวไปไกล 2.ไปตามลำพัง 3.ไม่มีตัวตน 4.ต้องมีกายครอง...
© ในพระพุทธศาสนาเปรียบว่า จิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกก็เหมือนลิงและคนชั่วคนพาล...
ลิงมีสัญชาตญาณดิบ
คนชั่วคนพาลก็มีสันดานเถื่อน ความดิบความเถื่อน ซ่อนอยู่ในจิตลึกๆของมนุษย์ทุกคน พร้อมแสดงความดิบ,เถื่อน ออกมาได้ทุกเมื่อ ถ้าขาดสติยั้งคิด...
©จิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกอย่างถูกต้อง อาจทึกทักเอาเองว่า"ปริญญาลิง"คือปริญญาระดับลึก ระดับสูง เพราะโลภโกรธ หลง กลายเป็น"อารมณ์พันธุ์ทาง" ทำให้จิตเกิดอาการ หลงผิด คิดผิด ปรุงแต่งผิด และทำผิดซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนอาจเผลอ ทำตัวเหมือน"ลิงหลอกเจ้า" เล่นละครตบตาผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว...
©เมื่อต้องการให้คนรัก ต้องการเรียกร้องความสนใจ "ราคะ โทสะ โมหะ "ก็จะถูกปรุงแต่ง เสียงเล็กๆในสมอง จะคอยกระซิบบอกบทให้เรา "ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ"เสแสร้งแกล้งทำบิดเบือน โกหกอย่างไม่ละอายแก่ใจ จนเป็นที่เอือมระอาไปทั่ว สุดท้ายอาจถูกคนในสังคมตีตราว่าเป็น"คนเหลือขอ"ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย...
©แบบนี้โทษใครไม่ได้ เพราะ "เราทำตัวเรา ตัวเราก็ทำเรา"...
©ถ้ารู้ตัว ก็ต้องพยายามลดตัณหา มานะ ทิฏฐิ ลดความอยากได้ อยากใหญ่แต่ ใจแคบลง..
©เมื่อเราพร้อมสู้ เมื่อเราพร้อมเปลี่ยนแปลง เมื่อเราพร้อมฝึก โลกก็พร้อม คนรอบข้างก็พร้อม และยินดีเปิดโอกาสให้เราไปต่อได้เสมอ.
©อาจารย์ปู่ครูธวัช นำเสนอวิธีการ บริหารสัญชาตญาณลิงในจิตและนิสัยพาล(สันดานโจร)ในพฤติกรรม ด้วยการเชิญชวนทุกท่านไปที่ ท่ารถ #บขส.#เพื่อไปขึ้นรถสองแถวทางวิญญาณ..
.© บ.=เบรก สัญชาตญาณดิบไว้ด้วยสติ สัมปชัญญะ
© ข.=ขัดเกลา สันดานเถื่อนด้วย หิริ โอตตัปปะ
ข=ขันติความอดทน
โสรัจจะ ความสงบงาม
© ส.=ส่องสว่างการปฏิบัติให้เกิดปัญญาด้วย การฝึกควบคู่ทั้งสมถะและวิปัสสนา
©สติ หิริ ขันติคือสมถะ
©สัมปชัญญะ โอตตัปปะ
และโสรัจจะคือวิปัสสนา..
©บนรถ2แถว มีที่นั่ง2ฝั่ง จะจองนั่งฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาก่อนก็ไม่มีปัญหา นั่งฝั่งซ้ายแล้วเมื่อยอาจต้องสลับมานั่งฝั่งขวา และอาจต้องสลับกลับไปนั่งฝั่งซ้ายอีกวนไปวนมา กว่าจะถึงจุดหมาย ..
#บนรถมีงู2หัวที่ต้องระวัง#
©งูตัวแรกชื่อโลภ โกรธ หลง เป็นตัวแทนของ"สันดานเถื่อน"อยู่ที่เบาะฝั่งขวา..
©งูตัวที่2ชื่อ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นตัวแทนของ"สัญชาตญาณดิบ”อยู่ที่เบาะฝั่งซ้าย
รายละเอียดของที่นั่ง และการเดินทางจะเป็นอย่างไร จะไปแบบไหนให้ถึงจุดหมาย กรุณานั่งชิดในและโปรดติดตามอีพีหน้านะคะ......
ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพทุกท่าน ..
ฐิตาพร พลัง
สวนเกษตรหรรษา 9 กรกฎาคม 2568 ...
บทความที่เกี่ยวข้อง
ในแต่ละวัน คุณมีสุขหรือมีทุกข์..กำลังนั่งร้องไห้ใต้ต้นทุกข์.. หรือกำลังปลูกต้นไม้แห่งความสุขให้เบ่งบาน..
28 มี.ค. 2026
เนื้อหาสไลด์ โดย ดร.หทัยกร กิตติมานนท์
7 มี.ค. 2026
จากตอนที่แล้วกล่าวถึงการฝึกฝนภายในตัว หรือก็คือจิตเป็นปัจจัยภายใน และทิ้งท้ายไว้ถึงปัจจัยภายนอกที่เป็นกรรมสัมพันธ์ หรือตัวเรากับผู้อื่น แต่สหปฏิบัติฯ ได้กล่าวไว้ถึงธรรมะสองภาค คือ ธรรมะในสามัญวิสัย และเหนือสามัญวิสัย ก็ต้องกล่าวถึงคลื่นพลังกรรม, เทพที่อยู่ใน และนอกตัวมนุษย์ แล้วทั้งกรรมสัมพันธ์, คลื่นพลังกรรม และเทพเกี่ยวอะไรกับ ๒๗ ตัวกอ
28 มี.ค. 2026
