EP. 1862 เรขาคณิต (กุล) พิสูจน์กรรม (ศ. 30 ม.ค. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 4 ก.พ. 2026
11 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกๆ ท่าน วันนี้พบกันก่อนวันสิ้นเดือน เดือนที่หนึ่งของปี วันนี้วันศุกร์ที่ 30 มกราคมแล้ว 69 26 คือ พุทธ คริสต์ศักราช ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเส็ง พุทธภาษิตที่เราชินกันอยู่ทุกวัน “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พหุเกนะ วา” เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า จะมากหรือน้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง
สิ่งที่ฟังมาจากคนบอกกล่าวถึงความทุกข์ มากกว่าผู้ที่จะมาบอกถึงความสุข ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมา ความทุกข์ก็ต้องเกิดขึ้น ความทุกข์จะตั้งอยู่ และความทุกข์ที่ดับไป นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ และก็ไม่มีอะไรดับไป เพราะฉะนั้นเรื่องความสุข ความทุกข์ เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องรับรู้ เรียนรู้กันให้ลึกซึ้งสักนิด
วันนี้สนทนากับผู้มีทุกข์ท่านหนึ่ง ก็บอกไปว่า ถ้าคุณเข้าใจเรื่องวิบาก วิบาก คือ ผลกรรมที่เราได้ทำไว้สักนิด ชีวิตของเราก็จะทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างใด เมื่อใด แบบใด เท่าใด ได้อย่างค่อยๆ เหมาะสมขึ้น จริงอยู่ในช่วงต้นๆ คนจะงงเป็นไก่ตาแตก เพราะทุกคนก็พยายามจะเอาชนะปัญหาชีวิต โดยไม่คิดถึงวิบากกรรม คือ ผลกรรมแต่ชาติปางก่อน วิบากกรรมไม่ใช่เกิดแต่ชาติปางก่อนอย่างเดียว วิบากกรรมมันไล่ล่าเรามาตั้งแต่เราเริ่มใช้ชีวิต เราใช้วิบากกรรมผิด ไม่สมดุลกับพฤติกรรม
ก็เลยลองเขียนข้อความเล่นๆ มาอ่านให้ฟังกันนิดหน่อย ถ้าจะใช้สำนวนอาจารย์ปัญจพลที่น่ารัก ก็บอกว่า ลองฟังๆ กันดู เป็นบทเรขาคณิต(กุล)พิสูจน์กรรม เรามีเรขาคณิต(กุล)พิสูจน์รักมานานแล้ว คราวนี้มาพิสูจน์กรรมกันบ้าง
“เส้นตรงที่น่าสรรเสริญ ตั้งอยู่บนฐานแห่งความพอดี สิ่งที่เกิดเก่าคือ วิบาก สิ่งที่เกิดใหม่คือ พฤติ สิ่งที่เกิดใหม่คือ พฤติ สิ่งที่เกิดเก่าคือ วิบาก จงพิสูจน์ว่า พฤติกรรมและวิบากกรรมต่างกันอย่างไร”
สำนวนเกือบจะเหมือนในเรขาคณิต(กุล)พิสูจน์รัก ก็เป็นบทที่ 2 ของเรขาคณิต(กุล) อีกครึ้งหนึ่ง “เส้นตรงที่น่าสรรเสริญ ตั้งอยู่บนฐานแห่งความพอดี สิ่งที่เกิดเก่าคือ วิบาก สิ่งที่เกิดใหม่คือ พฤติ สิ่งที่เกิดใหม่คือ พฤติ สิ่งที่เกิดเก่าคือ วิบาก จงพิสูจน์ว่า พฤติกรรมและวิบากกรรมต่างกันอย่างไร” ต้องใช้สำนวนอีกครั้งว่า ลองฟังๆ กันดู
ก็เอาความเข้าใจนี้ไปต่อ ต่อกับสิ่งที่เราคุยกันมา 2 หรือ 3 วันแล้ว เราพยายาม พยายาม ขั้นต้นให้ร่างกายของเราอยู่ในสภาพคล่อง เรียกว่า จะทำอย่างไร ร่างกายของเราจึงจะอยู่ในสภาพที่คล่องตัว คล่องตัวตามวัยนะ วัยหนุ่ม วัยสาว ก็จะคล่องมากหน่อย วัยชราอย่างคนพูดนี่มันก็คล่องยากสักนิดล่ะ ประการแรก คือ ร่างกายคล่อง
ประการที่ 2 ต้องไม่หนักใจ ไม่หนักใจ ไม่ใช่ไม่หนักแน่น ต้องไม่หนักใจ จิตใจต้องสบาย ผ่อนคลาย ร่างกายต้องคล่อง จิตใจต้องสบาย ผ่อนคลาย
อันที่ 3 วิญญาณ อย่าขันอาสารับบรรทุกสิ่งที่เป็นความโลภเข้ามาในตัวมากนะ ความโกรธ ความหลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน เพราะมันจะทำให้การสร้างสารที่เราเรียกว่า อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี บัญญัติไตรยางค์ 2 ชั้นของเรา ทำให้ปราณของเราเสียหาย ดิน น้ำ ลม ไฟเสียหาย อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ เดือดร้อน ที่สำคัญก็คือ เมื่อปราณเรา เวทนาของเรา ไม่อยู่ในระดับพอดี คือ อทุกขมสุขเวทนา จะว่าสุขก็ไม่ใช่ จะว่าทุกข์ก็ไม่เชิง คือ เฉยๆ ปราณของเราก็จะทำงาน ทำงานสม่ำเสมอ ดินไม่แข็งเกินไป น้ำไม่เฉอะแฉะเกินไป ไฟไม่รุนแรงเกินไป ลมไม่จุกที่นั่น เสียดที่นี่ แน่นที่นู่น
เมื่อปราณของเรา เวทนาของเรา สิ่งที่เป็นเคมีในตัวเรา ฮอร์โมนในตัวเรา ได้รับการควบคุมจากอารมณ์เป็นปกติดีแล้ว เราก็จะเกิดความเข้าใจ เข้าใจว่า ราศีของเรา หรือที่ฝรั่งเขาเรียกออร่า ออกไปสู่อวกาศได้แน่นอน ไม่ไปติดอยู่ในชั้นแรงดึงดูดของโลก หรือแรงโน้มถ่วง เพราะว่าราศีที่มันไม่แหลมคม หรือไม่เบาบาง ออกไปแล้วมันกระทบกับชั้นบรรยากาศ ขึ้นไปสู่ชั้นระดับอวกาศไม่ได้ ซึ่งในที่นี้เราอุปมาหมายถึงว่า ชั้นบรรยากาศ
ชั้นอวกาศนั้นเป็นที่อยู่ของรังสีแห่งพรหม ที่เขาเรียกกันว่า พรหมรังสี ก็มาเชื่อมต่อกันกับเรขาคณิต(กุล)พิสูจน์กรรม ที่ได้นำมาพูดกันในวันนี้ ก็จะทำให้เราเกิดความเข้าใจ วิบากกรรมของเราเป็นอย่างนี้ในพรหมลิขิตหนอ พฤติกรรมของเราต้องวางตัว วางตน วางใจอย่างนี้หนอ จึงจะสัมพันธ์ สัมผัสกัน สัมพัทธ์กับพรหมลิขิตของเรา
ซึ่งคนทุกคนเกิดมาไม่รู้หรอกว่า ตัวเองมีบุญ มีบาป ก็คือ มีวิบาก ในชาติที่แล้วๆ มาเป็นอย่างไร พอจิตของเราไม่หนักใจ ใจของเราไม่หนักใจในเรื่องที่ไม่ควรจะหนัก กายของเรา ดูแลกายให้เกิดความคล่องตัว วิญญาณของเรา พยายามลดโลภ ตัวโลภนี่ตัวร้ายที่สุด ตัวโกรธ ตัวเลวร้ายเลย ตัวหลง อันนี้ไปไม่รู้ทิศรู้ทางเลย กิเลส ตัณหา อุปาทานมันจะถ่วง จะถ่วงราศีเรา ให้เป็นราศีที่ไม่คมชัด ไม่สามารถที่จะผ่านทะลุทะลวงชั้นรัศมี ซึ่งเราอุปมาเป็นชั้นติดต่อระหว่างบรรยากาศของโลกกับอวกาศของจักรวาล
เหตุผลเหล่านี้รายละเอียดต้องมีมากกว่านี้แน่นอน แต่ขอให้ผู้ที่บ่นมาว่า ทำไมมันทุกข์อย่างนี้ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณา คุณเริ่มต้นที่ตัวคุณนั่นแหละ กายของคุณอยู่ในสภาพคล่อง ปลอดโปร่งโล่งสบาย หรือว่าคุณปล่อยปละละเลยร่างกายของคุณ ให้อยู่ในสภาพที่อึดอาด หนืดหนาด อยู่ในสภาพที่หมดสภาพที่จะใช้งาน ใจของคุณ รับเรื่องที่จำเป็น เรื่องที่ไม่จำเป็นอย่าไปรับเข้ามาให้หนักใจ อะไรที่มันหนักใจเกินไป ก็ปัดมันทิ้งออกไปซะบ้าง ตามข้อมิติแห่งไตลักษณ์ของเรา ก็คืออะไร
“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังวัฏสังขารา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลง และกลืนกินสรรพสิ่งทั้งหลาย ให้เสื่อมสูญสลายหายไปกับกาลเวลา อย่าเสียเวลากับสรรพสิ่ง เรื่องราว และบุคคลที่ไร้สาระ ชำระจิตให้สงบ สะอาด สว่าง เพื่อรู้ลู่ทางวิถีแห่งเวรกรรม ว่าเราควรจะทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างใด เมื่อใด แบบใด เท่าใด เป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์”
ขอให้เข้าใจกันตามนี้ แล้วเชื่อว่าผู้ที่บ่นว่า มีทุกข์มากมาย แต่สุขมีเพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น ก็จะค่อยๆ สร้างความสุขเพิ่มขึ้น ลดความทุกข์ลง บุคคลที่มีความเข้าใจผิดในการใช้ชีวิตว่า ต้องได้ ต้องได้ และต้องได้เท่านั้น จะอยู่กับความทุกข์ ก็ขอให้ความเห็นในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้
แล้วเราก็มาดูผลงาน 1861 คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ สร้างสวรรค์ทั้งเป็น แล้วหลีกหนีนรกทั้งที่ยังไม่ตาย ทำอย่างไรจึงจะมีปาฏิหาริย์ที่ดีที่เกิดขึ้น เริ่มต้นจากตัวเราก่อน 1. อารมณ์ 2. จิต 3. วิญญาณ ที่ทำงานของอารมณ์และจิต และวิญญาณ ก็คือ ร่างกาย จุดสุดท้ายคือ วิญญาณ ที่จะสร้างราศี หรือจะสร้างราคีนั่นแหละ กายต้องการความคล่อง จิตต้องการความนิ่ง วิญญาณเบาบาง จากโลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน โดยเฉพาะอุปาทานทางเหนือสามัญวิสัย มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ชีวิตสับสนวุ่นวาย
นี่คือ ข้อเขียนสรรค์ขึ้นมาของคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ ก็ขอขอบคุณคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ และผู้ร่วมเข้าพิธีในวันนี้ทุกท่าน ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงแล้วเข้าสู่การสวดมนต์ภาวนา
ก็กลับมา เตรียมสวดมนต์สวดพรกันเพื่อความสบายใจ ขอฝากข้อคิดในวันนี้ เรขาคณิต(กุล) พิสูจน์กรรม ให้มาประสานกันกับเรื่องราวที่เรากำลังสนทนากันอยู่ ก็คือ การสร้างราศี ด้วยการลดความโลภ เรื่องจะตัดความโลภกันโดยสิ้นเชิง มันเป็นไปไม่ได้หรอก เรายังเป็นปุถุชน ความโกรธ ความหลง ก็ต้องเป็นธรรมดา แต่ให้พยายามลดลง เพื่อกิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัวที่มันจะถ่วง ถ่วงราศี หรือออร่าของเรา ให้ขึ้นไปสู่เวหาระดับชั้นอวกาศลำบาก เพราะมีความอุปมาอุปมัยว่า พรหม 20 ชั้น เป็นรังสี เป็นคลื่นที่ละเอียด และก็ค่อนข้างบริสุทธิ์ แต่ยังไม่ใช่อรหันต์นะ อยู่บนอวกาศ
เราต้องการสัมผัส เราก็ต้องสร้างราศีในตัวเราที่ออกมา ให้ผ่านทะลุบรรยากาศไปสู่อวกาศ โดยผ่านชั้นของรัศมีออกไปให้ได้ แล้วชีวิตเราก็จะเข้าใจในเรื่องของวิบากกรรม คือ ผลการที่เราได้ทำไว้ชัดเจนขึ้น แล้วเราจะได้สร้างพฤติกรรม คือ ผลการที่กำลังกระทำอยู่ ให้มันเหมาะสมและสอดคล้องกัน ชีวิตของเราก็เข้าถึงพรหมลิขิตได้โดยไม่ยากนัก ก็ขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งหนึ่ง ที่จะช่วยกันนำไปพิจารณา
รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล
บทความที่เกี่ยวข้อง
ธาตุรู้ วิญญาณแท้
ธาตุ+วิญญาณแท้ = ธาตุรู้
วิญญาณ+ธาตุรู้ = วิญญาณแท้
25 ม.ค. 2026
เหตุที่สุขภาพใจดี ร่างกายแข็งแรงดี แต่ทำไมมันยังทุกข์ ก็เพราะวิญญาณของคุณยังมีโลภ มีโกรธ มีหลง มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน วิญญาณก็เลยหนัก เพราะวิญญาณของคุณไปค้านกันกับความจริงของธรรมชาติในโลกเหนือสามัญวิสัย
ออร่าที่ออกมาเป็นราศีจากตัวเรา ไม่สามารถทะลุชั้นบรรยากาศได้ ก็ไปติดอยู่แค่ในอากาศซึ่งมี Space and time คือ มีเวลาเป็นตัวบังคับร่างกาย จิตใจ และวิญญาณเรา เราก็เหมือนกับผู้ต้องโทษ ไม่สามารถจะมีอิสระ ขยับกายก็ลำบาก จะขับเคลื่อนจิตก็แสนยากเพราะวิญญาณอาฆาต
พัฒนารัศมีในตัวเองออกไปให้ไปสู่ชั้นอวกาศ ในชั้นอวกาศเราอุปมาเปรียบเทียบเป็นรังสีแห่งพรหม มีความเบาบาง ผ่อนคลาย สบาย ไม่เครียด ไม่ขึง ไม่ตึง ไม่หย่อนจนเกินไป เพราะรังสีแห่งพรหมจะเกิดความเหมาะสมกับพรหมลิขิตของทุกชีวิต
29 ม.ค. 2026

