แชร์

EP. 1861   สร้างสวรรค์ทั้งเป็น แล้วหลีกหนีนรกทั้งที่ยังไม่ตาย  ทำอย่างไรจึงจะมีปาฏิหาริย์ที่ดีเกิดขึ้น  เริ่มต้นจากตัวเราก่อน  1. อารมณ์    2. จิต      3. วิญญาณ  ที่ทำงานคือ ร่างกาย  จุดสุดท้ายคือ วิญญาณสร้างราศี (พฤ. 29 ม.ค. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 4 ก.พ. 2026
12 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เพลงออกแขกหยุดลงตรงที่ว่า ความตายสุดท้ายไม่พลาด เมื่อคนที่ตายแล้ว หรือก่อนตายก็หวังว่าจะไปสู่สวรรค์  ซึ่งสวรรค์แปลว่า ที่ๆ มีความสุข  แต่ถ้าหากว่าต้องไปสู่นรก  นรกเขาแปลว่า ไปสู่ที่ๆ มีความทุกข์ อันนั้นเรื่องของชาติภพที่จะต้องเปลี่ยนไป  แต่เดี๋ยวเรามาคุยกันถึงในชาตินี้ว่า เราจะมีความสุข หรือห่างไกลจากความทุกข์ได้ทั้งๆ ที่ยังไม่ตาย ก็สามารถเปรียบเหมือนอยู่บนสวรรค์ แล้วไม่ต้องตกนรกทั้งเป็นได้อย่างไร 
วันนี้เราพบกันทางเงา วันที่ 29 แล้ว เป็นวันพฤหัสบดี เดือนแรกของปีก็ใกล้จะหมดไปอีก 2 วัน  มกราคม 68 และ 26  ขึ้น 11 ค่ำเดือน 3 ปีมะเส็ง
     กลับมา ใครๆ ก็อยากมีความสุข อยากขึ้นสวรรค์ทั้งที่ยังเป็นอยู่ แล้วก็ไม่อยากจะมีความทุกข์ เปรียบอุปมาเหมือนตกนรก ทั้งๆ ที่ยังไม่ตาย หรือแม้นแต่ตายไปแล้ว ก็ยังอยากไปสู่สวรรค์ ไม่อยากไปนรก  ทั้งหมดทั้งสิ้นเราจะต้องมาหาความรู้กันแบบตรงไปตรงมา แล้วก็ในส่วนที่เป็นเหนือสามัญวิสัย อาจจะต้องอาศัยการเปรียบเทียบวิชาการบางอย่าง เช่น เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ และฟิสิกส์อาจจะสูงขึ้นไปถึงควอนตัมฟิสิกส์ ซึ่งก็เพื่อคนรุ่นใหม่จะได้หันมาใส่ใจใฝ่เรียนรู้สักนิดหนึ่งก็ยังดี
     คนทุกคนกว่าจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่  ร่างกายมันมีกลไกของมัน กลไกภายนอกเรามองเห็นในกระจกก็ได้ คนอื่นมองเราก็เห็นเรา เรามองคนอื่นก็เห็นคนอื่น แต่กลไกภายในร่างกายเรา มันมีสิ่งที่สลับซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบังอำพราง ทั้งสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับเราอย่างมากมาย ถ้าเราเข้าใจมันถึงกลไกอวัยวะภายใน  แล้วก็จะเป็นโทษเหลือหลาย ถ้าเราไม่เข้าใจมัน
เราจะพูดถึงว่า จะทำอย่างไรเราจึงจะมีสิ่งอันเป็นปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ที่ดีเกิดขึ้นแก่เรา  เราก็เริ่มต้นจากตัวเราก่อน ร่างกายต้องคล่อง  กายคล่อง  แล้วจะคล่องได้อย่างไร ร่างกายจะคล่องแคล่วก็ต้องรู้จักสภาพของกาย เช่น การกินอาหาร  การขับถ่ายของเสีย  การพักผ่อน  การทำกิจกรรมที่ไม่เป็นโทษแก่ร่างกาย อะไรต่อมิอะไร นี่ก็เป็นพื้นฐานที่ไม่ต้องพูดกันยาวล่ะ เอาว่าขั้นแรกนี่ทำยังไง เราจะมีกายคล่อง 
ต่อมาจิต จิตจะต้องนิ่ง ก็มันไม่นิ่ง  จิตจะต้องนิ่ง ก็บอกมันไม่นิ่ง ไม่นิ่งเพราะอะไร  จิตของเรามันไม่นิ่งเพราะเราไปคิด  คิดในเรื่องที่ไม่ควรคิด  เรื่องที่ควรคิดบางทีเรากลับไม่คิด  จิตของเราไม่นิ่งเพราะว่าเราใช้จิตในการคิดพูดทำแบบมันไม่เหมาะสม ไม่เหมาะสมกับการใช้ชีวิต  จิตของเราก็จะยิ่งเครียด ขึง ตึง หย่อน  บางทีก็หย่อน บางทีก็ตึง บางทีก็หย่อน จิตของเราความจริงในที่นี้ขอเอาแค่ระดับว่า ประสาทสื่อสมองสั่ง แล้วก็ส่งมาที่อารมณ์  อารมณ์ส่งถึงจิต  จิตถูกป่วน  เพราะอารมณ์ไม่ดี จิตไม่เอา  เอาเป็นอันว่า อารมณ์กับจิต คือว่ากันคนละเรื่องเดียวกัน ความจริงมันคือ เรื่องเดียวกันนั่นแหละ  
แต่ถ้าเราจะศึกษาเรื่องจิต เราต้องแยกว่า   พอประสาทสื่อสมองสั่ง เรามีความรู้สึกปั๊บขึ้นมาปุ๊บ นั่นก็คือ รู้สึกนึกคิด ที่แท้ยังไม่ได้ถึงจิตเลย เพราะประสาทสื่อสมองสั่ง และสั่งออกมาแบบไม่เข้าท่า   สั่งออกมาแบบไม่เข้าที   เจ้าจิตมันบอกว่า ฉันไม่เอาแกหรอก แกอารมณ์จะทำไปเถอะ  คนๆ  นั้นก็อยู่กับการใช้อารมณ์ บางทีปีทั้งปี ชาติทั้งชาติ แทบจะไม่ได้ใช้จิตเป็นเรื่องเป็นราวเลย  
ในที่นี้เมื่อกายคล่องแล้ว จิตนิ่งแล้ว  สมมติว่ากายคล่องแล้ว จิตนิ่งแล้ว  คราวนี้ขออีกหนึ่งคำรบ คำรบนี้อาจจะเป็นคำรบที่หลายคนบอกว่า ทำไมต้องไปแยก คือ วิญญาณ  นัยยะแล้ววิญญาณกับจิต  จิตกับวิญญาณ มันก็เหมือนอย่างกับอารมณ์กับจิต แทบไม่ได้แตกต่างกันเลย  
แต่ถ้าเราต้องการจะหาความรู้เพื่อมาพัฒนาตัวเอง หรือมาทำให้ตัวเองมีความสุข หรือห่างไกลจากความทุกข์  เราก็ต้องแยกให้ได้ว่า อารมณ์อย่างหนึ่ง  จิตอย่างหนึ่ง วิญญาณอย่างหนึ่ง  3 อย่างความจริงคือ อย่างเดียวกัน  ฟังแล้วมันยังไงชอบกล เอาเป็นว่าตอนนี้เราหยวนๆ ไปก่อน 
กายต้องการความคล่อง  จิตต้องการความนิ่ง  ตอนนี้มาอีกทีหนึ่ง วิญญาณ วิญญาณถ้ามันเบาบางจากโลภ  จากโกรธ  จากหลง  จากกิเลส ตัณหา อุปาทาน  ที่จริงเจ้ากิเลส ตัณหา อุปาทานมันก็มาจากตัวแม่บทเดียวกัน ก็คือ มาจากโลภ  คนมีความโลภก็มีกิเลส ตัณหา อุปาทานเยอะ คนมีความโกรธก็มีกิเลส ตัณหา อุปาทานเยอะ  คนมีความหลงก็มีกิเลส ตัณหา อุปาทานเยอะ  
เป็นอันว่า 3 อย่างนี้เราจะต้องศึกษาหาความรู้กับมันให้ถ่องแท้  1. อารมณ์  2. จิต  3. วิญญาณ  ทั้งหมดทั้งสิ้นที่ทำงานของมันก็คือ ร่างกายเรานี่แหละ ร่างกายเรา และถ้าร่างกายเราไม่คล่อง  กินอาหาร  ขับถ่ายของเสีย  นอนหลับพักผ่อน ไม่เป็นไปตามกระบวนการของธรรมชาติที่ร่างกายมันต้องการ มันก็ลำบากอยู่น่ะ ความศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนกัน ไม่เกิดขึ้นแน่นอนสำหรับกายชนิดที่ตรงกันข้ามกับที่ว่ามาก็คือ ไม่คล่อง กายมันหนาเตอะตะ อึดอัด คับข้องไปหมด 
เป็นอันว่า วิญญาณคำรบที่ 3 ไม่ต้องการโลภ แต่คนเราก็อดโลภมากไม่ได้  ไม่ต้องการโกรธ แต่มันก็อดมีเรื่องทำให้โกรธไม่ได้  ไม่ต้องการความหลง ก็มีเรื่องทำให้อดที่จะหลงไม่ได้  กิเลส ตัณหา อุปาทาน มันก็เกิดขึ้นมาในวิญญาณ วิญญาณเป็นที่สร้างเขาเรียกว่า ราศีออกจากตัว ราศีหรือออร่า ออร่าก็เป็นภาษาฝรั่ง  ราศีเป็นภาษาไทย  ราศีจะออกมาจากกาย จากจิตที่มีคุณภาพ หรือด้อยคุณภาพ  
เมื่อวิญญาณมีแต่ความโลภ มีแต่ความโกรธ มีแต่ความหลง กิเลสหนา ตัณหาจัด อุปาทานเคร่งครัด ยึดมั่นถือมั่น  นั่นก็ไม่ได้  นี่ฉันก็ไม่ยอม  นั่นฉันก็ไม่เห็นด้วย อะไรทำนองอย่างนี้  โดยเฉพาะอุปาทานทางเหนือสามัญวิสัย อุปาทานทางเหนือสามัญวิสัยมีส่วนอย่างมากที่สุดในชีวิตคน ทำให้สับสนวุ่นวาย ชีวิตหาทางดำเนินไปอย่างพูดกันอย่างภาษาง่ายๆ ก็คือ ไม่เข้าท่า บางคนมีฐานะดีทุกอย่างพร้อม ใช้ชีวิตแบบไม่เข้าท่า 
เมื่อวิญญาณเต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง  กิเลส ตัณหา อุปาทาน ทางพระ ทางอภิธรรมเรียกว่า ปปัญจสัญญา  ก็มีตัณหา อยากไม่มีที่สิ้นสุด  มานะ ถือตัว ถือจนไม่รู้จะถือยังไง  ทิฏฐิ ใจแคบนิดเดียว บางคนตัวเบ้อเร่อเบ้อร่าเชียวนะ  แต่ใจนี่นิดเดียว  แคบนิดเดียว  
จุดสุดท้ายของการประพฤติ ความประพฤติก็คือ วิญญาณ ออกมาเป็นออร่าที่เสียหาย เป็นราคีมากกว่าราศี  เปอร์เซ็นต์ของราศีน้อยมาก  เปอร์เซ็นต์ของราคีเยอะมาก  ขึ้นไปๆ ในชั้นบรรยากาศ ออกไปนอกโลกไม่ได้  
บรรยากาศก็ 30,000 ฟิตจากที่เครื่องบินบินได้นี่แหละ  ไม่สามารถจะเบาบาง และมีความคมชัดเพียงพอที่จะทะลุออกไปสู่อวกาศได้ ติดแรงโน้มถ่วงของโลก ติดแรงดึงดูดของโลก ติดแรงกดดันของอากาศในบรรยากาศโลก  ไม่สามารถออกไปประสานกับรังสีแห่งพรหมในอวกาศ โดยอนุโลมให้พิจารณาจินตนาการกันสักนิดว่า ในอวกาศยิ่งสูงขึ้นไปเท่าไหร่ ความมหัศจรรย์ทางฟิสิกส์ ทางวิทยาศาสตร์เขามีมากมาย  แต่นี่เราขอทางเหนือสามัญวิสัย
พรหมรังสีทั้ง 20 ชั้น ที่พูดกันมาติดต่อกันหลายวัน  ทั้งรูปพรหม 16 ชั้นที่เป็นกามาวจร  อรูปพรหมอีก 4 ชั้นที่เป็นอกามาวจร เชื่อเถอะว่าอยู่ในอวกาศ  ยิ่งพรหมชั้นสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งสูงขึ้นไปในอวกาศมากเท่านั้น แล้วราศีของเราออกจากร่างกายด้วยสภาพที่ไม่พร้อม เต็มไปด้วยราคี อย่างที่พูดมาแล้ว  บุญกุศลที่เราสร้างมาเป็นนับไม่ถ้วนชาติที่อยู่บนอวกาศ เป็นรังสีบริสุทธิ์ ไม่สามารถจะเชื่อมต่อกับราศีของเราได้ 
แล้วจะมาโทษใครว่า เทพเจ้าไม่ช่วย จะมาโกรธเทพทั้งหลายที่ตัวเองอุตส่าห์อ้อนวอน  ขอพร  วิงวอน บางคนก็ลงทุนสร้างรูปเทพจำลององค์โตๆ ใหญ่ๆ มาบูชา  อุตส่าห์ไปซื้อหามาด้วยราคาแพงๆ  นั่งกราบ นั่งไหว้กันเท่าไหร่ๆ   ทำไมเทพท่านนั่งเฉยไม่มาช่วยเรา  
นี่คือ  วิทยาศาสตร์ประสานกับไสยศาสตร์ประยุกต์ ที่นำมาเสนอแก่ทุกท่านในวันนี้  เพียงแค่ช่วงหนึ่งก่อน  แล้วเราก็จะมาสนทนากันให้กว้างและลึกกว่านี้ต่อไป ก็ขอขอบคุณ  ยังไม่ขอบคุณมาดูผลงานก่อน
วันนี้เป็นผลงานของคุณปุนนภา รักษาวงษ์ หรือคุณอู๊ด 1860  กายพร้อม จิตเพียบพร้อม วิญญาณมีความสวยสดงดงาม เพียบพร้อม ทำให้ฮอร์โมนเคมีที่มีคุณภาพเกิดขึ้น เมื่ออารมณ์ ฮอร์โมน เคมี ที่มีคุณภาพเกิดขึ้นในวิญญาณ ในจิตและในกายที่เพียบพร้อม ทำให้เกิดปราณ  ปราณภาษาจีนเขาเรียกชี่ ที่เปล่งออกมาเป็นปราณที่มีราศีมากกว่าราคี  
ก็ขอขอบคุณคุณปุนนภา รักษาวงษ์  1860  ก็ขอหยุดลงในเรื่องการสนทนาสร้างสวรรค์ทั้งเป็น แล้วหลีกหนีนรกที่ยังไม่ตาย ให้เท่านี้ก่อน  แล้วเราค่อยมาคุยกันในโอกาสต่อไป  ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
เพลงที่จบลงไปตอนสุดท้ายบอกว่า “ถ้าไม่รู้เลวยิ่งกว่า เพราะหมารู้คุณคน” เพลงนี้เป็นเพลงเอกประจำปีของสหปฏิบัติฯ ในปีนี้นะ แต่ปีหน้าไม่รู้จะเปลี่ยนไปเป็นเพลงสตอรี่แมวหรือเปล่า  เพราะว่าปีนี้มันมีหมามาให้ความหมาย เจ้าหมาตัวหนึ่งก็เล่าไปตั้งแต่ตอนปีใหม่  เนื้อร้อง และคำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 3/1  จัดทำเป็นเพลง AI  โดยคุณปารัชอร  สุขวิภา หรือคุณชมพู่  ทํานองและเสียงร้อง AI จัดทำโดยอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ 
เนื้อก็มีอยู่ว่า “สตอรี่หมา สตอแหลคน หมารู้คุณคน คนรู้มั้ย  ถ้ารู้เป็นคน ถ้าไม่รู้เลวยิ่งกว่าหมา  เพราะหมารู้คุณคน”  อันนี้เป็นเนื้อเพลงนะ   
เราก็เข้ามาสู่การเตรียมใจ ร่างกายเราผ่อนคลาย เบา กายคล่องแล้วหรือยัง  ถ้ากายคล่องแล้ว  จิตนิ่งแล้วหรือยัง   จิตนิ่งดีแล้ว  วิญญาณลดความโลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทานลงแล้วหรือยัง เพื่อที่จะได้สร้างราศี คือ ออร่า ให้ขึ้นไปสู่ชั้นอวกาศ  ซึ่งชั้นอวกาศไม่มีกาลเวลา Space Time ชั้นบรรยากาศมีเวลาจำกัด Space and Time  อันนี้เป็นการศึกษาให้กับเด็กรุ่นใหม่ แต่เด็กรุ่นใหม่อาจจะบอกว่า หนูไม่สนใจหรอก ฟังไปแล้วรำคาญ  ก็สุดแท้แต่หนู  เรามาเข้าสู่การขอพรกันดีกว่า 

รวบรวมโดย คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์

บทความที่เกี่ยวข้อง
11 ม.ค. 2569  ปฏิบัติธรรม  วิญญาณแท้  ธาตุรู้
พิธีกรรมระดับไหน แล้วก็บุคคลที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเราแล้วเกิดคลื่นแทรกสอดที่ดี บุคคลระดับไหน บุคคลนั้นมีฐานะกับเราอย่างไร มีกรรมเก่าเกี่ยวเก่ากับเรา ก็เบาหน่อย ไม่ค่อยจะมีน้ำหนัก  มีบุพกรรมกับเรา ก็หนักขึ้นหน่อย แล้วหนักที่สุดก็คือ มีบุพเพสันนิวาส  แต่รวมเลยก็คือ มีพรหมลิขิต
25 ม.ค. 2026
EP. 1868   ความรู้ทั้งหลายถ้ามันหนักเกินไป  มันก็หนักสมอง  มันก็สร้างปัญหา  (ส.  7 ก.พ. 2569)
แต่ถ้าเบาบางเกินไป ไม่พอเพียงแก่ความต้องการ ความรู้นั้นมันก็ป่วยการ ก็คือ ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องการนำเสนอสิ่งซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ แต่มีจริง ก็คือ สิ่งเหนือสามัญวิสัย นอกจากมันมีจริงแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ และเกิดโทษได้จริงๆ
12 ก.พ. 2026
EP. 1843    ความหมายของการไหว้ครู
เริ่มจาก จิตที่ศรัทธา แล้วเข้าใจคำว่า ไหว้ครู  เรื่อยไปๆ จนไปถึง จิตศักดิ์สิทธิ์ จิตศักดิ์สิทธิ์ คือ จิตที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ หรือสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ให้เกิดประโยชน์มากมายแก่จิต การไหว้ครูจนถึงตัวรู้ จนเกิดความเข้าใจ หยั่งลงไปในจิตศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งของผู้ที่เข้าใจคำว่า  ศิษย์มีครู ครูมีศิษย์ และทุกคนก็เป็นได้ทั้งครู และก็เป็นได้ทั้งศิษย์
10 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy