10 มกราคม 2569 ปฏิบัติธรรม ธาตุรู้ วิญญาณแท้
อัพเดทล่าสุด: 4 ก.พ. 2026
19 ผู้เข้าชม
ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงานครั้งที่ 34 จะมีอะไรเป็นข้อเสนอ ข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ก็ช่วยๆ กัน ช่วยๆ กันแสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้นเรื่องราวที่จะคุยกันวันนี้ หัวข้อว่ายังไง
อ.โอ๊ต:
หัวข้อเดิมครั้งที่แล้วก็คือ ธาตุรู้ กับวิญญาณแท้ อาจจะเพิ่มเติมเรื่องของคลื่น
ครูธวัช:
ยากไปหน่อยไหม ธาตุรู้ วิญญาณแท้ ดูจะยากไปหน่อย แต่ว่าจะเป็นประโยชน์มาก เราก็พูดในแง่ที่มันง่ายๆ ก็แล้วกัน พูดง่ายๆ พูดง่ายๆ ยังไง วิญญาณแท้จะเกิดได้ยังไง พูดเอาง่ายๆ ธาตุรู้จะเกิดได้ยังไง ก็พูดวิธีง่ายๆ คืออะไรก็แล้วแต่ เราจะพูดให้มันยาก มันก็ยาก แล้วมันจะเติมยุ่งเข้าไปด้วย แต่ถ้าเราจะพูดให้มันง่าย เรื่องยุ่งยาก ยุ่งมันก็หายไป ก็เหลือแต่ยากนิดหน่อย พอยากนานๆ เกิดชิน มันก็เป็นง่ายขึ้นๆ ก็หวังว่าวันนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้เสียเวลาเข้ามาร่วมคุ้มค่าเวลา ก็ขอขอบคุณพิธีกรและทุกคนด้วย
.......ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับธาตุรู้ วิญญาณแท้ ความสัมพันธ์.....
อ.บิว:
เท่าที่ฟังมา 2 อาทิตย์ วิญญาณแท้ ธาตุรู้ แล้วก็ภาวะแฝง เรื่องของคลื่น.... คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง เกมกลกรรมข้อที่ 3 กติกาของเทพ เหมือนกับบอกว่า เขาจะกำหนดเรื่องราวของวิญญาณแท้ เรื่องของมิราเคิล ไทยแองเกิล (miracle triangle) ให้กับในตัวเราเข้ามา แล้วก็อยู่ในสภาพแฝงด้วย 3 อันนี้ เลยสงสัยคำนึงว่า จริงๆ แล้วในสภาพที่เราไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย เรามึน เราอะไรทุกอย่าง เกมกลกรรมเราไม่รู้แน่นอน แต่เราก็ต้องทำตัวเราให้ได้เกิดมิราเคิลจริงๆ เกิดวิญญาณแท้ แล้วก็เกิดธาตุรู้ 3 อันนี้เราต้องให้มันเกิด มิราเคิลคือ เรามีสัมพันธ์ที่ถูกต้องจนเกิดวิญญาณแท้ อย่าง 3 ข้อที่พูดไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และสำคัญที่สุดเกิดธาตุรู้
และในสภาพที่เราเป็นอยู่ คนที่ยังองค์ลงอยู่ มันจะมีภาวะอย่างหนึ่งที่ทุกคนเป็นมากเลย คือ ปปัญจสัญญาเราจะสูง อยากได้ อยากใหญ่ แต่ใจแคบ ที่ครูธวัชชอบพูดใครๆ ก็อยากได้ ใครๆ ก็อยากใหญ่ แต่ใจแคบ เราก็ใจแคบ คนอื่นก็ใจแคบ อยากเรียนถามประเด็นนี้ว่า เราจะทำยังไง?
อ.บิว:
คลื่น ในสภาวะที่มันเกิดขึ้น คลื่นในที่นี้ก็คือ คลื่นพลังกรรม คำถามก็คือ คลื่นพลังกรรมกับคลื่นสมองที่เราส่งออกไป.... มนุษย์เราแหล่งสั่นสะเทือนใหญ่เลยที่สร้างเวฟให้กับตัวเราก็คือ หัวใจ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ หัวใจเรายังเต้นอยู่ เราจะมีแรงสั่นสะเทือนอยู่ คลื่นเกิดจากการสั่นสะเทือน
หัวใจเป็นตัวสร้างแรงสั่นสะเทือน แล้วแรงสั่นสะเทือนนี้เราต้องสร้างให้เกิดเป็นเวฟ เป็นคลื่นขึ้นมา ส่งออกไปสอดคล้องกับคลื่นแทรกสอดกับสอดแทรกกับคลื่นพลังกรรมที่เข้ามา และอยู่ในสภาพที่เรียกว่า เราไม่รู้ในเกมกลกรรมเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่ 3 คือ กติกาของเทพ เราจะทำยังไงดี เราจะสร้างยังไงให้เรามีการแทรกสอด คลื่นวิบากกรรมคือ คลื่นสอดแทรก คลื่นตัวช่วยคือ คลื่นแทรกสอด ถ้าวันหนึ่งเราสร้างขึ้นสอดแทรกไม่ดี คลื่นแทรกสอดจะมาช่วยเหลือเรายังไง?
อ.บิว: สรุปประเด็นคำถาม ก็คือ
1. เกมกลกรรมข้อที่ 3 ก็คือ เรื่องของกติกาของภาพ มีบทบาทกับเรื่องของวิญญาณแท้ ธาตุรู้ รวมถึงมิราเคิล ไทรแองเกิ้ลด้วย แต่ในขณะที่ตัวเรามีปปัญจสัญญาที่สูง เกิดจากที่แฝงเราไม่สมดุล เราจะทำยังไงให้คลื่นที่เกิดขึ้นในตัวเรา สามารถสัมพันธ์กับวิบากกรรมได้ แทรกสอดกันได้ แล้วถ้าหากว่าเราแทรกสอดได้ไม่ดี เราจะทำยังไงให้คลื่นสอดแทรกเข้ามาช่วยเหลือเราได้ทันเวลา นี่คือ คำถามใหญ่ที่อยากถาม
อ.โอ๊ต:
อันแรก keyword ก็คือ กติกาของเทพ แล้วเราเข้าใจกติกาของเทพว่ายังไงบ้าง
อ.บิว:
Keyword หลักเลยก็คือ กติกาของเทพ กฎแห่งกรรม เกณฑ์แห่งเวร กติกาแห่งเทพ และระเบียบวินัยทางวิญญาณ ตัวเล่นแร่แปรธาตุได้ดีที่สุดคือ กติกาของเทพ ซึ่งจะกำหนดเป็นตัวทำให้เราก้าวเข้าสู่ธาตุรู้และวิญญาณแท้ได้ และทำให้มุม C ของเราคือ เรื่องของ miracle triangle มันอยู่ในมุมที่สูงจนกระทั่งไปเกิดพรหมลิขิต back to basic ในตัวเรา เรามีคลื่นสมองที่ส่งออกไปและจะต้องไปสัมพันธ์กับคลื่นของวิบากกรรม อันนี้อิงตามรหัสกรรมของครูธวัช
เพราะฉะนั้นเราจะทำยังไงให้มันเกิดตัวนี้ได้ขึ้นมา เพราะว่าหลักเลยตัวกติกาของเทพ ที่จะกำหนดทั้งวิบากกรรมและพรหมลิขิตเรา ถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้น มนุษย์มีปปัญจสัญญาที่สูงอยู่แล้ว จะทำยังไงให้เราสร้างคลื่นสอดแทรกเข้ามาได้ เพื่อที่จะเป็นคลื่นที่มาช่วยเหลือเราให้มันดีขึ้น คลื่นนี้พอปฏิกิริยาแทรกสอดขึ้นมา อย่างน้อยให้มันเป็นบวกขึ้นบ้าง ไม่ติดลบ หรือว่ามันสูญหายไป
ดร.วัน:
มันมีคลื่นจากตัวเรากับคลื่นภายนอก อย่างที่อ.บิวบอกว่า คลื่นจากตัวเราที่เป็น source ที่ใหญ่คือ คลื่นจากหัวใจ มันคือ อารมณ์ของเรา
.....เปรียบเทียบคลื่นภายนอกเข้ามาตามสถานที่ กาลเวลา บุคคล โอกาสและวิธีการ ที่มาให้เรา ณ ช่วงเวลาเสี้ยววิ คุณเจอสถานการณ์แย่ๆ คุณจะทำยังไง คุณจะโต้ตอบออกไปยังไง
ทีนี้คำว่า โต้ตอบออกไปยังไง มันมาจากภายในเราแล้วว่า ณ ตอนนั้นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ไม่พอใจ โกรธ โมโห น้อยใจ หงุดหงิด รำคาญ ทำอย่างนี้กับเราได้ยังไงมันไม่ถูกต้องนะ เราต้องสู้ เราต้องตอบโต้ เราต้องกระแทกกลับไปสิ คลื่นที่เกิดขึ้นมันก็จะเป็นคลื่นที่ปั่นป่วน คลื่นลบ และถามว่า สติจะเกิดไหม คงยาก
สิ่งที่ตัวเองทำก็คือ ค่อยๆ คิด เรียกสติ สติจะเป็นตัวค่อยๆ คุมอารมณ์ เรียกความคิดเรากลับมา ให้เราตรึก ตรอง วิตก วิจาร เดี๋ยวก่อนนะมีวิธีที่ดีกว่านั้นไหม กว่าการที่แสดงอารมณ์ที่ปั่นป่วนแล้วพุ่งออกไป ขณะที่เทพอาจจะกำลังมองดูเราอยู่ว่า จะทำยังไงถ้าเจอแบบนี้ เราก็จะหายใจเข้าออกลึกๆ หายใจยาวๆ ตั้งสติก่อน ถ้าเราตอบโต้ไปด้วยอารมณ์ สถานการณ์จะบวก บวกแค่ไหน บวกหรือลบ ช่วยจริงๆ หรือเปล่า หรือค่อยๆ เรียบเรียงคำพูด เรียบเรียงสถานการณ์ว่าเราจะแก้ไขอย่างไร
อันนี้มันคือ ค่อยๆ ปรับคลื่นในตัวเราเพื่อรับกับคลื่นเทพที่อยู่ข้างบน เขากำลังจะบอกว่า solution มันมีนะ แต่คุณจะได้ยินเขาไหม จับคลื่นเขาได้ไหม ถ้าฟังดีๆ นะ มันจะมี 3 คลื่นแล้วนะ
คลื่นจากวิบากกรรมภายนอก ..... คลื่นตัวเรา และคลื่นเทพที่กำลังจะส่งสัญญาณมาว่า คุณควรจะแก้ปัญหายังไง ถ้าไม่มีสติ ยังไงก็จับคลื่นเทพไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตรงนั้น อาจจะไม่ต้องเย็น 100% แต่แค่อยู่ในสภาวะที่คิดแบบเคลียร์ ตัดสินใจได้ ว่าเราจะรับมือกับสถานการณ์อย่างไร .....
....
แล้วคลื่นที่ว่าเราจะปรับยังไงนอกจากการมีสติ สิ่งหนึ่งที่เทพกติกาของเขา โดยส่วนตัวมันคือ อัตตา ที่ อ.บิวบอกปปัญจสัญญา ยิ่งเรามีอัตตาสูงเท่าไหร่ การจะจูนกับเทพยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น มันยากมากๆ ที่จะจูนกับเขาได้ เราต้องน้อมสุดๆ เราต้องก้ม เราต้องค้อม แล้วไม่ใช่ค้อมแบบแบบ pretend นะ แบบเสแสร้งว่ายอมก็ได้ คุณต้องยอมด้วยใจจริงๆ เหมือนอย่างที่มีคนพูดว่า ยอมแบบศิโรราบ.....
ดร.อ๋อย:
.....ครูธวัชเคยพูดเรื่องปรากฏการณ์ที่เป็นกรณีศึกษา.....ทดสอบจิตใจ......
.......ได้ข้อหนึ่งที่จำมาถึงทุกวันนี้ว่า ก่อนจะได้อะไรเขาจะส่งเกมมา แต่ว่าเขาจะเอาโทสะเข้ามายั่ว.... แต่ถ้าคุณตั้งสติได้ ควบคุมตัวเอง ควบคุมอารมณ์ มีสติ และมีสัมปชัญญะรู้ตัวทุกอย่าง อาจจะตอบโต้ตีกลับให้มันนิ่ง คือ ความนิ่งของเราจะสยบความเคลื่อนไหวของทุกคนที่เข้ามา ก็เหมือนเกมตรงนั้นที่เป็นกรณีศึกษา.....
.....อันนี้คือ เกมที่เขาส่งเข้ามา และเป็นปรากฏการณ์ที่ครูธวัชเอามาพูดให้ฟัง และจำคำของครูธวัชอันหนึ่งคือ ที่บอกว่า ก่อนจะได้อะไร เขาจะเอาโทสะเข้ามายั่วเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องสติทุกวินาที..........
ดร.หทัยกร:
.....คลื่นสอดแทรกคือ คลื่นวิบากกรรม คลื่นแทรกสอดคือ คลื่นจุติเทพ คือ ถ้าดูแล้วคลื่นจุติเทพเป็นได้ทั้งคลื่นแทรกสอดและสอดแทรก และครูธวัชบอกว่า เล่นแร่แปรธาตุ อันนี้มี reference ว่า อีพีไหน จะเรียนถามว่า ทำไมจุติเทพเป็นได้ทั้งคลื่นสอดแทรกและแทรกสอด?
..........
อ.บิว:
……อับราฮัม ฮิกส์บอกว่า มนุษย์เกิดมาทำไม มนุษย์เกิดมาเพื่อ 3 ประการ 1. เพื่อเติบโต และขยาย นี่คือ เหตุผลว่าทำไมเราถึงมีครอบครัว มีการขยายสร้างงาน มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ 2. มนุษย์เกิดมาเพื่ออิสระ อิสระในที่นี้คือ free will เจตจำนงที่อิสระ ไม่ใช่ freedom และสุดท้าย เราเกิดมาเพื่อ joy เพื่อปราโมทย์ สำคัญเลยข้อสุดท้าย คือ joy เพื่อปราโมทย์ คำว่า joy ค่อนข้างจะมีความหมายสำคัญก็คือ เราเกิดมาเพื่อความปราโมทย์ เพื่อความเบิกบานร่าเริง อันนี้ไม่ทราบว่า จะค้านกับพุทธศาสนาไหมที่บอกว่า ทุกคนเกิดมาทุกข์หมด?
ครูธวัช:
ปราโมทย์กับ joy มันยังห่างไกลกัน เพราะว่าเกิดมาเพื่อ joy joyแปลว่า สนุกสนาน เอาเป็นว่าสนุก กินอาหารอร่อยก็สนุก ดูหนังที่ชอบใจก็สนุก แต่คำว่า ปราโมทย์ เป็นจิตที่ฝึกมาแล้ว ต้องฝึกแล้ว เพราะ joy มันไม่ต้องฝึก มันก็ joy ได้แล้ว ใช่ไหม เด็กคนหนึ่งกำลังเล่นอยู่ สนุกกับของเล่นอยู่ เด็กอีกคนเดินเข้ามา เด็กคนนี้เรียกให้เข้ามาช่วยกันเล่น มาเล่นด้วยกันก็สนุกละ ผู้ใหญ่กำลังดูหนัง กำลังดูทีวีเรื่องสนุก อีกคนเดินเข้ามาบอกนี่ๆ มาดูสิ ละครเรื่องนี้สนุก ก็ดูได้สนุกเลย
ปราโมทย์มันต้องฝึกจิตมาแล้ว มันจึงจะปราโมทย์ได้ ที่เมื่อกี่อ.บิวบอกอะไร ขัดต่อหลักศาสนาไหม
อ.บิว:
..ที่บอกว่า ทุกคนเกิดมาสัจทุกข์
ครูธวัช:
อันนั้นเราจะพูดสัจธรรมที่เป็นความจริงแท้ ทุกคนต่อให้เป็นมหาเศรษฐีจนกระทั่งขอทาน คุณก็มีทุกข์ คุณก็มีสุข ขอทานบังเอิญมีคนมาให้สตางค์เยอะหน่อย ก็มีความสุขล่ะ ดีใจใช่ไหม มหาเศรษฐีได้เงินก้อนใหญ่มา หรือมีอะไรมาก็ดีใจ อันนั้นทุกข์สุขแบบสัจธรรม
ทีนี้คนที่มันจะสุขอย่างรู้ รู้ว่าอะไรควรสุข อะไรไม่ควรสุข ที่มันฝึกจิตมาแล้ว มันสุขคนละแบบ ไม่ใช่สุขตามธรรมชาติว่าอย่างนั้นเถอะ อย่างนั้นมันสุขตามธรรมชาติ แต่นี้มันสุขหลังจากที่เข้าใจธรรมชาติ แล้วเราสามารถอยู่กับความทุกข์ในระดับหนึ่งได้โดยไม่ทุกข์ แต่มันไม่ใช่ไม่ทุกข์ มันทุกข์แต่มันทนได้
มันมีหลายระดับความสุขที่เกิดขึ้น อย่างเขาบอกว่า สุขของคฤหัสถ์ คือ ผู้ครองเรือน 1. สุขจากการมีทรัพย์ 2. สุขจากการจ่ายทรัพย์ 3. สุขจากการไม่มีหนี้ 4. สุขจากการประพฤติชอบ มันมีเงื่อนไขของความสุขแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุยกันไปก่อนเดี๋ยวสรุปทีหลัง
นิดหนึ่งที่เมื่อกี้โดยเฉพาะเรื่อง ดร.อ๋อย กับดร.วัน ที่เอามาพูด.......
มันก็เป็นคลื่นอันหนึ่ง คล้ายๆ พรหมลิขิตกำลังเดินมาถึงจุด มันมีอยู่ 2 อย่าง คนจะมีความสุขกับคนจะมีความทุกข์ ทุกข์ถึงขั้นตายมันจะมีปรากฏการณ์ คลื่นมันจะแรง แรงตายกับแรงสุข แรงสำเร็จสุขกับแรงผิดหวังทุกข์ มันจะมีคลื่นเหมือนกับว่า คลื่นมันมาเรื่อยๆๆ ปกติ พอมันจะเริ่มเข้าหัวเลี้ยวหัวต่ออะไรขึ้นมา มันจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเลิศ เปลี่ยนแปลงในทางที่ชั่วสุดขีด มันจะมีอำนาจผลักดันแรง แล้วเราจะรู้ไม่ทัน มันจะดลใจจี้ใจเรา ให้คิดผิด พูดผิด ทำผิด โดยเฉพาะพระพรหมเขาชอบเล่นเกมกลกรรม
อย่างที่เมื่อคืนบอกว่า พระพรหมมีรูปพรหมที่เป็นกามาวจร ยังเกี่ยวกับเรื่องของการผลักดัน วจรก็คือ วงจร จรไป ผลักดันไป วจรแปลว่า ผลักดันก็แล้วกัน กามาวจรคือ เรื่องกามรุนแรงมาก แล้วกับอรูปพรหม พอไปอรูปพรหมชั้นที่ 17 18 19 20 4 ชั้น อรูปแล้ว อกามาวจรแล้ว ซอฟต์แล้ว เบา แต่มีกิเลส กิเลสเบาบางพอที่จะประคองไป ประคองไปเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นคลื่นของพระพรหมคือ รังสีแห่งพรหม เขาจะเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เปลี่ยนเป็นคลื่นพระยม เปลี่ยนมาเป็นคลื่นพระพรหม เปลี่ยนได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคนรู้ไม่ทัน โดนเข้า มันถูกหลอกกันก็เยอะ
อ.บิว:
ขออนุญาตถาม คือ ครูธวัชพูดมาอย่างนี้ เลยทำให้นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็น best seller เลย Good Vibes Good Life Vibes นี่คือ vibration แล้วก็บทที่เขาขึ้นอยู่ตรงหน้าเลยเขาบอกว่า ก่อนที่ธรรมชาติจะให้รางวัลอะไรแก่คุณ ชีวิตคุณจะถูกทดสอบเสมอ
ครูธวัช:
นั่นน่ะ สุดแสนสาหัสเลยล่ะ .......
อ.บิว:
ถามเรื่องกติกาแห่งเทพ......?
ครูธวัช:
กติกาแห่งเทพ ให้เราเข้าถึงความจริงของการมีเทพ กติกาของเทพเขาก็จะกำหนดเป็นครั้งๆ เขาไม่ได้มาวุ่นวายกับเรื่องปลีกย่อย เขาไม่เอา เอาเรื่องใหญ่ๆ
....ถ้าปลีกย่อยมันพฤติกรรมของเรากับวิบากกรรมของเรามันมีไง ถ้าเป็นกติกาของเทพที่เกี่ยวกับครุกรรม ก็เกิดกับตาย แต่งงานมีคู่แท้ แต่ถ้าเป็นอาจิณณกรรม กตัตตากรรม อาสันนกรรม มันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเรา ขึ้นอยู่กับว่า เทพองค์นี้เขาจะเบนชีวิตเราก็คือ พระพรหม ถ้าเรื่องใหญ่ๆ ก็คือ พระพรหม พรหมลิขิต แต่ถ้าเรื่องธรรมดาก็เทพทั่วๆ ไป ไม่อย่างนั้นเขาจะมีถึง 31 ภูมิ
เทพองค์อื่นๆ เขาก็ทำหน้าที่ของเขาไปเฉพาะเรื่องเล็กน้อย ถ้ามหาเทพก็เอาเรื่อง เอากันว่าแยกเทพที่เป็นมหาเทพ ทีนี้คนเราก็มาตั้งชื่อเทพเป็นมหาพรหม เป็นมหาวิษณุ มหาพิษณุ มหานารายณ์ มหาศิวะ พวกนี้กำหนดชะตาชีวิตในเรื่องใหญ่ๆ
แต่ถ้าเทพทั่วไปที่ไปๆ มาๆ ก็เป็นเทพระดับธรรมดาทั่วไป เริ่มจากมนุษย์เราภูมิที่ 5 ขึ้นไปภูมิที่ 6 ภูมินี้ก็จะอยู่เกี่ยวกับพื้นดินเรา จตุมหาราชิกา เจ้าที่เจ้าทาง 6 7 8 9 10 11 ก็เป็นเทพทั่วๆ ไป กำหนดเรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป ทีนี้เราไปนั่งแคร์ มันพูดยากนะ ชาวบ้านก็ทำพิธีกรรมสารพัด เซ่นสรวงบวงไหว้ เอารูปเทพนั้นมา รูปเทพนี้มา ที่จริงตัวหลักใหญ่จริงๆ ต้องชั้นพรหมขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะมีผลต่อชีวิตเรา
แต่ถ้าหากว่า 6 ชั้นแรก จตุมหาราชิกา ยามา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี พวกนี้ก็ทั่วไป ก็มีผล แต่ไม่ได้เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ร้ายแรง
ถ้าต่ำลงไปก็ไม่ดี อีก 4 ชั้นลงไปข้างล่างไม่ดี แต่ 4 ชั้นทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับบัญชาการ หรือบงการของเทพข้างบนชั้นบนนั่นแหละ พวกนี้ก็มาเป็นลิ่วล้อ มาหลอกมาหลอน มาดลใจ พวกนี้ไม่มีบทบาทอะไรหรอก เอาเป็นว่า 5 คือ มนุษย์ 4 3 2 1 คือ พวกประเภทลิ่วล้อ พวกประเภทให้โทษ แต่จะทำงานก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องของเทพสั่ง เทพเบื้องบนสั่ง พวกนี้ปรัมปรา อย่าไปสนใจมันมาก
อ.บิว:
...กำลังมองว่า ที่จริงแล้วกติกาแห่งเทพ เขากำหนดตัวคลื่น เขามีอิทธิพลกับคลื่นพลังกรรมและพรหมลิขิตของเรามากน้อยขนาดไหน?
ครูธวัช:
ที่จริงเขาเข้ามาในตัวเราในฐานะคลื่น เขาไม่ได้เข้ามาทั้งตัว เป็นคลื่นสอดแทรกเข้ามา อันนี้ต้องคุยกันยาว เพราะว่าใช้เวลาสั้นๆ มันจะไม่ถึงบางอ้อ เราต้องอาศัยจินตนาการ ต้องลดอุปาทาน เพราะว่าโดยทั่วไปคนเรายังมีอุปาทานอยู่เยอะ เดี๋ยวต้องตั้งหัวข้อเฉพาะแล้วก็คุยเรื่องนี้เฉพาะ ถ้าเอามาแทรกแล้วมันคุยไม่สนุก
อ.โอ๊ต:
เมื่อกี้สรุปคำถามอ.บิวตั้งแต่ต้นว่า เป็นเรื่องกติกาของเทพ แล้วค่อยขยายมาว่า แล้วเราจะยังไงในเมื่อเราไม่รู้ว่า เราจะต้องเล่น เพราะเรายังไม่รู้กติกาเลยแล้วเราจะเล่นเกมยังไง สุดท้ายแล้วอยู่ที่การปรับพฤติกรรมของเรา
ครูธวัช:
พฤติกรรมของเราคือ นิสัย อุปนิสัยใจคอของเรา แต่เวลาเขาจะเอาเรื่องสำคัญๆ เราจะเข้าไฟท์บังคับเลย เข้าไปสู่เกมของการบังคับเลย ล็อกเลย
คุณสุกัญญา(น้อง):
ยกตัวอย่างสักข้อได้ไหมคะ?
ครูธวัช:
เช่น ตายไง รวยไง รวย ตาย มีผัว มีเมีย
อ.บิว:
....เพราะตรงนี้เป็นตัวปัจจัยสำคัญเลย..ทำให้เราเกิดธาตุรู้ วิญญาณแท้
ครูธวัช:
ใช่ มันถึงหัวเลี้ยวหัวต่อจริงๆ มหาเทพเขาจะบันดาลเลย คนนี้เจอคนนี้ บุพเพสันนิวาสในพรหมลิขิต แล้วบางทีมันบุพเพไม่ดีมาเจอกันแตกกันบรรลัยวายวอดไป มาเจอบุพเพดี ก็อยู่กันสมหวังกันเลย บทจะรวยพระอินทร์ก็มาแล้ว ทำไมมันคล่องอย่างนี้ เงินทองมาโครมๆ เลย พอบทจะหมดตัวมาแล้ว พระยม พญายม พญายมมีบทบาททางลบ พระอินทร์ก็ดึงเงินกลับหมด พอจะป่วยหนักก็พระนารายณ์เล่นงานหนักเลย พระยมก็ติดต่อพระนารายณ์ โรคมาแล้ว
พอถึงคราวพบจะรักอย่างรุนแรง พระศิวะโผล่มาแล้ว แต่พระพรหมต้องดำเนินการก่อนทั้งนั้น แล้วเจ้ากระทรวงจึงมาจัดการ เช่น จะอกหัก จะสมรัก พระศิวะมาแล้ว ไม่ใช่พระศิวะจะมาบันดาลทันที ไม่ใช่ พอจะสมรัก พระพรหมต้องติดต่อพระศิวะ จะอกหักพระยมติดต่อพระศิวะ อกหักแล้ว เทพพวกนี้จึงไม่อันตรธานไปจากโลกนี้ เป็นพันๆ ปีก่อนพุทธศาสนาอีกนะ ทั้งฮินดู ทั้งพราหมณ์มีอายุตั้ง 3,000 กว่าปี ก่อนพุทธศาสนาอีก ก็ไม่สูญไปสักที ใช่ไหม แต่คนจัดลำดับไม่เป็น ก็บูชามั่วไปหมด ขอมั่วไปหมด
ที่จริงเขามีหน้าที่ของเขา อย่างพระอินทร์ ทำไมไม่ให้สักที ก็ไปถามพระพรหม พระพรหมสั่งหรือยัง พระพรหมติดต่อหรือยัง พระพรหมไม่ได้ติดต่อ ฉันจะไปให้ได้ยังไง เพราะอะไร เพราะพรหมลิขิตแกยังไม่ถึงเวลารวย หรือแกทำกติกาแห่งเทพไม่ได้เข้าสู่พรหมลิขิต ปฏิบัติต่อกติกาแห่งเทพเข้าไม่ถึงพรหมลิขิต พระอินทร์ก็ไม่สามารถจะให้เรารวยได้ บางคนก็ไปเอาเป็นเอาตายกับพระอินทร์
เพราะฉะนั้นเราเอาใน 31 ภพ 31 ภูมิ เป็น basic เป็นหลัก อย่างเมื่อคืนเอามาพูดให้ฟังว่า ทำไมเราต้องไหว้ครูวันที่ 20 พระพรหมมี 20 ชั้น ต้องครอบครูวันที่ 20 กันยายน พระพรหมมี 20 ชั้น แต่ไม่ได้มาโปรพระพรหม
พระพรหมก็ต้องอาศัยเทพอื่นๆ ร่วมงาน ดำเนินงานให้มนุษย์คนนั้นเข้าสู่พรหมลิขิต เช่น ดลใจให้รู้จักกตัญญู ดลใจให้รู้จักความกลัวในบาปบุญคุณโทษ เกิดเหตุประหลาดเทพองค์นั้นไปดลบันดาล เทพองค์นี้ไปสร้างเรื่อง ไม่ใช่พระพรหมจะไปทำองค์เดียวได้เมื่อไหร่ ไม่ใช่ อันนี้เดี๋ยวมันเป็นเรื่องปลีก เป็นเรื่องปกิณกะออกไป
คนก็ไปเอาเป็นเอาตายกับองค์นั้น องค์นี้ ยึดอยู่องค์เดียว บางคนนับถืออยู่องค์เดียว ฉันไม่สนใจใครทั้งนั้น มีคนนับถือพญายม ห้อยพญายมองค์เบ้อเร่อเชียว เขาบอกว่า คุณดูถูกพระยมเหรอบอกว่า ไม่เก่ง บอกเก่ง ท่านเก่งของท่านในเฉพาะหน้าที่ หน้าที่ท่านทำทางไหน ท่านก็เก่งทางนั้น แต่ทั้งหมดเขาจะต้องเข้าถึงพรหมลิขิต ก็พระพรหมทั้งนั้น อย่างนั้นเอาพระพรหมองค์เดียวก็ไม่ได้ องค์อื่นๆ เขาก็มีบทบาทของเขา......
ดร.หทัยกร:
ทำไมคลื่นจุติเทพเป็นได้ทั้ง 2 แบบ เป็นได้ทั้งคลื่นสอดแทรกและแทรกสอด?
ครูธวัช:
ก็จุติมาแล้ว มาอยู่ในตัวเราแล้ว พอจะทำอะไรจุติเทพทำงานทั้งนั้น เขาไม่ได้อยู่ฐานะเดิม เขาพามาจุติแล้ว เกิดมาแล้ว เกิดมาจนกระทั่งเป็นด็อกเตอร์แล้ว จะทำอะไร ตอนเรียนอนุบาลจะทำอะไร จุติเทพเขาพามาเกิด เกิดแล้วตอนนี้ก็โตขึ้น โตขึ้น เราก็ถูกปลูกฝังความรู้กับความรู้สึกมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ ใช่ไหม เขาไม่ได้ฟิกซ์อยู่ตรงนั้นว่า ฉันเป็นจุติเทพ ฉันจะต้องพาเธอเข้ามาวิทยาลัยให้ได้นะ ฉันเป็นจุติเทพ ฉันต้องพาเธอไปเข้าโรงเรียนอนุบาลตรงนี้ถึงจะมีชื่อเสียงนะ ฉันเป็นจุติเทพ ฉันจะพาเธอไปเข้างานตรงนี้นะ อันนี้ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่หมดหน้าที่นะ เขามาก่อร่างสร้างตัวเป็นตัวเราขึ้นมาแล้ว แล้วเราจะเอาตัวเราทำงานอะไร
จะบอกว่าจุติเทพบงการเราตลอดก็ไม่ใช่ จะบอกว่าจุติเทพหมดหน้าที่ก็ไม่เชิง มันเป็นลักษณะอย่างต้องเอา จึงตั้งวิชา 5 ตรรกวิทยา จิตวิทยา ปรจิตวิทยา ปรัชญา อภิปรัชญา ก็เพราะว่าเรื่องนี้ต้องอาศัยความรู้อันนี้มาพิจารณา เรื่องนี้ต้องอาศัยวิชานี้มาพิจารณา ก็ตั้งแต่เริ่มต้นจากตรรกศาสตร์ไปจนถึงอภิปรัชญา ก็จุติเทพทั้งนั้น
แต่จุติเทพไม่ได้มาบงการแบบจะๆ แจ้งๆ ไม่ใช่ เขาพาเรามาเกิดเป็นตัวเป็นตนแล้ว แล้วเราโตแบบไหน เราได้รับการปลูกฝังมายังไง ผ่านชีวิตมายังไง มีทัศนคติติดลบหรือบวกมายังไง นิสัยดีแค่ไหน สันดานชั่วแค่ไหน ทีนี้ขึ้นอยู่กับตัวเราแล้ว แต่ก็มีพรหมลิขิตกำกับอีกทีหนึ่ง จุติเทพ พรหมลิขิต อะไรต่ออะไรอันเดียวกันหมด อยู่ในตัวเราหมด
ดร.หทัยกร:
ตอนที่เขาจะเป็นคลื่นแทรกสอดหมายความว่า เขาสร้างพลังข้างใน?...
ครูธวัช:
คลื่นอันนี้ไม่ได้เกิดจากจุติเทพสร้างแล้วนะ คลื่นอันนี้เกิดจากพฤติกรรมของเรา แล้ววิบากกรรมของเรา ที่เราปฏิบัติของเราแต่ละวัน แต่ละวัน แล้วมี miracle…..
อ.บิว:
ทีนี้ตัวกติกาแห่งเทพ เขาเป็นคลื่น? .....
ครูธวัช:
เขาไม่ได้มีบทบาทอะไรอย่างนั้นแล้ว ไม่ได้มาเป็นคลื่น มาเป็นอะไรแล้ว เขาพาเรามาเกิดวันที่พ่อแม่ให้กำเนิดเราแล้ว เขาเลือกตัวสเปิร์มที่แข็งแรงที่สุด ปานกลาง หรือแย่ที่สุดแล้ว เขาเลือกโอวารี่ ไข่ของแม่ใบที่สุกกำลังดี หรือยังไม่สุกดี หรือสุกเกินไปแล้วอะไรอย่างนี้ อันนี้สมมติ
ดรหทัยกร:
อันนั้นไม่ใช่ปฏิสนธิเทพ?.....
ครูธวัช:
เขาทำหน้าที่ตอนปฏิสนธิร่วมกันกับจุติเรียบร้อยแล้ว แล้วเราเกิดมาในฐานะเป็นทารกแบบไหน โตขึ้นมายังไง ตั้งแต่ 1-5 ขวบเราได้รับการปลูกฝัง สิ่งแวดล้อมยังไง จุติเทพก็ส่งมาให้แล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของเราแล้ว ศรัทธาเรามีต่อเทพองค์ไหน ปัญญาเรารู้จักเทพองค์ไหน ตอนนี้ขึ้นกับศรัทธาปัญญาเราแล้ว แล้วจิตของเราจดจ่ออยู่กับเทพองค์ไหน
จุติเทพคือ เราอ้างถึงว่าที่มนุษย์ต้องมีเทพ ก็เพราะมีอภิธรรม เราเอามาอ้างถึงว่า อภิธรรมบอกไว้ว่า หญิงชายอยู่ร่วมกัน หญิงนั้นมีระดู มีสัตว์มาเกิด แล้วมีสัตว์มาเกิดนี้คือ จุติเทพในตำราหนึ่ง เทพจุติเป็นคนธรรพ์ เป็นคันธัพพะ เรามาอ้างตรงนี้เพื่อให้มั่นใจในคำว่า มนุษย์มีเทพ เทพเกี่ยวกับมนุษย์
ดร.หทัยกร:
แต่ตอนที่จุติเทพจะกลายเป็นคลื่นแทรกสอด?....
ครูธวัช:
เราจินตนาการให้คร่าวๆ อย่าไปฟิกซ์ว่า วันนี้เราพลาดเรื่องนี้เพราะจุติเทพโกรธเรา อันนี้ไม่ใช่แล้ว
ดร.หทัยกร:
คลื่นแทรกสอดปีนี้ครูธวัชให้ความหมายว่า การที่เรามาเทพากรรมฐาน หรือการที่เราไหว้บวงสรวง เทพจากข้างนอกเข้ามาเสริม เป็นคลื่นแทรกสอดเสริมเรา
ครูธวัช:
อันนี้ใช่ ถ้าเรามีศรัทธาทำพิธี แล้วมีเทพในเฉพาะกิจนั้นๆ เข้ามาเกี่ยวกับเรา แล้วเราเชื่อมาก เชื่อน้อย ศรัทธามาก ศรัทธาน้อย เราสามารถจะส่งออร่าของเราออกมารับเทพตรงนั้นได้แค่ไหน
ดร.หทัยกร:
แล้วที่นี้ที่บอกว่า พอคลื่นของจุติเทพภายในตัวเรา จะแปลงเป็นคลื่นแทรกสอดได้จากการที่เราปรับพฤติกรรมหรืออะไร?
ครูธวัช:
คลื่นแทรกสอดนี่ จุติเทพอยากจะให้ตัดความรู้สึกออกไปว่า เขามีส่วนเกี่ยวข้องแน่ แต่อย่าไปเอามาเป็นหลัก คลื่นแทรกสอดเกิดจากพฤติกรรมของเราที่เราปฏิบัติตัวต่อนาย ก. นาย ข. อย่างไร ถ้าเราปฏิบัติตัวต่อนาย ก. นาย ข. ซึ่งมีสัมพันธ์ สัมผัส สัมพัทธ์ สัมผัส สัมพันธ์กับเราจนสัมพัทธ์ คลื่นแทรกสอดก็มีประโยชน์มาก ถ้ายังไม่สัมพัทธ์หรือสัมพัทธ์นิดหน่อย คลื่นแทรกสอดก็มีประโยชน์น้อย
จุติเทพหมดไปแล้วจากในตัวเราที่ส่งเรามาเป็นคนมีคุณภาพสูง ต่ำ นิสัยดีหรือสันดานชั่ว เขาส่งมาแล้ว แล้วเราได้ประพฤติตัวจนโตขึ้นมาแล้ว แล้วเรายังปฏิบัติตัวต่อคนอื่นดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ตรงนี้แล้วคลื่นแทรกสอดเกิดขึ้นตรงนี้แล้ว ....ยังไปติดใจอยู่กับจุติเทพอยู่ มันไกลเหลือเกินแล้ว แต่ถามว่ามันเกี่ยวหรือ มันก็เกี่ยว
สมมติว่าทุกคนเรียนปริญญามา จบมา ถามว่าเริ่มมาจาก ก.ไก่ไหม เริ่มจาก A B C ใช่ไหม เริ่มจาก ก.ไก่ ข.ไข่ A B C ทุกคนก็มาจากตัว ก.ไก่ ข.ไข่ มาจากตัว A B C สมมติ ก.ไก่ ข.ไข่ หรือ A B C เป็นจุติเทพ ทีนี้พอเราจบปริญญามาแล้ว เราเขียนหนังสือได้แล้ว ก.ไก่ ข.ไข่ ก็ยังใช้อยู่ใช่ไหม A B C ก็ยังใช้อยู่ใช่ไหม อันนี้ก็อยากให้เข้าใจจุติเทพในลักษณะอย่างนี้
อย่าไปฟิกซ์ว่า จุติเทพสำคัญมาก สำคัญน่ะสำคัญแน่มันพื้นฐาน ฉันจบปริญญาตรี โท เอก ก.ไก่ ข.ไข่ หมดความหมาย A B C ฉันไม่ใช้แล้ว 1 2 3 ไม่เอาแล้ว ไม่ได้ใช่ไหม มันยังต้องใช้อยู่ ก็อย่างนี้ แต่ใช้ในลักษณะอัตโนมัติละ ใช่ไหม อ่านภาษาอังกฤษหนักยากเล่มเบ้อเร่อเลย ก็ยัง A-Z อ่านภาษาไทย เขียนภาษาไทย มันก็ต้อง ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก มันก็สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ ก็ยังต้องใช้อยู่ทุกอัน เหมือนกับจุติเทพก็ยังมีเชื้ออยู่ แต่ขึ้นอยู่ว่า คุณมาใช้ภาษาเป็นไหม ใช้ภาษาไม่เป็นกับใช้ภาษาเป็น
ดร.หทัยกร:
แล้วที่ถามว่า ตอนนี้จะดีขึ้นไหม ครูธวัชบอกว่า ให้ไปถามเทพในตัว? ....
ครูธวัช:
ถ้าเราจินตนาการเอาดีกว่าว่า จะดีขึ้นไหม ขึ้นอยู่กับว่าเรามาถึงตรงจุดนี้ เราได้ทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างใด เมื่อใด แบบใด เท่าใด ถูกต้องดีแล้ว อันนั้นต้องขอโทษด้วยที่บอกว่า ให้ไปถามเทพในตัว อันนั้นเป็นการพูดแบบรวมๆ และก็สัพยอกด้วยแบบหยอก ไปถามเทพในตัวดู คุณก็มีเทพ ทำนองอย่างนี้มากกว่า
อยากจะให้ทุกคน จะใช้คำว่า advance ....เราจะแปลว่าอะไร ก้าวหน้าขึ้นมาจากการรับรู้เรื่องเทพ ถ้าเราไปหยุดอยู่ที่จุติเทพ มันไม่ก้าวหน้าขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องอ้างถึง แต่ถ้าคุณไม่มีเทพ คุณไม่เชื่อเทพ คุณไปดูสิในอภิธรรมมีจุติเทพก็คือ ไปเริ่มต้นตรงนั้น เริ่มก.ไก่ ข.ไข่ เริ่ม A B C คุณเริ่มตรงนี้ ก็ให้ระลึกถึงเทพ เหมือนกับสัพยอก ว่าให้นึกถึงเทพนะว่า เทพเขาจะช่วยคุณ แต่จะไปบอกว่า ให้นึกถึงพระพรหมนะก็ไกลไป.....
แล้วตอนนี้ถ้าถึงพระพรหมถึงยังไง พระพรหมเอาอะไรมาเป็นหลัก พระพรหมนี่เยอะมาก หลักที่เราจะเอาคือ พรหมวิหาร พรหมวิหารธรรม เริ่มจากข้อแรกอะไร เมตตา อันนี้เป็นเบสิค เป็นหลักเลย คุณไม่มีเมตตาแล้วคุณจะถึงพรหมลิขิตได้ยังไง คุณไม่มีเมตตาแล้วคุณจะเข้าถึงพรหมลิขิตได้ยังไง แล้วพรหมลิขิตจะช่วยคุณได้ยังไง
คนก็สะดุ้งแล้ว ตายเสียเงินอีกแล้ว จับกระเป๋าแน่นเลย ไม่ใช่ เมตตามันมีความกว้างและลึกกว่าที่จะมาล้วงกระเป๋า ใช่ไหม พอพูดบอกเมตตาปุ๊บ คนตกใจแล้ว บริจาคอีกแล้ว ช่วยเหลืออีกแล้ว ขอยืมอีกแล้ว มันไม่ใช่ อย่าเข้าใจผิด อันนั้นมันคือ กิจกรรมที่ต้องช่วยเหลือกันด้วยเงินทอง ด้วยข้าวของ ด้วยเสียสละ เมตตา แต่จิตที่เมตตาคืออย่างไร
ถึงบอกว่า คนที่มีพรหมลิขิตสูงๆ แล้วจิตอยู่ในระดับต่ำๆ อันตรายมาก อันตรายมากๆ เลยบอกว่าเตือนแล้วเตือนอีก ทีนี้ส่วนมากพอเตือนไป คนเขาจะบอกไปยกความดีของคนนั้นมาหักล้าง ดีก็ส่วนดีสิ เสียมันส่วนเสีย คุณจะเอาดีมาลบชั่วออกมันไม่ใช่
คือ พูดแล้วมันห่วง ห่วงแล้วเหมือนกับดูโมโห ห่วงว่าทำยังไงจะให้เข้าใจในภาพรวมทั้งหมด ต้องค่อยเป็นค่อยไปดีกว่านะ
ดร.หทัยกร:
ที่บอกว่า เรื่องของวิญญาณแท้เป็นเรื่องของศาสตร์สาระ ศาสตร์สำคัญ ศาสตร์สัมพันธ์ ทีนี้สาระของเรากับของเทพควรจะตรงกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกี้ที่บอกว่า เรื่องของพรหมวิหาร 4 อย่างนี้ใช่ไหม?
ครูธวัช:
อันนี้มันเป็นเรื่องของการให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ศาสตร์สาระก็เจตนาว่า ศาสตร์ที่เป็นสาระให้นึกถึงศาสตร์สัมพันธ์ มันจะเป็นศาสตร์สำคัญ ศาสตร์ที่เป็นสาระให้นึกถึงศาสตร์แรกเลยคือ ศาสตร์สัมพันธ์ ทำไมถึงต้องนึกถึงอันดับแรก เพราะเป็นศาสตร์สำคัญ ก็เลยท่องไปว่า ศาสตร์สาระ ศาสตร์สัมพันธ์ ศาสตร์สำคัญ และเป็นย่อก็คือ สัมพัทธ์ สัมผัส สัมพันธ์ ที่จริงต้องสัมผัส สัมพันธ์ แล้วก็สัมพัทธ์ ใช่ไหม แต่มันไม่เพราะ เอาสัมพัทธ์ สัมผัส สัมพันธ์ มันจะเพราะ
ดร.หทัยกร:
มันเป็นนามธรรม อย่างในชีวิตประจำวันที่จะทำให้ถึงวิญญาณแท้ เราจะทำยังไง ใน keyword เข้าใจ แต่ในทางปฏิบัติ?
ครูธวัช:
ทางปฏิบัติก็ทำให้เราต้องนึกถึงว่า เราจะสัมพันธ์กับใคร สัมพันธ์กับเขาในฐานะอะไร เราจะสัมพันธ์กับเขาได้แค่ไหน บางคนสัมพันธ์ได้ไม่มาก สัมพันธ์ได้ไม่มากก็สัมผัสได้น้อย สัมพัทธ์ก็ไม่มาก
ดร.หทัยกร:
มันคล้ายๆ กับความห่างไหม เหมือนบุพกรรม บุพเพสันนิวาส บุพเพสันนิวาสก็จะใกล้ตัวเรา ถ้าบุพกรรมก็จะห่างไปนิดนึง กรรมเก่าเกี่ยวกันก็จะห่างไปอีก คล้ายๆ level อย่างนี้ไหม?
ครูธวัช:
ใช่ๆ อย่างนี่แหละ แต่มันไม่ใช่เป็นล็อกตารางหมากรุก ไม่ใช่ เพียงแต่เราเปรียบเทียบ
คือ สอนไปแล้วก็เป็นห่วงคนฟังว่า ฟังแล้วฟังไม่สับจับไปกระเดียด อันตรายมาก อันตรายตรงที่ว่ามันจะยุ่งยากไปหมด มันจะเอาไปใช้แบบนัวเนียนุงนังผิดพลาด มันไม่ถูก ต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าจะให้สัปปุริสธรรม 7 ข้อมาทำไม ใช่ไหม เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน บุคคล
ยากไหม ฟังแล้วลำบากไหม
เดี๋ยววันหลังให้ตั้งกระทู้อันนี้ใหม่นะ แล้วเดี๋ยวจะค่อยๆ มีเวลาอธิบาย
ดร.วัน:
ถ้าสรุปง่ายๆว่า จุติเทพก็คือ ต้นทุนที่พาเรามาเกิด แล้วจากต้นทุนนี้ พฤติกรรมคุณดำเนินต่อยอดไปยังไง คร่าวๆ ประมาณนั้น
คุณสุกัญญา(น้อง):
ครูธวัชเคยบอกว่า จุติจิตแล้วขึ้นมาเป็นจุติเทพ แล้วขึ้นมาเป็นวิญญาณแท้อยู่ในตัว?
ครูธวัช:
ก็ตอนนั้นผสมแล้วเรียบร้อยแล้ว เข้ามาแล้ว เกิดเป็นตัวเราขึ้นมาแล้ว จุติจิตกับปฏิสนธิจิตเข้ามาโดย เขาเป็นผู้ดำเนินการเข้ามาแล้ว ในรถสองแถวที่ อ.หมอป้อมทำรถสองแถว
คุณสุกัญญา(น้อง):
พอเกิดมาแล้ว….วิญญาณแท้อยู่ในตัวที่เราต้องเข้าถึง ครูธวัชเคยบอกอย่างนี้ เหมือนวิญญาณแท้ที่อยู่ในตัว กลายเป็นวิญญาณแท้ที่อยู่ในตัวที่เราต้องเข้าถึง ทุกอย่างมันเป็นศูนย์รวมแล้ว ครูธวัชเคยอธิบายอย่างนี้
ครูธวัช:
อันนี้วิญญาณแท้ที่เฉพาะในตัวเรา แต่ถ้าเราจะสร้างวิญญาณแท้ต่อไป วิญญาณแท้คือ วิญญาณสัมพันธ์ ที่จุติขึ้นมาเป็นตัวเรา เพราะวิญญาณแท้ของพ่อกับแม่สัมพันธ์กันอย่างชนิดที่ลึกซึ้ง และใกล้ชิดที่สุด จึงเกิดเป็นเราขึ้นมา ถูกไหม พ่อแม่สัมพันธ์กันอย่างอันดับ 1 เลย เบอร์ 1 ของความสัมพันธ์ก็เกิดเป็นเราขึ้นมา ตอนนั้นจุติเทพกับปฏิสนธิเทพก็ทำหน้าที่แล้ว A B C มาจบแล้ว ก ข ค จบแล้ว เกิดขึ้นมาเป็นเราแล้ว แต่ตอนนี้เราเรียนปริญญาแล้ว เรียนมัธยมปลายแล้ว ปริญญาแล้ว ก็ต้องเดินต่อ
เพราะอยู่ในตัวเราแล้ว ก็ต้องวิญญาณสัมพันธ์ก็ต้องสัมพันธ์กับภายนอกแล้ว ก็ต้องเอาตัวเราซึ่งเป็นวิญญาณสัมพันธ์ที่พ่อและแม่ให้มา พ่อแม่ไม่สัมพันธ์เกิดเป็นเราได้ไหม พ่อแม่ให้มาแล้ว จะสัมพันธ์กับใครทีนี้ก็ต้องสัมพันธ์ต่อ ต้องมีปฏิสัมพันธ์ สัมผัส สัมพัทธ์ สัมพันธ์ สัมพัทธ์ สัมผัส สัมพันธ์ต่อ.....
วิญญาณแท้เกิดขึ้นมาเป็นตัวเรา เนื่องจากพ่อแม่สัมพัทธ์ สัมผัส สัมพันธ์จนสัมพัทธ์แล้ว มาเป็นเราแล้ว เกิดเป็นเราขึ้นมาแล้ว
......แล้วที่บอกเสมอเลยว่า ไม่มีอำนาจอะไรที่จะรุนแรง แรงดีและแรงร้ายเท่ากับบุพเพสันนิวาส ก็เพราะว่า คำว่า บุพเพสันนิวาส บุพเพแปลว่า อดีต บวกสังวาส สันนิวาสนี่มาจากคำว่า สังวาส อยู่ร่วมกัน ....บุพเพคือ อดีต มาสนธิ ภาษาสนธิ……
โอปปาติกะกับจุติเทพนี่ไม่เหมือนกันนะ โอปปาติกะทำหน้าที่เล่นแร่แปรธาตุตลอดชาติเราเลยนะ ก็โยนิ 4 อภิธรรม
ดร.หทัยกร:
....สรุปที่เขียนบอกว่า จุติเทพเป็นคลื่นแทรกสอด จริงๆ น่าจะคือ โอปปาติกะหรือเปล่า?
ครูธวัช:
จุติเทพคือ โอปปาติกะ เปลี่ยนฐานะจากจุติเทพมาเป็นโอปปาติกะแล้ว แต่จริงๆ ระหว่างวันที่พ่อแม่ให้กำเนิดเราก็คือ เจ้าโอปปาติกะ มันทำหน้าที่หลากหลาย มันไม่ใช่ทำหน้าที่เฉพาะไปเป็นจุติเทพ มันทำหน้าที่กระทั่งเป็นบุพเพสันนิวาสก็มัน ยมทูตมาเอาตัวเราไปก็มัน ก็เจ้าโอปปาติกะนี่แหละ เอาเงินมาให้เราก้อนใหญ่ก็เจ้าโอปปาติกะนี่แหล่ะ ทำให้เรากระเป๋าแห้งก็โอปปติกะ เป็นตัวดลใจ ดลจิต ดลบันดาล
ดร.หทัยกร:
ก็คือ จุติเทพเป็นศัพท์เซ็ทของโอปปาติกะ
ครูธวัช:
ก็คือ โอปปาติกะ แต่เขาเรียกให้ออกไปเพื่อให้ชัดเจนขึ้น ทำหน้าที่เฉพาะๆ
ดร.หทัยกร:
....เลยเรียกจุติเทพ แต่จริงๆ คือ โอปปาติกะ เพราะฉะนั้นโอปปาติกะก็คือ เทพที่มาแฝงในตัวเรา เล่นแร่แปรธาตุ อาจจะเป็นคลื่นแทรกสอดหรือคลื่นสอดแทรกก็ได้
ครูธวัช:
ทั้งนั้นแหล่ะเขาล่ะ
ดร.หทัยกร:
เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะทำโอปปาติกะของตัวเราเอง ให้กลายเป็นคลื่นแทรกสอดด้วยพฤติกรรม
ครูธวัช:
อยากจะให้คิดถึงออร่า ตัวออร่า กำลังจะโยงต่อมจอมประสาท ไพเนียลแกน ความรู้ของผู้พูดไม่สามารถจะยืนยัน พูดมาตั้งแต่อยู่บ้านเก่า สี่ห้าสิบปีก่อน ว่าต่อมจอมประสาท ตัวไพเนียลแกน ตัวรับคลื่น เดี๋ยววันหลังค่อยคุยกันต่อ
ดร.วัน:
จริงๆ มีคนยืนยัน นักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ เรอเน เดสการ์ตส์ เขาก็ยืนยันที่ครูธวัชพูดถึงไพเนียลแกน (ครูธวัชบอกพูดมากว่าสี่ห้าสิบปี) แต่คนนั้นเขาย้อนกลับไปเมื่อปีหนึ่งแปดกว่าๆ......
อ.โอ๊ต:
พรุ่งนี้เรามาต่อกันด้วยเรื่องธาตุรู้ วิญญาณแท้กันอีกรอบ
ครูธวัช:
เรื่องนี้รถสองแถวชัดเจนขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
เรื่องของกรรมเป็นสิ่งกระทำเพื่อพรหมลิขิต พรหมลิขิต บุพเพสันนิวาส บุพกรรม กงเกวียนกำเกวียนกรรมเก่าเกี่ยวกัน มันเนื่องกันหมด แต่เบ้าหลอมใหญ่ คือ พรหมลิขิต
3 ก.พ. 2026
งานไหว้ครู และครอบครูให้เป็นความหมายของตัวเลข 20 เพราะพระพรหมมีรูปพรหม 16 ชั้น และอรูปพรหม 4 ชั้น
16 ม.ค. 2026
