EP. 1847 พระพรหม 20 ชั้น พระพิฆเนศ พระฤาษี เทพเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จะเป็นองค์ใดก็แล้วแต่ ที่มีเมตตาต่อเรา มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วเป็นผู้ให้ความอุปการะเรา ในทางโลกก็ดี ในทางธรรมก็ดี ในทางวิญญาณก็ดี เราจะถือว่าท่านเหล่านั้นเป็นครูของเราทั้งนั้น
อัพเดทล่าสุด: 4 ก.พ. 2026
7 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกท่าน วันนี้ 12 มกราคมแล้ว พุทธศักราช คริสต์ศักราช 69 และ 26 แรม 9 ค่ำ เดือน 2 ปีมะเส็ง วันนี้เป็นวันจันทร์ “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” เวลาแต่ละวันเราจะไม่ให้มันผ่านไปโดยไม่เกิดประโยชน์ ประโยชน์ที่เราจะได้รับในวันนี้ ก็เรื่องของการรับรู้ มีผู้ยังเกิดความไม่ชัดเจนหรือสงสัยว่า ทำไมครูนี่มีหลายฝ่ายจัง เช่นบ้างก็บอกว่าครูที่เป็นพระฤาษีที่เราไหว้กัน เช่นมีพระฤาษีนารอด นารายณ์ ตาวัว ตาไฟ วลัยโกฏิ โคดม นักพรต เพชรฉลูกัณฑ์ และชีวกโกมารภัจจ์
บางคนก็บอกว่าครูที่เราไหว้ไหว้กัน พระพิฆเนศองค์เดียวก็พอแล้ว บางคนก็บอกว่า ครูที่เราไหว้เป็นเทพบนสวรรค์ ไม่ได้เสด็จลงมาในเมืองมนุษย์ให้เรามานั่งกราบไหว้กันอยู่หรอก ก็บอกว่าครูที่สูงสุด สุดสูงเป็นที่เข้าใจ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็มีผู้เป็นครูอีกมากมาย แต่ละฝ่าย แต่ละชื่อ แต่ละนาม แล้วอยู่ๆ ก็บอกว่า เรามาบูชาครูที่เป็นพรหมโลก พรหมโลกนี่ก็คัดลอกมาจากหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ.ปยุตฺโต
มีพรหมที่เป็นรูปพรหม ที่เป็นองค์บรมครู 20 ชั้น ที่ได้บอกชื่อไปแล้ว เช่น พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา พรหมปริตตาภา พรหมอัปปมาณาภา มหาพรหมอาภัสรา อาภัสรานี่คงคุ้นหูชื่อนางงามจักรวาลของไทยคนแรก มหาพรหมอาภัสรา มหาพรหมปริตตสุภา เป็นอันดับที่ 7 มหาพรหมอัปปมาณสุภา มหาพรหมสุภกิณหา มหาหมเวหัปผลา มหาพรหมอสัญญีสัตตา มหาพรหมอวิหา มหาพรหมอตัปปา มหาพรหมสุทัสสา มหาพรหมสุทัสสี แล้วก็องค์ที่ 16 มหาพรหมอกนิฏฐา
แล้วก็ยังมีอรูปพรหมอีก 4 ชั้น มหาพรหมที่เป็นอรูปพรหม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะมหาพรหมเป็นอรูปพรหม
คืออย่างนี้ ทั้งหมดทั้งสิ้น จะเป็นองค์ใดก็แล้วแต่ ที่มีเมตตาต่อเรา มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็มีเป็นผู้ให้ความอุปการะเรา ในทางโลกก็ดี ในทางธรรมก็ดี ในทางวิญญาณก็ดี เราจะถือว่าทุกๆ พระองค์ ทุกๆ ท่านเป็นครูของเราหมดเลย ส่วนพระพุทธศาสนาเขาบอกว่า ครูคนแรกของลูกก็คือ พ่อแม่ พ่อแม่ถือเป็นครูคนแรกของลูก ก็เท่ากับว่าเราไหว้พ่อแม่ด้วย
ทั้งหมดทั้งสิ้น เช่น ครูที่มีชื่อต่างๆ อย่างพระฤาษี จะมีชี่อชื่อเป็นองค์ครูที่ไหว้ครูกันมากมาย ก็หมายความว่า แต่โบราณกาลมา ผู้ออกบวชก็มีมากมาย ผู้ออกบวชก็เบื่อโลก หรือว่าต้องการจะแสวงหาโมกขธรรม ก็สละครอบครัว สละบ้าน สละเมือง แล้วก็ออกบวชกัน ออกบวชสมัยก่อนที่พระพุทธศาสนาจะถือกำเนิดเกิดขึ้นมา ก็ไปเป็นฤาษี ผู้หญิงก็เป็นฤาษิณี ผู้ชายก็ไปเป็นฤาษี แต่นี้ออกไปบำเพ็ญเพียรภาวนา ก็เริ่มต้นจากสมาธิ ใช่ไหม เริ่มต้นจากไปทำสมาธิ สมาธิแปลว่า จิตตั้งมั่น แน่นอนสมาธิจะเกิดก็ต้องอาศัยมีสติ สติแปลว่า ความระลึกได้ พอจะทำอะไรเราก็ต้องเกิดสติ เหมือนว่ามีแก้วน้ำวางอยู่บนโต๊ะ เราจะดื่มน้ำ เราก็เอื้อมมือไปหยิบน้ำ หรือขวดน้ำ เรามองไปเห็นขวดน้ำ เราอยากดื่มน้ำ เราก็ตั้งสติ เอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำ
เมื่อเรามีสติคือ ความระลึกได้ ก็รวบรวมจิต บรรดาฤาษีชีไพรทั้งหลายก็เหมือนกัน ก็รวบรวมจิตมาเข้าสมาธิ สมาธิแปลว่า จิตตั้งมั่น แล้วพอจิตตั้งมั่นแล้ว ผู้ที่เข้าสู่สมาธิ เมื่อมีความมุ่งมั่น บางทีบางองค์บางท่าน ก็บอกในเบื้องต้นก็ขอทำสมถะก่อน ยังไม่มุ่งที่จะปฏิบัติวิปัสสนา ก็ขอทำสมถะก่อน
การทำสมถะก็ต้องอาศัยสมาธิ พอทำสมาธิก็อาศัยสมถะ ก็ผ่านไปเป็นขั้น ขั้น ขั้น เอาง่ายๆ เอาคร่าวๆ ก็คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
แล้วก็ไปผ่านนิมิต พอเข้าสมาธิ อันนี้พูดไว แต่มันไม่ได้ไวอย่างนี้หรอก บางองค์ขนาดบวชเป็นพระแล้ว ตั้งแต่บวชจนกระทั่งมรณภาพ ก็ได้แค่ บางทีก็แค่อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิอย่างเก่ง บางองค์ก็อาจจะไปถึง ผ่านขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ บางองค์ก็ผ่านไปสู่การพิจารณานิมิต พิจารณานิมิตเป็นบริกรรมภาวนา บริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต แล้วไปสู่ปฏิภาคนิมิต กว่าจะได้นิมิต3 ก็ไม่ใช่ง่ายๆ บางองค์ก็ไม่ได้ จนมรณภาพไปแล้ว ก็ไปบริกรรมภาวนา บริกรรมนิมิต บริกรรมพระคาถาก็ได้ แล้วแต่ว่าองค์ไหนใครจะใช้วิธีอะไร
พอผ่านนิมิต 3 ไป ก็ไปเข้าฌาน อันนี้คร่าวๆ นะ ไปเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ระหว่างที่เข้าฌานก็จะมีความศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ มีอำนาจ บางองค์ บางคน ฤาษีบางองค์ ถึงขนาดหายตัวได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ แสดงตัวได้ อะไรได้ อันนี้มันรายละเอียดมีเยอะ
เป็นอันว่าใครก็ได้ที่มีจิตศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็มีความเมตตาสูง มีความเมตตา มีประโยชน์ต่อเราในฐานะอะไรก็แล้วแต่ เราก็ถือว่าท่านเหล่านั้นเป็นครูทั้งนั้น เป็นครูของเราทั้งนั้น บางคนไปนั่งจำชื่อ จำไม่หมด สำนักนั้นเขาบอกว่า ต้องชื่อนี้ มีพระฤาษีชื่ออย่างนี้ สำนักนี้บอกว่าต้องมีพระฤาษีชื่ออย่างนั้น มีเป็นสิบๆ เป็นร้อยๆ ชื่อ จะไปจำได้ยังไงหมดล่ะ ก็จำไม่หมด บางคนบอกไม่ได้ ต้องเอาตามตำรา ตำราอย่างนี้ อย่างพระพรหม บังเอิญตำราอันนี้เป็นที่เชื่อถือได้ในพระไตรปิฎก เพราะตามพจนานุกรมฉบับประมวลศัพท์ ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ.ปยุตฺโต
สรุปแล้วเราเคารพบูชาได้ตั้งแต่องค์ที่ 1 ถึงลำดับไหนก็แล้วแต่ เราไม่รู้มีกี่ลำดับ พระฤาษีชีไพร นักพรต ผู้บำเพ็ญเพียร บำเพ็ญภาวนา ที่มรณภาพ หรือตายจากโลกนี้ไปแล้วมากมายสุดจะพรรณนา เราก็ไม่รู้ว่าองค์ไหนเป็นองค์ไหน ก็บูชาครูได้ทั้งหมด ภาพรวมทีเดียว เราไม่ต้องไปวิตกกังวลว่า เดี๋ยวจะออกชื่อฤาษี หรือฤาษิณี ฤาษีผู้หญิงองค์นั้นขาดไป องค์นี้ไม่ครบ องค์นั้นยังไม่ได้ออกชื่อ องค์นี้ยังไม่ได้กล่าวถึง ก็ไม่มีความจำเป็น เราก็เข้าใจตามภาพทั้งหมดที่พูดมาอย่างนี้
ที่จะพูดบอกว่า ให้เอา 2 รอ เป็นหลักใหญ่ ก็คือ ร. รู้สึก ว่า เราเคารพบูชาแล้วก็นับถือ องค์ครู บรมครูทุกๆ พระองค์ รู้สึก แล้วเราก็มีอีก 1 รอ คือ ร. รู้ รู้ว่าพระฤาษีชีไพร นักพรตที่เป็นองค์บรมครู เป็นนักบวชผู้มีฉายาว่า มหาองค์นั้น มหาองค์นี้ เอาความรู้เท่าที่เป็นภาพรวม ไม่ต้องไปรู้รายละเอียดทั้งหมด แล้วก็ไม่ต้องไปจำมาทั้งหมด ในขณะที่ไหว้ครูเราก็อธิษฐานเป็นภาพรวมทั้งหมดว่า เท่าที่ข้าพเจ้ารู้มา เท่าที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ท่านมาอยู่ในตัวเรา หรือผ่านตัวเรา
ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ก็เลยไปรวมกันอยู่ที่องค์พระพิฆเนศ เพราะว่าอะไร เพราะว่าองค์ครูทั้งหลายก็ยกให้พระพิฆเนศ ผู้ได้รับฉายาจากสวรรค์ ในขณะที่ท่านเศียรขาดไป เอาคร่าวๆ ว่า พระแม่อุมากำลังลงไปสรงน้ำ ประวัติ พระพิฆเนศที่เป็นลูกชาย บอกว่าแม่จะอาบน้ำให้สบายตัวให้ลูกเฝ้าอยู่ปากทาง อย่าให้ใครมากวนแม่นะ ตอนนั้นพิฆเนศเป็นเทพ เป็นเจ้าชาย มีเศียรเป็นคนนี่แหล่ะ มีหัวเป็นคน
แต่นี้เกิดพระแม่อุมายังสรงน้ำไม่เสร็จ พระนารายณ์ น่าจะเป็นพระนารายณ์ เสด็จมาก็จะเข้ามาเฝ้า เข้ามาพบพระแม่อุมา บางตำราก็บอกว่า พระศิวะ บางตำราก็บอกพระนารายณ์ บางตำราก็พระอิศวรเจ้าฟ้าเสด็จมา พระพิฆเนศไม่ยอมให้เข้า บอกว่าเข้าไม่ได้ ฉันเฝ้าปากทางประตู ท่านแม่กำลังสรงน้ำ สั่งไว้ว่าไม่ให้ใครมารบกวน จะเป็นพระอิศวร พระนารายณ์ พระศิวะ องค์หนึ่งองค์ใด บางตำราก็ว่าองค์นั้น บางตำราก็ว่าองค์นี้ บอกว่า มันหวงจังไอ้ลูกหัวขาดนี่ ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของมหาเทพที่มา เพื่อจะพบพระแม่อุมา เลยทำให้หัวของเทพเจ้าที่เป็นเจ้าชายพิฆเนศหัวขาดเกรียนไปเลย หัวขาดแล้วทำไง เอาละซิ เดือดร้อนซิ
ก็เลยมีหลักอยู่ว่าพระอิศวรละมั้งสั่งว่า ห้ามคนนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก ก็เลยรีบสั่งให้ทหารออกไปดูว่า ดูซิว่าใครมันนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก ให้ตัดหัวมันออกมาเลย เพราะมันนอนผิดระเบียบ ผิดคำสั่ง ถ้านอนไม่ให้นอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก ให้หันไปทางทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ ก็บังเอิญทหารก็ไปเจอช้างตัวหนึ่ง นอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก ก็เลยตัดหัวช้างแล้วรีบเอาออกมาให้พระพิฆเนศ
พระอิศวรหรือจะเป็นพระนารายณ์ ขออภัยบางตำราก็พระนารายณ์ บางตำราก็พระอิศวร บางตำราก็พระศิวะ อะไรอย่างนี้ รีบทำพิธีต่อหัวให้กับเจ้าชายพิฆเนศ จากนั้นมา เจ้าชายพิฆเนศก็กลายเป็นตัวเป็นคน หัวเป็นช้าง แต่นี้สวรรค์ สวรรค์ก็เห็นใจ อยู่ดีๆ จากคนรูปหล่อๆ หน้าตาดี ก็เป็นเจ้าชาย หน้าตาก็ดี รูปร่างก็ดี กลายเป็นหัวช้างไปซะแล้ว สวรรค์ก็เลยร่วมกัน ตกลงกันว่า ต่อไปนี้เรามาอำนวยอวยพรให้พระพิฆเนศได้รับพร 4 ข้อนะ ก็ได้พูดไปแล้วว่าพร 4 ข้อ 4 ประการ
ข้อที่ 1 เป็นเทพเจ้าแห่งพิธีกรรมพิธีการ ข้อที่ 2 เป็นเทพเจ้าผู้ขจัดความขัดข้อง ใครขัดข้องก็ระลึกถึงพระพิฆเนศหรือมีอะไรขัดข้อง ข้อที่ 3 เป็นเทพเจ้าผู้ประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จ ข้อที่ 4 เป็นเทพเจ้าผู้มีศิลปะ พร 4 ประการนี้ก็ได้รับมาจากสวรรค์ตกลงประชุมกัน เหตุเพราะว่าหัวหายไปแล้วมาต่อหัวใหม่
เทพเจ้าทั้งหลายก็ต้องให้หน้าที่กับพระพิฆเนศว่า เวลาเราจะทำพิธีอะไร พระพิฆเนศได้รับพร 4 ประการ ก็มาเป็นเจ้าพิธี ข้อที่ 1 เป็นเทพเจ้าแห่งพิธีกรรมพิธีการ แต่นี้โบราณมาก็ถือเอาข้อที่ 1 ข้อที่ 1 ข้อที่ 1 มาตลอด เพื่อที่จะให้ได้พรข้อที่ 2 คือ เทพเจ้าผู้ขจัดความขัดข้อง และพรข้อที่ 3 เทพเจ้าผู้ประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จ
เราก็บอกว่า ยุคนี้ สมัยนี้ ฤทธิ์บารมีของพระพิฆเนศก็ยังมีอยู่จริง เทพเจ้าทั้งหลายก็มีอยู่จริง แล้วเราก็บอกว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ ยังคลางแคลงใจไม่เชื่อว่า พลังศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มีจริงหรือเปล่า แล้วจะเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์วิชาการข้อไหน เราก็บอกว่า ควอนตัมฟิสิกส์นี่แหล่ะ วิชาควอนตัมฟิสิกส์ชัดเจนที่สุด แต่ความจริงอาจจะมีรายละเอียดกว่านั้น มีควาร์ก มีอะไรขึ้นไปอีก เราก็บอกเทียบกับฤทธิ์ของเทพ ไม่ใช่แทนค่านะ เปรียบเทียบฤทธิ์ของเทพได้ชัดเจนที่ควอนตัมฟิสิกส์ ก็เอาควอนตัมฟิสิกส์มาพูดอยู่มานานพอสมควรแล้ว แล้วก็เปรียบเทียบอิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน อะไรมาตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อนโน้น คนก็แอบไปนินทา แอบไปซุบซิบ แอบไปด่าว่าคนที่พูด
สงสารรุ่นลูกหลานที่เขาเต็มไปด้วย ในหัวกบาลเขา เต็มไปด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แล้วที่อยู่ๆ จะให้เขาหันกลับเข้ามาใส่ใจใฝ่เรียนรู้ทางไสยศาสตร์ ต้องบอกเป็นชื่อดาราจีนเลยว่า จ้าวอย่าหวัง หวังยาก เราก็พยายามจะช่วยเด็กรุ่นใหม่ว่า ไม่เอาพรพระพิฆเนศข้อที่ 1 เพราะมันยุ่งยาก ต้องใช้เงินใช้ทองไปซื้อหมูเห็ดเป็ดไก่ ของคาว ของหวาน ของหอม ของปราณีต หลายกะตังค์เชียว กว่าจะทำพิธีกรรมพิธีการ แล้วได้พรข้อที่ 2 จากพระพิฆเนศ เทพเจ้าผู้ขจัดความขัดข้อง พรข้อที่ 3 เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ
แล้วเขาบอกว่า เรียนรู้ความรู้วิทยาศาสตร์ วิทยาการสมัยใหม่ แล้วก็ยอมรับเถอะว่า ความศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่โบร่ำโบราณ ตั้งแต่มีโลกมีจักรวาลมา มันมีจริง ก็คือ ควอนตัมฟิสิกส์ที่ นายชโรดิงเงอร์ เขาเป็นคนคิดหาสมการออกมาให้ อันนี้ละเอียดไป เราเริ่มจากพรข้อที่ 4 ของพระพิฆเนศก็ได้ ไม่ต้องเสียสตางค์ ไม่ต้องไปซื้อหมูเห็ดเป็ดไก่กุ้งหอยปูปลา หรือของหวาน ของคาว ของหอม ของปราณีต เงินมันก็หลายสตางค์อยู่ มาเอาข้อที่ 4 เลยคือ เทพเจ้าแห่งศิลปะ
ทุกคนสามารถจะฝึกความรู้เกี่ยวกับศิลปะได้โดยไม่ยาก ศิลปะคืออะไร ที่ฝรั่งเขาบอกมี Artเราก็บอกมันไม่ได้ยากอะไรเลย พอคุณมีศิลปะ เดี๋ยวคุณก็มีพรข้อที่ 3 ข้อที่ 3 คือ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ก็ได้มา ความสำเร็จก็ได้มา พรข้อที่ 2 ก็ตามมา เทพเจ้าผู้ขจัดความขัดข้อง มีอะไรขัดข้องก็คลายไป มีอะไรที่ยังติดขัดไม่สำเร็จ ก็สำเร็จขึ้นมาได้ ขอให้คุณเข้าถึงศิลปะในเรื่องนั้นๆ อย่างแท้จริง เรียนรู้อะไรอย่าเรียนแบบปุๆ ปะๆ เรียนให้มันเป็นศิลปะ ไม่ได้ยาก ไม่ได้ลำบากอะไรเลย สมัยใหม่เขาเรียกว่า ให้มีเทคนิค ให้มีเทคนิคสักหน่อย แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี
เอาล่ะ วันนี้ก็อธิบายยาวไปนิดหนึ่ง แล้วก็กระท่อนกระแท่นไปหน่อยนึง ขอยืนยันว่า พระพรหม 20 ชั้นมีจริง พระพิฆเนศมีจริง เทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมีจริง และเทพเจ้าที่สูงกว่ามนุษย์ขึ้นไป 6 ชั้นก็มีจริง ตั้งแต่มนุษย์ชั้นที่ 5 ใช่ไหม ชั้นที่ 6 จตุมหาราชิกา ชั้นที่ 7 ยามา ชั้นที่ 8 ดาวดึงส์ ชั้นที่ 9 ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี สวรรค์ 6 ชั้น เขาก็แบ่งไว้จริง มีจริง แล้วถามว่าชั้นไหนล่ะ ก็เคยพูดให้ฟังแล้วว่า ตั้งแต่ชั้นพื้นดินขึ้นไป ที่อยู่ในบรรยากาศ ไม่ใช่อวกาศ อยู่ในบรรยากาศ เครื่องบินบินได้ เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ ก็เอาแค่นี้ก่อน
หวังว่าการไหว้ครูของเราถูกต้องทั้งย้อนยุค และทั้งในยุค แล้วก็ทั้งล้ำยุคไปในวันข้างหน้าด้วย ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงจากดีเจคนสวย จะเปิดเพลงอะไรให้ฟังก็สุดแท้แต่ ในช่วงต่อไป ตั้งใจสวดมนต์กันหน่อย
เอาล่ะ ถ้าคำอธิบายในวันนี้ยังไม่ชัดเจน หรือเป็นที่สับสนในความรู้สึกนึกคิด ก็อย่าเพิ่งเป็นกังวล เรายังมีโอกาสมานั่งจับเข่าคุยกัน เพื่อให้เกิด 2 รอ คือ ร. รู้สึกที่ถูกต้องต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ ร. รู้ที่ไม่ผิดพลาดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็จะทำให้เป็นประโยชน์เกิดเป็นศักยภาพ พอศักยภาพเกิดขึ้นมาแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์มันก็ตามมา ตามคำกระทู้ของเราที่ว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ” แล้วความศักดิ์สิทธิ์ก็ขยายออกไป ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนซ่อนเร้นปิดบังอำพรางทั้งหลาย ทุกอย่างมันเกี่ยวเนื่องกันหมด
แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นก็กลับมาที่ตัวคน มนุษย์เป็นศูนย์กลางของ 2 ศัก คือ ศักยภาพ แปลว่า ความเก่งกล้าสามารถ และศักดิ์สิทธิ์ คือ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนซ่อนเร้นทั้งหลาย ก็ก่อเกิดจากตัวมนุษย์นี่ล่ะ แต่มนุษย์ที่จะเข้าใจเข้าถึงเรื่องนี้ ต้องมีจิตสงบ สะอาด และสว่างพอสมควร จึงจะเกิดความเข้าใจตามที่ได้อธิบายมานี้
รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ
บทความที่เกี่ยวข้อง
แต่ถ้าเบาบางเกินไป ไม่พอเพียงแก่ความต้องการ ความรู้นั้นมันก็ป่วยการ ก็คือ ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องการนำเสนอสิ่งซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ แต่มีจริง ก็คือ สิ่งเหนือสามัญวิสัย นอกจากมันมีจริงแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ และเกิดโทษได้จริงๆ
12 ก.พ. 2026
ดร.วันพร จาปะเกษตร์ 22 พ.ค. 2568
10 ม.ค. 2026
ถ้าเรารู้กลไกของเกมนั้น เราก็ทำตามกลไกนั้น เกมกลกรรมมันก็ออกมาในรูปของการให้คุณ ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าไม่รู้จักกลไกของเกมนั้น เกิดเป็นโทษ ชีวิตผิดปกติ แล้วกลไกกรรมคืออะไร ต้องทำอย่างไร และเมื่อพลั้งพลาดจะแก้เกมอย่างไร หาคำตอบไปด้วยกันใน เรขาคณิต (กุล) พิสูจน์กรรม
12 ก.พ. 2026

