EP.2071 ตัวแปรที่สำคัญที่สุดระหว่างพรหมลิขิตกับยมขีดเขี่ย เป็นตัวเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ก็คือ ความรักและเสน่หา เป็นความจริงตามธรรมชาติของการเกิด (พฤ. 8 ต.ค. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 15 ต.ค. 2026
7 ผู้เข้าชม
EP.2071 ตัวแปรที่สำคัญที่สุดระหว่างพรหมลิขิตกับยมขีดเขี่ย เป็นตัวเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ก็คือ ความรักและเสน่หา เป็นความจริงตามธรรมชาติของการเกิด
เป็นแรงต้าน เป็นแรงผลักดัน เป็นแรงขับเคลื่อน เป็นแรงสั่นสะเทือน เป็นแรงกระตุ้น เป็นแรงดึงดูด เป็นแรงเหวี่ยง Momentum เป็นตัวอุปการะ และทำให้ยมลิขิตเบาบางลง จะทำให้ชะตาชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องขึ้นกับความเมตตา ความรัก และเสน่หา
สวัสดีทุกท่าน พบกันทางเงา วันนี้เป็นเงาของวันพฤหัสบดีที่ 8 เดือนตุลาคม พุทธะ คริสต์ 69 และ 26 แรม 12 ค่ำ เดือน 10 ปี มะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” แต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อยต้องให้ได้อะไรบ้าง แต่สิ่งที่เรามานำเสนอในทุกค่ำ ก็เป็นเรื่องที่หนักใจอยู่เมื่อคิดถึงคำว่า นานาจิตตัง นานาจิตตังก็แปลว่า จิตของคนแต่ละคนแตกต่างกัน 10 คนก็แตกต่างกันทั้ง10 คน 100 คนก็แตกต่างกันทั้ง100 คน
เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องช่วยกัน ช่วยกันฟัง ที่คนพูดจะลงท้ายด้วยคำว่า "ขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง" มีผู้ท้วงติงบอกว่า การพูดและประชาสัมพันธ์ใดๆ ถ้าใช้คำที่แปลกประหลาดมากๆ มันจะไม่เหมาะสม แล้วถามว่า ไม่เหมาะสมตรงไหน ผมว่าไม่เหมาะสมตรงที่ว่า ขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เราก็เลยบอกนี่แหละมันจะเป็นความเข้าใจผิดกัน เขาก็บอกว่า ก็ถ้าคุณรู้ว่าคนฟังเขาต้องทนฟัง คำพูดเรื่องราวที่เสนอออกมา ก็อย่าให้มันแปลกประหลาด แล้วผิดแผกแตกต่างกับคนอื่นเขามากนักสิ ก็บอกนั่นแหละมันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของงานพบกันทางเงา หรืองานสหปฏิบัติฯ
ทุกคนที่มาฟังข้อเสนอในเพียงแค่สั้นๆ ไม่ต้องอะไรมาก ธรรมะสองภาค บางคนก็ถามว่า หา มีด้วยเหรอ มีสิ เขาก็ถามว่า มันภาคอะไรบ้างล่ะ ภาคเหนือ ภาคใต้ มันก็ไม่ใช่สองภาค มันต้องมีตะวันออก ตะวันตกอีก ก็บอกไม่ใช่ ธรรมะสองภาคหมายถึงแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายเหนือสามัญวิสัย กับฝ่ายสามัญวิสัย
ถ้าฝ่ายสามัญวิสัยพอเข้าใจคือ เรื่องของ Common Sense เรื่องทั่วๆ ไป แล้วเหนือสามัญวิสัยมาจากไหน ก็บอกไม่ได้มาจากไหนหรอก มันเป็นของทุกคน คนเขาก็ไม่เข้าใจ ทีนี้เราเสนออะไรต่อมีอะไรไปหลายอย่าง คนก็ฟังด้วยความรู้สึกลำบากใจ เลยต้องลงท้ายตบท้ายด้วยคําว่า ขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เพราะจริงๆ หลายคนบอกว่า ต้องฟัง ต้องทนฟัง แล้วก็เอาไปคิดพิจารณาว่า ที่พูดคนพูดนี่พูดอะไรไป พูดเพื่ออะไร อะไรต่อมิอะไรอย่างนี้แหล่ะ ก็เลยทำให้ลำบากใจหน่อย
แล้วยิ่งวันนี้ช่วงนี้ ช่วงนี้มาเสนอด้วย คำว่า “พรหมลิขิต ยมขีดเขี่ย” ยิ่งขมวดคิ้ว คิ้ว หัวคิ้วซ้ายกับหัวคิ้วขวามาชนกันเลยล่ะ ถามทำไม คำว่า พรหมลิขิตได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ แล้วก็คิดว่า พอจะเข้าใจ พอจะเข้าใจอยู่บ้าง พรหมลิขิตบันดาลชักพา อย่างตามเนื้อเพลงดังๆ ที่มี พาให้มาพบกันทันใด ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล พรหมลิขิตพาติดใจ อะไร ฉันจึงได้มาใกล้กับเธออะไรอย่างนี้
แต่ยมขีดเขี่ยนี่ไม่เข้าใจเลย ทำไมไปล้อเล่นกับท่านพญายม ไปพูดถึงท่านได้ยังไง ไม่กลัวหรอกเหรอ เดี๋ยวท่านหักคอเอาแล้วทำอย่างไน นี่แหละคือ ข้อสงสัยของผู้ฟังบางท่าน เขาบอกว่า จะพูดไปอีกกี่ครั้ง กี่หน กี่วัน คำว่า พรหมลิขิตเวอร์ซัส เวอร์ซัสหรือปะทะกับยมลิขิตเขี่ย ก็บอกกระทู้นี้คงต้องเจรจาต้าอ้วยกันอีกหลายวันกว่าจะเข้าใจ แล้วเสร็จแล้วเรายังบอกว่า ถ้าช่วยกันค่อยๆ คิด พระพรหมลิขิต ลิขิตแปลว่า ขีดเขียนอย่างมีระเบียบเรียบร้อย เขียนอย่างมีความใจเย็น เขียนอย่างสุขุมลุ่มลึก ค่อยๆ ขีด ค่อยๆ เขียน แล้วทำไมไปเข้ากับพระยมขีดเขี่ย พระยมขีดเขี่ยมาเรื่องอะไร พระยมก็ลิขิตเหมือนกันล่ะ แต่ลิขิตแบบด้วยโทสะ ด้วยโมโห ว่านาย ก. นาง ข. แกทำไมจึงทำบาป ทำกรรม ทำเวรอะไรไว้มากมายขนาดนี้ ฉันจะลิขิตให้แกมีความเป็นปกติสุขก็ทำไม่ได้ ท่านพรหมไม่ยอมลิขิตต่อ ถึงในช่วงชะตาชีวิตของเธอจากช่วงนี้ถึงช่วงนี้ ก็เลยส่งหน้าที่ในการขีดเขียนชะตาชีวิตมาให้ฉัน ฉันเป็นพญายม ฉันเป็นพระยม ซึ่งคนจีนเขาเรียกเงี่ยมล่ออ๋อง ฉันจะไปขีดบรรจงให้เธอได้ยังไง จะไปเขียนชะตาชีวิตที่สวยหรู ชะตาชีวิตที่ราบรื่นให้เธอได้ยังไง ก็ต้องเขียนให้ชะตาชีวิตของเธอยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด ในช่วงชีวิตที่ฉันเป็นคนขีด เป็นคนเขียน เป็นคนเขี่ย ฉันก็เลยตั้งชื่อว่า ยมขีดเขี่ย ขีดไป เขี่ยไป จะยุ่งแค่ไหนก็เป็นเรื่องของแก เป็นเรื่องของเธอ
เราจึงตั้งหัวข้อชื่อว่า “พรหมลิขิต ยมขีดเขี่ย” และต่อไปก็จะต้องศึกษาหาความรู้ก้าวหน้าขึ้นว่า แล้วความเปลี่ยนแปลงของพรหมกับยมคือ พรหมลิขิตกับยมขีดเขี่ย มีอะไรเป็นตัวแปร มีแน่นอน แต่ว่าพอบอกตัวแปร ตัวเปลี่ยนแปลง หรือตัวที่เป็นต้นเหตุในการดำเนินไป พรหมจะลิขิต ยมจะขีดเขี่ยออกมาแบบไหน สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด เป็นตัวเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ก็คือ ความรัก ความรักและเสน่หา
บางคนก็เริ่มร้องยี้แล้ว มามุกนี้อีกแล้ว ก็บอกก็ความจริงตามธรรมชาติ ธรรมชาติของการเกิดของมนุษย์ เกิดจากหนึ่ง หญิงชายรักกันก็คือ อยู่ร่วมกัน หญิงชายรักกัน รักกับเสน่หาก็มีระดับไล่ๆ กันลงมา มีหญิงชายรักและเสน่หาต่อกัน หญิงนั้นมีระดู อันนี้ธรรมชาติ ข้อที่มาเป็นเหนือสามัญวิสัย คือ มีสัตว์มาเกิด เป็นเหนือสามัญวิสัยแล้ว อันแรกอยู่ในสามัญวิสัย
ถามว่า ตัวแปรที่สำคัญที่สุด ตัวแปรที่สำคัญที่สุดระหว่างพรหมลิขิตกับยมขีดเขี่ย ทำไมต้องเป็นความรักและเสน่หา เพราะความรักและเสน่หาเป็นแรงต้าน เป็นแอคทีฟ เป็นตัวผลักดัน เป็นตัวขับเคลื่อน เป็นตัวสั่นสะเทือน เป็นตัวกระตุ้น เป็นแรงผลักดัน เป็นแรงเหวี่ยงเขาเรียกโมเมนตัม
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ต้องศึกษาหาความรู้ว่า รักและเสน่หามันทำไมจึงเป็นแรงต้าน เป็นตัวพลังขับเคลื่อน เป็นตัวไดรฟ์ เป็นตัวสั่นสะเทือน เป็นตัวกระตุ้น เป็นแรงผลักดัน แรงดึงดูด แล้วก็เป็นตัวโมเมนตัมก็คือ ตัวแกว่งไปมาอย่างนี้ตามหลักฟิสิกส์ พอซ้ายสุดแล้วมันก็ต้องกระเด็นไปทางขวาสุด กระดอนไปทางขวาสุด พอขวาสุดก็กระเด็นกระดอนกลับไปทางซ้ายสุด ถ้าตราบใดที่แรงโมเมนตัม แรงขับเคลื่อน แรงเหวี่ยงของเจ้าของชะตาชีวิตยังไม่หมด ก็ต้องมีการกระทบกระเทือนอย่างนี้
เอาล่ะ เราจะศึกษากันเรื่องพรหมลิขิตกับยมขีดเขี่ย โดยมีตัวแปร คือ รักและเสน่หา เพราะรักและเสน่หามันจะเป็นแรงหลายๆ อย่างที่พูดมาแล้ว จะทำให้ชะตาชีวิตคนเปลี่ยนแปลงไป ขึ้นอยู่กับแรงความรักและเสน่หา ทั้งต้องพิจารณาให้ดีๆ อย่าเอาไปพูด เอาไปใช้ในทางทุจริต ก็พอดีเหมาะสมกับเวลา เราจะมาคุยกันในวันถามแอนด์ทอล์คอีกทีหนึ่ง ในรายละเอียด
วันนี้มาดูผลงานของคุณปุนนภา รักษาวงษ์ 2070 พรหมลิขิต ยมขีดเขี่ย ประเด็นนี้ได้ทั้งคำชมและคำด่านะ อยู่ที่จิตที่เราเลือก คิดพูดทำ ทำพูดคิด คิดดี พูดดี ทําดี ชีวิตก็ถูกพระพรหมลิขิต คิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว ชีวิตก็ถูกพระยมขีดเขี่ย อันนี้จริงๆ ก็คือ เช่น นาย ก ดําเนินชีวิตมาอย่างราบรื่นเป็นปกติสุขในช่วงหนึ่งของชีวิต ตีซะว่าอายุประมาณ 25 30 ประมาณ พอจากนั้น ราบรื่นมาได้ช่วงหนึ่งของชีวิต เอาแล้ว คราวนี้เริ่มลื่นล้มแล้ว เริ่มลื่นล้มแล้วไม่ราบลื่นแล้ว ไปไม่รอดแล้ว เกิดเรื่องนั้น เกิดเรื่องนี้ เกิดเรื่องโน้น วิบัติสารพัดที่จะเกิดขึ้น อันนี้เขาเรียกว่า ช่วงยมขีดเขี่ย แล้วพระยมจะมาขีดเขี่ยตามอำเภอพระทัยได้ไหม ไม่ได้ ต้องมีข้อมูล ข้อมูลคืออะไร ข้อมูลก็คือ บาป บาปของนาย ก ที่ทำมา
แล้วถามว่า แล้วถ้านาย ก ทำบาปมา ยมจะขีดเขี่ยให้ชะตาชีวิตนาย ก ต้องยุ่งเหยิง ขีดเขี่ยก็ยุ่งแล้ว แล้วมีวิธีที่จะบรรเทาไหม ก็มี ก็ที่พูดไปแล้วว่า รักและเสน่หา เป็นตัวอุปการะ และอุปสรรค ที่จะป้องกันยมขีดเขี่ย
ก็มีที่พูดมายังไม่จบก็คือ รักและเสน่หาเป็นแรงต้าน เป็นตัว Active Active ก็คือ ตัวพลัง ตัวขับเคลื่อน ตัวแรงสั่นสะเทือน แล้วก็ตัวกระตุ้น ตัวแรงผลัก แรงดึง อะไรอย่างนี้ ก็เป็นตัวที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่า ยมลิขิตเบาบางลง
เพราะฉะนั้น ยมลิขิตจะเบาบางลงก็ต้องขึ้นอยู่กับการบริหารความรัก เมตตา และเสน่หา ความรัก ความเมตตา เสน่หาสำคัญมาก ถ้าบริหารไม่เป็นชีวิตก็ยุ่งเหยิงวุ่นวายไม่สิ้นสุด ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง แล้วเดี๋ยวเรามาฟังเพลง แล้วก็สวดมนต์ภาวนา มีโอกาสพบกันในวันที่ 10 ใครว่างก็มาพบ มาปรึกษา มาหารือกัน ในรายการ ถามแอนด์ทอล์ค ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
เอาล่ะเพลงที่จบลงไป ชื่อเพลง พรหมลิขิตบันดาลรัก ที่จริงพระพรหมก็เมตตาเป็นหลักนะ พอหลุดจากพระพรหมแล้วก็เริ่มรัก เริ่มเสน่หา เริ่มปรารถนา เริ่มมีความใคร่ มีความอะไรต่อมิอะไรมาเรื่อย ทีนี้ถ้ายังอยู่ในอาณาจักรของพระพรหม ก็เป็นเรื่องเมตตา เพลง พรหมลิขิตบันดาลรัก วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 3/2 ครูธวัช คณิตกุล ทำนองและเสียงร้อง AI จัดทำโดย อาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ เนื้อเพลงสั้นๆ แต่มีความหมายยาวมาก “พรหมลิขิตบันดาลรักมา บุพเพสันนิวาสฉุดกระชากลากกระตุกสุดอาลัย จะตายก็ไม่ตายให้วายชีวา เกิดมาใช้กรรม เกิดมาใช้เวร เกิดมาใช้เวร เกิดมาใช้กรรม 13 กุมภาพันธ์ 2569”
เพลงนี้ก็เรียกอารมณ์อันสุนทรีย์ได้ไม่ใช่น้อย ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง ฟังเพลงนี่ต้องทนฟังอีก เพราะว่าเพลงของรายการสหปฏิบัติฯ แต่ละรายการสร้างความฉงนสนเท่ห์ ซึ่งหลายคนก็บอกว่า มันไม่ถูกต้อง ก็บอกว่า มันถูกต้อง หรือ ถูกต้ม มันขึ้นอยู่กับผู้เสพ ผู้เสพคือ ผู้รับ รับเรื่องราว แล้วคุณเข้าใจเจตนาของเราจริงหรือเปล่า ถ้าเข้าใจจริงก็เชื่อว่า ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่ตรรกวิทยา จิตวิทยา ปรจิตวิทยา ปรัชญา อภิปรัชญา ล้วนแล้วแต่อิงศาสตร์เหล่านี้ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น มองกันไกลๆ มองกันกว้างๆ มองกันลึกๆ มองกันสูงๆ แล้วจะได้ประโยชน์จากการนำเสนอของเราชาวสหปฏิบัติฯ
พฤ. 8 ต.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์
บทความที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่ไม่ควรเอาก็อย่าเอา ไม่เอาเพื่อศักดิ์สิทธิ์
ต้องมีตัวรู้กับตัวรู้สึกให้พอดีกัน เพื่อจะรู้ว่าศักดิ์สิทธิ์ และศักยภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ตัวรู้สึกกับตัวรู้ ถ้าเกิดพอดีกัน คือ ความเข้าใจ
26 ก.ย. 2026
เมื่อศักดิ์สิทธิ์เกิดแล้ว เรายังทำซ้ำๆ ฟังซ้ำๆ จนเกิดปัญญาแตกฉาน ศักดิ์สิทธิ์จะดำเนินการให้เกิดเป็นอิทธิฤทธิ์
พออิทธิฤทธิ์เกิดขึ้นมา จนสมบูรณ์ดีแล้ว ปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้น
5 พ.ค. 2026
พรหมลิขิตมีความเมตตาเป็นนิจสิน บุพเพสันนิวาสลำบากกว่า เพราะเป็นเรื่องของความปรารถนา ต้องบริหารให้เมตตาหมั่นควบคุมดูแลความเสน่หาให้กลมกลืนกันให้ได้
พรหมลิขิตนุ่มนวล บุพเพสันนิวาสค่อนข้างรุนแรง เอาความรุนแรงกับความอ่อนนุ่มเบาบางมาประสานให้กลมกลืนกัน
7 ต.ค. 2026
