EP.2059 สิ่งที่ควรเอาก็เอา เอาเพื่อศักยภาพ (พฤ. 24 ก.ย. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 26 ก.ย. 2026
32 ผู้เข้าชม
EP.2059 สิ่งที่ควรเอาก็เอา เอาเพื่อศักยภาพ
สิ่งที่ไม่ควรเอาก็อย่าเอา ไม่เอาเพื่อศักดิ์สิทธิ์
ต้องมีตัวรู้กับตัวรู้สึกให้พอดีกัน เพื่อจะรู้ว่าศักดิ์สิทธิ์ และศักยภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ตัวรู้สึกกับตัวรู้ ถ้าเกิดพอดีกัน คือ ความเข้าใจ
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เป็นวันพฤหัสที่ 24 พุทธะ คริสต์ 69 และ 26 เดือนกันยายน สัญลักษณ์แปลว่า ผู้หญิงสวย หรือสาวงาม ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 10 ปี มะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” วันเวลาอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อยต้องให้ได้เกิดประโยชน์
ประโยชน์ในวันนี้เราก็เหมือนเดิมคือ ภาคเหนือสามัญวิสัย มันเป็นเรื่องที่อาจจะลำบากใจ ลำบากใจสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ แต่พอเข้าใจแล้ว มันเป็นเรื่องที่ทำให้สบายใจ เรื่องเหนือสามัญวิสัย เราจะต้องทำใจว่างๆ ทำใจว่างๆ แล้วเราจะเข้าใจ ยิ่งไปเอาเป็นเอาตาย ไปเครียดขึงตึงอย่างที่สุดกับเรื่องนี้ เราจะยิ่งรู้สึกไม่ได้อะไรเลย แต่พอเราปล่อยใจว่าง วางใจแบบว่างๆ เราจะเห็นช่องทางในการรับรู้ เรียนรู้ เรื่องเหนือสามัญวิสัย เรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับทั้งหลายว่า มันเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ คือ มันจะสวนทางกับความต้องการ ยิ่งเรามีความต้องการมากเท่าไหร่ เรายิ่งจะไม่มีโอกาส จะไม่มีโอกาส หรือโอกาสน้อยมาก ที่จะเข้าถึงเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น มันจึงกลายเป็นเรื่องของคนที่ออกปฏิบัติต่อชีวิตของตัวเองแบบประเภทละ ลด ปลด ปลง ไม่สนใจใยดีต่อลาภ สักการะ สรรเสริญ
คนที่ปล่อยใจ แล้วก็บอกกับตัวเองว่า ไม่สนใจอะไรเลย กลับตรงกันข้าม จากนั้นไม่ช้าไม่นาน เขาจะกลายเป็นคนศักดิ์สิทธิ์โดยไม่รู้ตัว แต่พอเราจะเอาจริงเอาจัง กลับกลายเป็นไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าศักดิ์สิทธิ์คือ ไม่เอาอะไร ศักยภาพคือ อะไรๆ ก็เอา นี่ขอให้คำจำกัดความไว้อย่างนี้ คนมีศักยภาพสูง ศักยภาพสูงก็คือ เก่ง เก่งไปหมดทุกเรื่อง คนอย่างนี้อะไรๆ ก็เอา อะไรๆ ก็เอาหมดละ แม้กระทั่งเศษสตางค์ ฉันก็เอา แต่คนที่ประสบความสําเร็จในเรื่องศักดิ์สิทธิ์ จะต้องเป็นคนที่วางใจ อะไรๆ ก็ไม่เอา วางใจเลย ปฏิบัติแบบจิตแน่วแน่ไปเลย แล้วก็จะกลายเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ คนก็ร้อง ว้า อย่างนี้ก็แย่สิ
เรามาช่วยกันคิด คนมีศักยภาพอะไรๆ ก็เอา เอาไปเอามา เอามาเอาไป ไม่มีอะไรจะให้เอา ย่ำแย่ หมดสภาพ แสนลำบากลำบนทนทุกข์ทรมาน ก็เพราะว่า โลภ ตัวแรกคือ โลภ
ต่อมาคนที่ไม่เอาอะไรเลย คือ วางใจทั้งหมด อะไรๆ ก็ไม่เอา วางใจกลับกลายเป็นอะไรๆ ก็ได้ แต่มันเป็นคนละเวลากันนะ อย่าไปเข้าใจว่า พอตนเองวางใจอะไรๆ ก็ไม่เอา แล้วก็จะได้กลับมา ไม่ใช่ทันทีนะ เขาจะต้องมีช่องเวลาของเขา ว่าคนๆ นี้ ละโลภ ละโกรธ ละหลง จริงแล้วหรือ ช่วงลองใจนี่หนักมากนะ ช่วงทดลองใจนี่หนักมาก เดี๋ยวคนๆ หนึ่งก็จะบอกอย่างนั้นต่อไปนี้ ฉันจะทำเป็นหลอกธรรมชาติว่า อะไรๆ ฉันก็ไม่เอา แล้วก็รอ รอแล้วก็รอ รอเท่าไหร่ โอกาสหรือโชคลาภไม่เกิดสักที อันนี้แย่เลยนะ แย่เลย ตรงกันข้ามเลย
ส่วนคนที่บอกว่า ฉันเสียแล้ว ฉันเป็นคนไม่ดีแล้ว เพราะว่าอะไรๆ ฉันก็เอา เอาในสิ่งที่ควรจะเอา แล้วก็ไม่เอาในสิ่งที่ไม่ควรจะเอา ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่อะไรๆ ก็เอา แล้วก็บอกว่า จะมีศักยภาพสูง ก็ไม่ใช่ มันหมายถึงว่า ฝ่ายศักยภาพนี่เอาทุกอย่าง แต่สิ่งที่เอานั้นสมเหตุสมผลในการเอา ที่จำเป็นต้องเอา ก็ไม่เป็นไร ส่วนฝ่ายที่อะไรๆ ก็ไม่เอา อย่าเข้าใจผิดว่า อะไรๆ ก็ไม่เอา ต้องเอาเฉพาะเท่าที่ควรจะเอา เช่น เอาอาหาร เอาเครื่องดื่ม เอาสิทธิหน้าที่ที่ตนเองมี สิ่งของที่จำเป็นที่จำเป็นจะต้องเอา ก็ต้องเอา แล้วก็อะไรที่ไม่ควรเอา ก็อย่าไปเอา
สรุปแล้ว ทั้งฝ่ายศักยภาพที่อะไรๆ ก็เอา แต่ไม่ใช่เอาหมด เอาไปหมดทุกเรื่อง อันนี้ผิด เอาเฉพาะเท่าที่ควรจะเอาตามสิทธิ และหน้าที่ของตัวเอง ส่วนฝ่ายที่ละลดปลดปลง วางใจจริงๆ อะไรๆ ก็ไม่เอา ก็ต้องเอาเฉพาะส่วนที่จำเป็นต้องเอา
สรุปแล้ววันนี้เราบอกกับใคร บอกกับท่านว่าอย่างไร บอกกับท่านว่า หาความจริงในชีวิตเถิด ความจริงในชีวิตของคนที่จำเป็นจะต้องได้สิ่งที่เป็นประโยชน์โพดผลตามฐานะของตัวเอง เพื่อสร้างศักยภาพ ส่วนไหนที่ไม่ใช่ส่วนของตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองจะมาก้าวก่าย ก็ต้องไม่เอา อย่างนี้เขาเรียกว่า คนสร้างศักยภาพอย่างรู้สภาพ
สร้างศักยภาพอย่างรู้สภาพ คือ อะไรที่แบบเป็นประโยชน์ของตัวเอง เป็นหน้าที่ที่ตัวเองควรจะได้รับ เป็นหน้าที่ที่ตัวเองควรจะรับผิดชอบ ก็เข้าไปรับผิดชอบ ก็ไปรับหน้าที่ แล้วก็เข้าไปเอาผลประโยชน์ ให้เกิดขึ้นแก่ตัวเองเท่าที่สิทธิของตัวเองจะมี อย่างนี้เขาเรียกว่า คนรู้จักศักยภาพ
ส่วนฝ่ายที่บอกว่า ต้องการศักดิ์สิทธิ์ อะไรๆ ก็ไม่เอา ที่ส่วนที่ไม่เอาคือ ไม่เอาส่วนที่มันไม่ใช่หน้าที่ มันไม่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองก็ไม่เอา ก็ไม่เอา เอาเฉพาะเท่าที่จำเป็นแก่ชีวิต จำเป็นแก่การครองชีวิต ตามหน้าที่ของตัวเองที่จะเอา
ถ้าคนทุกคนรู้จักอย่างนี้แล้ว สร้างศักยภาพด้วยการเอาสิ่งที่ตัวเองควรจะเอา ควรจะได้ แล้วสร้างศักดิ์สิทธิ์ในส่วนที่ควรจะไม่เอา ไม่ควรจะได้ก็ไม่เอาแล้วก็ไม่ได้ เอาเฉพาะเท่าที่ควรจะได้ ถ้าทุกคนรู้หน้าที่อย่างนี้ตามธรรมชาติ คนๆ นั้นจะประสบความสำเร็จตามข้อที่เราบอกไว้ว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ”
คนเกิดความสับสนว่า เราใช้ชีวิตของการเป็นฆราวาสคือ ไม่ใช่พระ อะไรบ้างที่เราควรจะทำ อะไรบ้างที่เราควรจะคิด อะไรบ้างที่เราควรจะพูด เราควรจะเอาอะไร และไม่ควรจะเอาอะไร ฆราวาสสร้างศักยภาพ ส่วนผู้ที่จะละลดปลดปลงต้องการจะสร้างศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องรู้ว่า อะไรที่ตัวเองไม่ควรจะเอา ไม่ควรจะได้ ก็อย่าไปเอา อย่าไปได้ อะไรที่จำเป็นต้องเอาต้องได้ เราก็เอาแล้วก็เอาได้ ได้เอาเฉพาะที่ควรจะเอา ได้เฉพาะเท่าที่ควรจะได้ ศักดิ์สิทธิ์ก็เกิด
เพราะฉะนั้น คนที่เกิดความไม่เข้าใจว่า ฉันจะวางตัวยังไงว่านี่ชีวิต ศักดิ์สิทธิ์ก็จะต้องพยายามทำให้เกิดแก่ตัวฉัน เขาบอกกันว่า ศักดิ์สิทธิ์ คนจะศักดิ์สิทธิ์ได้จะต้องเป็นคนละ ลด ปลด ปลง แล้วจะศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำยังไงฉันจะมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าฉันไม่เอาในสิทธิสิ่งที่ควรจะได้ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค อะไรต่อมิอะไรที่ฉันจำเป็นจะต้องเอา ก็ต้องมี
ถ้าคนรู้ฐานะอย่างนี้ว่า อะไรที่ควรจะเอาทางโลก อะไรที่ไม่ควรจะเอาทางศักดิ์สิทธิ์ คนๆ นั้นจะร้องอ๋ออีกไม่ช้าว่า อ๋อ ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ฉันจะสร้างฐานของความศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยจิตชนิดนี้ ชนิดนี้ ชนิดนี้ ความศักดิ์สิทธิ์จะกลับมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ อ๋อ ถ้าฉันทำใจวางว่างอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ จิตฉันอยู่ในระดับนี้ จิตฉันก็จะศักดิ์สิทธิ์ คนก็จะรู้หน้าที่ว่า ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ฉันจะทำยังไง ศักยภาพขนาดไหนจึงจะมาเป็นฐานรองรับความศักดิ์สิทธิ์ และความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้ศักยภาพ ทำยังไงความศักดิ์สิทธิ์จึงจะพอเพียงมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ
มันมีช่องว่างวางอยู่ระหว่างหนึ่ง ถ้าคุณต้องสร้างศักยภาพ คุณต้องมีจิตสำนึกอย่างนี้ ถ้าคุณต้องการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ คุณต้องมีจิตสํานึกอย่างนี้ แล้วสองสํานึกก็จะมาทำหน้าที่ อันหนึ่งก็เป็นสํานึกทางสามัญวิสัย อีกอันหนึ่งก็จะมาทำหน้าที่ทางเหนือสามัญวิสัย ชีวิตก็ลอยลำไปได้ตามอัตภาพ ไม่ทำให้เดือดร้อนทั้งทางศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เกิด ไม่ทำให้เดือดร้อนทางศักยภาพ ทางศักยภาพก็เกิด
วันนี้อาจจะพูดเนื้อๆ ไปหน่อย หลายท่านอาจจะงงว่า อยู่ดีๆ ก็โผล่มาว่า สิ่งควรไม่ควรเอาก็อย่าเอา สิ่งที่ควรเอาก็เอา เอาเพื่อศักยภาพ สิ่งที่มันไม่ควรเอาก็อย่าเอา ไม่เอาเพื่อศักดิ์สิทธิ์ อันนี้ก็ขอสรุปลงคงไว้แต่เท่านี้ ส่วนข้อสงสัยมีแน่นอน เราค่อยมาคุยกันในวันที่เราจะพบกันในรายการ ถาม แอนด์ ทอล์ก ต่อไป
วันนี้มาดูผลงานของคุณปุนนภา รักษาวงษ์ รับรู้เรื่องพลังแฝงในตัวเรา จากการเรียนรู้เรื่องอาหาร 4 ของพระพุทธศาสนา บางคนปฏิบัติต้องการศักดิ์สิทธิ์ ต้องการอิทธิฤทธิ์ ต้องการปาฏิหาริย์ ฉันไม่กินข้าวทั้ง 3 มื้อเลย จนกระทั่งวันต่อมาหิวจนทนไม่ไหว แล้วฉันก็ไปกินมื้อนึง แล้วก็ดื่มน้ำ ฉันไม่ดื่มน้ำเลย คอแห้งจนทนไม่ไหว ฉันก็ไปดื่มน้ำอักๆ อักๆ จนแทบจะสำลักน้ำ ก็บอกว่า ไม่ได้ ชีวิตของคนต้องการอาหาร 4 ประเภท ในหลักของพุทธศาสนา
2058 คุณปุนนภา รักษาวงษ์ ได้ใส่ไว้ว่า รับรู้เรื่องพลังแฝงในตัวเรา จากการเรียนรู้เรื่องอาหาร 4 ประเภทของพระพุทธศาสนา 1. กวฬิงการาหาร อาหารเป็นคำๆ ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย ที่ต้องเคี้ยว และไม่เคี้ยว ก็คือ อาหารและเครื่องดื่ม อันที่ 2 ผัสสาหาร คือ อาหารคือ ผัสสะ การกระทบกันของอายตนะภายนอก และภายใน เพื่อหล่อเลี้ยงความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ ผัสสาหารนี่นะ 3. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือ ความจงใจ หรือเจตนาในใจ เป็นพลังขับเคลื่อนจิตใจมีเป้าหมายในชีวิต มโนสัญเจตนาหาร นี่ก็คือ มีเจตนามุ่งว่า จะต้องให้เป็นอย่างนั้น 4. วิญญาณาหาร อาหารคือ วิญญาณ เป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดความรับรู้ และนำไปสู่การเกิดภพ อันนี้ก็เป็นเรื่องของพระพุทธศาสนา
สรุปอีกทีหนึ่ง ขอให้รับรู้สิ่งที่ควรรับรู้ และสิ่งที่ไม่ควรไปรับรู้ ไม่ควรไปใส่ใจ ก็อย่าไปใส่ใจ อย่าไปรับรู้ รู้สึกกับความรู้ ระหว่างความรู้สึก และความรู้ จะเกิดผุดเป็นความเข้าใจเกิดขึ้น ตัวความเข้าใจนี่แหละเราต้องการ แต่เราต้องใส่ความรู้เข้าไปในใจ ใส่ความรู้สึกที่ถูกต้องเข้าไปในจิต แล้วมันจะผุดเป็นตัวกลางขึ้นมาคือ ขออภัย ความรู้กับความรู้สึก ใส่ความรู้เข้าไป ใส่ความรู้สึกเข้าไป ในหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมันจะผุดเป็นความเข้าใจเกิดขึ้น ตัวความเข้าใจนี่แหละคือ เราต้องการ เราต้องการตัวความเข้าใจ ทั้งทางนอกว่าเป็นอย่างนี้นะ สามัญวิสัยเป็นอย่างนี้ ตัวเข้าใจทางในเหนือสามัญวิสัยเป็นอย่างนี้นะ เราต้องการที่สุด ที่สุด ที่สุด คือ ตัวเข้าใจ แล้วเราก็จะใช้ชีวิตอย่างสบายใจ
ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง ข้อความใดที่ยังไม่เข้าใจ เรามาคุยกันในรายการถามแอด์ทอล์ก ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวฟังเพลง แล้วมาสวดมนต์สวดพรกัน
เพลงที่จบลงไปชื่อสั้นๆ กรรม เพลง กรรม คำร้อง ธวัช คณิตกุล แล้วก็ ปุ๊/เก๋ ชื่อย่อของผู้อุปถัมภ์ ขับร้อง ชื่อคุณเพชร เศรษฐี ทำนอง ทหารแก่ เรียบเรียงเสียงประสาน สุรพล ศิริวรรณ ความจริงก็คือ ผลงานของครูหลง สมศักดิ์ รักไพบูลย์สมบัติ นั่นแหละ เราจะไม่อ่านทั้งเพลงให้ฟัง แต่มีคำที่ชัดเจนอยู่ตรงที่วลีพูดว่า วิบากกรรม คือ ผลของกรรม ผลของการกระทำ วิบากกรรมผลของการกระทำ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วในตัวเราเอง ซึ่งส่งผลถึงในปัจจุบันและอนาคต ขอเพียงละความชั่ว สร้างความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส ความทุกข์ทั้งหลายมักเกิดจากการยึดถือ ยึดมั่นถือมั่น เป็นทุนเดิม นี่แหละคือ กรรม ปล่อยวางลงบ้าง ความทุกข์ก็บรรเทา ชีวิตเราก็หาใช่มีพร้อมทุกอย่างไป
สรุปความเข้าใจ หลายคนงง ฉันจะทำอย่างไรจึงจะเกิดศักยภาพ ก็บอกว่า เอาสิ่งที่ควรเอา สิ่งที่ไม่ควรเอาก็อย่าไปเอา แล้วสิ่งที่ควรเอาล่ะก็ต้องเอา ตอนนี้จะทำยังไง ทำยังไง ศักดิ์สิทธิ์น่ะ ศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนกัน เอาสิ่งที่ควรเอา สิ่งที่ไม่ควรเอาก็อย่าไปเอา สิ่งที่ควรทำก็ทำ สิ่งที่ไม่ควรทำอย่าไปทำ ทั้งศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์
ทีนี้ก็เกิดปัญหา เกิดปัญหาว่า แล้ว แล้วจะทำหรือไม่ทำ จะเอาหรือไม่เอาอะไร ก็ต้องมีตัวรู้กับตัวรู้สึกใส่เข้าไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางปาก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ให้มันพอดีๆ กัน พอตัวรู้สึกกับตัวรู้ใส่เข้าไป เพื่อจะให้รู้ว่า ศักดิ์สิทธิ์ของเราจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ศักยภาพคือ ความเก่งกล้าสามารถของเราจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ตัวรู้สึกกับตัวรู้ถ้ามันเกิดพอดีกัน มันจะเป็นตัวที่สั้นๆ คือ เข้าใจ เข้าใจไหม เข้าใจ
ส่วนคนไม่เข้าใจ มันทำสารพัด มันพูดสารพัด มันคิดสารพัด จนกระทั่งเกิดเสียหายแก่ตัวเอง เสียหายแก่ผู้อื่น เพราะมันเข้าใจว่า ต้องทำให้สุดๆ ไปเลย และฝ่ายที่จะละลดปลดปลงก็บอกว่า จะต้องละลดปลดปลงให้มันสุดๆ ไปเลย ไม่ใช้ทั้ง 2 อย่าง
จะทำ จะเอาหรือไม่เอา จะไม่เอาหรือเอา เพื่อศักดิ์สิทธิ์และศักยภาพ ก็ต่อเมื่อเกิดตัวเข้าใจ แล้วตัวเข้าใจมา จากไหน ตัวเข้าใจมาจากตัวรู้และตัวรู้สึก แล้วตัวรู้ ตัวรู้สึกจะใส่เข้าไปทางไหน ใส่เข้าไปทางหู เข้าไปทางตา เข้าไปทางปาก เข้าไปทางลิ้น เข้าไปทางกาย เข้าไปทางใจ ใส่มันเข้าไป ใส่ให้ถูกต้อง แล้วมันก็จะร้องว่า อ๋อ เข้าใจแล้ว แล้วมันก็จะทำตามที่เข้าใจ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่เสียผู้เสียคน ไม่น่าเกลียดน่าชัง อย่างบางคนทำจนน่าเกลียดน่าชัง ก็ทำให้เดือดร้อนและเสียหาย หลักก็มีอยู่แค่นี้แหละ
พฤ. 24 ก.ย. 2569
รวบรวมโดย คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์
บทความที่เกี่ยวข้อง
เส้นตรงที่น่าสงสัยตั้งอยู่บนฐานแห่งความงวยงง ทำไมถึงทำให้งง และทำยังไงจะหายงง จงหาด้วย 2 รอ รอหัน(รร) คือ ร.รู้สึก กับ ร.รู้ เมื่อเราเข้าใจในความรู้สึกที่ถูกต้อง แล้วเข้าถึงความรู้ที่ไม่ผิดพลาดต่อสิ่งที่เป็นการเล่นของแล้วปล่อยของมา ของเหล่านั้นจะกลายเป็นของเล่น
เรามาเรียนรู้เรื่องรอหันกัน แล้วเราจะหันสิ่งที่ไม่ดีเป็นดี หันสิ่งที่ไม่รู้เป็นรู้ หันสิ่งที่ผิดเป็นถูก หันสิ่งที่เป็นแบบล้าสมัยให้มาสู่นำสมัย เรายืนยันว่า เราให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องสิ่งเหนือสามัญวิสัยเชิงประยุกต์สู่สากล
2 มี.ค. 2026
คนที่มีองค์ในใหญ่ องค์ในโต ต้องรับรู้ให้ถูกต้องให้มากที่สุด ใช้ความรู้สึกที่ไม่ผิดพลาด หรือผิดพลาดก็ให้น้อยที่สุด เพราะถ้าเพี้ยนแล้วมันก็หมดละตอนนี้ เทพก็ไม่ยอม มนุษย์ก็ไม่ปล่อยผ่าน คราวนี้นายก. จะเสียทั้งศักยภาพทางนอกคือ สามัญวิสัยแล้วก็จะสูญเสียทั้งศักดิ์สิทธิ์ก็คือเหนือสามัญวิสัย
28 ก.ย. 2026
เราแสวงหาบุญเก่าได้จากจักรธรรม 4 ประการ 1. อยู่ในสถานที่ที่ดี 2. คบคนดี 3. ตั้งตนไว้ชอบ 4. บุญเก่าที่เราแสวงหาก็หนุนมา
30 ส.ค. 2026
