แชร์

EP.2061   บังเอิญคนหนึ่งคนใดเกิดมา ถูกกำหนดมาว่า คนๆ นั้นจะต้องเรียนรู้จนกระทั่งสำเร็จเป็นครูบาอาจารย์ที่น่าไว้วางใจ น่าเชื่อถือได้  ไม่ใช่ว่าประเภทปล่อยไปตามเรื่อง  เทวดาประจำตัวก็ไม่ยอม (ส. 26 ก.ย. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 28 ก.ย. 2026
18 ผู้เข้าชม
EP.2061   บังเอิญคนหนึ่งคนใดเกิดมา ถูกกำหนดมาว่า คนๆ นั้นจะต้องเรียนรู้จนกระทั่งสำเร็จเป็นครูบาอาจารย์ที่น่าไว้วางใจ น่าเชื่อถือได้  ไม่ใช่ว่าประเภทปล่อยไปตามเรื่อง  เทวดาประจำตัวก็ไม่ยอม  
คนที่มีองค์ในใหญ่ องค์ในโต ต้องรับรู้ให้ถูกต้องให้มากที่สุด ใช้ความรู้สึกที่ไม่ผิดพลาด หรือผิดพลาดก็ให้น้อยที่สุด  เพราะถ้าเพี้ยนแล้วมันก็หมดละตอนนี้ เทพก็ไม่ยอม มนุษย์ก็ไม่ปล่อยผ่าน คราวนี้นายก. จะเสียทั้งศักยภาพทางนอกคือ สามัญวิสัยแล้วก็จะสูญเสียทั้งศักดิ์สิทธิ์ก็คือเหนือสามัญวิสัย
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 26 เดือนกันยายน สัญลักษณ์เป็นสาวงาม สาวสวย แต่ว่าสวยด้วยคุณความดี สวยด้วยสติปัญญา สวยด้วยกิริยามารยาทเป็นที่เรียบร้อยมากกว่าสวยด้วยรูปร่างหน้าตาอย่างเดียว ไปวิจารณ์สาวเข้าซะแล้ว กันยายน พุทธศักราช 69 คริสต์ศักราช 26 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเมีย  ความจริงวันนี้เป็นวันพระใหญ่ รายชื่อที่ส่งมาตามอากาศเพื่อขอพร ก็ค้างมาแล้วสองครั้ง วันนี้ก็ขอเลื่อนไปอีกหน่อยก็ด้วยเหตุผลบางประการ
  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านเปล่า ไม่มากก็น้อยต้องให้ได้อะไรบ้าง สิ่งที่เราได้ในวันนี้ก็ต้องมีความหมายแน่นอน เหลือบไปเห็นผลงานของคุณกันติชา เวชสุรียะกุล  2060  เมื่อตัวรู้กับตัวรู้สึกประสานกันดีแล้ว ตัวเข้าใจจึงจะเกิดขึ้นในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง คุณกันติชาพูดน้อยแต่ต่อยหนัก 
ก็เป็นเรื่องจริงที่ว่า วันนี้ท่านเข้าใจเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนดีแล้วหรือยัง คนก็อาจจะหันมาถามว่า แล้วจะเข้าใจถึงขั้นไหน จะเข้าใจได้อย่างไร  เอาเข้าใจได้อย่างไรก่อน  เข้าใจได้ด้วยความรู้สึกที่ถูกต้อง ความรู้ที่ไม่ผิดพลาด ส่วนจะถึงขั้นไหน ส่วนจะเข้าใจถึงขั้นไหน ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีความรู้สึกที่ถูกต้อง และความรู้ที่ไม่ผิดพลาด หมั่นพิจารณาแล้วก็ติดตามปรากฏการณ์ต่างๆ ว่า ถึงขั้นนี้ความรู้สึกเราอย่างนี้ ความรู้เราอย่างนี้ แล้วเราจะเข้าใจระดับไหน ความเข้าใจนั้นมีระดับ 
ถ้าจะเอาหลักการจริงๆ ก็คือ เริ่มต้นจากความเชื่อ  ความเชื่อ ถ้าร้อยไม่เชื่อ พันไม่เชื่อ หมื่นไม่เชื่อก็จบเห่ แล้วเชื่อแล้วทำยังไง เชื่อแล้วก็เริ่มจากมีศรัทธา ศรัทธาโดยความหมายก็คือ สูงกว่าความเชื่อ เหนือกว่าความเชื่อ มีศรัทธาซะหน่อย เริ่มต้นมีศรัทธา  ตอนนี้พอมีศรัทธา ความศรัทธาเป็นหัวข้อแรกในธรรมะข้อสำคัญ คือ อินทรีย์ 5 พละ 5 มี 5 อย่าง อินทรีย์แปลว่า อำนาจ พละแปลว่า พลัง 
คนที่จะมีอำนาจและมีพลังในการไปตัดสินศรัทธา หรือความเชื่อให้เดินไปสู่ปัญญา จะต้องมีความเข้มแข็ง จะต้องไม่โลเล จะต้องไม่เป็นคนขาดความมั่นคง เมื่อเรามั่นใจแล้วว่า ศรัทธาที่จะก้าวไปสู่ปัญญา ก้าวที่ 2 นี่ต้องระวังให้ดีที่สุดคือ วิริยะ วิริยะแปลว่า ความเพียร คนที่มีวิริยะ วิริยะ หรือวีริยะอย่างถูกต้อง ต้องเพียรอย่างถูกวิธี  ถ้าเพียรไม่จริง เพียรไม่ดี เพียรผิดๆ เรียกภาษาไทยว่า ความเพี้ยน ความเพี้ยนคือ ผิดปกติ 
คนที่คิดว่า ตัวเองเข้าถึงเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลายถูกต้องแล้ว แต่ดูประหลาดๆ ดูพิลึกๆ ดูแปลกๆ  เริ่มตั้งแต่บุคลิกท่าทางกิริยา คำพูดคำจา วิธีพูด วิธีแสดงความคิดเห็น คนเพี้ยนก็จะให้เราเห็นว่า เขาไม่ปกติคนนี้เขาผิดปกติ คนนี้เขาหลุดจากความเป็นปกติไปเสียแล้ว คำพูดกับกิริยา ทัศนะความเห็นของเขาที่แสดงออกมา ดูมันพิกล มันชอบกล มันไม่เป็นสากล ต้องระวังแล้ว 
คนที่เพียรจนเพี้ยน เพียรจนไม่ปกติก็เพราะว่า เขาเริ่มต้นจากความเอาเป็นเอาตายเอาจริงเอาจัง แล้วหวังว่า เขาจะเป็นผู้แสดงความศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เขาเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ แสดงอิทธิฤทธิ์ เขาเป็นคนแสดงปาฏิหาริย์ เขาจะสร้างปาฏิหาริย์ เขาจะเป็นคนอธิบาย หรือบอกกล่าวเล่าแจ้งถึงลักษณะของเทพเทวดาว่า เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน้น แล้วส่วนใหญ่ก็ไปเอาจากตำรา หรือข้อเขียน หรือความคิดเห็นของผู้อ้างว่า ตนเองมีนิมิต เทวดาต้องเป็นอย่างนี้ นางฟ้าเป็นอย่างนี้ แล้วก็เอามาสาธยาย ส่วนมากนะไม่ใช่ทุกคน ก็จะกลายเป็นเรื่องของการผิดเพี้ยนกันไปไม่มีที่สิ้นสุด เพี้ยนแล้วเพี้ยนอีก เพี้ยนอีกเพี้ยนแล้ว แล้วก็บอกต่อๆ กันมา ต่อๆ กันมา จนกลายเป็นนวนิยาย กลายเป็นนิยาย กลายเป็นเรื่องของการเสกสรรปั้นแต่ง 
ซึ่งเทวดาจริงๆ นางฟ้าจริงๆ เทพจริงๆ พอมาเห็นมนุษย์ที่เพี้ยนพูดถึงตนเอง แสดงความเป็นตนเองก็รู้สึกให้สมเพชเวทนา มนุษย์ที่เข้าใจเทวดาผิด เทวดาจริงๆ มาเจอเข้าก็งงเหมือนกัน ทำไมมนุษย์จึงมาอธิบาย มาแสดงถึงว่า ฉันเป็นอย่างนี้ ฉันเป็นอย่างนั้น ฉันเป็นอย่างโน้น ที่จริงแล้วฉันไม่ได้เป็นอย่างนั้น 
ความที่ต้องระวังตรงนี้ก็เพื่ออะไร เพื่อคนที่บอกตัวเองแล้วบอกผู้อื่นว่า เข้าใจเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา และเรื่องลึกลับซับซ้อนจริงเป็นอย่างนี้ๆ ชีวิตก็จะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างหนึ่งอย่างใด จะไม่มีอะไรมารองรับ เพราะตนเองไปยึดมั่นถือมั่นในเรื่องศักดิ์สิทธิ์แบบผิดๆ ชีวิตก็จะล้มเหลวซะส่วนใหญ่ หรือบ้างก็จะกลายเป็นมีวิบัติในชีวิตเกิดขึ้นมาแบบน่าสมเพชเวทนาว่าอย่างนั้นเถอะ ไม่มีความสุข ไม่ประสบความสำเร็จสุขอย่างแท้จริง 
ที่ห่วงก็เพราะห่วงตรงนี้ ห่วงตรงที่ว่า เมื่อตนเอง เกิดมีมิจฉาทิฏฐิ  มิจฉาทิฏฐิคือ ความเห็นผิดในเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ แล้วบางคนยังไม่หยุดอยู่แค่ความเห็นเฉพาะตัว ยังทำเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ทำเป็นผู้อวดรู้ ทำเป็นผู้อวดความเข้าใจ แต่ในความเข้าใจผิดๆ ให้แก่ผู้นั้น ผู้นี้ ผู้โน้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ขัดแย้งต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์เหล่านั้น ซึ่งเทพเทวดาบางองค์ก็ปล่อยผ่านไป ถ้าเกิดบังเอิญคนหนึ่งคนใดเกิดมาถูกกำหนดมาว่า คนๆ นี้จะต้องเรียนรู้จนกระทั่งสำเร็จเป็นครูบาอาจารย์ที่น่าไว้วางใจ น่าเชื่อถือได้ ไม่ใช่ว่าประเภทปล่อยไปตามเรื่อง เทวดาประจำตัวก็ไม่ยอม 
พอไม่ยอมชีวิตตัวเอง ชีวิตครอบครัว ก็จะระส่ำระสาย เพราะหมายความว่า เป็นตัวเต็ง เป็นตัวสำคัญ หรือไม่ชีวิตก็จะมีอันผันผวนผิดปกติไปในทางทุกขเวทนา เพราะฉะนั้น เราจึงต้องขอว่า  สำหรับคนที่เผินๆ มีบุญเก่าหนุนมา พอที่จะใช้ในชาตินี้ให้มันหมดชาติไปได้ ก็ไม่ค่อยสู้จะเป็นมีโทษมีทัณฑ์เท่าไหร่นักที่เข้าใจเรื่องศักดิ์สิทธิ์ผิดๆ เข้าใจเรื่องอิทธิ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลายแบบไม่ถูกต้อง ก็ไม่เป็นไร  แต่บางคนเป็นไร เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ ผ่านไปไม่ได้ พูดกันอย่างจริงๆ อย่างสั้นๆ ก็แล้วกันว่า เพราะเขามีองค์ในใหญ่ องค์ในโต 
คนที่มีองค์ในใหญ่ องค์ในโต ต้องรับรู้ให้ถูกต้องให้มากที่สุด ใช้ความรู้สึกที่ไม่ผิดพลาด หรือผิดพลาดก็ให้น้อยที่สุด หมั่นใส่ใจใฝ่เรียนรู้ อย่าให้เพี้ยน เพราะถ้าเพี้ยนแล้วมันก็หมดละตอนนี้ เทพก็ไม่ยอม มนุษย์ก็ไม่ปล่อยผ่าน 
มนุษย์ที่ได้รับความรู้จากนาย ก. ซึ่งเป็นคนเข้าใจผิดในเรื่องศักดิ์สิทธิ์ผิดเพี้ยน ก็ไม่นับถือ  ก็ไม่ให้ความสำคัญ เทวดาในตัวประจำตัวนาย ก. เป็นเทพองค์ใหญ่ องค์โต ก็ไม่ยอมปล่อยผ่าน คราวนี้นาย ก. จะเสียทั้งศักยภาพทางนอกคือ สามัญวิสัย แล้วก็จะสูญเสียทั้งศักดิ์สิทธิ์ก็คือ เหนือสามัญวิสัย ไม่ได้รับการยอมรับ เทพเทวดาไม่ปล่อยผ่าน มนุษย์ก็ไม่ยอมให้เครดิต ไม่ยอมให้ความเชื่อถือ เพราะนาย ก. พูดจาอะไรมันไม่มีน้ำหนัก ไม่สมเหตุสมผลเลย 
เพราะฉะนั้น เราจึงห่วง ห่วงผู้คนในแวดวงของเรา เท่าที่พิจารณาแล้ว ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนสำคัญของสวงสวรรค์ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของเทพเทวดาแทบทั้งนั้น จะมีประปรายเข้ามาบางคนก็พอจะปล่อยผ่านได้พอประมาณ  ฉะนั้น คนในแวดวงสหปฏิบัติฯ ของเราส่วนใหญ่ก็จะมาบ่น ตายจริงทำจนป่านนี้แล้ว ยังไม่เห็นมีอะไรที่ดีขึ้นมาเลย ใหม่ๆ แรกๆ ก็มั่นใจว่า ตนเองจะประสบความสำเร็จภายในปี สองปี สามปี  
บางคนผ่านมาตั้ง 5 ปี 10 ปีแล้วบอกยังไม่ได้ประสบความสำเร็จในงานทางในเลย หรือว่ามันผิดพลาดทางนอก  ทางนอกนี่ผมเก่งอยู่แล้วนะ ฉันเก่งอยู่แล้ว อย่างนั้นก็แสดงว่า ผิดพลาดทางใน แล้วผิดตรงไหนล่ะ บอกไหนคุณลองสาธยายมาให้ฟังซิว่า คุณมีความรู้สึกยังไงต่อเรื่องศักดิ์สิทธิ์ คุณมีความรู้ต่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดายังไง ก็ให้เขาทดลองสาธยาย เขาก็สาธยายออกมาอย่างที่ยังไม่ได้ ไม่เข้าหลักการ ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งใหม่ๆ เราก็ยอมรับว่า ต้องปล่อยไปก่อน ต้องปล่อยผ่านไปก่อน แต่เมื่อเห็นเขาไม่ประสบความสำเร็จสักที คราวนี้ก็รู้สึกเป็นห่วง เป็นห่วงว่า อำนาจลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพรางเหล่านี้ในตัวเขา ที่เกิดมาตามภพ ตามชาติ จะทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนานแสนนาน 
เพราะฉะนั้น ตรงนี้คือ สิ่งที่ไม่ใช่คำขู่นะอย่าเข้าใจผิด เดี๋ยวจะบอกว่า คนพูดเอามาข่มขู่กันซึ่งก็ขอตอบว่า เพื่อประโยชน์อะไรล่ะ มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรที่จะมาข่มขู่กัน มีแต่ห่วงใยผู้ที่เข้าใจตัวเองผิด เริ่มตั้งแต่วิริยะ คือ ความเพียรกลายเป็นความเพี้ยน 
นี่คือ เหตุผลข้อสำคัญที่บอกกันตรงๆ ว่า ไม่อยากเห็นผู้ที่ยังอยู่ในความทุกข์เกินกว่า เกินกว่าเหตุ ควรจะนะ ควรจะได้รับความสำเร็จสุขกันได้มากกว่านี้ เท่าที่เห็นก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสุข ตอนนี้เกิดมีกรณีขึ้นมาอีกว่า หลายคนก็เลยบอกว่า อย่างนั้นฉันต้องเปลี่ยนสำนัก ฉันต้องเปลี่ยนที่เรียน ฉันต้องเปลี่ยนที่ฝึกปฏิบัติ ขอบอกนะว่า ผู้ที่จากเราไปเราก็มีความห่วงใย แล้วก็มีหลายประเภท ประเภทที่เขาหมดวาระ หมดวาระจากการมีกรรมเก่าเกี่ยวกันกับที่นี่ เขาไปเป็นปกติก็มี มีจำนวนไม่ใช่น้อย 
แต่มีผู้ที่เรามองเขาแล้วว่า เขาเป็นบุคคลสำคัญ มีสิ่งซึ่งเหนี่ยวรั้งไว้มากมาย แต่เขาไปด้วยอำนาจแห่งความโกรธกริ้วฉิวเคือง หรือไม่พอใจ  ปัญหาก็ตามมามากมาย บางคน พูดไปมันก็เดี๋ยวจะเข้าใจกันผิด บางคนก็ไปทนทุกข์ทรมานไปลำบากลำบน ไป ไปไม่ดีพูดกันสั้นๆ ก็คือ ไปไม่ดี ก็ได้แต่ได้ยินข่าวแล้วก็ได้แต่เสียใจ 
ก็หวังว่า หวังว่าปีพุทธศักราช 69  2569 ก็ใกล้จะสิ้นสุดลงอยู่เพียงแค่ไม่กี่เดือนแล้ว เราก็เตรียมจะทำการให้ชัดเจนด้วยการตั้งพระพรหม ตั้งศาลพระพรหมขึ้นมาบูชาให้เป็นสัญลักษณ์ ให้เห็นว่า เราชาวสหปฏิบัติฯ ต้องได้รับผลดีจากพรหมลิขิตกันเสียที ตรงนี้คือ  สัญลักษณ์ที่เราจะทำการ เพราะมีปรากฏการณ์ แล้วเรื่องปรากฏการณ์ก็ค่อยเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป 
วันนี้ก็พูดถึงผลงานของคุณกันติชา เวชสุรียะกุลไปแล้ว เรามาขอซ้ำกันอีกทีนึง 2060 เมื่อตัวรู้กับตัวรู้สึกประสานกันดีแล้ว ลึกซึ้งนะรู้กับรู้สึก ต้องพิจารณา อย่าเพียงแค่เผินๆ ก็จะไม่เข้าใจว่า  รู้กับรู้สึกมันไม่เหมือนกันหรือยังไง มันเป็นความเหมือนที่แตกต่าง ตัวรู้ก็ต้องใช้ประสาทสื่อสมองสั่ง  ตัวรู้สึกก็ต้องใช้ประสาทสื่อสมองสั่ง คือ ไซโคกับนิวโรนี่จำเป็น ตัวเข้าใจ ตัวเข้าใจตัวนี้ตัวลึกซึ้งลึกซึ้งลงไปอีกทีหนึ่ง จึงจะเกิดขึ้น เข้าใจในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา 
เมื่อตัวรู้กับตัวรู้สึกประสานกันดีแล้ว ประสานกันยังไง ประสานแบบไหน ตัวเข้าใจ เข้าใจขนาดไหน เข้าใจขนาดไหนจึงจะเกิดขึ้น และส่วนมากก็จะเข้าใจผิดกันเสียส่วนใหญ่  ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงเพราะๆ จากดีเจคนสวย คุณชนัดดา วงษ์มณี ว่าจะเปิดเพลงอะไรให้ฟัง แล้วมาสวดมนต์สวดพรกัน ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟังอีกครั้งหนึ่ง
เพลงขำขันที่เพิ่งจบลงไป ก็เป็นเพลงที่ต้องถือเป็นกันเอง เพราะชื่อเพลง ฟังแล้วก็หนัก หนักอยู่พอสมควร ชื่อเพลงธรรมะพอฟังได้ ธรรมะสระกบาล ทำไมสระกบาลต้องมีธรรมะ ผู้แต่งเขากำลังสระผม ก็พูดภาษาแบบโบราณเขาจะก็เรียกว่า กบาล อย่างเช่น มีธรรมะอยู่สองข้อเขาเรียกว่า ธรรมเป็นโลกกบาล ธรรมเป็นโลกกบาล เราก็บอก เอ๊ะ ใหม่ๆ เราก็งง ทำไมธรรมะเป็นโลกกบาล  ธรรมเป็นโลกกบาลก็มีหิริโอตตัปปะ ธรรมเป็นโลกกบาลคุ้มครองโลก ก็คือ หิริกับโอตตัปปะ ความละอายแก่ใจ กับเกรงกลัวต่อบาป  ธรรมะ 2 ข้อนี้ก็จะคุ้มครองโลกนี้ โลกกบาลก็หมายถึงว่า กบาลแปลว่า คุ้มครอง อย่างหัวกบาลเราคุ้มครองตัวเรา ก็คือ เป็นส่วนแรกของร่างกาย 
ธรรมะที่เป็นโลกกบาล ก็มีหิริกับโอตตัปปะ หิริแปลว่า ละอายแก่ใจ โอตตัปปะแปลว่า เกรงกลัวต่อบาปอย่างนี้เป็นต้น ทำไมคนมีหิริ หิริคือ ความละอายแก่ใจ แล้วทำไมถึงคุ้มครองโลก เพราะคนจะทำชั่วก็รู้สึกละอายใจ จะทำเลวก็ละอายใจก็ไม่ทำ โอตตัปปะเกรงกลัวต่อบาป ทำไปแล้วมันบาป ทำไปแล้วเกิดผลร้ายก็ไม่ทำ  ก็เลยเกิดเป็นหิริกับโอตตัปปะเป็นธรรมะในการคุ้มครองโลก ก็เหมือนกับหัวกบาลเราคุ้มครองตัวเรานี่แหละตั้งแต่ข้างบนลงมาก็ถึงข้างล่าง 
ทีนี้กบาลเป็นภาษาโบราณ คนก็ไปเข้าใจว่า ไม่สุภาพ ที่จริงมันไม่ได้เสียหายคำว่า กบาล  ก็คือ หัวกะโหลก กบาลก็คือ กะโหลก แต่สิ่งที่อยู่ในหัวกะโหลก อยู่ในกบาลก็คือ สมอง มีสมองคิดไหม คุณพูดอย่างนี้ คุณทำอย่างนี้ คุณคิดอย่างนี้ สมองคุณน่ะมีไหม มีสมองหรือเปล่า ก็คือ โลกกบาล หัวกบาล 
เพลงนี้เขาสระผมอยู่ คนแต่งเขาสระกบาลอยู่ ก็เลยคิดขึ้นมาได้ว่า คนเราต้องอย่าเหลิงนะ  วันนั้นก็รู้สึกจะมีคนทำท่าเหลิงๆ ให้เห็นน่ะ ก็เลยไปคิด อย่าเหลิง อย่าหลุดนะ หลุดก็หมดเลยล่ะ ติงต๊องเลย ผิดปกติ  อย่าลอยนะ ลอยไป ฉันนี่วิเศษวิเสโสแล้ว ลอยไปเลย  อย่าร้อน ร้อนจะต้องรวยเร็วๆ  จะต้องสำเร็จเร็วๆ จะต้องยิ่งใหญ่เร็วๆ ฉันจะต้องเป็นใหญ่เป็นโตอะไรอย่างนี้ ถ้าผลงานของชีวิตมันจะทำให้ใหญ่มันก็ใหญ่ มันจะทำให้โตมันก็โต แต่ตัวเองไปเข้าใจตัวเองผิด ไปตั้งฐานะของตัวเอง มันไม่ได้ใหญ่โตจริง มันเป็นประเภทร้อนรน ร้อนรนทนไม่ไหว ก็เลยมีมา 5 คำว่า “อย่าเหลิง อย่าหลุด อย่าลอย อย่าร้อน อย่ารน” 
ตอนนี้ปรับตนด้วยสมถะ สมถะก็คือ การทำสมาธิโดยในเบื้องต้น ก็คือ ทำให้เกิดความพอดีๆ พอเกิดความพอดีๆ แล้วเข้าใจชีวิตดีแล้ว เราจะติดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ได้ง่าย สมถะคือ สิ่งที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิต คนนี้เขาใช้ชีวิตสมถะนะ แต่สมถะจริงๆ ก็คือ ฌาน คนที่เข้าถึงสมถะจริงๆ ก็คือ เข้าถึงฌาน และโดยนัยยะ โดยเป็นนัยยะ ฌาน ก็คือ ฤทธิ์ คนที่เข้าถึงสมถะก็จะมีฤทธิ์ มีฌาน 
ส่วนปลงด้วยวิปัสสนา ตรงนี้วิปัสสนาความจริงหมายถึงญาณ 16  ถ้าคนที่เข้าถึงวิปัสสนาก็จะไปในทางละ ลด ปลด ปลง เป็นการตัดกิเลสก็จะกลายเป็นปัญญา  สมถะอันนั้นจะเป็นลักษณะของการมีความรู้สึกก่อนแล้วก็นำไปสู่ปัญญา สมถะคือ ความพอดี ปัญญาคือ ความรอบรู้ 
ข้อความนี้ท่านได้แต่ใดมา ได้มาตอนสระกบาลอยู่ ก็ขออธิบายเพลงที่คุณชนัดดานำมาเปิดไว้ว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างนี้นะ เชิญให้คนระวังตัว อย่าเหลิง อย่าหลุด อย่าลอย อย่าร้อน อย่ารน แล้วคนที่จะไม่เหลิง หลุด ลอย ร้อน รน ก็คือ ต้องทำสมาธิแล้ว แล้วต้องเข้าใจคำว่า สมถะคืออะไร แค่ไหน อย่างใด แล้ววิปัสสนาคือขนาดไหน ทำไมจึงเรียกว่า นำไปสู่ปัญญา ส่วนสมถะนำไปสู่การให้เกิดสมาธิจิต ควบคุมจิต เอาล่ะพอประมาณแก่การสนทนากันในวันนี้ 
ส. 26 ก.ย. 2569
รวบรวมโดย ดร.วันพร จาปะเกษตร์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.2000  สัมภเวสีมีชื่อชัดๆ ว่า“ผู้ที่เลือกให้เกิด” โอปปาติกะพาไปเกิดแน่นอน ตามวิบากกรรมของภพภูมินั้นๆ แต่สัมภเวสีเลือกที่เกิด (จ. 13 ก.ค. 2569)
เมื่อผู้มีสิทธิ์เลือก ก็คือ มีเทคนิค มีศิลปะในการที่จะสามารถช่วยเปลี่ยนชาติภพวังวนเวรกรรมก่อนที่จะไปเกิด ซึ่งบังเอิญเป็นชาติภพที่ไม่ดีเลย จะต้องลำบากลำบนอีกหนึ่งชาติ แต่สัมภเวสีก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ “ชวนจิต” สับเปลี่ยนชาติภพ ให้เป็นชาติที่ไม่ทุกข์ทน ลำบากลำบนจนเกินไป  แต่จะมีสิทธิ์มากน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับชาติภพก่อนที่จะไปเกิด ผู้นั้นมีจิตสงบพอสมควร สะอาดพอสมควร สว่างพอสมควร ส่วนชาติถัดไปก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของ นาย ก. และนาง ข.ในชาตินั้น ๆ
19 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy