แชร์

EP.1962  ศักดิ์สิทธิ์เป็นลักษณะอิสระ  ฉันคอยอย่างเดียวว่า เธอจะมีศักยภาพแล้วบริสุทธิ์ใจ ฉันก็เกิด   ถ้าเธอมีศักยภาพ แล้วไม่บริสุทธิ์ใจ ฉันก็ไม่เกิด  เธอก็เหนื่อยของเธอไป

อัพเดทล่าสุด: 9 มิ.ย. 2026
3 ผู้เข้าชม
EP.1962  ศักดิ์สิทธิ์เป็นลักษณะอิสระ  ฉันคอยอย่างเดียวว่า เธอจะมีศักยภาพแล้วบริสุทธิ์ใจ ฉันก็เกิด   ถ้าเธอมีศักยภาพ แล้วไม่บริสุทธิ์ใจ ฉันก็ไม่เกิด  เธอก็เหนื่อยของเธอไป     
    
 สวัสดีทุกท่าน วันนี้ก็เป็นวันก่อนวันวิสาขบูชา วิสาขบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ   วิสาขบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ รู้เองโดยไม่ต้องมีใครสอน วิสาขบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน สรุปแล้ววันวิสาขบูชาเป็นวันที่มีความมหัศจรรย์และศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง 
วันนี้วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พุทธศักราช 69 และคริสต์ 26  ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา”  วันเวลาวันนี้จะเป็นประโยชน์ตรงที่ว่า เราจะพูดถึงวันพรุ่งนี้ด้วย  วันพรุ่งนี้เราจะเน้นการบูชา เรียกว่า เป็นการบวงสรวง บอกกล่าวเล่าแจ้งแด่สรวงสวรรค์ว่า ศาลาที่เราได้สร้างไว้เมื่อปีกลาย ชื่อว่า “สหศรัทธาศาลา ศาลาสานปัญญา” เราถือฤกษ์อันสำคัญในวันพรุ่งนี้ เป็นวันที่จะบอกกล่าวแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฟ้าดินเป็นพยาน เทพเทวดาทั้งหลาย โปรดเสด็จมาเป็นสักขีในการที่เราจะใช้ศาลาหลังนี้ 
เตือนสติทุกๆ คนว่า อย่ามีแต่ศรัทธา หรือไม่มีศรัทธาก็ไม่ได้ ต้องมีศรัทธา แล้วก็อย่ามีแต่ศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย เราต้องมีศรัทธา แล้วหยุดอยู่แค่ศรัทธาก็ไม่ได้ ไม่มีศรัทธาต่อสรรพสิ่งทั้งหลายก็ไม่ได้  ต้องมีศรัทธาต่อสรรพสิ่งทั้งหลายและก้าวต่อไป ก้าวไปยังไง ก้าวอย่างมีวิริยะ คือ ความเพียร แต่อย่าเพียรจนเพี้ยน เพราะถ้ามีความเพียร มุมานะเอาเป็นเอาตาย ขาดสติ  ความเพียรนั้นอาจจะกลายเป็นความเพี้ยนได้ กลายเป็นคนผิดปกติไปอีก 
เมื่อมีศรัทธาต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย โดยเฉพาะเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย เราต้องมีศรัทธา  พอมีศรัทธาแล้วอย่าหยุด อย่าหยุดอยู่แค่นั้น จงมีความเพียรต่อไป เพียรอย่างเดียวไม่ได้อีกเหมือนกันอันตราย  ต้องเพียรอย่างมีสติ  เพียรอย่างมีสติเพียรอย่างไร เพียรไป ระลึกไปด้วยเหตุและผลต่างๆ ว่า เราจะเข้าถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร ถ้าเราไม่พิจารณาความจริงของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เดี๋ยวเราก็กลายเป็นความเพียรที่เป็นความเพี้ยน ไม่ได้ ต้องตั้งสติ 
เมื่อมีศรัทธาแล้ว มีวิริยะคือ ความเพียรแล้ว ต้องมีสติ สติแปลว่า ความระลึกได้ พอแล้วหรือยัง ยัง มีศรัทธาต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย มีความเพียรที่จะเรียนรู้ รับรู้ เรียนรู้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย  เรื่องอิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย  เรื่องปาฏิหาริย์ทั้งหลาย  เรื่องเทพเทวดาทั้งหลาย  เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลายคืออะไรกันแน่  มีความวิริยะ วิริยะคือ ความเพียร  ความเป็นวิริยะก็จะเป็นวิริยะ ไม่กลายเป็นความเพี้ยน ผิดปกติอีก จะไม่เพี้ยนได้อย่างไร ก็ต้องมีสติ  สติแปลว่า ความระลึกได้  
เมื่อมีศรัทธา มีวิริยะ มีสติแล้ว เดี๋ยวต้องพิสูจน์พิจารณาความศรัทธาความเชื่อในสรรพสิ่งเหล่านี้ ด้วยการเอาเข้าสมาธิ สมาธิแปลว่า จิตตั้งมั่น  เมื่อเราพิจารณาสิ่งเหล่านี้ในสมาธิแล้ว เราก็จะค่อยๆ อ๋อ อ๋อ อ๋อ อย่างนี้เอง  พอเราพิจารณาศรัทธา เสร็จแล้วก็มีความเพียร มีสติ แล้วเราก็มีซึ่งเข้าใจในเรื่องสมาธิจริง สมาธิจริงต้องเป็นอย่างนี้นะ ที่แล้วๆ มาเราไปเข้าสมาธิปลอม สมาธิโกหก มิน่าเราถึงได้เข้าใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผิดๆ พลาดๆ เราเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเข้าสมาธิพิจารณา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างนี้ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น  อิทธิฤทธิ์เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นอย่างที่เราเข้าใจผิดมาตลอด  ปาฏิหาริย์ตอบโต้ตีกลับได้แน่นอน  
เรื่องเทพ เทพที่เขาพูดกันมากมาย ที่แท้ความจริงมีตรรกะ หรือมีความจริงอยู่นิดเดียวจริงๆ เรื่องเทพ  เรื่องลึกลับซับซ้อนไม่ลึกจนเกินไป แล้วก็ไม่ลับจนเกินไป เอาแต่พอดีพอดีตามความเหมาะสม เดี๋ยวเราก็ได้คำตอบ  เกิดอะไร  เกิดปัญญา  เกิดปัญญาผุดโพรงขึ้นมา  ปัญญา คือ ความรู้ที่แตกฉาน ปัญญานี่คือ ความรู้ที่แตกฉาน  เราไปเข้าใจว่า ที่เรารู้มาตอนนั้น มันไม่ใช่ความรู้จริง ตอนนี้เป็นความรู้จริงแล้ว เพราะเราเกิดปัญญาแล้ว 
สรุปแล้วการเข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ก็คือ อินทรีย์  อินทรีย์แปลว่า อำนาจ  แล้วก็พละคือ พลัง อินทรีย์พละ ก็ได้แก่ ศรัทธา  วิริยะ  ความเพียร  สติคือ ความระลึกได้  สมาธิคือ จิตตั้งมั่น ใครจะพูดยังไงไม่ต้องไปสนใจ  เราแน่ใจแล้วว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้  สมาธิคือ จิตตั้งมั่น ปัญญาเกิดแล้ว  พอปัญญาเกิดแล้วเราก็สบายใจ แน่ใจแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างนี้ เราจะเพียรกำลังไปไม่ให้เพี้ยน เพี้ยนนั้นไม่เอา ใครจะมาว่าอะไรเราก็ไม่สนใจแล้ว  ตอนนี้เราอิสระแล้ว เราไปช่องที่ 9 ของนามบัตรของสหปฏิบัติฯ แล้ว เพราะว่าสหปฏิบัติฯ มีนามบัตรให้กับทุกๆ ท่าน คนละใบ คนละใบ จะเอากี่ใบก็ได้  
ช่องที่ 9 ของนามบัตรของสหปฏิบัติฯ คือ อิสระ  ทุกอย่างต้องมาลงตรงนี้  ถ้าไปลงที่อื่น ไม่ใช่  ถ้าลงตรงนี้ ใช่  ลงยังไง ลงตรงอิสระ  จะคบกับผีก็ต้องคบแบบอิสระ  จะคบกับคนก็ต้องคบอย่างอิสระ  จะคบกับเทพก็ต้องคบอย่างอิสระ  จะเข้าถึงธรรมะก็ต้องอิสระ  ถ้าเข้าถึงเทพ  เข้าถึงผี  เข้าถึงมนุษย์ แล้วเข้าถึงธรรมะ แบบนุงนังนัวเนีย วุ่นวาย เดือดร้อน คุณไม่ไปปฏิบัติธรรมวันนี้ไม่ได้ขาด  คุณต้องทิ้งงาน ทิ้งภาระ ทิ้งกิจการ  ทิ้งนู่น ทิ้งนี่  ไปปฏิบัติธรรมให้ได้  ถ้าไม่ไปปฏิบัติ คุณจะวิบัติ  คุณจะเดือดร้อน  เราต้องบอกอย่ามาหลอกฉันให้เสียเวลาเลย  ฉันเข้าใจแล้วว่า ธรรมะคืออะไร  อย่ามาขู่ฉันให้ลำบากเลย ฉันเข้าใจแล้วเทวะ หรือเทพเทวดาคืออะไร   อย่ามาหลอกให้ฉันจ่ายเงินโดยไม่จำเป็น นอกจากฉันมีศรัทธาจะทำบุญก็อีกเรื่องหนึ่ง แล้วถ้าไม่ทำมันเรื่องของฉันนะ  
ทุกอย่างต้องอิสระ แม้นกระทั่งคนจะคบหากัน แม้นกระทั่งจะแต่งงานกันเป็นสามีภรรยากัน  ฉันเป็นสามีคุณนะ ไม่ใช่ทาสคุณนะ ฉันเป็นภรรยาคุณนะ ฉันไม่ได้เป็นทาสคุณ เราอยู่กันอย่างอิสระ แต่มีความปรารถนาดีต่อกัน ไม่ทุจริตต่อกัน ไม่คิดร้ายต่อกัน เราอยู่กันอย่างเข้าอกเข้าใจกัน ต่างคนต่างมีชีวิตที่เป็นอิสระชนต่อกัน 
อันนี้ก็เป็นหลักที่พูดมา ไม่ได้มีเจตนาจะมาให้ใครกระด้างกระเดื่อง หรือจะถือแข็งขืนอะไรกับใครต่อใครในฐานะต่างๆ ไม่ใช่  การออมชอม รอมชอม หรือความอ่อนเข้าหากันนั่นน่ะมันก็จำเป็น  แต่ไม่ใช่จะมาใช้วิธีบีบคั้น บังคับ กดดัน จะมาเอาอำนาจบาตรใหญ่ อย่างนั้น อย่างนี้ มันไม่ใช่ คุณเข้าใจผิดแล้ว แล้วคนที่ตั้งตัวเป็นใหญ่อีกเหมือนกัน คุณจะมาทำตัวใหญ่แล้วมาบีบคั้นฉันไม่ได้ ต้องมีอิสระต่อกัน แล้วเห็นอกเห็นใจกัน แต่ต้องให้ความคารวะกันตามฐานะ อันนี้ถูกต้องนะ จะมาใช้ความรุนแรงต่อกันไม่ได้ มันผิดหลักความจริงของธรรมะ เพราะธรรมะคือ ธรรมชาติ 
ความรุนแรงกับโลกวิญญาณก็เหมือนกันนะ จะมาใช้ความรุนแรงกับผี ผีมันก็ไม่ยอม จะมาใช้ความรุนแรงกับเทพ เทพบอกมันเรื่องอะไร อยาก อยากได้ลอตเตอรี่สองตัวสามตัว มาบังคับฉัน   อย่าหวัง อย่าหวัง เดี๋ยวก็มีการซื้อผิดๆ พลาดๆ  ถูกหวยกินแน่  ก็ต้องเข้าใจกัน ต่างคนต่างมีจิตที่วางว่างต่อกัน  
พอจิตที่วางว่างๆ นี่แหละ จะทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้น ถ้าจิตที่วางไม่ว่าง  ไม่วางจิตว่าง ความศักดิ์สิทธิ์ไม่เกิดขึ้นหรอก  เหตุที่ทุกวันนี้เรารอคอยความศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย วันนั้นก็แล้ว วันนี้ก็แล้ว อย่างเช่นพรุ่งนี้ วันวิสาขบูชาเป็นวันแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด  แล้วถ้าเกิดจิตเราไม่วางว่าง จิตเราวุ่นวาย กังวลนั้น กังวลนี้ คิดถึงนั่น คิดถึงนี่  ตั้งใจไว้จะต้องเอาให้ได้เท่านั้น เอาให้ได้เท่านี้ เอาให้ได้ขนาดนั้น เอาให้ได้ขนาดนี้ บางทีกลับกลายเป็นตรงกันข้าม  กลายเป็นตรงกันข้าม  
เราจะทำบุญ เราจะสร้างอะไร จะทำอะไร  เมื่อทำไปแล้วต้องมีจิตที่วางว่าง  แล้วศักดิ์สิทธิ์ก็จะเกิดขึ้นมาแก่เรา  ปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้นมา ถ้าทำอะไรไปแล้วจิตไม่ว่าง มัวแต่ครุ่นคิด บุญจะได้เท่าไหร่นะ บุญจะมาตอบแทนเราเมื่อไหร่นะ  แล้วคนนั้น คนนี้ คนโน้น เขารู้ไหมว่า เราทำบุญ เราลงทุนเหน็ดเหนื่อย ลำบากแสนสาหัส เราได้จ่ายเงินซื้อนู่น ซื้อนี่ ซื้อนั่นไป เขาจะรู้ไหม อันนี้จิตไม่ว่าง 
พอจิตไม่ว่าง สิ่งที่จะเกิดเป็นปาฏิหาริย์ไม่เกิดสักที  รอแล้วรออีก  รออีกรอแล้ว  ไม่มีผลเลย เกิดโมโห  ทำบุญได้บุญมีที่ไหน  ทำบาปได้ดีมีถมไป  ต่อไปนี้เลิกทำบุญ ทำบาปดีกว่า  คราวนี้ล่ะก็เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ จบเห่  ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง 
คงหวังว่าคงพอเข้าใจในสาระ สาระของศักดิ์สิทธิ์  อิทธิฤทธิ์  ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา  เรื่องลึกลับทั้งหลาย คงจะมีผู้เข้าใจ แล้ววางว่าง ทำจิตใจว่างๆ อย่าไปจับจ้อง อย่าไปจดจ่อ แต่ถ้าในเรื่องที่เราจะทำประโยชน์ จะสร้างสรรค์ อันนั้นจับจ้อง อันนั้นจดจ่อได้  แต่ไปจับจ้องว่า บุญที่ฉันทำ สิ่งที่ฉันเสียสละไป ให้มันรู้ไปว่า จะไม่มาตอบสนองฉันภายในเร็ววันนี้ ก็ให้มันรู้ไป เดี๋ยวฉันจะโพนทนาด่าว่าบุญไม่มีจริง อะไรทำนองอย่างนี้ อันนั้นเข้าใจผิดนะ ทำอะไรรับรองว่า ในโลกนี้ที่เราทำไปแล้ว ไม่มีสูญหรอก ไม่มีสูญเปล่า  ทำหนึ่งก็ได้หนึ่ง ทำสิบก็ได้สิบ ทำร้อยก็ได้ร้อย ทำพันก็ได้พัน ทำหมื่นก็ได้หมื่น ทำแสนก็ได้แสน ทำล้านก็ได้ล้าน มันไม่มีคำว่า ได้ศูนย์  แต่ผลจากการทำนั้น มันจะมาสนองเราก็ต่อเมื่อจิตเราวางว่าง แล้วทุกอย่างจะเห็นผล  ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง  เดี๋ยวมาฟังอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ มีรายงานผลงาน ขอขอบคุณอีกครั้งที่อดทนฟัง
เอาล่ะ เพลง สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา  คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 3/1 ครูธวัช คณิตกุล   ทำนองและเสียงร้อง AI  จัดทำโดย อาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์  “สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา รวมความเชื่อศรัทธาทั้งหลายมาอยู่ในจุดเดียวกัน รวมความรู้ปัญญาทั้งหลายมาอยู่ในจุดเดียวกัน  เพื่อรวมทั้งศรัทธาและปัญญาให้มาอยู่ร่วมกัน เกิดเป็นศักดิ์สิทธิ์พร้อมทั้งศักยภาพ อยู่ภายในตัวมนุษย์” 
ก็พอดีช่วงพัก ช่วงเพลง และช่วงที่อาจารย์ปัญจพลอ่านรายงาน ก็ได้รับคำถามจากคุณพรทิพย์ พุตติ แม่เง็กนึ้งว่า ทำไมต้องเอาศักดิ์สิทธิ์ขึ้นนำหน้า ก็เลยตอบว่า ศักดิ์สิทธิ์คู่กับศักยภาพ ศักยภาพคู่กับศักดิ์สิทธิ์  เมื่อคนอยากจะมีความศักดิ์สิทธิ์ ก็ให้เร่งสร้างศักยภาพ  เมื่อคนสร้างศักยภาพแล้วยังไม่เฮง คือ เก่งแล้วแต่ยังไม่เฮง ก็ให้เร่งภาวนาหรือมีศรัทธา เพื่อให้เกิดศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์คู่กับศักยภาพ  แล้วมนุษย์ทุกคนสามารถที่จะฝึกศักยภาพของตัวเองได้ บางคนไม่เก่งอะไรสักอย่างหนึ่ง ทำอาหารเก่ง  บางคนเย็บผ้า เย็บปักถักร้อยเก่ง  บางคนเล่นกีฬาอย่างหนึ่งอย่างใดเก่ง อะไรต่ออะไร ซึ่งทุกคนสามารถที่จะสร้างความเก่งกล้าสามารถได้ 
ทีนี้เก่งกล้าสามารถต้องมีคุณความดีด้วย เกิดไม่ได้สร้าง ก็ไปสร้างความเก่งกล้าสามารถในทางเสียหาย ไปสร้างความสามารถในทางที่ไม่ดี ศักดิ์สิทธิ์เขาก็ไม่เอาด้วยสิ  ฉันด่าเก่งนะ  คุณด่าเก่ง คุณก็ด่าของคุณไปเถอะ ทำไมฉันไม่มีศักดิ์สิทธิ์สักที ทำไมไม่เฮง เฮงคือ  ศักดิ์สิทธิ์  ก็คุณเก่งอะไร ฉันด่าเก่งจ๊ะ  อย่างนั้นรอไปก่อนเถอะนะ  ศักดิ์สิทธิ์เขาไม่เอาด้วยหรอก ถ้าหากว่าสิ่งนั้นมันไม่ถูกต้อง 
ก็ขอให้ทุกคนมั่นใจว่า ตัวเองสร้างได้  ศักดิ์สิทธิ์คู่กับศักยภาพเป็นปฐมฤกษ์ เป็นตัวแรกเลยที่เกิดขึ้น แล้วนอกนั้นก็อาจจะเกิดจากเทพเทวดา  เกิดจากอิทธิฤทธิ์ที่เกิดจากอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด  เกิดจากเรื่องลึกลับซับซ้อน ของเก่า ของโบราณ อะไรอย่างนี้  ก็เกิดศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้  แต่ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นลักษณะเป็นอิสระ ฉันคอยอย่างเดียวว่า เธอจะมีศักยภาพ แล้วบริสุทธิ์ใจฉันก็เกิด  ถ้าเธอมีศักยภาพ แล้วไม่บริสุทธิ์ใจ ฉันก็ไม่เกิด เธอก็จงเหนื่อยของเธอไป  อย่างคนบางคนทำมาหากินจนกระทั่งแทบจะหัวใจวายตาย ก็ไม่เฮงสักที ไม่ประสบความสำเร็จสักที ก็เพราะว่าศักดิ์สิทธิ์ไม่เอาด้วย  เพราะศักดิสิทธิ์เขาต้องการคนดี และคนเก่ง อันนี้ก็ขอฝากเอาไว้ในวันก่อนวันวิสาขบูชา ในวันพรุ่งนี้  
คุณกันติชา เวชสุรียะกุล 1961 สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา ศรัทธาต้องคู่ปัญญา ตัวโปรยเท่านี้ก็เพียงพอ เพราะว่าเราจะประกอบพิธีบวงสรวง สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญาในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ศักยภาพในตัวผู้ที่บูชาบวงสรวงมาร่วมกันเกิดสมบูรณ์ขึ้นมา มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาด้วย พอศักยภาพสมบูรณ์ขึ้นมา ความศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นมาแล้ว ก็เท่ากับคนๆ นั้นมีความเก่งและเฮง ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว แต่ไม่เฮง แต่ก็มีบางคนนะ เฮงอย่างเดียวแต่ไม่เก่ง ก็ยังดี  เฮงอย่างเดียวก็ไม่เป็นไร ฉันไม่เก่งก็ไม่เป็นไร  แต่เกิดเฮงแบบโง่ๆ  เฮงแบบโง่ๆ  ไม่ช้า แล้วความโง่เป็นไง ความโง่ก็มาเบียดเบียนความเฮง  เช่น คนถูกหวยได้ก้อนเบ้อเร่อ รางวัลที่ 1 ก็ได้ แต่ไม่เก่ง  ไม่เก่งแต่เฮง ไม่ช้าหวยที่ได้มาหมดเกลี้ยง เพราะความไม่เก่งรักษาทรัพย์ไม่อยู่ ถูกหลอกหมดก็มีเยอะ คนได้เงินมาก้อนใหญ่ เฮงแต่ไม่เก่ง ไม่ช้าเงินก้อนใหญ่ที่ได้มาก็พลอยหมดไปด้วย  เมื่อได้เงินมาก้อนหนึ่งมาแล้วมันต้องมีต่อ หรืออย่างน้อยๆ ก็ให้มันหมดสิ้นลงช้าที่สุดเท่าที่ช้าได้ มันต้องมีสิ่งมาเสริม 
สรุปแล้วยังไงเก่งก็ต้องคู่กับเฮง เก่งอย่างเดียวก็อยู่ไม่รอด เฮงอย่างเดียวก็ไม่ไหวแต่ไม่เก่ง อันนี้ต้องฝากไปคิดกันให้ดีๆ 
ส. 30 พ.ค. 2569
รวบรวมโดย ดร.วันพร จาปะเกษตร์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.1958  เรายังมีเวลาอีก 5 วัน ที่เราสามารถจะปรับสารสื่อเคมี 7 ชนิด ที่อยู่ในไซโตปลาสซึมของเรา (อ. 26 พ.ค. 2569)
ให้ทอแสงออกมากลายเป็นรังสีออกไปเป็นราศี ไปสู่รัศมี และไปสู่รังสีแห่งพรหม  รังสีของตัวเองก็เป็นที่สมบูรณ์เป็นที่ชื่นชมยินดี  มีความเก่งกล้าสามารถ  ถ้าอารมณ์ของเราอยู่ในสภาพที่ไปเจอกับกับดัก 9 ข้อ คือ โลภ โกรธ หลง  กิเลส ตัณหา อุปาทาน  ตัณหา มานะ ทิฏฐิ  แล้วเราสามารถลดอำนาจ ลดบทบาทของ 9 ตัวนี้ลงได้ เราก็จะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายและดีขึ้น  มีความถูกต้องชัดเจนขึ้น
2 มิ.ย. 2026
EP. 1863    เรขาคณิต (กุล) พิสูจน์กรรม (ส. 31 ม.ค. 2569)
ถ้าคุณทำกายของคุณให้เบา ทำใจให้ปลอดโปร่งโล่งสบาย ลดความโลภสักนิด คุณจะเข้าใจว่า วิบากกรรมในภพเก่าของเรา ที่มาเชื่อมต่อวิบากกรรมคือ ผลกรรมที่เราทำไว้ในชาตินี้ที่เริ่มจำความ มันผิดตรงไหน มันต้องแก้ไขตรงไหน มันต้องยอมตรงไหน ไม่ยอมตรงไหน
3 ก.พ. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy