บทสรุป พิธีครอบครูประจำปี 2569
อัพเดทล่าสุด: 18 ก.ย. 2026
36 ผู้เข้าชม
20 กันยายน วันครอบครูประจำปี เพื่อการครอบครองชีวิตของเราให้มีความเป็นปกติสุข
โดยทั่วไปการไหว้ครูก็ดี ครอบครูก็ดี ส่วนใหญ่ประเพณีที่ถือกันมาตั้งแต่บรรพกาล หรือดึกดำบรรพ์ ก็จะถือสัญลักษณ์เรื่องของเครื่องบูชาทั้งหลาย ที่แต่ละสถานที่ เขาจะถือว่าตัว “พานครูขันธ์ 5” เป็นสัญลักษณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเรามั่นใจว่าเป็นสถานที่นัดพบระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับเราผู้เป็นศิษย์ โดยมีพานครูเป็นสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นพานบูชาก็ดี ดอกไม้ธูปเทียนก็ดี หรือสิ่งที่นำมาเป็นอุปกรณ์ในการเข้าสู่พิธีก็ดี ก็เป็นของศักดิ์สิทธิ์
สหปฏิบัติฯเรา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แก้ไข กันมานับเป็นสิบๆ ปี มาถึงปีนี้เราเริ่มเข้าใจกันแล้วว่า สิ่งเคารพทั้งหลาย สิ่งบูชาทั้งหลายที่เป็นวัตถุธรรม จะประกอบด้วยวัสดุสิ่งใดก็ดีทั้งนั้น เป็นสิ่งที่ต้องให้ความยอมรับด้วยกันทั้งนั้น
แต่มาถึงปีนี้เราจะต้องให้ทุกคนเข้าใจว่า สิ่งบูชาทั้งหลาย นอกจากวัตถุมงคล หรือสิ่งอันเป็นรูปเคารพทั้งหลาย มีความสำคัญ มีความจำเป็นที่เราจะต้องให้ความเคารพและบูชาก็จริงอยู่ แต่เราอยากจะให้หันมาสนใจใส่ใจกับความสำคัญของขันธ์ 5 ในตัวเรา
สหปฏิบัติฯเรายึดสรณะที่ตัวเราคือ ร่างกาย ร่างกายสังขารของผู้ที่มาร่วมพิธี ตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในทางพระพุทธศาสนาจะเรียกว่า สังขาร ประกอบด้วยขันธ์ 5 เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะบูชาแล้วได้ผลจริงๆ ก็บูชาด้วยการให้ความรู้และความรู้สึกที่ถูกต้องเข้ามาในขันธ์ 5 ของเรา นี่คือ จุดประสงค์ของสหปฏิบัติฯ ในการประยุกต์การไหว้ครูและครอบครูสู่สากล
พระพุทธศาสนาบอกว่ามนุษย์ประกอบด้วยเบญจขันธ์ เบญจขันธ์ เบญจะ แปลว่า 5 ขันธ์ ก็คือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ประกอบกันขึ้นมา เดิมทีก็เริ่มจากรูปและนาม
ให้เราเรี่มจาการเรียนรู้ว่า รูปของเราประกอบด้วยอะไรในทางความรู้สึกในความรู้ทั่วไป แล้วก็ประกอบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาประกอบการ เมื่อประกอบจนกระทั่งเราเข้าใจพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้ขันธ์ 5 ของเราเป็นที่ถ่องแท้ แล้วก็ชัดเจนแล้ว เราก็กลับไปที่ความเห็นของเราที่พูดว่า “วิทยาศาสตร์เป็นรากฐานของไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ ต่างฝ่ายต่างเป็นรากฐานซึ่งกันและกัน เราก็จะเริ่มต้นทำการศึกษาหาความรู้ตรงนี้กันอีกต่อไป
ขันธ์ตัวที่ 1 รูป “สิ่งที่จะต้องเสื่อมไปตามเหตุปัจจัยที่ขัดแย้ง” เราจะไม่ให้มันเสื่อมได้ไหม ไม่ได้ เพราะขัดต่อกฏของไตรลักษณ์ เราจะดูแลรูปธรรมของเราอย่างไร เราจะบรรจุความรู้สึกและความรู้ที่ถูกต้องลงไปในรูปคือขันธ์ตัวที่ 1 ได้อย่างไร
ขันธ์ตัวที่ 2 เวทนา เวทนาคืออะไร ถ้าเราปล่อยให้เวทนาเป็นทุกขเวทนาอยู่ตลอดเวลาเราก็คงจะเศร้าเหงาหงอย เซื่องซึม เป็นชีวิตที่ขาดความสมบูรณ์ในการใช้ชีวิต เพราะเวทนาจะทำให้ชีวิตเรามีความผิดปกติ เพราะเวทนามีสร้อยคำว่า”จิตเสวยอารมณ์ จิตรับรู้อารมณ์ อารมณ์ป่วนจิต”เราจะบรรจุความรู้และความรู้สึกลงไปได้อย่างไร
ขันธ์ตัวที่ 3 สัญญา “จำได้หมายรู้” แล้วไปจำอะไร ทำไมเราไม่จำสิ่งที่ควรจำ ที่ไม่ควรจำ บุคคลที่ไม่ควรจำ เรื่องราวที่ไม่ควรจำ แล้วไปจำทำไม จำให้มันเสียเวลา จำให้มันลำบากลำบนไปทำไม
ขันธ์ตัวที่ 4 สังขาร เพื่อการปรุงแต่ง ปรุงแต่งยังไง บางคนปรุงแต่งภายนอกงดงามสวยหล่อ แต่การปรุงแต่งภายในไม่ได้มีความหมายเท่าที่ควร เราจะบรรจุความรู้และความรู้สึกลงไปได้อย่างไร
ขันธ์ตัวที่ 5 วิญญาณ คือความรู้สึก แล้วเราจะเอาแต่ความรู้สึกเท่านั้นหรือ เขามีธรรมชาติที่สมบูรณ์ให้กับเราแล้วให้เราใส่ความรู้เข้าไปทางหู ทางตา ทางจมูก ทางปาก และใส่ความรู้เข้าไปในกายสัมผัส ทำไมเราไม่ใช้ ตาหูจมูกและกายสัมผัสของเราในสิ่งที่เป็นประโยชน์ นี่คือวัตถุประสงค์ของการครอบครูเพื่อการครอบครอง
สิ่งนี้เราเริ่มต้นให้เห็นชัดเจนขึ้นแล้วว่า เราจะสร้างพานครูขันธ์ 5 ที่เป็นวัสดุ ที่เป็นโลหะ ที่เป็นพลาสติก ที่เป็นอะไรขึ้นมาแล้วอธิษฐานจิตเพื่อให้ศักดิ์สิทธิ์ มีประโยชน์ไหม มีประโยชน์ แต่ประโยชน์ยังน้อยกว่า น้อยกว่าถ้าเราบรรจุความรู้สึก ความรู้และศรัทธาไปสู่ปัญญาเข้าไปในรูป ขันธ์ตัวที่ 1 เวทนา ขันธ์ตัวที่ 2 สัญญาขันธ์ตัวที่ 3 สังขาร ขันธ์ตัวที่ 4 และวิญญาณ ขันธ์ตัวที่ 5 น่าจะศักดิ์สิทธิ์มากกว่า
เริ่มต้นกลับไปตรงที่ว่า ตามคติของเราที่พูดไว้ว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังค์ให้กับศักยภาพ แล้วศักยภาพของมนุษย์ออกมาจากไหน ศักยภาพของมนุษย์ก็ออกมาจากขันธ์ 5 เมื่อผู้ใดทำความเข้าใจในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จนเป็นที่ถูกต้องดีแล้ว ความรู้สึกชัดเจน ความรู้ถูกต้อง นั่นแหล่ะ คนๆนั้นกำลังสร้างศักยภาพขึ้นมาเป็นฐาน เพื่อรองรับ เพื่อเตรียมรองรับ เพื่อพยุงให้ศักยภาพมาเป็นฐานให้กับความศักดิ์สิทธิ์
เราจึงต้องอาศัยธรรมชาติทั้งสองภาค ทั้งภาคสามัญและเหนือสามัญ สามัญนี่มนุษย์เราจัดการได้ มนุษย์ที่ใส่ใจใฝ่เรียนรู้จัดการได้ แต่เหนือสามัญนี่ต้องอาศัยศรัทธาเป็นที่เริ่มต้น ก้าวที่ 2 อย่าพลาด เพราะคนส่วนใหญ่ก้าวจากศรัทธาอย่างจริงใจ แต่พอก้าวที่ 2 พลาดถลำลื่นล้มลงไป วิริยะคือความเพียร กลับกลายเป็นความเพี้ยน เมื่อก้าวที่ 2 ของศรัทธาผิดพลาดสะแล้ว ก้าวต่อไปเป็นอันว่าสิ้นหวัง เรื่องที่จะเกิดสติคงยาก เรื่องที่จะเกิดสมาธิก็คงลำบาก เรื่องที่จะเกิดปัญญาก็คงจะจบเห่ มีแต่ปัญหา เมื่อก้าวพลาดถลำ ก้าวที่ 2 ของวิริยะกลายเป็นความเพี้ยน หมดกันพอดี
เรากำลังรณรงค์ ผู้ที่สนใจในทางศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏฺหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย หันมานับถือตัวเอง หันมาเชื่อตัวเอง หันมาทำตัวเอง ให้เกิดศักยภาพขึ้นมาจริงๆ จังๆ และความเก่งกล้าสามารถพร้อมคุณงามความดี อีกไม่ช้าไม่นานผู้นั้นก็จะกลายเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ พอความศักดิ์สิทธิ์มายืนอยู่บนฐานของศักยภาพ ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะพลิกฐานะสร้างบัลลังค์ของคนเก่งและคนดี ประกอบกับความสำเร็จของคนดีและคนเก่งให้กับเจ้าของชีวิต สมกับฐานะ ที่เราพูดว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ของศักยภาพ”
รวบรวมและเรียบเรียงโดย คุณกนกวรรณ วงศ์มณี และ คุณพรทิพย์ พุตติ
บทความที่เกี่ยวข้อง
ศ. 20 มี.ค. 2569
23 มี.ค. 2026
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สรรหาในตัวเราเองดีที่สุด บริหารอากาศธาตุให้พอดีๆ เกิดเป็นพลังปราณ แล้วใส่ธาตุรู้จากการเรียนรู้เข้าไปในวิญญาณธาตุ เมื่อวิญญาณธาตุได้รับการปรุงจากศักยภาพแล้ว คุณก็จะกลายเป็นคนที่มีทั้งศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์ ส่วนจะไปสัมพันธ์กับผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่อื่นก็แล้วแต่กรณีไป แต่อย่าหลงตัวเอง อย่ากร่าง อย่าโชว์โง่
25 เม.ย. 2026
