“ถาม แอนด์ ทอล์ค” ครั้งที่ 40 (11 กรกฎาคม 2569)
อัพเดทล่าสุด: 2 ส.ค. 2026
20 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกๆ ท่าน ต้องใช้คำว่า กระทู้ธรรมวันนี้เป็นของดี แต่มีคนมีโอกาสเล็ดลอดเข้ามาฟังได้น้อยมาก ทุกคนที่เล็ดลอดเข้ามาในวันนี้ถือว่า เป็นคนพิเศษสุด ทำไมถึงพูดอย่างนั้น เพราะเชื่อว่ากระทู้ที่เราตั้งในวันนี้ ซึ่งบางคนอาจจะเข้าใจผิดได้ว่า เราไปเอาชื่อคนดังคนมีชื่อเสียงมาหาเสียงก็ได้ กระทู้ในวันนี้ว่ายังไงอ.โอ๊ต.....“รัก รวย โรค โฉลกพุ่มพวง”
อีกทีซิ “รัก รวย โรค โฉลกพุ่มพวง” คำแรกๆ นี่ไม่เป็นไรนะ เป็นคำสามัญธรรมดา ใครๆ ก็อยากจะสมรัก แล้วก็สมรวย ปราศจากโรค ไม่ใช่สมโรคนะ ตอนนี้คำหลังเรายอมรับว่า ถ้าคนที่ไม่เป็นมิตรกับเราก็จะเอามา เอามาอะไร เอามาตำหนิว่า บังอาจไปเอาชื่อคนดังเขามาเป็นหัวข้อกระทู้ทำไม เพราะว่าคุณพุ่มพวงเขาเป็นบุคคลที่เรียกว่า ดังไปไม่ใช่แค่ประเทศไทย ดังไปมากมายหลายประเทศ แต่จะทั่วโลกหรือเปล่าไม่แน่ใจ
วันนี้ได้ข่าวอีกจาก YouTube ว่า มีดาวเด่นจากจังหวัดภูเก็ต เนเน่ เป็นดาวเด่น เป็นนักร้องวัยรุ่น ใช้เพลงอะไรนะ ใช้เพลงซอมบี้มาประกวด แล้วก็กำลังดัง ยอดวิวเป็นล้านๆ วิว อันนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า คนดังๆ ก็จะถูกนำมากล่าวขานถึงใช่ไหม ก็ขอให้คิดบวกแล้วกันว่า คุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ เขาเป็นคนดัง ตรงดังก็ยังไม่ใช่ว่าเป็นจุดที่เราจะเอามา แต่เขาเป็นคนมีทั้งความมหัศจรรย์ในชีวิต และที่สำคัญคือ อาถรรพ์ด้วย
เพราะฉะนั้น พวกเราเท่าที่ดูดู จะมีลักษณะดวงชะตาคล้ายๆ กับคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ ค่อนข้างเยอะ ทั้งที่ผ่านมา แล้วก็ที่มีอยู่ปัจจุบันนี้น้อยมาก แล้วก็ที่ผ่านไป ผ่านมาสำนักสหปฏิบัติฯ มีอยู่ที่สหปฏิบัติฯ เหลือแค่หยิบมือเดียว แล้วก็ที่ผ่านไปจำนวนมาก จะมีดวงชะตาคล้ายๆ คุณพุ่มพวงเยอะมาก
ในกรณีอย่างนี้เราก็เลยถือโอกาส ขออนุญาตแด่ดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของคุณพุ่มพวงว่า ขอเอามาเป็นกรณีศึกษาหน่อยเถอะ อย่าหาว่าไปก้าวล่วงใช่ไหม เขาใช้คำว่า ก้าวล่วง แต่ภาษาสูงนะ อันนี้ภาษาสูง ไปล่วงเกินเขาดีกว่า เอาภาษาชาวบ้าน ไปล่วงเกินดวงวิญญาณเขาดีกว่า แต่ขอเอามาเป็นกรณีศึกษา
แล้วพอใครศึกษาแล้ว เข้าใจพอสมควรแล้ว หรือมากกว่าพอสมควร คนนั้นอาจจะมีวิญญาณธาตุปรับตัวเองอยู่ข้างใน แล้วปรับไปปรับมา ก็อาจจะเกิดความสมดุล ชีวิตที่ย่ำแย่ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้น ที่ดีอยู่แล้วก็จะดียิ่งๆ ขึ้นไป เพราะฉะนั้น อยากจะให้อดทน อดทนสนใจ ใส่ใจ ตั้งใจฟังสักนิดหนึ่งเถอะขอร้อง ไม่ใช่เพื่อสหปฏิบัติฯ แต่เพื่อตัวเอง แต่โดยนัยยะโดยปริยาย ถ้าคนของสหปฏิบัติฯ ดีขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้น แล้วเกิดจิตสำนึกสาธารณะขึ้นมาจริงๆ สหปฏิบัติฯ ก็พลอยมีผลได้ มีผลพวง ทุกคนก็จะมีจิตสำนึกที่ดี
องค์กรใดที่มีสมาชิก ที่มีจิตสำนึกที่ดี ร่วมอยู่มากๆ องค์กรนั้นก็ย่อมเจริญเป็นธรรมดา ตรงกันข้าม องค์กรใดมีผู้มีจิตสำนึกที่ไม่ดีอยู่ร่วมด้วยมากๆ องค์กรนั้นก็ทรุดโทรมลงไป ทรุดโทรมลงไปเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้น ขอให้มองกันในลักษณะที่กลางๆ ไว้ก่อน เอากระทู้นี้มาทำไม ไม่มีมารยาท ไปขออนุญาตกับเขาแล้วหรือยัง ถ้าถามอย่างนี้ต้องตอบว่า ทางวิญญาณขอแล้ว แต่ทางมนุษย์ไม่รู้จะไปขอกับใคร .......
เพราะฉะนั้น ผิดถูกคนพูดขอรับผิดชอบเอง ถ้ายามใดวันข้างหน้ามีคนมาว่า ไม่เป็นไร บอกให้มาว่าครูธวัช......ก็เพราะว่ามันจะมีมนุษย์จำพวกหนึ่ง ที่เขาตั้งใจจะกินเมี่ยงคำด้วยใบชะพลู เขาเกิดพลาดเผลอไปเอาไปตำแยมาห่อ แล้วก็กินเมี่ยงคำ ก็เยอะคนประเภทเข้าใจว่า ใบตำแยมาใส่เครื่องเมี่ยงคำนี่กินได้ แต่พอกินเข้าไปก็เป็นอย่างนั้นแหละ ใบตำแยคืออะไร กินแล้วเป็นยังไง ..... กินแล้วมันคันปาก ปากมันอยู่ไม่สุข
ก็ขอโมทนาสาธุสำหรับผู้ที่คิดว่า จะพยายามทำความเข้าใจในแง่ดี ว่าเราจะเรียนเรื่องนี้กัน เพราะเราจะเน้นที่อะไร “ฤทธิ์เดชอํานาจของโอปปาติกะ” ขอคืนไมค์ไปสู่อาจารย์โอ๊ต
...... -อ.โอ๊ต ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของเดือนนี้- ........
....... -ประชาสัมพันธ์ห้องสมุดออนไลน์- .......
อ.โอ๊ต : วันนี้เราจะคุยเกี่ยวกับเรื่องของโอปปาติกะกันครับ .......และเราจะใช้ case study ในเรื่องคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาใช้ในการเรียนรู้แล้วพูดคุยกันครับ
-สรุปความหมายของโอปปาติกะ-
…..รายการวันนี้นะครับที่เราจะสนทนาธรรม หรือถามแอนด์ทอล์คกัน หัวข้อ “รัก รวย โรค โฉลกพุ่มพวง”
-ไทม์ไลน์ประวัติคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์-
-ช่วงแชร์ไอเดีย แสดงความคิดเห็น-
ครูธวัช : ขอแทรกความรู้ให้หน่อย คาถาอื่นๆ ดีทั้งนั้น คาถาทุกคาถาดีทั้งนั้น แต่ชินบัญชรเป็นคาถาที่สัมพันธ์กับโอปปาติกะโดยเฉพาะ เหตุผลอะไรเดี๋ยวจะมีให้ต่อไป เพราะเป็นคาถาที่สัมพันธ์กับโอปปาติกะ แต่คนถ้าเคร่งศาสนามากๆโดยเฉพาะพระสงฆ์บางองค์ท่านจะไม่เอา เพราะท่านอ้างว่าไม่ได้อยู่ในคัมภีร์ ไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก มาเกิดขึ้นทีหลังโดยเฉพาะประเทศไทยเรา เรียบเรียงมาโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ก็เลยเป็นคาถาที่ ชินบัญชรกับโอปปาติกะถูกโฉลกกัน
-ช่วงแชร์ไอเดีย แสดงความคิดเห็น-
คำถาม : หัวใจหลักของ story นี้คือ ความรัก เคสของคุณพุ่มพวงรักยังไงให้เสียทั้งทรัพย์สิน เงินทอง และชีวิต
ครูธวัช : ใครถาม ถ้าเป็นคำถามของเคส 1 กับ เคส 2 ถาม ต้องอิงไปถึงสตอรี่หมา คู่นี้อย่าเห็นมันเป็นหมานะ สตอรี่หมา เมื่อตอนปีใหม่ มันเกิดจากปัญหาความรักนะ สตอรี่ของมัน เพราะว่ามันรักกันมากขนาดไปช่วยกันทำลายกล่องพลาสติก ที่เอาไปอุดท่อที่ลูกมันอยู่ มันช่วยกันลากกล่องพลาสติกที่เอาไปปิดปากท่อลูกมัน มันลากมากัดกันใหญ่สองตัว มันรักกันมากนะสตอรี่หมา สตอรี่หมามีต่อคำว่าอะไร ...”สตอรี่หมา สตอแหลคน”....
เพราะฉะนั้น สตอแหลคนปัญหาใหญ่คือ ทำลายรัก สตอแหลคนทำลายความรัก ถ้ามีความจริงใจต่อกันจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความรักคู่ระหว่างหญิงชาย ความรักระหว่างครอบครัว ความรักระหว่างสถาบัน องค์กร ก็จะมีความมั่นคงและถาวรกว่า คำสตอแหลทำให้ทุกอย่างทุกสิ่งที่เป็นเกี่ยวกับความรักและสามัคคีมันเสื่อม เสื่อม เสื่อมลงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวตรงนี้ต้องตอบรวมทีหลัง ขอเว้นไว้ก่อน ขอขอบคุณ
บรรยากาศกร่อยไปหน่อยไหม ให้ใครขึ้นมาช่วยร้องเพลงพุ่มพวงสักเพลงก่อนดีไหม.......เพราะว่าจะหลับกันหมดแล้ว......
-ร้องเพลงคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์-
-ช่วงแชร์ไอเดีย แสดงความคิดเห็น-
ครูธวัช : ......เดี๋ยวนิดนึงนะ ไปถึงไหนรู้ไหม ไปถึงนิวรณ์ตัวสุดท้าย นิวรณ์ตัวสุดท้ายคืออะไร ลังเลสงสัย ถ้าไปจัดการกับนิวรณ์ตัวสุดท้ายได้ค่อนข้างดี โอกาสที่จะเข้าถึงโอปปาติกะจะดีมาก ตัวสุดท้าย
-ช่วงอ่านคำถาม-
-ช่วงแชร์ไอเดีย แสดงความคิดเห็น-
-ช่วงอ่านคำถาม-
คำถาม : โอปปาติกะมีทุกระดับชั้น แล้วภูมิที่ 4 ก็คือ สัตว์เดรัจฉานมีโอปปาติกะไหม เช่น แมว เกิดมามีโอปปาติกะไหม ?
ครูธวัช : ในอภิธรรมบอกว่า เดรัจฉาน สัตว์ ไม่มีโอปปาติกะ แต่อาศัยโอปปาติกะจากคนที่ไปสัมพันธ์ จะสร้างภาพ สร้างเรื่อง สร้างปรากฏการณ์ เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายมันจึงติดอยู่กับคน คนภูมิที่ 5 มนุษย์ สัตว์ภูมิที่ 4 อย่างคนเกี่ยวกับป่าอย่างนี้ สัตว์ป่าใช่ไหม ก็คนก็ไปเกี่ยวกับป่า ก็ไปเกี่ยวกับสัตว์ป่า คนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงก็เกี่ยวกับคน
บทบาททั้งหลายแหล่ โอปปาติกะของคนไปควบคุม ไปครอบครองสัตว์ด้วย แต่จริงๆ โอปปาติกะเป็นสภาวะอันหนึ่งที่เกี่ยวกับศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็มาโยงกับศักยภาพของคน ศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เทพเทวดาก็คือ โอปปาติกะ แล้วก็เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย ก็โอปปาติกะสร้างเรื่อง บันดาลเรื่อง คือ เขาเก่งมาก เขาทำได้ทุกมิติ
แต่โอปปาติกะประจำตัวคน พอคนยิ่งพัฒนาตัวเองขึ้นไปเท่าไหร่ โอปปาติกะก็จะยิ่งแหลมคมมากขึ้นเท่านั้น เท่านั้น คนซื่อบื้อไม่ช้าโอปปาติกะก็ซื่อบื้อตาม แต่ชาติภพที่เขาจะพาเราไปก็ต่ำลง ต่ำลง ต่ำลง เพราะคนไม่พัฒนา พอคนพัฒนาขึ้น โอปปาติกะก็สูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น สูงจนกระทั่งไปเป็นรูปพรหม อรูปพรหม รูปพรหม 16 ชั้น อรูปพรหม 4 ชั้น ก็ยังเกี่ยวข้องหมด พอเป็นอรหันต์ก็ตัดฉั๊วเลยไม่เกี่ยวแล้ว พระอรหันต์แสดงปาฏิหาริย์ด้วยบุญบารมี แล้วก็ฤทธาของตัวเอง แต่จะแสดงก็แสดงเพื่อศาสนา เพื่อธรรมะ ไม่ได้ไปแสดงเพื่อโลภะ คร่าวๆ เท่านี้ก่อน
-ช่วงแชร์ไอเดีย แสดงความคิดเห็น-
-สไลด์เรื่องโอปปาติกะ โดย ดร.หทัยกร-
-ช่วงคำถาม-
ครูธวัช : ทุกคนที่มีคำถามแล้วก็คำตอบต่อกัน สนุกนะถ้าฟังดีๆ จะรู้สึกว่าหาฟังยากนะ แต่คนของเราส่วนมากจะบอกว่า ไม่อยากฟัง เราก็บอกมันหาฟังยากนะ แต่บอกไม่อยากฟัง พอมันไม่อยากฟัง อะไรที่มันเข้ามา มันก็หมดท่า พูดกันอีกทีก็หมดท่า
สรุปโดยยังไม่จบ สรุปแบบไม่จบ คนยอมรับกันแล้วในระดับหนึ่งใช่ไหมว่า เรามีสัตว์พาเรามาเกิด โยนิข้อที่ 4 คือ โอปปาติกะ สัตว์พาเรามาเกิด ทีนี้ถ้าเราปล่อยให้สัตว์ที่พาเรามาเกิด มีชื่ออยู่ในอภิธรรมคำแรกอย่างนี้ มันไม่เพราะเลย ใช่ไหมมีสัตว์มาเกิด เราก็กลายเป็นสัตว์ไป ก็สัตว์มนุษย์นั่นแหล่ะ แต่มนุษย์เขาแปลว่า สัตว์ประเสริฐ
ทีนี้คนจะประเสริฐ ก็ต้องมีจิตใจสูง มนุษยแปลว่า ผู้มีจิตใจสูง คือยังไงยกจิตใจให้สูงไว้ แต่มันยกยาก มันพยายามจะต่ำลงไปอยู่เรื่อย พอไปเจอโลภก็เกิดความโลภ ไปเจอโกรธก็เกิดความโกรธ ไปเจอหลงก็เกิดความหลง 3 ตัวมันก็พาให้เกิดกิเลส โอปปาติกะไม่ชอบกิเลส ฝ่ายหนึ่งไม่ชอบ เพราะว่าเขายกฐานะเรายาก อีกฝ่ายหนึ่งชอบ เพราะมันมีภาคสร้างกับภาคทำลาย
ก็เหมือนอย่างกับอิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน ใช่ไหม โมเลกุล แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นอะตอมในสสารใช่ไหมอาจารย์ อะตอมในสสารใช่ไหม ทั้งชีวสาร แล้วก็อินทรีย์สาร อนินทรีย์สาร มันต้องสมดุลตลอด มันต้องการความสมดุล
พอมันไม่สมดุล โอปปาติกะก็เอียงไป เอียงไปในทางลบ โลภ ความรักก็เริ่มเสื่อมลง ที่จริงทั้งหมดมนุษย์เกิดมาจากตัวรักตัวเดียว เกิดมาจากตัวรัก แต่รักในความหมายอันนี้ที่เรามาใช้กัน มันกลายเป็นความรักปนความใคร่ซึ่งก็ธรรมชาติ ธรรมชาติต้องมีใคร่ ทีนี้ถ้าเรารู้ทัน เราพยายามปรับตัวใคร่ให้มันน่ารักหน่อย ให้มันน่ารักขึ้นหน่อย อย่าให้มันน่าเกลียด
ทีนี้พอมันมีโลภ มีโกรธ มีหลงเข้ามา แล้วโอปปาติกะถามเราว่า จะอยู่ระดับไหน อยู่ระดับสูง ก็จตุมหาราชิกา ยามา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี สูงขึ้นไป 6 ชั้น เราเกิดทำใจให้เข้าใจอีก สูงขึ้นไปอีกมีเมตตาเป็นหลักแรก ก็สูงขึ้นไประดับพรหมชั้นที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 จนไปถึงพรหมชั้นที่ 27 อันนี้สูงสุด สูงมาก ยังไม่สุด ยังมีอรูปพรหมอีก 4 ก็เท่ากับว่า ถ้าไปถึงชั้นที่ 31 ได้ มันไม่ใช่ง่ายๆ เท่ากับเราฟันฝ่ารัศมี สู้กับรัศมี รัศมีที่เราเปรียบเทียบว่า มันอยู่ระดับกึ่งบรรยากาศกับอวกาศ มันอยู่บรรยากาศกับอวกาศ
ทีนี้สู้กันได้ เราก็สูงขึ้น สูงขึ้น องค์ของแต่ละคน แต่ละคนมา ก็เพื่อจะมายกฐานะ แต่เราก็ไปเจอโลภ โกรธ หลง กิเลสเกิด ตัณหาเกิด อุปาทานเกิด เราก็ต่ำลงไปเรื่อย บางคนต่ำลงไปจนถึงขั้นที่ 4 เดรัจฉาน ลงไปขั้นที่ 3 อสูรกาย ยักษ์ มาร จิตใจเป็นยักษ์ เป็นมาร ลงไปถึงขั้นที่ 2 เป็นเปรต เปรตนี่มันเล่นแร่แปรธาตุ มันเลวยิ่งกว่าอสูรกาย มันเลวยิ่งกว่าเดรัจฉาน แต่มันเล่นแร่แปรธาตุ มันเล่นแร่แปรธาตุเก่งชั้นที่ 2 เพราะมันต้องการพาเราลงไปในนรก ลงไปในนรกมี 9 ขุม คร่าวๆ
ทีนี้ถ้าเราไม่พยายามยกจิตของเราขึ้น ยกจิตของเราขึ้น เราก็จะต่ำลง ต่ำลง โอปปาติกะก็พาเรา หลอกๆ ล่อๆ เลาะๆ เราตลอด ความรักก็กลายเป็นความใคร่ ใคร่มันธรรมดาทุกคนต้องมี action ใช่ไหม action ต้องมี ก็ความรักขาดความบริสุทธิ์ หรือไม่มีความบริสุทธิ์ก็อยู่ไม่ได้ ก็ต้องมีความรักและเมตตา ถ้าทำได้อย่างนี้โอปปาติกะก็ส่งเสริมเรา
ฝ่ายส่งเสริมเขาพร้อมจะส่งเสริม ฝ่ายที่ทำให้เสื่อมเขาพร้อมจะทำให้เสื่อม แต่ฝ่ายเสื่อมมันหนักกว่า มันชอบหายตัว มันไม่ค่อยชอบแปลงตัวให้ใหญ่ เพราะแปลงตัวใหญ่แล้วมันเห็น ปรากฏเป็นผี เป็นภูเขา เป็นคนร่างใหญ่มาหา อะไรอย่างนี้ มันทั้งนั้นแหละ โอปปาติกะทั้งนั้น
ทีนี้พอตรงนี้ชนะได้ เราก็รักเมตตา รวยก็เข้าพรหมลิขิต ความจริงความรวย คือ อยู่ในพรหมลิขิต โรคก็พรหมลิขิต ก็คือ ถ้ายกฐานะขึ้นไประดับพรหมได้ ก็ปลอดภัย ถึงจะมีโรคภัยไข้เจ็บก็รักษาได้ ซึ่งไม่ใช่ไม่มีใครไม่มี ทุกคนต้องมีโรคภัยไข้เจ็บ ถึงจะมีความจน คือ ความรวยลดลง ก็สามารถจะยกฐานะขึ้นมาได้ พอมี พอกิน พอใช้ ตัวรักตัวเดียวนี่แหละ แต่คนจะไปตีความหมาย พอบอกรักกันปั๊บ ตัวใคร่มันนำแล้ว มันมาก่อน ซึ่งถามว่าจำเป็นไหม ก็จำเป็น เพราะถ้าไม่แสดง ความเมตตาก็ห่างมาก เพราะว่ามันเกิดยากไง ความเมตตา
คนเมตตาต่อสามี คนเมตตาต่อภรรยา แล้วก็มาเมตตาต่อลูก แล้วก็มาเมตตาต่อหลาน ก็ลงมาเรื่อยใช่ไหม แต่จะเป็นสามีภรรยา เป็นลูกเป็นหลาน ก็ต้องเริ่มจากความใคร่ ต้องมีความใคร่เป็นตัวขับเคลื่อน เป็นตัว drive เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่มีเป็นไปไม่ได้ แต่คนเราก็มาจับจ้องแต่ตัวนี้ว่า มีความใคร่ ที่จริงแล้วเมตตาไม่บริสุทธิ์ ขอให้มีเถอะ แต่ว่าเมตตาขาดไม่ได้ ขาดไม่ได้ ความใคร่นี่ของธรรมดา
ทีนี้ถ้าไปทางพระไม่ได้เพราะอะไร พระแปลว่า ละ พระจะไปโลกุตระ เราก็ไม่เข้าใจกิจกรรมของพระ เราก็จะพยายามจะไปทำให้ตัวเองเป็นพระ แต่ความจริงเป็นได้แต่กิจกรรม เป็นได้แต่ทฤษฎี จะปฏิบัติจริงๆ พระจริงๆ จะมีสักกี่องค์ที่สามารถรักษาศีล คือ วินัย 227 ข้อ ของตัวเองให้อยู่ในระดับสูงได้ ก็น้อย มีแต่น้อย
เพราะฉะนั้น เราต้องมาศึกษาว่า เรามีโอปปาติกะที่ยังต้องพาเรามาพบคนโน้น คนนี้ คนนั้นอยู่นะ อย่าไปคิดว่า ไม่มี ก็ไม่เห็นมีเลย โอปปาติกะอยู่ไหน เวลาไปซำฮะรู้เลยว่า คนก็ไปนั่งเฉยๆ แต่ที่แท้หารู้ไม่ว่า โอปปาติกะฝ่ายกรรมนิมิตเขามารออยู่เต็มหมด เขามารอตั้งแต่เราเริ่มตั้งใจจะไปซำฮะแล้ว จะไปโรงเก็บอัฐิแล้ว พอเราเริ่มเวียนเทียน โอปปาติกะเขาก็มาเวียนกับเราด้วย
ทำกิจกรรมอะไรที่เกี่ยวกับศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ ถ้าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ โอปปาติกะเขาจะสูงขึ้น สูงขึ้น อันนี้คงเวลาไม่พอนะที่จะอธิบายให้เห็นภาพโช๊ะๆ โช๊ะๆ ลงไป
ก็ขอให้เชื่อไว้ก่อนว่า เรามีโอปปาติกะที่คอยเล่นแร่แปรธาตุกับเรา ทั้งฝ่ายช่วยแล้วก็ฝ่ายฉุด ลองทำใจว่างๆ สิ แล้วก็ทำตัวเป็นธรรมชาติ คนมีสามีภรรยาก็ไม่ได้เสียหายอะไร คนมีแฟนก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่จูนจิตของตัวเองให้เกิดความสบายๆ เท่านั้นน่ะ สบายๆ แล้วโอปปาติกะก็จะทำหน้าที่พาเราไปเจอแต่คนดี สถานที่ดี โอกาสที่ดีๆ อะไรต่อไปเรื่อยๆ
ถามว่า ขอดูหน้าตาโอปปาติกะหน่อยได้ไหม ไปดูในอภิธรรม อย่างที่เมื่อกี้หมอป้อมอธิบายก็มีหลายจุดที่น่าสนใจ สรุปแล้วเราจะคุยเรื่องนี้ต่อ หรือจะตั้งกระทู้ใหม่ อาจารย์โอ๊ตว่าเดือนหน้า... รู้จักเขาเถอะ ถ้ารู้จักเขาแล้วเข้าถึงเขา ไม่มีโอปปาติกะของใครที่จะมาวิเศษ เท่ากับโอปปาติกะของตัวเราเอง ไม่มี
ทีนี้ที่มารวมกันอย่างนี้ มันต่างฝ่ายต่างเกื้อกัน เกื้อกูลกัน เหมือนกับคนมาพบกัน มากินเลี้ยงกัน มาอยู่ด้วยกัน แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์ใจต่อกัน ก็ไม่มีประโยชน์ ก็มีแต่โทษ มีแต่ปัญหา
เพราะฉะนั้น จึงบอกว่า ความสามัคคี สุขา สังฆัสสะ สามัคคี พระพุทธเจ้าบอก ความสามัคคีนำความสุขมาให้ มนุษย์ก็เล็งกันแต่ว่า ประโยชน์อยู่ตรงไหน แต่โอปปาติกะเขาเล็งกันตรงที่ว่า บุญเก่าของเรากับเขาถูกโฉลกกันไหม ถ้าถูกโฉลกกัน รักบริสุทธิ์ในระดับปุถุชน รวยตามฐานะมาแน่ ฐานะของพรหมลิขิต โรคเป็นถ้ายังไม่หมดอายุ ไม่ตาย รักษาได้ มะเร็งที่หายเป็น 5 ปี 10 ปี 20 ปีก็มี มะเร็งเป็นครึ่งปีตายเลยก็มี
เพราะฉะนั้น ตรงนี้คือ รัก รวย โรค โฉลกโอปปาติกะ เขาช่วยเราไม่ได้ถ้าเราเอาแต่เสแสร้งแกล้งมารยาสาไถย มนุษย์ด้วยกันมันรู้ไม่ทัน แต่เขารู้ ร่างข้ามันเสแสร้งแกล้งมารยา เดี๋ยวข้าจะจัดฉากให้มันใหม่ ให้มันหลงซะให้สุดๆ แล้วก็ผลที่สุดก็ตาย ตายก่อนมี 2 อย่าง คือ ตายชะตาขาดกับตายหมดอายุ อย่างผู้พูดถ้าตายตอนนี้ก็คือ หมดอายุแล้ว 80 นี่หมดอายุแล้ว พระพุทธเจ้านิพพาน 80 นี่ไม่ได้บังอาจเอามาเปรียบเทียบนะ มันหมดอายุแล้วจริงๆ ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน ก็หมดอายุไปแล้ว อยู่ไปถึงกรกฎาคมก็อายุต่อ ต่ออายุ ขอขอบคุณทุกคน จบลงได้แค่นี้ก่อน
ทุกคนมีบุญกุศล มั่นใจ เชื่อใจว่า พรหมลิขิตของเรากับโอปปาติกะเขาจะลิงก์กันตลอด ที่เราแย่ๆๆ เพราะเราเข้าไม่ถึงพรหมลิขิต แล้วพรหมลิขิตถ้าในฌานก็คือ พระพรหม ตั้งแต่ฌานที่ 12 ขึ้นไป ชั้นที่ 12 ขึ้นไป ถึง 27 ก็คือ พรหมลิขิต แต่จตุมหาราชิกานี่ยังไม่ใช่ ยามา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี นี่เทวดาทั่วไป เทวดาบริการ แต่เทวดาบริหารตั้งแต่ชั้น 12 ถึง 27 แล้วเกินกว่าบริหารเป็นประธานเทวดา ก็คือ 27 ถึง 31 อีกทีนึงพอแล้ว เชิญอาจารย์โอ๊ต
นอกรอบ
-โอปปาติกะ คือ ตัวเปลี่ยนแปลงให้เราเอียงซ้ายเอียงขวา
-โอปปาติกะมีผลต่อไพเนียลแกน และไพเนียลแกนมีผลต่อต่อมพิทูอิทารีซึ่งเป็นตัวควบคุมการผลิตฮอร์โมน ซึ่งจะมีผลทำให้ฮอร์โมนดี หรือไม่ดี ฮอร์โมนอิจฉา แล้วฮอร์โมนที่ป้องกันของเราก็จะสตรองขึ้น ฮอร์โมนจะแข็งแรงขึ้น หรือจะอ่อนแอลง ขึ้นอยู่กับโอปปาติกะ บทบาทของโอปปาติกะ
-เราจะหาทางป้องกันเจ้ากรรมนายเวรที่มาในรูปแบบของคนได้อย่างไร
บทความที่เกี่ยวข้อง
ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน หรือหนุนเนื่องกันอย่างแน่นอน โดยที่เราจะต้องสร้างสมดุลระหว่างศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาให้มันพอดีกัน
ที่ตัวเรามีศักยภาพที่เก่งอยู่แล้ว แต่ยังขาดความเฮงหรือศักดิ์สิทธิ์ เพราะเรายังขาดคุณความดีมากพอ เราจึงต้องสร้างพลังศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเป็นอำนาจในการถ่วงดุลกันเพื่อให้เกิดความเฮง
ไม่ว่าคุณจะเก่งขนาดไหนถ้าหากไม่มีคุณธรรม จิตไม่มีความเมตตา ขาดความสงสาร ขาดความเห็นใจผู้อื่น ความเฮงก็จะไม่เกิดขึ้น
ความเก่งที่รอความเฮงต้องการตัวกลางของความเก่งคือ ความมีจิตที่เมตตา
25 ม.ค. 2026
โดย ดร.หทัยกร กิติตมานนท์
11 ส.ค. 2026
เรื่องพลังเหนือสามัญวิสัยมันมีอำนาจ มันเอาอำนาจของมันเปลี่ยนให้คนดีก็ได้ ได้ดี เปลี่ยนให้คนร้ายก็ได้ ได้ร้าย เราจึงบอกว่า อย่ามองข้ามเรื่องเหนือสามัญวิสัย บางคนใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชาติ หรือเกือบหมดชาติ มองเห็นชัดๆ เลยสำหรับผู้มีประสบการณ์ คนๆ นั้นต้องอำนาจอาถรรพ์ อำนาจนั้นเรียกว่า เหนือสามัญวิสัย
6 ม.ค. 2026

