แชร์

EP.2012   คนที่มีเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ สิ่งที่ต้องระวังคือ ระวังเรื่องอารมณ์ (ส. 25 ก.ค. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 28 ก.ค. 2026
4 ผู้เข้าชม
EP.2012   คนที่มีเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ สิ่งที่ต้องระวังคือ ระวังเรื่องอารมณ์
องค์เขาเป็นคลื่นพลังกรรม ที่เข้ามาประสานกับอารมณ์ ขณะนั้นอารมณ์ของคุณอยู่ในลักษณะไหน ถ้าเป็นอารมณ์ที่ประณีต ไม่ใช่อารมณ์ป่วนจิต หรือเพียงแค่จิตไปรับรู้อารมณ์ จิตก็จะรับงานต่อไป พอจิตรับงานต่อไป ตอนนี้ก็เป็นอันที่เชื่อถือได้แล้วว่า ปรากฏการณ์ทางศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดาทั้งหลาย  มีผลดีแน่ มีประโยชน์แน่ๆ
สวัสดีทุกท่าน รายการพบกันทางเงา ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม พุทธะ 69 คริสต์ 26 วันนี้เป็นวันเสาร์ขึ้น 11 ค่ำเดือน 8 แต่เป็น 8 ข้างหลัง ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” เวลาที่เราจะใช้ในวันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก่อนที่จะหมดเวลาลงเหลืออีกไม่กี่ชั่วโมง สิ่งสำคัญที่สุดคือ เรื่องที่เราจะต้องมาทำความเข้าใจกันอีกสักเล็กน้อย 
หลายคนก็บอกว่า ฤทธิ์เป็นสิ่งที่วิเศษสุด ไม่มีอะไรจะดีไปเท่ากับคนมีฤทธิ์ คนก็เลยเกิดความกลัว เกรงกลัวคนมีฤทธิ์ แต่จริงๆ ฤทธิ์น่ะมันดี ถ้าเป็นฤทธิ์ที่บริสุทธิ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วฤทธิ์มันจะผสมกับอารมณ์ ซึ่งอารมณ์มีทั้งที่ไว้ใจได้ และก็ไว้ใจไม่ได้ ไม่เหมือนจิต ถ้าจิตมันเชื่อถือได้ เพราะจิตก่อนที่มันจะทำงานแทนอารมณ์ มันจะต้องรับงานมาจากอารมณ์ที่ปราณีต ถ้าเป็นอารมณ์อื่นๆ จิตไม่เอาด้วย จิตก็อยู่เฉยๆ คนก็ไม่รู้ว่า วันหนึ่ง วันหนึ่ง คืนหนึ่ง คืนหนึ่ง ก็แสดงการพูด แสดงการคิด การทำออกไปที่มากมาย โดยบางทีหารู้ไม่ว่า เกือบทั้งวัน และเกือบทั้งคืน ตนเองแทบไม่ได้ใช้จิตเลยก็มี ใช้แต่อารมณ์ 
เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องรู้อีกเรื่องหนึ่งว่า ถึงอารมณ์จะไม่ได้รับการยอมรับเท่ากับจิต  แต่ในเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับทั้งหลาย จะต้องจุดชนวนด้วยอารมณ์ ถ้าลำพังไม่มีอารมณ์ มันก็ปาฏิหาริย์ทั้งหลาย ฤทธิ์ทั้งหลาย  ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เทพเทวดาทั้งหลาย ก็ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ได้ ก็อารมณ์ก็มีบทบาท แต่อารมณ์มันมีทั้งคุณอนันต์ แล้วก็มีทั้งโทษมหันต์ คนที่ใช้แต่อารมณ์ของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ นานๆ เข้าผลปรากฏเป็นโทษแล้วก็จะเสียหายแก่ตัวเอง 
มีผู้ถามมาว่า เขาถามว่ายังไง เขาถามว่า ถ้าเขามีองค์ไปส่องกระจกทำไมไม่เจอ ไปส่องกระจกบอกทำไมไม่เจอองค์ เดี๋ยวก็มาอธิบายเข้ากับเรื่องอารมณ์นะ และถ้าหรือไปเอกซเรย์  เอกซเรย์ จะเห็นองค์ไหม บอกว่าไม่มีทางเลย ต่อให้คุณเอากระจกกี่บานมาส่อง องค์ก็จะไม่สะท้อนออกมาให้คุณเห็น ต่อให้คุณจะเอกซเรย์สักกี่ท่า ในฟิล์มเอกซเรย์คุณก็จะไม่เห็นองค์ เพราะองค์เขาเป็นคลื่นพลังกรรม ที่เข้ามาประสานกับอารมณ์ 
เมื่อเข้ามาประสานกับอารมณ์ ขณะนั้นอารมณ์ของคุณอยู่ในลักษณะไหน แต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่ประณีต ไม่ใช่อารมณ์ป่วนจิต หรือเพียงแค่จิตไปรับรู้อารมณ์ จิตก็จะรับงานต่อไป พอจิตรับงานต่อไปตอนนี้ก็เป็นอันที่เชื่อถือได้แล้วว่า ปรากฏการณ์ทางศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดาทั้งหลาย มีผลดีแน่ มีประโยชน์แน่ๆ 
ทีนี้ส่วนมากก็จะไม่ได้คำนึง จะไม่ได้คำนึงถึงว่า ตอนนั้นอารมณ์เราเป็นยังไง สมมติว่า นาย ก. ถึงเวลาไปอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง  ณ กาลเวลาหนึ่ง  กาละ เทศะ สถานที่แห่งหนึ่ง และเกิดประกอบพิธีกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด หรือมีกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด แล้วก็พบกับบุคคลที่ประสานประสานกัน จำเป็นจะต้องเกิดเรื่องศักดิ์สิทธิ์ขึ้นแล้ว จำเป็นจะต้องเกิดเรื่องอิทธิฤทธิ์ขึ้นแล้ว จำเป็นต้องเกิดเรื่องปาฏิหาริย์ขึ้นแล้ว  จำเป็นจะต้องมีเรื่องเทพเทวดาเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว และจำเป็นจะต้องมีเรื่องลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพรางเกิดขึ้นแล้ว เพราะนาย ก. ไปพบกับกาลเวลาที่ประจวบเข้ากับภพและชาติพอดี  สถานที่ สถานที่ที่ไปพบ ไปประสานนั้น เป็นสถานที่มีความสำคัญ เช่น อย่างที่เคยพูดไว้ว่า เส้นรุ้ง กับเส้นแวงมาตัดผ่านกัน จะมีค่าของจำนวนหนึ่งที่จะเกิดปรากฏการณ์ขึ้น  
เมื่อนาย ก. เกิดเข้าสู่โหมดของกาลเวลา เข้าสู่เรื่องของสถานที่ที่ตัดด้วยเส้นรุ้ง และเส้นแวงเป็นจุดสำคัญ และเกิดมีพิธีกรรม พิธีการ หรือมีปรากฏการณ์ มีวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด และพบกับบุคคลที่มีกรรมเก่าเกี่ยวกันก็ดี มีบุพกรรมร่วมกันก็มี และถ้าถึงขั้นมีบุพเพสันนิวาสกันมาก่อนด้วยแล้ว ยิ่งแล้วใหญ่ คราวนี้ก็จะไปกันใหญ่แล้ว นาย ก. ก็จะพบกับความแปลกประหลาดพิสดารในเรื่องของเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ 
ตอนนี้คือ สิ่งที่เราจะจำเป็นต้องเร่งระวังอารมณ์อย่างยิ่ง คนที่มีเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ สิ่งที่ต้องระวัง คือ ระวังเรื่องอารมณ์  อย่าให้วู่วาม  อย่าให้เกิดอารมณ์โลภจนเกินไป โกรธจนเกินไป หลงจนเกินไป  เกิดกิเลส เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน แล้วถ้ายิ่งปปัญจสัญญาเกิดขึ้น ก็คือ สัญญาปรุงแต่ง ตัณหา มานะ ทิฏฐิ  9 ข้อที่เคยพูดไปแล้ว เมื่อช่วงวันที่ผ่านมา ก็จะเกิดปัญหาที่ไปกันใหญ่ คราวนี้จะไปกันใหญ่แล้ว 
เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่า เราไม่ประมาท คิดว่าเราพบกับปัญหาเรื่องทางในแน่ๆ  ทางในเล่นงานเราแน่ๆ  วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เร่งเรียนรู้ให้เป็นองค์แฝง เพราะถ้ามันเป็นองค์แฝง อย่างน้อยๆ เราตั้งสติได้ ไม่เหมือนอย่างกับเทพมาเข้า เจ้ามาประทับ มันเหมือนคนดื่มสุรา หรือเมาเหล้าอะไรอย่างนี้เข้าไป หรือบางทีก็ตั้งสติอยู่ ประคองสติได้ บางทีก็ตั้งสติไม่ค่อยจะได้ ประคองสติไม่ค่อยจะอยู่ 
เพราะฉะนั้น เราจึงบอกว่า พยายามใส่องค์ความรู้เข้าไปในธาตุรู้ให้มากที่สุด  พอธาตุรู้มันรับรู้ไปแล้ว มันก็จะไปส่งต่อให้กับวิญญาณธาตุ วิญญาณธาตุคือ ตัวที่จะควบคุมสิ่งที่เราจะเป็นในทางที่ผิดพลาดต่อไป  อย่างกรณีที่เราบอกว่า ยังไงๆ อย่าไปเพ่งเอาแต่เรื่องฤทธิ์ พยายามให้เพ่งเรื่องรู้ให้มากที่สุดเข้าไว้  แล้วเราจะปลอดภัยจะเป็นองค์แฝง  
สมมติว่า นาย ก. มีเทพมาลงค่อนข้างแรงในวันนี้ แต่ว่านาย ก. มีญาณแฝงจากความรู้ต่างๆ ไว้จำนวนหนึ่ง เทพก็จะแฝงจะลงมาประทับตามเปอร์เซ็นต์ สมมติ นาย ก. มีญาณแฝงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ เทพก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาประทับในตัวนาย ก. ได้ถึงแปดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์  อย่างมากก็ได้แค่ไม่กี่สิบเปอร์เซ็นต์   นาย ก. ก็ยังพอประคองตัวเองให้ตั้งสติอยู่ได้  อันนี้คือ สิ่งที่ขอแนะนำผู้ที่มีเทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ 
อย่างกรณีที่เราได้ให้สูตรไว้ซึ่งอาจารย์ปัญจพล เคยนำมารายงานไว้เมื่อไม่กี่วันมานี้ว่า สูตรที่เราให้ไว้ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2561 หกสิบหนึ่งก็นานแล้วนะ ในหนังสือวาทะธรรม ขำขัน เล่ม 1  ชื่อหัวข้อในเรื่องว่า กำลังแห่งชีวิต 
กำลังแห่งชีวิต ก็มีอยู่ 5 ข้อ  1. ฤทธิ์  ยกกำลังสอง หนึ่งฤทธิ์ ข้อที่ 1  ฤทธิ์ยกกำลังสอง ขนาดฤทธิ์ยกกำลังสองนะให้เป็นที่หนึ่ง  ที่ 2 รู้ ยกกำลังสี่ ถ้ารู้ยกกำลังสี่ ถ้าฤทธิ์ให้แค่กำลังสอง 3. รู้ฤทธิ์ ยกกำลังหก ฤทธิ์ ยกกำลังหก ขึ้นมาเป็นสอง สอง สองเท่า อันที่ 4 เลิศฤทธิ์ เลิศฤทธิ์ยกกำลังแปด เลิศฤทธิ์ยกกำลังแปด  แต่ถ้าเลิศรู้ยกกำลังสิบ 
ทวนอีกครั้งนะ คนที่เอาฤทธิ์เป็นหลัก ฤทธิ์ก็ได้แค่ยกกำลังสอง บางคนบอกคนยกกำลังสองก็เยอะแล้ว เป็นทวีคูณแล้ว สู้รู้ยกกำลังสี่  รู้ธรรมดายกกำลังสี่ สูงกว่าฤทธิ์ตั้งสองเท่านะ  รู้ฤทธิ์ รู้จักฤทธิ์ ยกกำลังหก แต่ถ้าไม่ใช่แค่รู้ คือ เลิศฤทธิ์ บางคนบอกว่า เลิศฤทธิ์นี้ก็สูงแล้วนะ ได้แค่ยกกำลังแปด แต่ถ้าเลิศรู้ยกกำลังสิบ อันนี้ก็ขอฝากสูตรที่ไม่ได้ไปลอกจากใครมา แต่ใครจะลอกไปสอนต่อ กำลังแห่งชีวิต อันนี้คือ สูตรกำลังแห่งชีวิต 
ทีนี้เราก็มาดูกันว่า สิ่งที่เป็นเรื่องอารมณ์กับฤทธิ์ เราก็เอาล่ะเราก็เอา ไม่ใช่ไม่เอา  ถ้ามีนะ ถ้ามีฤทธิ์แล้วมีอารมณ์มาผสมฤทธิ์ เราก็ผสมกันให้ได้สัดส่วน ให้ได้สัดส่วน ถ้าเราผสมมากไปมันก็จะกลายเป็นปัญหา มันจะยุ่งยากใจทีหลัง เพราะฉะนั้น ให้พยายามเอาจิตมาควบคุมฤทธิ์ หรือมาประคับประคองฤทธิ์ มาสัมพันธ์กับฤทธิ์ จะแน่นอนกว่า 
เอาล่ะสิ่งที่ให้สูตรไปวันนี้ ก็มาดูว่า EP. 2011 โดยคุณกันติชา เวชสุรียะกุล ให้ชื่อหัวข้อ EP. ไว้ว่า รู้กับฤทธิ์ รู้กับฤทธิ์ ฤทธิ์เกิดบนฐานของอารมณ์ บนฐานของอารมณ์นะ อารมณ์เป็นกำลังให้กับฤทธิ์ อารมณ์เป็นผู้ส่งกำลังให้กับฤทธิ์ แต่ถ้าหากว่าฤทธิ์มีจิตเข้ามาควบคุม ฤทธิ์มีจิตเข้ามาควบคุม จิตสุดท้าย จิตสุดท้ายคือ รู้แจ้งแทงตลอด ก็เท่ากับว่า ฤทธิ์สู้ตัวรู้ไม่ได้ คุณกันติชา เวชสุริยะกุลให้ความหมาย EP. ที่ 2011 ไว้นะ 
ฤทธิ์เกิดขึ้นบนฐานของอารมณ์ อารมณ์เป็นกำลังส่งให้กับฤทธิ์ แต่ถ้าหากว่า ฤทธิ์มีจิตเข้ามาควบคุม จิตสุดท้ายคือ รู้แจ้งแทงตลอด จิตสุดท้ายก็หมายถึงว่า เป็นชุดที่สาม ในอภิธรรมบอกว่า จิตนั้นคือ รับ รู้ คิด จำ ชุดที่สอง จำได้ หมายรู้ และสุดท้ายขบวนการของจิต รู้แจ้งแทงตลอด จิตสุดท้ายคือ รู้แจ้งแทงตลอด ก็เท่ากับว่า ฤทธิ์สู้ตัวรู้ไม่ได้ และยิ่งประกอบกับสูตรที่มาอ่านให้ฟัง ก็คือ  กำลังแห่งชีวิต
เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ที่ต้องการกำลังแห่งชีวิต ก็เอาสูตรนี้ไปพิจารณาว่า ฤทธิ์ยกกำลังสอง  รู้ยกกำลังสี่  รู้ฤทธิ์ยกกำลังหก  เลิศฤทธิ์ยกกำลังแปด  เลิศรู้ยกกำลังสิบ ก็พิจารณากันอย่างนี้ว่า ฤทธิ์เป็นคลื่นพลัง เป็นคลื่นพลังบุญก็เป็นฤทธิ์ที่ให้คุณ แต่ถ้าคลื่นพลังที่เป็นคลื่นพลังบาปก็เป็นพิษ  ฤทธิ์ประเภทให้โทษนะ ฤทธิ์ประเภทโทษ เราก็มาปรับอยู่ในตัวเรานี่แหละ ปรับอยู่ในขันธ์ 5 เพราะตัวเราจะเป็นทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกประการที่จะทำงานอยู่ โดยเฉพาะตัวสังขารคือ ขันธ์ตัวที่ 4 จะเป็นเป็นตัวปรุง เป็นตัวปรับปรุง 
รูปคือ สิ่งที่ต้องเสื่อมไปตามเหตุปัจจัยที่ขัดแย้ง ในตัวเราเขาเรียกว่า มนุษย์ประกอบด้วยขันธ์ 5 ขันธ์ตัวที่ 1 รูปคือ สิ่งที่จะต้องเสื่อมไปด้วยเหตุปัจจัยที่ขัดแย้ง 2. เวทนา เวทนาคือ จิตเสวยอารมณ์ อารมณ์ป่วนจิต จิตรับรู้อารมณ์   3. สัญญา สัญญาคือ จำได้หมายรู้   4. สังขาร คือ การปรุงแต่ง การปรุงแต่งสำคัญมาก ปรุงออกมาเป็นผลดีก็โชคดีไป ปรุงออกมาเป็นผลเสียก็เดือดร้อน  ฉะนั้น การปรุงแต่งของสังขารก็อยู่ในตัวเราเป็นตัวที่ 4  ส่วนขันธ์ตัวที่ 5 ก็คือ วิญญาณ วิญญาณคือ ความรู้สึก 
ถ้าใครมองการทำงานของขันธ์ 5 ให้ชัดเจน จะรู้เลยว่า มนุษย์นี่แหล่ะอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ทวยเทพเทวดาทั้งหลายส่งพลังลงมา ส่งคำสั่งลงมา แต่มนุษย์มาปรุงแต่งจัดตกแต่งซะใหม่เพื่อให้ดีมันก็ดีไป หรือร้ายก็ร้ายลดลง ดีก็ดีเพิ่มขึ้น ถ้าเราไปปรุงแต่งกับอารมณ์ ฮอร์โมน เคมีในตัวเรา เวทนา ปราณ ราศีตัวเราในทางที่ไม่ถูกต้อง ปรุงแต่งไปโดยไม่สมควร มันก็ไปกันใหญ่เท่านั้นแหละ ไม่ว่าเรื่องมนุษย์ที่จะคบหา เรื่องเทวดาที่มาหา มันก็เสียหายกันไปหมด เพราะฉะนั้น ใช้ขันธ์ 5 ของเราให้คุ้มค่า 
ทีนี้การใช้ขันธ์ 5 ของเราให้คุ้มค่าทำยังไง เราก็ต้องดูแล Body หรือร่างกาย หรือสังขารของเราตัวนี้ไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด ก็หันกลับมาสู่ที่เดิมก็คือ เรื่องของสุขภาพกาย เรื่องของสุขภาพกายดีแล้ว บางคนก็บอกพอแล้ว ก็เท่ากับคุณประมาท สุขภาพจิตล่ะ สุขภาพจิตดีแล้ว ขอแถมอีกหน่อย  แต่แถมอันนี้สังคมสากลทั้งหลายที่เป็นนักวิชาการ เขาอาจจะไม่ยอมรับ ก็คือ สุขภาพวิญญาณ ตรงนี้เป็นเฉพาะ เฉพาะกรณีของแต่ละสังคม แต่ละสังคมว่า จะยอมความสำคัญของวิญญาณในรูปแบบไหน 
ส่วนเราชาวสหปฏิบัติฯ จะยอมรับความสำคัญของวิญญาณในนามบัตรช่องกลาง ก็คือ เราจะเข้าถึงวิญญาณด้วยวิชาจิตวิทยา ช่องที่ 4 สู่ช่องที่ 5 วิญญาณแท้ และช่องที่ 6 คือ เป็นสากล  จิตวิทยาสู่วิญญาณแท้ที่เป็นสากล ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เราหยุดลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ รับฟังเพลง แล้วเดี๋ยวกลับมาสวดมนต์สวดพรกันตามปกติที่เราปฏิบัติกันมา ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง 
เอาล่ะเพลงที่จบลงไปมีชื่อเพลงว่า “สตอรี่หมา สตอแหลคน” คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 3/1  คุณปารัชอร สุขวิภา ทำนองและเสียงร้อง  AI  จัดทำโดย อาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์  เนื้อเพลงมีอยู่ว่า “สตอรี่หมา สตอแหลคน หมารู้คุณคน คนรู้ไหม ถ้ารู้เป็นคน ถ้าไม่รู้เลวยิ่งกว่าหมา เพราะหมารู้คุณคน” 
อันนี้ก็ขำๆ ขันๆ แต่ต้องนำไปขบคิดขบเคี้ยวให้ดี แล้วจึงขบขัน ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บก็ขันเลย เดี๋ยวกลายเป็นไก่ ไม่ทันรู้เรื่องอะไร ตื่นขึ้นมาก็ขันแล้ว  สตอรี่หมา สตอแหลคน หมารู้คุณคน คนรู้ไหม ถ้ารู้ก็เป็นคน ถ้าไม่รู้แล้วยิ่งกว่าหมา เพราะหมารู้คุณคน ก็นำไปพิจารณาเป็นเรื่องที่เป็นคติเตือนใจ
ส. 25 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย ดร.วันพร จาปะเกษตร์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.1931  ที่สุดของความล้มเหลวก็คือ ตัวที่ 9 คือ ทิฏฐิแปลว่า ใจแคบ (ส. 25 เม.ย. 2569)
ตัวที่ 9 มาจากไหน ก็มาจากพื้นฐานโลภ โกรธ หลง  พอต่อมาก็คือ กิเลส เกิดกิเลสขึ้น ตัณหาเกิดขึ้น อุปาทานยึดมั่นถือมั่น จิตก็ไปปรุงแต่งตัณหา เขาเรียกว่า ปปัญจสัญญา ตัวที่ 2 มันก็ตามมาเลย มานะ มาเสร็จ มาตาย มาจอด มาหยุดที่ตรงใจแคบ นี่แหละ คือ จุดตายของการทำงานทั้งทางนอก และทางใน
2 พ.ค. 2026
EP. 1890   โรคจิต โรคประสาทมาจาก 3 สาเหตุ 1. โลภ  2. โกรธ  3. หลง (ศ. 6 มี.ค. 2569)
เมื่อเราทำ 2 รอ ความรู้สึก และความรู้ ในเรื่องสามัญวิสัยและเรื่องเหนือสามัญวิสัยได้ชัดเจน ก็จะสามารถดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความถูกต้องของวิญญาณ ได้อย่างเป็นประโยชน์
13 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy