แชร์

EP.2011   รู้กับฤทธิ์ (ศ. 24 ก.ค. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 28 ก.ค. 2026
6 ผู้เข้าชม
EP.2011   รู้กับฤทธิ์
ฤทธิ์เกิดขึ้นบนฐานของอารมณ์ อารมณ์เป็นกำลังส่งให้กับฤทธิ์ แต่ถ้าหากว่าฤทธิ์มีจิตเข้ามาควบคุม จิตสุดท้าย คือ รู้ แจ้ง แทงตลอด ก็เท่ากับว่า ฤทธิ์สู้ตัวรู้ไม่ได้
สวัสดีทุกท่าน พบกันทางเงา วันนี้เป็นเงาของวันสุดท้ายของสัปดาห์ คือ วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พุทธะ 69  คริสต์ 26 ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 แต่เป็น 8 หลัง ปีมะเมีย เรายังคงคุยกันถึง ลักษณะของฤทธิ์ แล้วก็บางคนอาจจะคิดไม่ถึงว่า ฤทธิ์อาศัยอารมณ์เป็นตัวแสดง บางคนบอกไม่น่าจะ เพราะว่าส่วนใหญ่จะมองอารมณ์เป็นเรื่องที่ไม่สู้จะสมบูรณ์เท่าไหร่นัก แต่มองเรื่องฤทธิ์เป็นเรื่องวิเศษวิเสโส  เป็นเรื่องใหญ่โต 
แต่ความจริงแล้วฤทธิ์เกิดขึ้นบนฐานของอารมณ์ อารมณ์เป็นกำลังส่งให้กับฤทธิ์  แต่ถ้าหากว่า ฤทธิ์ มีจิตเข้ามาควบคุม  จิตสุดท้าย คือ รู้ แจ้ง แทงตลอด ก็เท่ากับว่า ข้อเท็จจริงของฤทธิ์ได้รับการเปิดเผยว่า ตัวฤทธิ์จริงๆ  มันก็ยังสู้ตัวรู้ไม่ได้ ตัวรู้สำคัญกว่าตัวฤทธิ์แน่นอน เพราะว่ายังไงๆ มนุษย์ทุกคนก็ต้องจบลงด้วยที่ตัวรู้ความจริง แต่ตัวฤทธิ์มันเป็นความจริงที่ยากที่เราจะไปรู้  รู้ยาก ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าว่าจะเป็นไปได้ แล้วมันก็อันตรธาน อันตรธาน แปลว่า หายวับไปกับตา แล้วบทจะเกิดขึ้นมา มันก็เกิดขึ้นมาใหม่ 
ยกตัวอย่างง่ายๆ ฤทธิ์ของโอปปาติกะ มีลักษณะว่า โอปปาติกะ คือ โยนิข้อที่ 4 โยนิแปลว่า การเกิดของสัตว์โลก มีอยู่ 4 ลักษณะ ซึ่งลักษณะที่ 1 คือ เกิดจาก ชลาพุชะ เกิดจากครรภ์หรือมดลูก เกิดจากการปฏิสนธิ  2. เกิดจากอัณฑชะ เกิดจากไข่ เช่น พวกสัตว์ปีกทั้งหลาย 3. เกิดจากสังเสทชะ คือ ในที่ชื้นแฉะ ในที่หมักหมม แล้วก็ส่วนใหญ่ก็หมายถึง ตัวไร ตัวหนอนตัวเล็กๆ จนกระทั้งไปถึงตัวเชื้อโรคที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา ต้องขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์  
อันที่ 4 คือ โอปปาติกะ เกิดจากโอปปาติกะ ซึ่งอธิบายสั้นๆ  ว่า เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง ไม่น่าจะมีสัตว์โลกชนิดนี้ร่วมโลกกับเรา แต่ที่แท้จริงๆ แล้วเป็นสัตว์ที่มีบทบาทมากมายมหาศาล โดยเฉพาะกับมนุษย์  โอปปาติกะสามารถเล่นแร่แปรธาตุได้สารพัด  หายตัวก็ได้ แสดงตัวก็ได้ หายตัวไปก็เล็กเท่ากับปลายเข็ม แสดงตัวก็ใหญ่เท่ากับช้างหรือภูเขาทั้งลูก คนก็เกิดความคลางแคลง โดยเฉพาะคนที่มีความเชื่อยาก เชื่อยากความจริงก็ดี  เชื่อง่ายบางทีก็ไม่ดี บางทีก็ดี  คนที่เชื่อยาก ก็ไม่ยอมเชื่อ ว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง 
เราก็บอกว่า บรรดาภูติ ผี ปีศาจ โอปปาติกะ สัมภเวสีทั้งหลาย มันติดกันเป็นคำคล้องจองไปเลย ที่จริงแล้วสัมภเวสีกับโอปปาติกะ น่าจะแยกออกมาจาก ภูต ผี ปีศาจ แต่คนโบราณเขามักจะพูดคล้องจองกันไป ลักษณะของสัมภเวสีแปลว่า สัตว์ที่ยังต้องเลือกที่เกิด ยังต้องหาทางเกิด แต่โอปปาติกะมีบทบาท ลวดลาย และลีลามากมาย โดยเฉพาะกับมนุษย์ โอปปาติกะก็จะมีบทบาทในการยกฐานะของสภาวะจิตสูง หรือต่ำ 
เมื่อจิตมนุษย์สูง โอปปาติกะก็ขึ้นสูงขึ้นไปเป็นโอปปาติกะที่ดี มีฐานะ แต่ถ้าจิตมนุษย์ต่ำ โอปปาติกะก็จะต่ำลงมา ต่ำลงมา จนไปถึงขั้นสุดท้าย คือ สัตว์นรก  อันนี้ก็เห็นได้ว่า เรามาศึกษาเรื่องฤทธิ์กับเรื่องรู้กันสักนิดหนึ่ง ใครต่อใครทั้งหลาย ถ้าถามตอนที่เขายังไม่เคยศึกษาหาความจริง  เขาก็จะต้องบอกว่า เรื่องฤทธิ์นี้ยิ่งใหญ่ มีความน่าตะลึงตะลาน น่าตกอกตกใจ น่าสนอกสนใจมากกว่าเรื่องรู้แน่นอน  แต่ที่แท้เรื่องรู้ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เป็นเรื่องที่ถือเป็นเรื่องที่เมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ใดแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องใด สิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์มากมายมหาศาล 
ดูกันง่ายๆ  เทียบกันง่ายๆ  พุทธองค์จะทรงให้สัญญาณไว้ว่า ผู้รู้จริงๆ ก็เช่นอย่าง พระสารีบุตร พุทธองค์ทรงให้อยู่พระหัตถ์เบื้องขวา เป็นพระเอกอัครมหาสาวกเบื้องขวา แต่ผู้มีฤทธิ์จริงๆ อย่างพระโมคคัลลานะ พุทธองค์ทรงให้เป็นพระเอกอัครมหาสาวกที่อยู่แค่เบื้องซ้าย ถ้าเราเป็นพระโมคคัลลานะ เราคงเสียใจเหมือนกันนะ เพราะเป็นเพื่อนกับพระสารีบุตรมาตลอด  ฉันได้มาเป็นแค่สาวกเบื้องซ้าย แต่พระสารีบุตรเป็นพระสาวกเบื้องเบื้องขวา ก็เพราะว่าอะไร  เพราะเรืองปัญญา  ปัญญา ก็คือ ความรู้เสียยิ่งกว่ารู้ จนกระทั่งก้าวขึ้นไปสู่ระดับปัญญา  
ส่วนพระโมคคัลลานะ ความจริงไม่ธรรมดา ท่านทรงเป็นสาวกที่มีฤทธิ์มาก เรียกว่า รองจากพระพุทธองค์ลงมาทีเดียว พระพุทธเจ้าทรงให้สัญลักษณ์ หรือให้การยอมรับเป็นเพียงแค่เบื้องซ้าย  ในขณะเดียวกันเราเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมาศึกษาเรื่องนี้ว่า คุณมีฤทธิ์ให้เก่งอย่างไร คุณก็เป็นเพียงแค่รองลงมาจากคนที่มีความรู้ ด้วยเหตุอย่างนี้ เราจึงบอกว่า สหปฏิบัติฯ ต้องการให้ประยุกต์ฤทธิ์ทั้งหลายแหล่ ประยุกต์สิ่งที่เป็นฤทธิ์ทั้งหลายแหล่ จะเป็นฤทธิ์ทางใจ ฤทธิ์ทางใจก็เข้าขั้นมโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ หรือจะเป็นจิตตานุภาพ ฤทธิ์ทางกาย รถสองแถวของเราก็ยังไม่สมบูรณ์สักที จิตตานุภาพเป็นฤทธิ์ทางกาย ก็คือ เกี่ยวกับด้านความรู้สึกนึกคิด แต่ฤทธิ์ทางใจ มโนมยิทธิ  เราก็ให้ความสำคัญ 
แต่เสร็จแล้วฤทธิ์ททางใจก็ดี จะเป็นฤทธิ์ทางศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์ เกิดปาฏิหาริย์ เกิดเทพเทวดา หรือเรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย แล้วก็ย้อนกลับมา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย เรื่องเทพเทวดา เรื่องปาฏิหาริย์ อิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย เรื่องศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ก็ล้วนแล้วแต่ ยังรอง รอง แล้วก็รองลงไปจากเรื่องรู้  แต่พอคนที่มีความรู้ครบวงจรจริงๆ  ครบถ้วนในวงจร ก็จะรู้ แถมเอามาด้วยว่า  เรื่องศักดิ์สิทธิ์มาเกิดจากอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้  เรื่องอิทธิฤทธิ์เกิดจากอย่างนี้ เรื่องปาฏิหาริย์ ตอบโต้ตีกลับ เกิดจากอย่างนี้ เรื่องเทพเทวดาเกิดจากสาเหตุนี้ สาเหตุนี้ และเรื่องลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพรางทั้งหลาย ก็เกิดจากเหตุและผลอะไร 
พอเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจ แล้วเราก็ปฏิบัติต่อทั้งเรื่องฤทธิ์และเรื่องรู้อย่างเหมาะสม ตอนนี้เราก็จะเข้าใจว่า มนุษย์เราเป็นภูมิที่ 5 ด้วยเหตุของการที่จะต้องรับรองสิ่งที่สูงขึ้นไปอีก 6 ชั้น และอีก 16 ชั้น และอีก 4 ชั้น รับรองหรือรับรู้สิ่งที่ต่ำลงมาอีก 4 ชั้น แล้วก็จัดวางท่าที และวางท่าทีต่อ 4 ชั้นที่ต่ำลงมาอย่างไรดี  วางท่าทีต่อเดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานจริงๆ ที่มี 4 ขา และมีหาง  วางท่าทีต่อมนุษย์ที่ถูกเปรียบเทียบในความต่ำช้าสามานย์ ในความชั่วช้าสามานย์ว่า มีความประพฤติเลวยิ่งกว่า หรือเลวเสมอเหมือนเดรัจฉาน ขาดหิริคือ ละอายแก่ใจ ขาดโอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป   เข้าใจชั้นที่ 3 พวกยักษ์มาร พวกยักษ์มาร พวกอสูรกาย พวกทำตัวเป็นนักเลงใหญ่ นักเลงโต อวดเก่งว่ากล้ามใหญ่  ตัวร่างกายแข็งแรง มีลักษณะมึงมาพาโวย พวกนี้พวกเปรียบอสูรกายทางมนุษย์  แล้วก็มีอสูรกายจริงๆ อีกประเภทหนึ่ง ก็เป็นภูมิที่ 3   
ภูมิที่ 2 พวกเปรต เปรตมีจริงที่เป็นอรูป และเปรตที่เป็นรูป ก็คือ มนุษย์สเปโต มนุษย์สเปโต คือ จะมีมนุษย์ประเภทหนึ่งที่ทำตัวเหมือนเปรต เที่ยวหาโอกาส  จะขอเขาจะฉกชิงฉวยโอกาสจากคนอื่นเขาตลอดเวลา พวกมนุษย์สเปโต ต้องคู่กับอะไร คู่กับมนุษย์โส  มนุษย์ที่ดี มนุษย์ที่ดี เขาเรียกมนุษย์โส  มนุษย์ที่เลวทำตัวเหมือนเปรต เขาเรียกว่า มนุษย์สเปโต  
ชั้นที่ 1 ตอนนี้พูดไม่ออกเลย เป็นสัตว์นรกมี 8 ขุม เลวลงไป เลวลงไป เลวลงไปจากชั้นที่ 1 จนถึงชั้นที่ 8  ชั้นที่ 9 ชั้นสุดท้าย เป็นชั้นที่ยิ่งกว่าอเวจี  ยิ่งกว่าชั้นอะไรทั้งหมด ก็คือ เป็นขุมนรกของมารศาสนา มารศาสนาก็ยกตัวอย่างเช่น เทวทัตอย่างนี้  
สูงขึ้นไปจากมนุษย์ภูมิที่ 5 ขึ้นไป 6 7 8 9 10 11  เป็นเทวดาทั่วไป เป็นชั้นจตุมหาราชาชิกา ยามา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี แล้วก็สูงขึ้นไปอีก 16 ชั้นฟ้า เป็นรูปพรหม อยู่ในกามาวจร อันนี้ก็วันนี้ข้อมูลเยอะไปแล้ว  สูงขึ้นไปอีก ชั้นที่ 27 ถึง 31 อรูปพรหม อยู่ในอกามาวจร แล้วเราก็เลยมาจัดลำดับว่า แล้วท่านอยู่ยังไง  6 ชั้นแรก นี่อยู่ในชั้นบรรยากาศ บรรยากาศที่ยังมี กาลเวลาเป็นตัวกำหนด เขาเรียกว่า  space and time  อันนี้ก็อาศัยวิชาดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ดาราศาสตร์มา มาอธิบายในเรื่องวิญญาณศาสตร์ 
เอาละ หยุดไว้แค่นี้ก่อน เดี๋ยวจะไกลเกินไป สิ่งเหล่านี้รู้กันไม่ยาก  ถ้าท่านใส่ใจใฝ่เรียนรู้จริงๆ ก็รู้ไม่ยาก แล้วเราก็จะเข้าใจฐานะของตั้งแต่มนุษย์ภูมิที่ 5 แล้วก็ภูมิต่างๆ อีกมากมาย เราก็จะเข้าใจ แล้วก็จะวางตัวได้เหมาะสม และแม้กระทั่งมนุษย์ที่ทำตัวดีเหมือนเทวดา ที่น่าเคารพนับถือ ดีเหมือนมหาเทพ มหาพรหม ที่น่าเคารพบูชา แล้วก็สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป จนเป็นอรหันต์ อันนี้ก็เป็นลักษณะที่พูดให้เห็นภาพคร่าวๆ ไปก่อน ส่วนรายละเอียดเราก็ต้องมาแยกว่า ชั้นนี้ ชั้นนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะอะไร เบื้องหน้าการเกิด เบื้องหลังความตายจะตอบโจทย์ให้กับทุกๆ คน แต่หลายคนก็อาจจะบอกว่า  แล้วจะรู้ไปทำไม  ต้องหยุด หยุดชะงักเลย ถ้าใครมาถามว่า แล้วจะรู้ไปทำไม คนตอบต้องบอก อ้าว  พออ้าวเสร็จ ก็หยุดนิ่งไปเลย เขาคิดอย่างนี้เองหรือ  เขาจึงอยู่ในสภาพที่ขาดซึ่งความรู้ที่แท้จริง 
เมื่อขาดความรู้ที่แท้จริง มันก็ไปเอาความรู้ที่เทียมๆ มา ไปเอาความรู้ที่เทียมๆ มา แล้วก็มาแสดงโวหารจริตกัน เช่น คนไม่รู้ฐานะของภูติว่าเป็นยังไง ผีเป็นอย่างไร เทพเป็นอย่างไร ก็ไปเอาความรู้เทียมเทียมมา ก็ไม่รู้ความรู้ที่แท้จริง ก็ออกมาเป็นความเชื่อที่ฟุ้งกระจายออกไปทั่วสังคม  ออกไปสังคม แต่ละมุม แต่ละเหล่า ก็เล่าขานกันจนเป็นตำนาน จนเป็นที่เข้าใจผิดกันมากมาย ตั้งแต่เด็กเราก็ได้ยินกันมา ผีกระสือเป็นอย่างนั้น ผีกระหังเป็นอย่างนี้  ยังมีต่อสร้อยออกไปอีก ผีกระเฌอ พี่กระชัง มันไปกันใหญ่ 
เพราะฉะนั้น ถ้าสังคมไม่คิดที่จะหันมารับรู้เรียนรู้ในสิ่งที่สมเหตุสมผล ไม่ต้องการที่จะแสวงหาความรู้ที่แท้จริง ก็ไปเจอความรู้ที่เทียมจริงๆ ความรู้ที่เทียมจริงๆ แล้วก็พึงพอใจมาก ก็เอาความรู้ที่เทียมจริงๆ มาใช้แทนความรู้ที่แท้จริงๆ  แล้วก็ลุ่มหลงงมงายกันไปอยู่อย่างนั้น เช่น คนไม่รู้สภาวะของสังคม เช่น ในเรื่องเศรษฐกิจ ในสังคมที่มีปัญหามากมาย ไม่รู้จัก สังคมกำลังเลวร้าย หรือแสนดี แสนชั่ว ก็ลุ่มหลงสังคมกันไป เช่น สังคมติดยาเสพติด สังคมติดการพนัน สังคมติดนู่น ติดนี่ ติดนั่น ก็ลุ่มหลงเรื่อยเปื่อยไปตามกระแส  ผลที่สุด สังคมก็ทรุดลง ทรุดลง ทรุดลง เริ่มจากสังคมในครอบครัว แล้วก็ออกไปเป็นสังคมในแนวกว้าง 
ทุกอย่าง ทุกสิ่ง ทุกประการ ก็ขึ้นอยู่กับมนุษย์เรานี่แหล่ะ ต้องการจะรู้ข้อเท็จจริง หรือต้องการจะรู้ข้อเท็จๆ ส่วนมาก ส่วนมากข้อเท็จๆ มันสนุก ส่วนข้อเท็จจริง ไม่สนุก ฉันก็เลยเอาข้อเท็จๆ มาพูดเพ็ดทูลกันใหญ่ เขาเรียกว่า เพ็ดทูลหรือบอกกล่าวเล่าแจ้งความเท็จต่อกันและกัน มันก็ทำให้สังคมเดือดร้อนได้  ก็ขอหยุดลงไว้เพียงแต่เท่านี้ ก็ขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง สิ่งอันเป็นสำนวนมากมายในวันนี้  แล้วก็มาหยุดลงตรงที่ 2010  
ประชาสัมพันธ์นิดหนึ่ง นิดหน่อย วันที่ 29 ของเดือนนี้ เป็นวันอีกวันหนึ่งที่มีความหมายอย่างยิ่งยวดใน 3 วันของงานพระพุทธศาสนา ก็คือ วันอาสาฬหบูชามหาปุณณมี วันอาสาฬหบูชาปั๊บชาวพุทธจะต้องนึกขึ้นมาทันที มีสัญลักษณ์เป็นธรรมจักร วงล้อเกวียน แล้วก็มีสัญลักษณ์เป็นรูปกวางหมอบอยู่ สัญลักษณ์อันนี้เขาเรียกว่า สัญลักษณ์ของวันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่ระลึกถึงความสำคัญของพระสงฆ์ ประวัติความเป็นมายังไง ก็คงจะมีผู้ทราบกันแล้วมากมาย วันที่ 29 นี้เราจะทำบุญ จะถวายผ้าอาบน้ำฝน เพราะวันรุ่งขึ้นคือ วันที่ 30 เป็นวันเข้าพรรษา ก็เท่าที่เชิญชวนผู้ที่พร้อมจะมาร่วมทำบุญทำกุศลกับเรา รายละเอียดก็จะแจ้งให้ทราบต่อไป 
วันนี้ก็มาดูผลงานของคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์  2010  อารมณ์ฤทธิ์ จิตรู้  ตัวอารมณ์เป็นตัวชนวนสำคัญของฤทธิ์ อารมณ์ดีก็ฤทธิ์บริสุทธิ์  อารมณ์ร้ายก็ฤทธิ์สกปรก  จิตรู้ จิตที่รู้แน่นอนก็ใช้ได้ ความรู้เป็นอันว่า นำไปสู่ปัญญา  ฤทธิ์สร้างด้วยอารมณ์ จะควบคุมฤทธิ์ได้ ต้องเอาจิตเข้ามาทำงานแทนอารมณ์ ว่าอย่างนั้นเถอะ ควบคุมอารมณ์ จิตเป็นตัวรู้ รับรู้  คิดจำ จำได้ หมายรู้ สุดท้ายที่รู้แจ้งแทงตลอด ผู้ที่มีจิตสงบ สะอาด สว่าง พอเพียง คำว่า พอเพียง นี่หมายความว่า คงจะมีคนที่จิตสงบ สะอาด สว่าง อย่างพระอรหันต์คงจะยาก เพราะว่ามีพระอรหันต์เท่านั้นที่จะมีจิตสงบจริงๆ สะอาดจริงๆ แล้วก็สว่างจริงๆ นอกนั้นก็พอทำเนา พอประมาณ ก็นับว่าดีเหลือหลายแล้ว 
ผู้ที่มีจิตสงบ สะอาด สว่าง พอเพียง ก็จะสามารถใช้ฤทธิ์ได้อย่างเหมาะสม คือ ถ้าจิตสงบ สะอาด สว่างอย่างพอเพียง มันก็ไปทำให้เจ้าอารมณ์ค่อนข้างดีหน่อย อารมณ์ที่ไม่เลวร้ายนัก ก็ทำให้ไปขับเคลื่อนฤทธิ์  ฤทธิ์นั้นก็พอใช้ได้  แต่ถ้าหากว่า อารมณ์ที่ตกต่ำชั่วช้าเลวทราม แล้วไปขับเคลื่อนฤทธิ์ ฤทธิ์นั้นก็ใช้ไม่ได้ เป็นฤทธิ์ที่อันตรายมาก  เพราะฉะนั้น ทั้งหมดทั้งสิ่งนี้ ขอฝากให้ผู้รับฟังช่วยกันนำมาคิดและพิจารณา นอกจากฝากให้คิดพิจารณาแล้ว ก็ขอบคุณที่ทนฟังด้วย  เดี๋ยวมาฟังเพลง แล้วก็สวนดมนต์สวดพรกันตามอัธยาศัยของเราชาวสหปฏิบัติฯ
เพลงที่จบลงไป ชื่อเพลง ธรรมะพระพุทธองค์  คำร้อง ธวัช คณิตกุล / หลง 2784  ทำนอง  ทหารแก่  ขับร้องโดย พัชราพรรณ สารปารัง  จังหวะ วอลซ์   เนื้อเพลงมีอยู่ว่า ธรรมะพระพุทธองค์ท่านทรงสอนแต่เรื่องดีงาม ทำความดี ละความชั่วต่ำทราม ให้จิตใจงามผ่องแผ้วสดใส ศีล สมาธิ ปัญญา สื่อศรัทธา ยึดมั่นด้วยแรงใจ ศีลบัญญัติ ความดีมีเยื่อใย สมาธิให้ เรียนรู้แจ้งปัญญา สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ ข้อความตรงนี้สำคัญที่สุด ในหนังสือทุกเล่มของพระเดชพระคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ท่านก็จะต้องมีพุทธภาษิตบทนี้กำกับอยู่ในหนังสือทุกเล่ม “การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง”  
คำว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง ในสร้อยความก็บอกว่า สาธุชนทั้งหลาย พึงปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เพื่อเป็นพุทธบูชาให้กับพระพุทธศาสนา ยั่งยืน ถาวร ตลอดไป ธรรมะพระพุทธองค์สูงส่ง ยิ่งสรรพสิ่งตัณหา รู้จุดเกิดแก้ได้ด้วยปัญญา  พระพุทธศาสนา พาผ่านพ้นภัยพาล เพลงธรรมะพระพุทธองค์ ก็มีความประทับใจ ประทับจิต เป็นอย่างยิ่ง 
ศ. 24 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1848   ความรู้คู่ความรู้สึก(ของเราในภาคค่ำ)  จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต และจะนำไปสู่การแก้ปัญหาในชีวา
มนุษย์มีสิ่งลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง  แต่เราถูกพรางความรู้สึก  พราง แปลว่า ปิดบังความรู้สึก  เช่น เรื่องศักดิ์สิทธิ์ เข้าใจกันผิดมากมาย  อิทธิฤทธิ์ เข้าใจไม่ถูกต้องตามความจริง  ปาฏิหาริย์ หาความรู้ที่แท้จริงยาก  เทพเทวดา ไปกันคนละเรื่องคนละราว
16 ม.ค. 2026
EP.1984    24 มิถุนา วันปรับปรุง เปลี่ยนปลง แก้ไข (พ. 24 มิ.ย. 2569)
มาพิจารณากันว่า เราต้องปรับปรุงอะไร เราต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เราต้องแก้ไขอะไร
2 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy