EP.2004 สั่ง...สอน สั่งด้วยผู้มี 8 มือ สอนด้วยผู้มี 2 มือ (ศ. 17 ก.ค. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 28 ก.ค. 2026
4 ผู้เข้าชม
EP.2004 สั่ง...สอน
สั่งด้วยผู้มี 8 มือ สอนด้วยผู้มี 2 มือ
หากผู้รับคำสอนไม่ทำตามคำสั่งจะถูกบีบคอ หรือ บีบด้วย 4 ข้อ
1. เจ็บไข้ได้ป่วย การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด หรือไม่สมควรแก่เวลา
2. อาชีพการงาน ความไม่ก้าวหน้า หรือความตกต่ำในอาชีพการงาน แม้จะมีความสามารถและความขยัน
3. คู่ครองความรัก ปัญหาความรักความสัมพันธ์ หรือการพลัดพรากจากกันก่อนเวลาอันควร
4. บุตรบริวาร การสูญเสีย หรือปัญหาเกี่ยวกับบุตร ญาติพี่น้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา
สวัสดีทุกท่าน เราพบกันทางเงา เวลา 19 นาฬิกา กับ 13นาที โดยประมาณ วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 17 เดือนกรกฎาคม พุทธะ คริสต์ 69 และ 26 ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 8 หลัง ปีมะเมีย "อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” แน่นอนเวลาในวันนี้ที่เหลืออยู่ไม่กี่ชั่วโมง เราจะไม่ยอมให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้ความรู้ ความเข้าใจ ในธรรมะ 2 ภาค
วันนี้มีข้อเสนอให้คิด แต่เราต้องคิดกันให้เป็นกลางๆ อย่าคิดอคติ โดยเฉพาะคนพูดไม่มีเจตนาใดๆ มีแต่ความห่วงใยสมาชิกทุกคนที่ถือเป็นญาติโกโหติกา เปรียบเสมือนญาติพี่น้องในครอบครัวเดียว คำๆ นั้นก็คือคำว่า สั่งสอน
คำว่า สั่ง ขอเปลี่ยนเป็นอุปมาเป็นผู้มีอำนาจ ถ้าผู้ไม่มีอำนาจจะมาสั่งใครได้ คำว่า สั่ง ส่วนคำว่า สอน ก็สามารถจะสอนกันได้ทั่วๆ ไปไม่ยาก ตอนนี้คำสั่งสอนถ้าเป็นไปในทางมนุษย์ คือ ผู้คนธรรมดา มันก็ไม่น่าจะมาต้องพูดกันถึงให้ยาวความ หรือพูดกันง่ายๆ ว่า ไม่ต้องมาวิเคราะห์ เจาะลึก ตีแผ่กว้าง แต่คำสั่งที่เราๆ ทั้งหลายมาชุมนุมกัน มาพบกัน เป็นคำสั่งของผู้มี 8 มือ คำสั่งของผู้มี 8 มือ ส่วนคำสอนนั้นผู้มี 8 มือนั้นไม่มีตัวตน มีแต่รูปจำลองที่เขาหล่อให้ เป็นรูปหล่อ นั่งแบบหล่อ ๆ นั่งแบบนิ่งๆ ไม่ไหวติงอะไรทั้งนั้น ผู้มีคำสั่งมี 8 มือ จะอยู่ทิศไหน มุมไหนของสวรรค์ก็สุดแท้แต่ แต่ถ้าในพระไตรปิฎก มหาพรหมที่ยิ่งใหญ่ในสมัยพุทธกาล ชื่อ ภวัคคพรหม
กลับมาที่คำว่า สั่ง ทุกคนมีคำสั่งจากผู้มี 8 มือ แต่กลับกลายเป็นว่า คำสอนมาอยู่ที่ผู้มี 2 มือ แล้วตอนนี้ 2 มือของผู้สอนก็เหี่ยวๆ ตามอายุตามวัย พูดกันอย่างภาษาชาวบ้าน คือ มือคนแก่ แก่แล้วเหี่ยวๆ ผู้มี 8 มือ อยู่ทิศทางสวรรค์ชั้นไหนก็สุดแท้แต่ แต่ละคน แต่ละคน ที่สั่งสมบารมีมา เขาสั่งมา สั่งมาว่า อย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น
เมื่อคำสั่งมาสู่คำสอนของผู้มี 2 มือ ซึ่งผู้มี 2 มือไม่มีอำนาจ ไม่มีฐานะ ไม่มีอำนาจถ้ามีฐานะก็ยังดี นี่ไม่มีฐานะ คำสอนต่างๆ ก็ดูจะไร้สาระ ไร้ความหมาย ไร้ผู้สนใจใยดีที่จะรับฟังซะส่วนใหญ่นะ คงมีบ้างเล็กน้อยที่สนใจรับฟัง ผู้สอนก็สอนไป สอนไป สอนไป แต่สอนนั้นสอนให้สอดคล้องกับคำสั่ง เพราะห่วงทุกผู้ทุกนามที่จะโดนคำสั่ง เมื่อไม่เข้าใจกัน คำสั่งก็จะมาบีบคอผู้ที่ได้รับการสอน อยู่ 4 ข้อ บีบคอ บีบคอคอละกี่มือ ก็ 2 มือ มีอยู่ 4 ข้อ ก็ 8 มือ คอละ 2 มือ 2 มือ 2 มือ
สั่งแล้วไม่ทำตาม ไม่เข้าใจตามคำสอน เพราะสั่งกับสอนมันอยู่คนละฝ่าย ฝ่ายสอนก็ไร้อำนาจ ไร้ซึ่งความสามารถในการที่จะไปบังคับ แต่ผู้สั่งเขามีอำนาจ เขาก็บีบคอ ข้อที่ 1 เจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อยังไม่ถึงกาลเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย คอที่ 2 ซึ่งเป็นข้อที่ 2 บีบอีก 2 มือ ก็คือ อาชีพการงาน คอข้อที่ 3 คู่ครองความรัก คอข้อที่ 4 บุตรบริวาร 4 คอ ก็ 8 มือ มือละ 2 คอ เป็น 4 ข้อ
คนก็มานั่งสงสัยกัน ทำไมคนนั้นเขาก็เป็นคนดี ดูดี ดูก็น่าเชื่อถือ แถมบางทีเขายังเป็นฮีโร่ เป็นที่สนอกสนใจ เพราะเขาใช้วาจากล่อมคนนู้น เกลี้ยงคนนี้ ตะโกนใส่หูคนโน้น เป็นที่น่าเชื่อถือ ทำไมเขาจึงไม่พบกับความสำเร็จสุขสักที แถมวันดีคืนดี วันร้ายคืนร้าย เจ็บป่วยปางตายอีก อันแรกคือ เจ็บไข้ได้ป่วย 2. อาชีพการงาน เขาก็เก่ง กล้า สามารถ ขยันก็ปานนั้น หาตัวจับยาก ทำไมอาชีพการงานของเขาจึงไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าที่ควร เพราะถูกบีบไว้อีก 2 มือ ข้อที่ 3 คู่ครองความรัก ทำไมเขาย่ำแย่จัง ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น สวยก็ปานนั้น หล่อก็ปานนั้น เก่งก็ปานนั้น ทำไมคู่ครองของเขาจึงย่ำแย่ลงทุกวัน ดีไม่ดีก็ตายจากไปในเวลาอันไม่สมควร คอที่ 4 ข้อที่ 4 ก็คือ บุตรบริวาร เดี๋ยวญาติคนนั้นตาย เดี๋ยวญาติคนนี้ตาย เดี๋ยวลูกคนนั้นตาย เดี๋ยวหลานคนนี้ตาย มันไม่สมควรเวลาที่จะตาย มันก็ตาย
คำสั่ง เกิดจากผู้มี 8 มือ คำสอนอยู่ที่ผู้มี 2 มือเหี่ยวๆ แล้วก็กู่ก้องร้องตะโกนสั่งสอนไปเท่าไหร่ๆ ไม่สู้จะได้ผล ผู้สั่งก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันไปบีบคอเขาเอง บีบทีละคอ ทีละคอ ทีละข้อ ทีละข้อ อันนี้เป็นคำปรารภที่อาจจะน่าตลกขบขันสำหรับบางคน แต่บางคนก็ขันไม่ออกนะ บางคนบอกขันไม่ออก พอนึกขึ้นมาได้แล้ บางคนก็ขันไม่หยุด มันเป็นซะอย่างนี้แหละ
มนุษย์ยุคนี้มีผู้สอนเยอะ เชื่อเถอะ ผู้สอนจะเป็นใครก็แล้วแต่ เขาก็ต้องมีผู้สอนมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย รวมทั้งสมณชีพราหมณ์เป็นผู้สอน หมายถึงพระสงฆ์องค์เจ้าก็มากในสังคมนี้ ผู้สอนกับผู้ได้รับการสอน ก็คงจะไม่ใช่น้อย ตอนนี้มันไม่ตรงกัน สิ่งที่สอนไม่ได้เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ เหมือนคล้ายๆ กับว่า พูดหูซ้ายทะลุออกหูขวา บางทีก็เปลี่ยนไปเหมือนกับตักน้ำลดหัวตอ บางทีผู้สอนกลับถูกศอกกลับ ยับเยินเลย ผู้สอนถูกศอกกลับ ทั้งๆ ที่สอนตามเจตนาของผู้สั่งซึ่งไม่มีตัวตน แต่เขาบอกเขามีตั้ง 8 มือ ทำไมจะไปสนใจอะไรตัวตนของเขาล่ะ เขามีตั้ง 8 มือพร้อมจะบีบคอ 4 คอ ก็คือ 4 ข้อ ข้อที่ 1 เจ็บป่วยไข้ ถึงเวลาเมื่อไหร่ เขาก็ยื่นให้ อาชีพการงาน ถึงเวลาเมื่อไหร่ ก็ทำให้ทรุดลงมา โทรมลงมา คู่ครองความรัก มีอันเป็นไป ไม่น่าเลยที่จะมีอันเป็นไปเร็วอย่างนั้น ขนาดนั้น แล้วก็บุตรบริวาร บานปลายกันไปหมด
สังคมระงมไปด้วยความทุกข์ เพราะผู้สั่งอยู่ฝ่ายหนึ่ง มองไม่เห็นตัว ไม่รู้มีตัวตนหรือเปล่า แต่เขายืนยันว่า อย่าไปสนใจตัวตนเขา สนใจว่าเขามี 8 มือ มือหนึ่ง มือหนึ่งก็คอคอหนึ่ง ข้อหนึ่ง เจ็บไข้ได้ป่วย อีกมือก็หนึ่งก็ข้อที่ 2 อาชีพการงาน อีกคอหนึ่งก็ข้อที่ 3 คู่ครองความรัก อีกคอหนึ่งก็ข้อที่ 4 บุตรและบริวาร มันเป็นของมันอย่างนี้ในสังคมมาตั้งแต่ไหนตั้งแต่ไร เป็นอยู่อย่างนี้ ขณะนี้ก็ยังเป็นอย่างนี้ แล้วเชื่อว่า อนาคตก็จะเป็นต่อไป เพราะผู้สอนสมัยนี้ต้องระวัง ต้องระวังตัว เร่งสอนไว แบบเอาจริงเอาจัง ก็ถูกผู้รับฟังคำสอนศอกกลับ สารพัดที่ผู้รับฟังคำสอนจะหันมาแว้งกัด ขออภัย รุนแรงไปหน่อย หันมาแว้งกัด
ในเมื่อเป็นสภาพอย่างนี้แล้ว ผู้สอนก็ต้องระวังตัว พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ก็ปล่อยไปตามยถากรรม สุดแท้แต่ใครจะฟัง ไม่ฟังคำสอน จะเชื่อ ไม่เชื่อคำสอน ผู้สอนส่วนใหญ่เท่าที่ไปถามๆ ดู ก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะว่าผู้สอนจะมีหลักเบื้องแรกเอาจริงเอาจัง ท่ามกลางชักจะเอาจริงน้อยลง กลัวจะเอาจัง บั้นปลายความเอาจริงเอาจัง เหลือเพียงแค่ความกลัวว่า ผู้รับคำสอนจะเกลียดชัง จะเกลียดชัง เมื่อเกลียดชังผู้สอน ผู้ได้รับคำสอนก็จะแว้งเล่นงานผู้สอนสารพัดที่เขาจะไปเสกสรร สรรหาวิธีการมาย้อนครูบาอาจารย์ อันนี้ก็ขอความคิดเห็นจากทุกๆ ท่าน ช่วยกันคิดว่า มีเหตุผลหรือไร้สาระ
วันนี้เรามาดูผลงาน 2003 ของคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ ตัวโปรย 6 บรรทัด ควบคุมตัวเราด้วยการรู้จักอารมณ์ รู้จักเวทนาไม่สุขแล้วไม่ทุกข์ เวทนานี่เป็นการบริหารอารมณ์ เป็นอารมณ์กรรมฐาน คือพูดกันง่ายๆ ว่า เอาอารมณ์มาบริหารก็เป็นเวทนา รู้จักอารมณ์ รู้จักเวทนา ไม่สุขและไม่ทุกข์ จะทำให้เกิดปราณที่เป็นกลาง ผลพวงของปราณเป็นผลพวงของฮอร์โมน มีคนบอกเกี่ยวตรงไหน อันนี้เป็นสมการ 2 ชั้นของเรา ก็คือ อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี เวทนา ปราณ และราศี ผลพวงของฮอร์โมนและเป็นผลพวงของเคมีด้วย ปราณสดใสก็จะเป็นราศี ถ้าปราณหมองคล้ำก็จะเป็นราคี จะกลายเป็นทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวเรา ถ้าสามัญวิสัย ศักยภาพก็จะมีความมั่นคง หรือร่างกายจะแข็งแรง ถ้าทางเหนือสามัญวิสัย ศักดิ์สิทธิ์ก็จะเริ่มศักดิ์สิทธิ์ขึ้น
ขออ่านทวนอีกครั้งหนึ่งของคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ 2003 ควบคุมตัวเราด้วยการรู้จักอารมณ์ รู้จักเวทนา ไม่สุข์และไม่ทุกข์ จะทำให้เกิดราณที่เป็นกลาง ผลพวงของปราณเป็นผลพวงของฮอร์โมน และเป็นผลพวงของเคมีด้วย ปราณสดใสจะเป็นราศี ถ้าปราณหมองคล้ำจะเป็นราคี จะกลายเป็นทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัว ถ้าสามัญวิสัย ศักยภาพก็จะมีความมั่นคง หรือร่างกายก็จะแข็งแรง ถ้าปราณดีร่างกายก็จะแข็งแรง ถ้าทางเหนือสามัญวิสัย ศักดิ์สิทธิ์ก็จะเริ่มศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ ก็พอเข้าใจเหตุผล
ก็มาพิจารณาโอปปาติกะกันอีกสักนิดนึง โอปปาติกะมีด้วยกันทุกตัวคนแต่มี 2 ภาค ภาคหนึ่งเป็นโอปปาติกะฝ่ายกรรมนิมิต โอปปาติกะฝ่ายกรรมนิมิตน่าสงสาร หลังจากที่โอปปาติกะฝ่ายคตินิมิตพาเรามาเกิดแล้ว โอปปาติกะฝ่ายกรรมนิมิตก็ตะลอนๆ ร่อนเร่ไปชดใช้กรรมที่นั่น ชดใช้กรรมที่นี่ ไปสร้างบารมีที่นั่น ไปสร้างบารมีที่นี่ และแล้วพอวันเวลาสถานที่ที่เราประกอบพิธีกรรม หรือเราไปวัดไปวา แล้วจิตเราเกิดสงบ จิตเราเกิดศรัทธา โอปปาติกะฝ่ายกรรมนิมิตก็จะกลับมารวมตัวกันกับโอปปาติกะฝ่ายคตินิมิต ซึ่งทำให้เรารู้สึกมีกำลัง
บางวันเราจะรู้สึกใช่ไหมว่า วันนี้รู้สึกมันคล่องแคล่ว ว่องไว กระชุ่มกระช่วย มีกะจิตกะใจ ที่จะพูด ที่จะคิด ที่จะทำ แต่บางวันมันละเหี่ย มันเปลี้ย มันเบื่อหน่าย พูดภาษาวัยรุ่น เขารียกว่า มันเบื่อ เอียน เซ็ง ทำอย่างไรล่ะจึงจะทำให้โอปปาติกะ โอปปาติกะ 2 ฝ่ายมาประสานกันอยู่บ่อยๆ ในขันธ์ 5 ของเรา เราก็ต้องรู้จักโอปปาติกะ แล้วก็ยังต้องรู้จักสัมภเวสีว่า เขาพร้อมจะเป็นผีห่าซาตานก็ได้ ถ้าจิตเราขาดความสงบ ขาดความสะอาด สงบ สะอาด สว่าง จิตเรามืดมนอนธการ ทั้งโอปปาติกะฝ่ายกรรมนิมิตที่ไปตะลอนๆ ก็กลับมาด้วยความเศร้าสร้อย ไม่รู้จะช่วยร่างนี้ยังไง ฝ่ายคตินิมิตที่อยู่ในตัวเรา ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เพียงแต่จิตของเราไม่สงบ ไม่สะอาด และไม่สว่างเท่านั้นเอง ทำไม่ยากเลย สงบเถอะ อย่าสกปรกนักเลย แล้วก็อย่าอยู่กับความมืดมนอนธการ หลงตัวเองว่าข้าแน่ อย่างนี้ไม่ช้าจะมีนิ่งตามหลังมาด้วย แต่มันไม่ใช่นิ่งดี มันแน่นิ่งแบบหมดสภาพ
ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวกลับมาฟังเพลง แล้วก็สวดมนต์สวดพรภาวนากัน และหลังจากนั้นก็ต่างคนต่างแยกย้าย พักผ่อนตามอัธยาศัย ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
เอาละ เพลงที่จบลงไปก็คุ้นหูเราชาวสหปฏิบัติฯ กันพอสมควร ชื่อเพลง กลไกกรรม คำร้อง ธวัช คณิตกุล / หลง 2784 ทำนอง ทหารแก่ ขับร้องโดย สมพร เหลี่ยมมณี หรือคุณผึ้ง จังหวะ บีกิน กับชะช่าช่า
เนื้อมีอยู่ว่า กงเกวียนกำเกวียนกรรมเก่าเกี่ยวกัน สื่อสัมพันธ์ คือ กฎแห่งกรรมธรรมดา พรหมลิขิตมาตามแห่งกาลเวลา นี่แหละตรงนี้ก็น่าคิด กฎแห่งกรรมเป็นเรื่องธรรมดา คือ พูด คิด ทำ แต่พอพรหมลิขิตก้าวข้ามาเท่านั้นแหละ มาตามแห่งกาลเวลา พบปัญหามากน้อยค่อยๆ แก้เลือนหาย บางอย่างก็เจอครุกรรมก็หนักมาก ถ้าเจอครุกรรมนี่แก้ยาก แต่ถ้าเจออาจิณณกรรม อาสัญกรรม กตัตตากรรม ก็พอจะแก้เลือนหายได้ แต่กลไกกรรมจากเกมกลกรรม ซ้ำกระหน่ำ แสนยากยิ่งสลาย กลไกกรรมตัวนี้ คือ ครุกรรมล่ะ สุดอำพรางครางครวญทั้งใจกาย ดั่งแทบขาดใจอยู่ในสายธารที่พาลพัดพา อย่างกับน้ำท่วมในเมืองจีน น้ำเมืองจีนกำลังน้ำท่วมหนัก
กลไกกรรมคือ กฎแห่งกรรม ผูกเงื่อนงำเงื่อนไข บุพเพสันนิวาสชักกระชากลากกระตุกสุดอาลัย จะตายก็ไม่ตายให้วายชีวา เกิดมาใช้กรรม เกิดมาสร้างกรรม สัจธรรมชีวิตลิขิตปัญหา แก้ด้วยปัญญาถึงพร้อมซึ่งเมตตา สร้างสมบารมี แก้เกมกลกรรม
เคยพูดอยู่บ่อยๆ ว่า พรหมลิขิต ในใจกลางของพรหมลิขิต ก็คือ บุพเพสันนิวาส เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แต่มันมาติดด้วยเงื่อนไขของความเป็นมนุษย์ มนุษย์จะต้องมีระเบียบ มีความเป็นกฎเกณฑ์กติกาและมีมารยาท เพราะฉะนั้น ในเรื่องของชู้สาวจึงเป็นเรื่องที่เสียหาย มันเป็นเรื่องที่ลำบาก ขณะเดียวกัน วิบากกรรมเป็นเรื่องที่ลำบาก แต่ถ้าเป็นพฤติกรรมเป็นเรื่องเสียหาย ก็ต้องระวังกันให้ดี
อันนี้เรามาฝากกระทู้ใหม่ในวันนี้ ก็คือ สั่ง แล้วก็หายใจ ถอนหายใจ เฮ้อ สอน เขาบอก ธรรมดาเขาก็พูดกันติดกันคำเดียวว่า สั่งสอน ก็แยกออกมายังไงว่า คนสอน มี 2 มือเหี่ยวๆ ถ้าเป็นคนสอนแก่ๆ อย่างคนพูด แต่คนสั่งเขามี 8 มือ มือเขาไม่เคยเหี่ยวเลย อยู่เป็นหมื่นปี แสนปี ล้านปี โดยเฉพาะภวัคคพรหมที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด ท่านอยู่จนลืมไป ท่านอยู่เป็นล้านๆ ปี แต่พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปโปรด
อันนี้ก็ขอให้เข้าใจว่า ด้วยเจตนาผู้สอนบางคนก็เอือมระอาในผู้รับคำสอนอย่างสุดประมาณเชียว เพราะยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้วลำบากจริงๆ เพราะคนหัวแข็ง คนหัวดื้อ คนถือดี และโดยเฉพาะคนหลงตัวเอง มันมีมากขึ้น มากขึ้นทุกวัน การสอนเพื่อให้ตรงกับคำสั่ง จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างที่สุด
ศ. 17 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล
บทความที่เกี่ยวข้อง
มีวิธีใดทำให้ศักยภาพคือ ความเก่งกล้าสามารถของแต่ละคน เสมอด้วยศักดิ์สิทธิ์ก็คือ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ในตัวคน
แบ่งปันความรู้สึกนึกคิดไปที่ศาสตร์อื่นๆ ด้วย คือ ตรรกศาสตร์ จิตวิทยา ปรจิตวิทยา พาราไซโค ปรัชญา อภิปรัชญา
คนที่โต่งสุดไปทางวัตถุนิยม คนที่ติดในเรื่องจิตนิยม Idealism ติดอยู่ด้วยเพียงแค่ว่า ศักยภาพยังไม่เป็นฐานให้กับความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเพียรพยายามจาก Idealism ยังไม่ได้มาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ นี่คือ ข้อเท็จจริงที่อยากจะฝากเรียนทุกท่าน เพื่อการสร้างความสุขที่สมดุลให้กับตัวท่านเอง
27 ม.ค. 2026
