EP. 1857 เกิดมามีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่าคนอื่น ก็น่าจะดี แล้วทำไมชีวิตผมไม่ดี (อา. 25 ม.ค. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 4 ก.พ. 2026
16 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกท่าน พบกันทางงานเมื่อวานก็หยุดหายไป 1 วัน วันนี้เราพบกันวันอาทิตย์ที่ 25 เดือนมกราคม พุทธศักราช 2569 คริสต์ศักราช 2026 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเส็ง วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งในงานพระพุทธศาสนาเรียกว่า มาฆบูชามหาปุณณมี มหาปุณณมีแปลว่า บุญมากมาย เอาล่ะตรงนั้นเราคงยังไม่ต้องพูดถึงในรายละเอียด
สิ่งหนึ่งที่จะขออภัย แล้วก็เป็นความทุกข์ของผู้พูดเองด้วย ตามพุทธพจน์ที่ว่า อินาทานัง ทุกขังโลเก การเป็นหนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง หลายคนอาจสงสัย คนพูดไปเป็นหนี้สินใครไว้ เป็นหนี้ที่ยังไม่ได้ใช้ก็คือ การถวายรายชื่อที่ส่งมาทางอากาศ เพื่อกราบขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ก็ต้องขออภัยกันอีกครั้งหนึ่งก่อน เพราะว่าวันนี้อาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ มีรายงานอันมีคุณค่าของท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์สิทธิชัย สมานชาติ มีความหมายอย่างไร เดี๋ยวอาจารย์ปัญจพลก็จะมารายงาน
สิ่งที่มีท่านผู้หนึ่งเกิดความสงสัยอย่างแรงกล้าว่า เขาจะเข้าใจความถึงความพอดี หรือสมดุลระหว่างเรื่องเก่งกล้าสามารถก็คือ ศักยภาพ กับสมดุลกับสิ่งอันเป็นปรากฏการณ์วิเศษก็คือ เรื่องของอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา ก็คือ เรื่องศักดิ์สิทธิ์
พูดกันง่ายๆ อีกทีก็คือ เมื่อไหร่ หรือจะมีวิธีใดทำให้ศักยภาพคือ ความเก่งกล้าสามารถของแต่ละคน เสมอด้วยศักดิ์สิทธิ์ก็คือ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ในตัวคน จะมีวิธีย่อๆ ง่ายๆ พูดสั้นๆ ให้เข้าใจทันทีได้หรือไม่ คำตอบก็คือบอก ไม่
เขาก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นผมจะไม่เรียนรู้หลักการของสหปฏิบัติฯ เพราะฟังแล้วมันรำคาญ มันค่อนข้างจะลำบาก ลำบากใจ ก็เลยเกิดความรำคาญใจว่า ตกลงเขาจะต้องทำการพูดคิดทำ คิดทำพูด พูดทำคิดก็คือ พฤติกรรม การทำงานทำการต่อมิอะไรในระดับไหน ระดับไหน แล้วเขาจะต้องทำใจให้สงบ ให้สะอาด สว่าง ทำสมาธิคือ จิตตั้งมั่น ตั้งสติคือ ความระลึกได้ แล้วก็เข้าใจสัมปชัญญะคือ รู้ตัวว่า คนอย่างเขาจะต้องทำหน้าที่เรื่องของศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา และเข้าใจเรื่องลึกลับซับซ้อนซ่อนเร้นปิดบังอำพรางขนาดไหน เขาถามว่า มีขีด มี target หรือมีตารางสอน หรือมีสูตรที่ชัดเจนให้กับเขาไหม
คำตอบต่อมาอีกทีของผู้พูดก็คือบอก ไม่ แล้วกันแล้วคุณจะสอนไปทำไม ก็จะสอนให้คนบรรเทาทุกข์ ไม่ใช่พ้นทุกข์ ให้บรรเทาจากความทุกข์ เพราะความไม่รู้อย่างนี้ที่ผมยกตัวอย่างมา มันเกิดกับผมมาเกือบทั้งชาติ คือ ไม่รู้ว่าคนเราจะต้องสร้างความสามารถคือ ศักยภาพทางการกระทำ คำพูด และความคิด กับทำจิตให้สงบ สะอาด สว่าง แล้วก็มีสมาธิอย่างที่พูดแล้ว ตั้งสติ รู้ตัวสัมปชัญญะว่า เรานี่นะมันมีชาติกำเนิดเกิดมาไม่เหมือนคนอื่น
ก็พูดอีกทีหนึ่งก็คือว่า ก็ในเมื่อเกิดมามีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่าคนอื่น มันก็น่าจะดี แล้วทำไมชีวิตผมไม่ดี ก็นั่นน่ะสิ ความศักดิ์สิทธิ์ของคุณอยู่ในมาตรฐานที่สูงมาก พูดแล้วก็ยิ่งโมโหแกบอก ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห ก็ในเมื่อผมเกิดมาผมมีดวงชะตา หรือความศักดิ์สิทธิ์ในตัวสูงมาก ผมก็น่าจะเหนือกว่าคนอื่น ผมน่าจะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จที่สูงกว่าคนอื่น มีความสุขมากกว่าคนอื่น แล้วทำไมผมจึงอยู่ในสภาพอย่างนี้
อันนี้เป็นเรื่องที่ฟังแล้ว สุดท้ายก็ได้แต่เห็นใจผู้ซักถามด้วยความหงุดหงิด หงุดหงิด แล้วก็ไม่พอใจว่า ที่พูดมันจริงหรือไม่จริง ก็บอกว่า ที่พูดมานี้มันเป็นตรรกะนะคุณนะ มันเป็นลอจิก มันเป็นตรรกศาสตร์ แต่คุณจะต้องไม่ยึดตรรกศาสตร์เพียงศาสตร์เดียวอยู่กับมันไม่ได้ คุณต้องแบ่งปันความรู้สึกนึกคิดไปที่ศาสตร์อื่นๆ ด้วย แล้วอะไรอีกล่ะ ตรรกศาสตร์ จิตวิทยา ปรจิตวิทยา พาราไซโค ปรัชญา อภิปรัชญา
เขาก็บอกว่า เรื่องมันยาวขนาดนั้นเลยเหรอ บอกว่าถ้าคุณไม่ต้องการจะเปรียบเทียบเชิงวิชาการ ก็ไม่ต้องไปสนใจ 5 ศาสตร์ที่ว่านี้แหละ มันหงุดหงิดรำคาญมากก็ไปซื้อกระยาสารทมาเคี้ยว มากินซะ มันอร่อยดี 5 ศาสตร์นี้คุณทิ้งมันไปเลย ที่ผมกำหนด 5 ศาสตร์ขึ้นมาเพื่อการที่จะให้คนเกิดความเข้าถึง และเข้าใจในลักษณะของการเปรียบเทียบ ไม่ได้แทนค่า ถ้ามันเกิดไปแทนค่ากันโดยบังเอิญ หรือโดยอัตโนมัติ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ามันแทนค่ากันไม่ได้ ก็เปรียบเทียบค่า ตรรกศาสตร์คืออะไร ลอจิก (Logic) สิ่งที่ว่าด้วยเรื่องความจริง โกหกกันไม่ได้ ตรรกศาสตร์
2. จิตวิทยาคืออะไร จิตวิทยาก็คือ เรื่องเกี่ยวกับวิชาความรู้เกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปของจิต กว้างและก็ลึกแล้ว แล้วทำไมยังต้องก้าวไปอีก 3 ศาสตร์ ปรจิตวิทยาเพื่ออะไร พาราไซโค ก็สิ่งที่เราไม่สามารถจะเปรียบเทียบค่าได้ในตรรกศาสตร์ เปรียบเทียบค่าได้ในจิตวิทยา เราก็มาหาค่าในปรจิตวิทยา เพราะปรจิตวิทยามีสิ่งที่ละเอียดอ่อน แล้วก็ลึกซึ้งกว่าในบางเรื่องนะ ไม่ใช่ทุกเรื่อง ลึกซึ้งกว่าอะไร ลึกซึ้งกว่าจิตวิทยา
เมื่อคุณยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ ก็ก้าวต่อไปในวิชาที่ 4 คืออะไร ปรัชญา มันไม่กว้างไปเหรอ ไม่กว้าง เพราะวิชาปรัชญาถ้าคุณค้นหาความจริงที่มีความจริงครบความจริง และครอบคลุมข้อเท็จจริง คุณก็จะเกิดผุดโพรงความรู้นั้นๆ ขึ้นมา เช่นว่า ศักยภาพเป็นอย่างนี้ เรายังมีความเพียรพยายามในการสร้างความเก่งกล้าสามารถยังไม่พอ เราไปหลงคิดว่าเราเก่งพอตัวแล้ว ที่แท้เรายังไม่พอตัว เพราะในตัวของเราเขากำหนดขีดความสามารถให้เรามาสูงมาก แต่ความเพียรของเรายังไปไม่ถึงขีดความสามารถนั้น
เมื่อวิชาปรัชญาเริ่มครอบคลุม ฟีลอสโซฟี (Philosophy) เริ่มครอบคลุม ยังไม่เพียงพอ เพราะว่าปรากฏการณ์บางอย่างในทางศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย มันต้องการคำตอบ คำตอบในอะไร ในวิชาอภิปรัชญา แล้วอภิปรัชญาบางทีต้องก้าวไปถึงในลักษณะควอนตัมฟิสิกส์ เพราะว่าฟิสิกส์ธรรมดาตอบโจทย์ไม่ได้ ต้องก้าวไปสู่ควอนตัมฟิสิกส์
อันนี้คุยให้ฟังคร่าวๆ เผื่อผู้ฟังจะเก็บข้อมูลนี้ไว้ก่อน แล้วพอเราเจอกันจริงๆ แล้ว เราก็มานั่งถกเรื่องนี้กัน ผิดถูกเราไม่ว่ากัน แล้วถ้าหากคนพูดแนะนำไปไม่ถูกใจ ก็ขออภัย ไม่เข้าใจ ก็ขออภัย แล้วเรามาค่อยๆ ค่อยๆ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป สักวันหนึ่งผู้ฟังก็จะเป็นครู เป็นมาสเตอร์ (Master) ผู้ยิ่งใหญ่ และอาจจะก้าวไปถึงผู้รู้รอบ และรอบรู้ ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า กูรูก็ได้
วันนี้อาจจะมีคำศัพท์ที่ฟังแล้ว ค่อนข้างจะยากในการฟังสักนิดหนึ่ง อย่าเพิ่งโมโห คนที่ฟังแล้วยังงงๆ อยู่ ก็อย่าเพิ่งโกรธกัน ใจเย็นๆ ที่พูดนี้คนพูดไม่ได้เจตนาจะเอาความหมายเหล่านี้มาอวด มาอวดโอ่ มาอวดอ้าง หรือมาแสดงความเป็นขออภัยที่เขาเรียกว่า อีโก้ (Ego) ไม่ได้เจตนาตรงนั้น เพราะว่าผู้ที่ไปสนทนามามีอยู่ 2 ท่าน นั่งซักถามคนพูดด้วยความลักษณะเราสังเกตกิริยาออกว่า เขาโกรธ ซักถามไปเขาก็มีอาการโกรธ ซักถามไปเขาก็มีอาการไม่พอใจ ว่าท่าทางคุณจะไม่ค่อยพอใจผม มาโกรธผมทำไม เพราะคุณเล่าชีวิตของคุณให้ผมฟังว่า คุณทำแล้ว พยายามแล้ว อุตส่าห์แล้ว เพียรแล้วทุกอย่างจนกระทั่งจะเพี้ยนอยู่แล้ว คุณก็ยังไม่สามารถเอาชนะการดำเนินชีวิตของคุณได้ เพราะมันติดอยู่นิดเดียว
เพราะคุณหาค่าของศักยภาพ และหาค่าของความศักดิ์สิทธิ์ในตัวคุณ ที่จะมาสร้างความบาลานซ์ หรือเสมอกันไม่ได้ บางทีคุณอาจจะโต่งสุดไปทางหนึ่ง เช่น โต่งสุดไปทางวัตถุนิยมที่ฝรั่งเขาเรียก Materialism บางทีคุณจะโต่งสุดไปทางจิตนิยมที่เขาเรียกว่า Idealism แล้วคนที่โต่งสุดไปทางด้านจิต พยายามจะเอาพลังจิต จิต จิต จิต มาชนะปัญหาชีวิต ขออภัย หนักๆ เข้าดีไม่ดีขอพูดคำไม่สุภาพสักคำนะ จะบ้าตาย
คนที่โต่งสุดไปทางวัตถุนิยม สร้างทรัพย์สินเงินทองมากมายก่ายกอง จนกระทั่งเข้าขั้นเป็นผู้มีฐานะสูง สูง สูง แต่ศักดิ์สิทธิ์ไม่สูง ความสุขไม่เกิดเท่าที่ควร เศรษฐีนอนร้องไห้ในคฤหาสน์ที่แพง และหรูหรา
คนที่ติดในเรื่องจิตนิยม Idealism นอนร้องไห้ในที่ปลีกวิเวก เช่น สถานที่ปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นของตนเอง บางทีถึงขนาดเข้าไปในป่า ในรก ไปสร้างกระต๊อบ ไปสร้างกระท่อม เพื่อให้หลีกหนีจากความวุ่นวายเพราะต้องการความสงบ ไปนั่งร้องไห้อยู่ในป่า ถามว่ามันคุ้มไหม ไม่คุ้มเลยชีวิต เพราะติดอยู่ด้วยเพียงแค่ว่า ศักยภาพยังไม่เป็นฐานให้กับความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเพียรพยายามจาก Idealism ยังไม่ได้มาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ นี่คือ ข้อเท็จจริงที่อยากจะฝากเรียนทุกท่าน เพื่อการสร้างความสุขที่สมดุลให้กับตัวท่านเอง
คนพูดไม่ได้เจตนา ไม่มีความประสงค์จะมาแสดงโวหารให้เกิดความโก้ ให้เกิดความหรูหราด้วยคำพูดที่เอาภาษาวิชาการ ภาษาฝรั่ง ยกมาอ้างอิง ไม่มีเจตนาตรงนั้น แต่เห็นคนที่มีความทุกข์จากความไม่รู้ความพอดีของเก่งกล้าสามารถ และคุณความดีกับศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับ ให้เกิดความสมดุลกัน ชีวิตก็เอียงไปข้างหนึ่ง กระทายไปแถบหนึ่ง โต่งสุดไปทางหนึ่ง ต่ำสุดไปทางหนึ่ง หมดความสุขในชีวิตกันมานักต่อนักแล้ว เห็นด้วยก็ขอบคุณ ไม่เห็นด้วยก็ขออภัย
เราก็คงมาดูผลงานของ 1856 คุณกันติชา เวชสุรียะกุล ปิดรูโหว่และช่องว่างด้วยสติคือ ความระลึกได้ สัมปชัญญะคือ ความรู้ตัว ที่เขาเรียกว่า รู้ตัวทั่วพร้อม มีสัมปชัญญะ มีสติคือ ความระลึกได้ ความระลึกได้และความรู้ตัวเป็นสิ่งที่ต้องควบคู่กันไป เพราะสติถึงจะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด แต่ตัวสติอยู่ในฐานะสมถะ สมถภาวนา ส่วนสัมปชัญญะอยู่ในฐานะวิปัสสนาภาวนา ต้องควบคู่กันไป ถ้าคุณมีแต่สติ ซึ่งสติมันเกิดแล้วมันก็ดับ เกิดแล้วมันก็ดับเป็นช่วงสั้นมาก ถ้าหากไม่รู้จักสัมปชัญญะคือ ความรู้ตัวว่า ตัวเป็นใคร ตัวเองนั้นต้องทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างใด เมื่อใด แบบใด เท่าใด หรือไม่ทำ ก็จะเกิดการลักลั่นกัน อันนี้ทางพระในทางธรรมะ
แต่ที่พูดจบไปช่วงแรกนั้นคือ เราพูดสิ่งเหนือสามัญวิสัยคู่กับสามัญวิสัย ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงจากการเปิดของดีเจคนสวย แล้วก็มาเข้าสู่การรับความรู้จากศาสตราจารย์ดอกเตอร์สิทธิชัย สมานชาติ รายงานโดยอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
ซอฟต์แวร์ฮาร์ดแวร์รวมกัน เปรียบดั่งวิญญาณธาตุ วันนี้ข้อเขียนของศาสตราจารย์ดอกเตอร์สิทธิชัย สมานชาติ เปรียบเสมือนแหวนทองฝังเพชร ไม่รู้ว่าเพชรกี่กะรัต คนพูดเองก็ไม่ชำนาญเรื่องเพชร อยู่บนแหวนทองคำซึ่งตอนนี้ราคาบาทละ 70,000 กว่าแล้ว มีคุณค่ายิ่งใหญ่มาก ไม่ได้มายกยอศาสตราจารย์ดอกเตอร์สิทธิชัย แต่คุณค่าที่ดอกเตอร์นำมาเสนอ มันมีความหมายอย่างยิ่งยวด
อย่าคิดว่าเรื่องราวต่างๆ ที่เปรียบเทียบภาษาวิชาการ มันจะเป็นเรื่องยากและน่ารำคาญ เพราะถ้าผู้ใดเข้าใจในระดับต่างๆ แล้ว วิญญาณธาตุจะก่อเกิดขึ้นมา พอวิญญาณธาตุก่อเกิดขึ้นมาจนกระทั่งอยู่ในฐานะที่ยิ่งใหญ่ เจ้าตัวที่เป็นเจ้าของวิญญาณธาตุก็จะเป็นคนยิ่งใหญ่ เติบโต ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว เชื่อ ไม่เชื่อ ก็สุดแท้แต่ผู้รับฟัง
เอาล่ะ เรายังเป็นหนี้กันอยู่ในเรื่องการถวายรายชื่อให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สมกับที่พุทธภาษิตบอกว่า อินาทานัง ทุกขังโลเก การเป็นหนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง เราก็ขอเข้าเรื่องของการภาวนาต่อไป การระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วถ้าเราจะต่อด้วยคุณบิดามารดาของทุกคน และเลยมาองค์ที่ 5 คือ ครูบาอาจารย์ พระเจ้า 5 พระองค์ถ้าใครมีอยู่ในใจ คนนั้นจะมีชีวิตที่สดใส มีความสำเร็จสุขได้โดยง่าย
รวบรวมโดย คุณอรสา กู้เกินพงษ์
บทความที่เกี่ยวข้อง
คำสอนของสมเด็จท่านที่สอนในวันปีใหม่ สรุปใจความได้ 4 ข้อ คือ กำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา แล้วก็ข้อสุดท้ายนี่หมดหวังซะมากกว่า คือ กำลังสามัคคี
6 ม.ค. 2026
อา. 18 ม.ค. 2569 ก่อนวันสำคัญ 20 มกราคม 2569 ครูฝาก 3 เรื่อง 1.พรหมโลก 2.ไหว้ครูไหว้ใคร 3. สตอรี่หมา สตอแหลคน
25 ม.ค. 2026
ข้อแรก อะเสวนา จะ พาลานัง เว้นคนพาลไม่คบหา
ปิดท้ายด้วย ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติ นั่นคือ อุดมมงคล ของเทวะมนุษยชนเหล่านั้นแล เป็นการยืนยันว่าในตัวเรามีเทพ ที่ต้องการให้ทำมงคล 38 ข้อ
6 ม.ค. 2026
