แชร์

EP.1995   สถานที่ปฏิบัติธรรม วิธีการปฏิบัติกับเทพ และหลักในการปฏิบัติต่อมนุษย์  หาได้ที่ตัวเราเอง ตามจริตที่ไม่ฝืนจริต (จ. 6 ก.ค. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 10 ก.ค. 2026
8 ผู้เข้าชม
EP.1995   สถานที่ปฏิบัติธรรม วิธีการปฏิบัติกับเทพ และหลักในการปฏิบัติต่อมนุษย์  หาได้ที่ตัวเราเอง ตามจริตที่ไม่ฝืนจริต
คนไม่ใช่หุ่นยนต์ ต้องมีสิ่งขับเคลื่อนทางใน เทพเขามาขับเคลื่อนวิบาก คือ โอปปาติกะที่มี 2 ภาค คตินิมิต กับกรรมนิมิต เขามีบทบาท ลวดลาย ลีลา เราต้องรู้จักเขาและรู้เท่าทันว่า เขามาบอกหรือมาหลอกเรา 
          สวัสดีทุกๆ ท่าน พบกันทางเงามาแล้ว มาเพื่อจะบอกแด่ทุกท่านว่า การแสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรม วิธีการปฏิบัติกับเทพ และหลักในการปฏิบัติต่อมนุษย์  จะหาได้ที่ไหน ตอบได้ชัดเจนว่า หาได้ที่ตัวท่านเอง แล้วตัวท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า “ปฏิบัติธรรม”  “ปฏิบัติเทพ” “ปฏิบัติมนุษย์” ถูกจุดของท่านแล้ว ตัวท่านต้องถามตัวเองว่า เรามี”จริตเด่นทางไหน” 
          วันนี้เราพบกันทางเงาวันจันทร์ที่ 6 เดือนกรกฎาคม  พุทธะ คริสต์ 69 และ 26  แรม 7 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” วันเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน อย่าให้มันผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย เราต้องค่อยๆ มาร่วมกันศึกษาธรรมะสองภาค คือภาคเหนือสามัญและภาคสามัญ 
กลับมาที่คำพูดเมื่อสักครู่นี้ว่า สังคมกำลังแสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรมตลอดจนวิธีการ สถานที่ปฏิบัติเทพตลอดจนวิธีการ สถานที่ปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันตลอดจนวิธีที่จะปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างปลอดภัย  เพราะสมัยนี้มนุษย์มหาภัย มีมาก ต้องระวัง 
          วันนี้เรามาพูดกันถึงเรื่องการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติเทพ ความจริงปฏิบัติเทพไม่ค่อยนิยม มีใครพูดถึง ถ้าหากว่าจะบอกแค่ปฏิบัติธรรมกับปฏิบัติกับมนุษย์ก็พอไหว แต่พอบอกปฏิบัติเทพด้วย ดูท่าจะมีคนร้องยี้ ร้องยี้นั่นล่ะ ตัวดีล่ะ คนที่ร้องยี้ ขออภัยเถอะ เพราะว่ายังไงๆ คุณก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณไม่มีเทพ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณไม่ใช่หุ่นยนต์ คุณเป็นหุ่นคน หุ่นคนมันต้องมีสิ่งขับเคลื่อนทางใน ก็คือ เทพและวิบาก เทพเขามาขับเคลื่อนวิบาก  
วิบากกรรมคือ ผลกรรมที่เราได้ทำไว้  แหล่งไหนล่ะ  ที่ไหนล่ะ  สถานที่แห่งใดล่ะ ที่เขาสอนธรรมะแล้วยืนยันว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมามีเทพ ก็คงจะมีหลายแหล่งล่ะ แต่ว่าบางแหล่ง เอาเรื่องคำว่า มีเทพ ไปสร้างนวนิยายเป็นสตอรี่ซะใหญ่โตมโหฬาร  อันนี้ไม่ได้ว่าใครนะ บางแห่งก็เกิดการดูถูก ดูหมิ่น ลบหลู่ว่า ใครเชื่อเรื่องเทพคนนั้นถูกด้อยค่า 
          เอาอย่างนี้แล้วกัน เถียงกันไปก็ไม่จบ เรามาจบตรงที่ว่า ปฏิบัติธรรมต้องมีสองภาค ภาคแรกนั้นก็ตรงไปตรงมา ก็คือ สามัญวิสัย เป็น Common sense  แต่ภาคหลังมันคดไปเคี้ยวมา  ลดไปเลี้ยวมา สลับซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง สารพัดปัญหา คนก็งง บางคนก็บอกตรงๆ ว่า ขี้เกียจยุ่ง แต่เสร็จแล้วก็กลับไปยุ่งยากในชีวิตเสียเอง 
         เรามาพูดกันด้วยเหตุผล หลายวันแล้วที่พูดกันมา ทุกคนมีเทพเทวดาประจำชีวิต แต่บางคนนำเอาเทพเทวดาไปสร้างเรื่องราว นวนิยายซะจนกระทั่งใหญ่โต มโหฬาร ผิดปกติ แปลกพิสดาร จนกระทั่งเกินกว่าที่จะเกิดประโยชน์กับมนุษย์  บางคนก็ไปด้อยค่าเทพเทพดา  ไปด้อยค่ามนุษย์ว่า  จะมีที่ไหน มนุษย์ตัวเหม็นสาบที่สุด ลดค่ามนุษย์ลงไปเหลือแมงสาบเลยนะ  มนุษย์นี่มีกลิ่นสาบ เทพเทวดาท่านเสด็จผ่านหลังคา บางทีท่านยังต้องรีบขับวิมานหนีให้เร็วที่สุด เพราะว่ากลิ่นสาบมนุษย์ มันกลิ่นแรงมาก  อยากจะถามว่าท่านเทพได้กลิ่นขี้เต่าหรือยังไง กลิ่นแรงมากเขาบอกว่า เทพที่ไหนจะมาสนใจมนุษย์  นื่คือ มิจฉาทิฏฐิของคนจำนวนไม่ใช่น้อย ที่ต่างคนต่างก็คิดว่า เป็นอย่างนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น  เป็นอย่างนั้นไม่ได้เป็นอย่างโน้น  เป็นอย่างนี้  อย่างนั้น  อย่างโน้น อย่างไหนๆ ก็อยู่ที่ตรงที่ว่า ไปดูในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะอภิธรรมยืนยันว่า การเกิดของมนุษย์ ต้องมีเหตุ 3 เหตุ 3 ปัจจัย 
1. เป็นวิทยาศาสตร์ หญิงชายอยู่ร่วมกัน อันนี้ไม่ต้องสงสัย 2. หญิงนั้นมีระดู ก็เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องสงสัย แต่ที่น่าสงสัยคือ มีสัตว์มาเกิด คำว่า มีสัตว์มาเกิด ก็พูดมาหลายครั้งแล้วว่า ความจริงก็คือ มีโอปปาติกะ   
โอปปาติกะมาจากไหน ก็มาจาก โยนิ  ย.ยักษ์ สระโอ น.หนู สระอิ โยนิ แปลว่า การเกิด 4 ประการ  4 วิธี  ในโลกนี้ทั้งหมดพระพุทธเจ้าบอกว่า มีการเกิด 4 วิธี วิธีที่ 1. เกิดจากชลาพุชะ ย้ำหน่อยนะ ซ้ำของเก่าหน่อย  ชลาพุชะเกิดจากครรภ์หรือมดลูก เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ตั้งแต่มนุษย์ ช้าง ม้า วัว ควาย หรือแม้กระทั่ง หมู หมา แมว ก็เกิดจาก ชลาพุชะ ก็คือ มดลูก  2. เกิดจากอัณฑชะ ได้แก่ สัตว์ปีกทั้งหลาย เป็ด ไก่ นก อะไรพวกนี้ เกิดจากไข่  3. เกิดจากสังเสทชะ ที่ชื้นแฉะ ที่สกปรก รวมทั้งเชื้อโรคทั้งหลาย พุทธองค์คงจะหมายถึง ไวรัส จุลินทรีย์ แบททีเรียด้วย 
แล้วก็เกิดจาก  4. โอปปาติกะ  โอปปาติกะก็อธิบายว่า เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เวลาหายตัว ก็หายไปเหลือแค่ปลายเข็ม แต่ลองดูซิ ถ้าในห้องๆ หนึ่ง โอปปาติกะหายตัวอยู่แล้วเท่ากับปลายเข็ม หาแทบไม่เจอเลยนะ  หายากเลย ปลายเข็มมันนิดเดียว แล้วบทจะแสดงตัวก็ใหญ่ขึ้นมาเท่ากับช้างทั้งตัว หรือว่าภูเขาทั้งลูก อะไรอย่างนี้ 
          โอปปาติกะนี่แหล่ะคือ มีหน้าที่นำเอาวิบากกรรมของมนุษย์แยกเป็น 2 ภาค ภาคหนึ่งเป็นกรรมนิมิต คือ พาไปตะลอนๆ ที่นู่น ที่นี่ ที่นั่น ไปหาคนนี้ หาคนนั้น หาคนโน้น บางทีไปหาเขาก็ไม่สามารถจะรับรู้ได้ เพราะสัญญาณมันไม่จูนกัน มันไม่เข้ากัน อีกภาคหนึ่งเป็นคตินิมิต ก็คือ พาไปเกิด ก็คือ พามาเกิดนี่แหล่ะ มาเป็นตัวเรานี่แหล่ะ  
เพราะฉะนั้น บทบาท ลวดลาย ลีลาของโอปปาติกะในภาคของคตินิมิตที่พาเรามาเกิด  เขามีบทบาทมาก แล้วบางองค์บางคนยังมีลวดลายมาก บางคนก็มีลีลามาก  บทบาท ลวดลาย ลีลาสุดบรรยาย เราก็ต้องรู้เท่าทันเขาว่า เขาจะเอายังไง เขาพาชีวิตเราไปเหมือนบทบาทพลิ้วอยู่บนเวที ชีวิตที่งดงามเราก็มีความสุข เกิดเขาพาเราตกเวทีไปอยู่ใต้ถุนเวที เราก็มีความทุกข์ นี่แหล่ะคือ ปัญหาที่เราจะต้องพยายามรับรู้และเรียนรู้ให้ดี
          เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เขารอเราบริหารให้เขา แต่เราก็ต้องรอเขามาอำนวยให้เรา ต่างฝ่ายต่างพึ่งพากัน เขารอให้เราบริหารร่างกายของเรา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่พาเรามาเกิดให้กับเขา ให้ถูกกับผลกรรมที่ได้กระทำไว้ คือ วิบากกรรม  ส่วนหนึ่งก็คือ เราก็รอการอำนวยอวยชัยของเขา ให้เขาอวยชัยให้กับเรา ชีวิตเราก็อยู่บนเวทีอันเจิดจ้า แต่ถ้าเขาไม่อำนวยให้เรา เราก็ตกไปอยู่ใต้ถุนเวที เวทีชีวิตก็หมดสภาพ 
           อันนี้ก็เปรียบเทียบว่า เราไม่รู้จักเขา เขาก็ไม่รู้จะช่วยเราได้อย่างไร กลับกันเราไปรู้จักเขาผิดๆ ไปสร้างจินตนาการสารพัด เราก็พลาด พลาดโอกาสในชีวิต รู้จักเขาเท่าที่ฐานะของเขามีน่ะ ไม่ต้องไปรู้จักเกินฐานะ แล้วก็ไม่ต้องรู้จักเขาต่ำกว่าฐานะ มันก็เปรียบเทียบได้กับมนุษย์เรานี่ล่ะ  รู้จักคนๆ หนึ่ง รู้จักฐานะของเขาไหม รู้จัก รู้จักก็วางท่าทีในการที่จะคบหาสมาคมกับเขา ถ้าเขาเป็นคนดีเราก็คบหาสมาคมกับเขา คบบัณฑิต แต่ถ้าเขาเป็นคนชั่ว อะเสวะนาจะพาลานัง เว้นคนพาลไม่คบหา แล้วจะไปคบทำไมให้มันเสื่อมเสียราศีของเรา 
ก็เหมือนกัน โอปปาติกะบางตน คบไม่ได้หรอก มาหลอกล่ออยู่นั่นแหล่ะ หลอกๆ ล่อๆ เลาะๆ เราอยู่นั่นแหล่ะ เดี๋ยวจะเอาอย่างนี้ เดี๋ยวจะเอาอย่างนั้น เดี๋ยวจะเอาอย่างโน้น บางทีก็แกล้งมาเข้าฝันเรา สั่งเราซะเป็นตุเป็นตะ ที่แท้เปล่า เอาเองนั่นแหล่ะ ไม่ใช่ว่าพระพรหมต้องการ แต่ถ้าหากว่าพระพรหมต้องการ แล้วโอปปาติกะรับคำสั่งจากพระพรหมมาโดยตรง อันนี้ก็ควรที่จะปฏิบัติตาม 
            แต่นี้พระพรหมก็ไม่อยากจะไปสั่งโอปปาติกะให้มาบอกเราเสมอไป  พระพรหมอยากจะบอกเราตรงๆ แต่เรารับรังสีแห่งพรหมไม่ได้  รังสีแห่งพรหมส่งมา ราศีของเราออกไปไม่ประสาน เขาเรียกว่า รังสีประสาน ราศีของเราออกไปหมองคล้ำเชียว แล้วก็ออกไปแบบหมดเรี่ยวหมดแรง ไม่มีกำลังในการที่จะประสานกับรังสีแห่งพรหม โดยไปติดกึกกักๆ อยู่แค่รัศมี รับไม่ได้ รับไม่ได้พระพรหมก็ส่งมาไม่ได้  ส่งมาไม่ได้บางทีก็บอกให้โอปปาติกะประจำชีวิตเรา บอกร่างเขาทีเถอะว่า อย่าประพฤติตัวอย่างนี้เลย แล้วจะได้เข้าถึงพรหมลิขิต  ให้เปลี่ยนการใช้ชีวิตใหม่  ให้รู้จักว่า ตัวเองเป็นใคร ให้ระวังกายกรรม อย่าทำอะไรที่มันไม่เหมาะสม ให้ระวังวจีกรรม อย่าพูดอะไรที่มันไม่ควรจะพูด แล้วก็ให้ระวังมโนกรรม อะไรควรคิดก็คิด อะไรที่ไม่ควรคิดก็อย่าไปคิดมัน  พระพรหมก็พยายามสั่ง ส่ง ส่งมา แต่ส่งมาไม่ได้ เพราะรังสีประสานไม่สามารถที่จะส่งมาถึงเราได้ มันติดอยู่แค่รัศมี 
           ราศีของเราออกไปจากออร่า ออร่ามาจากไหน ก็เคยอธิบายกันมาหลายครั้งแล้ว แล้วก็รังสีแห่งพรหมส่งลงมา ลงมาจากไหน ก็เคยพูดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว สั่งลงมา ส่งลงมา ก็รับไม่ได้ โอปปาติกะก็มาบอกแทน โอปปาติกะบางตนก็ดี บอกแบบง่ายๆ ตรงๆ  โอปปาติกะบางตนถือโอกาส จะเอานี่ จะเอานั่น จะเอาโน่น  คิดถึงเงินแล้วหลายสตางค์ บางทีไม่ได้ต้องการอะไรหรอก เขาต้องการแค่ธูปเทียนทองเท่านั้นแหล่ะ ก็จบ บางที่เขาก็ไม่ต้องการอะไร เขาต้องการแค่สวดมนต์ภาวนา  กรวดน้ำแผ่เมตตาก็จบ อันนี้ก็ต้องดูด้วยว่า โอปปาติกะรับคำสั่งมาจากพระพรหมจริงหรือ หรือมาบอกเราเพื่อการปรุงแต่ง มาหลอกเรานั่นล่ะ พูดกันง่ายๆ มาหลอกเรา อย่างนี้โบราณก็จะบอกสั้นๆ ว่า ผีหลอก 
เพราะฉะนั้น อย่าไปเชื่อง่ายเชียว พวกวิญญาณพวกนี้ มันมาหลอกเรา แล้วเราก็ไปเชื่อมัน โดยเฉพาะพวกผีไม่ต้องไปสนใจมัน เราด้อยค่ามันได้เลย อย่าไปให้ค่ามัน เหมือนคนชั่ว อย่าไปเชื่อ อย่าไปเสวนา ด้อยค่ามันไปเลย คำว่า ด้อยค่า ก็เป็นคำที่ค่อนข้างจะเก๋หน่อย เก๋หน่อย บางคนบอก ด้อยค่าแปลว่าอะไร ก็คือ ไม่ให้ความสำคัญนั่นแหล่ะ คนชั่วจะไปให้ความสำคัญกับมันทำไม ก็ด้อยค่ามันไปซะ  โอปปาติกะที่ชั่ว ก็อย่าไปให้ความสำคัญ คือ มันอยู่ในฐานะผี  มันไม่ใช่เทพแล้ว ก็ด้อยค่ามันไป อย่าไปให้ความสำคัญกับมัน  พูดอย่างนี้เดี๋ยวคนหมั่นไส้คนพูดแย่ 
           ก็ขอให้เข้าใจกันว่า เราห่วงใย ห่วงใยทุกคนที่กำลังอยู่ในความเข้าใจผิด ในเรื่องเบื้องหน้าการเกิด และเบื้องหลังความตาย รู้  รู้ไม่จริงมีมากมาย  คนที่รู้แล้วรู้จริงก็พอมี แต่เราไม่รู้ว่า เราจะพบเขาได้ที่ไหน  เพราะฉะนั้น หันกลับมาเอาตัวเองเป็นที่พึ่ง ให้สมกับคำว่า “อัตตาหิ อัตโนนาโถ” “ตนเป็นที่พึ่งของตน” น่าจะดีกว่า  วันนี้ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง  เดี๋ยวอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ มีรายงาน รายงานนี้เพื่อโยงไปถึงกิจกรรมวันที่ 11 ที่จะถึงนี้ ในรายการถามแอนด์ทอล์ค เพื่อเอาเป็นข้อมูลไว้ประกอบการถาม และเอาไว้เป็นหลักการในการทอล์ค  ความจริงถามแอนด์ทอล์คคำเดียวกันนั่นแหล่ะขออภัยเถอะ ถามก็คือ ภาษาไทย ทอล์คก็ภาษาอังกฤษ แต่จะทอล์คแบบไหน จะถามแบบใด มันขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของแต่ละคน ก็ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง  
ขออภัย ลืมผลงานของคุณอรสา กู้เกินพงษ์ ซะแล้ว  1994  “เราจะปฏิบัติต่อเทพเทวดายังไง ในฐานะที่ท่านเป็นโอปปาติกะพาเรามาเกิด เพื่อชีวิตของเราจะได้ไม่เกิดการบีบคั้น กดดัน รังควาน และปิดกั้น จากแรงอาถรรพ์ของความไม่รู้จักโอปปาติกะ  รู้จักโอปปาติกะน้อยไปซะแล้ว  ไม่รู้จักธรรมะเหนือสามัญวิสัย คุณอรสาบอกไว้อย่างนี้  
มาทวนอีกทีหนึ่ง “เราจะปฏิบัติต่อเทพเทวดายังไง ในฐานะที่ท่านเป็นโอปปาติกะพาเรามาเกิด  เพื่อชีวิตของเราจะได้ไม่เกิดการบีบคั้น กดดัน รังควาน และปิดกั้นจากแรงอาถรรพ์  แรงอาถรรพ์นี่โอปปาติกะเขาหลอกเราได้ ถ้าเป็นแรงมหัศจรรย์แล้ว เขาไม่หลอกหรอก เพราะแรงมหัศจรรย์เกิดจากแรงบุญ แรงอาถรรพ์เกิดจากแรงบาป และปิดกั้นจากแรงอาถรรพ์ของความไม่รู้จักโอปปาติกะ ไม่รู้จักธรรมะเหนือสามัญวิสัย ก็ขอขอบคุณคุณอรสา กู้เกินพงษ์ EP.ที่1994 เอาล่ะเดี๋ยวอาจารย์ปัญจพล มีรายงาน หลังจากฟังเพลงแล้ว ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง 
           เพลงได้หยุดลงตรงที่ว่า ขอให้เอาองค์แฝงรู้แจ้งแห่งศรัทธา เรื่ององค์นี่เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ แต่พอเราเข้าใจ ตรงกันข้ามเลย น่าสบายใจ จะไปปล่อยให้หนักใจอยู่ เอาเป็นสบายใจดีกว่า ก็คือ รู้เรื่ององค์แฝงซะ แล้วทุกอย่างในชีวิตเราก็จะสบายใจ เราก็มาถึงคราวที่จะขอพร ขอพรก็อีกนั่นแหล่ะ ที่จริงแล้วพรที่เราได้ ไม่ได้ได้จากองค์ไหนหรอก อันดับแรกเลย ก็คือ องค์ในตัวเราเองนี่แหล่ะ  แต่องค์ในเราจะให้พรได้แม่นยำและเป็นประโยชน์จริง ก็ต่อเมื่อเรารู้จักองค์ในตัวเรา แล้วก็ปฏิบัติต่อองค์ในตัวเราอย่างถูกต้อง ไม่ฝืนจริต เวลาแม่เขาด่าลูก ขออภัย อีนังหนูนี่มันดัดจริงจัง ขออภัย  ก็ดัดจริตไม่ดี ให้เป็นไปตามจริตดีกว่า ไปฝืนจริต ดัดจริตไม่ถูกต้อง แล้วก็ไปเพิ่มจริตซะจนกระทั่งผิดปกติอีกก็ไม่ใช่  นี่มันยากตรงนี้ล่ะ 
จ. 6 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ
 

บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy