EP.1994 เราจะปฏิบัติต่อเทพเทวดายังไง ในฐานะที่ท่านเป็นโอปปาติกะพาเรามาเกิด เพื่อชีวิตของเราจะได้ไม่เกิดการบีบคั้น กดดัน รังควาน และปิดกั้นจากแรงอาถรรพ์ ของความไม่รู้จักโอปปาติกะ ไม่รู้จักธรรมะเหนือสามัญวิสัย
อัพเดทล่าสุด: 10 ก.ค. 2026
4 ผู้เข้าชม
EP.1994 เราจะปฏิบัติต่อเทพเทวดายังไง ในฐานะที่ท่านเป็นโอปปาติกะพาเรามาเกิด เพื่อชีวิตของเราจะได้ไม่เกิดการบีบคั้น กดดัน รังควาน และปิดกั้นจากแรงอาถรรพ์ ของความไม่รู้จักโอปปาติกะ ไม่รู้จักธรรมะเหนือสามัญวิสัย
สวัสดีทุกๆ ท่าน วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 5 เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช คริสต์ศักราช 69 และ 26 แรม 6 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พหุเกนะ วา” วันเดือนปีผ่านไป อย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อยต้องให้ได้อะไรบ้าง ก็แสดงว่า ชีวิตมนุษย์ขึ้นอยู่กับกาลเวลา และวันเดือนปี มันจะกลืนกินกินชีวิตเราไปเรื่อยๆ วันที่ 5 คือวันนี้ มันก็กลืนกินชีวิตเราไปอีกเกือบหนึ่งวันแล้ว เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะได้ครบหนึ่งวัน ที่วัน เดือน ปี มากลืนกินชีวิตเราไป
ท่านพุทธทาสเคยเทศน์สอนว่า ชีวิตนี้น้อยนัก ชีวิตนี้น้อยนักก็หมายความว่า ทุกคนมีชีวิตจำกัดอยู่กับกาลเวลา จะตายตอนอายุเท่าไหร่ก็แล้วแต่ มันมีข้อจำกัดของมัน แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก ทีนี้มีหลายคนที่ไปสำคัญชีวิตผิด ชีวิตที่สำคัญมันหมายความว่า เราจะใช้ชีวิตของเราที่เกิดมาดูโลกได้กับเขาสักทีนึง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชาติหน้าจะไปเกิดเป็นอะไร ไปเกิดที่ไหน แล้วไปเกิดอย่างไร เราก็ต่างคนต่างก็ไม่รู้ จะต้องเอามันมาทำประโยชน์ให้มากที่สุด
แต่ตรงกันข้ามคนจำนวนไม่ใช่น้อย เอาชีวิตมาทำสิ่งที่เป็นโทษจนมากมายสุดบรรยายว่า คนๆ นี้เกิดมาเพื่อสร้างแต่ปัญหา อันนี้ทำนองอย่างนั้น บางคนก็บอกว่า ฉันเกิดมาฉันก็ไม่ได้ไปทำอะไรให้ใครเสียหายเดือดร้อน แต่คุณก็ไม่ได้ทำประโยชน์ และทำให้เกิดสิ่งที่มีคุณค่าอะไรขึ้นมาเลย อย่างเช่นกรณีอ้างว่า มีศาสนาแต่ไม่รู้หรอกว่า ศาสนาพุทธหรือศาสนาอะไร เขามีจุดประสงค์ของเขาอยู่ ไม่รู้ สักแต่ว่าเขียนอยู่ในใบรับรองทางการว่า นาย ก. ศาสนานั้น นาง ข. ศาสนานี้ โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา แถมบางคนยังมีความภูมิใจแล้วก็ลำพองใจว่า ฉันรู้หมดแล้วเรื่องศาสนาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน้น
แต่พอเขาขยายความในใจออกมาด้วยวาจา เราก็แทบจะเรียกว่า ปิดปากหัวเราะเลย เขาบอกว่า เขาเข้าถึงศาสนา เขาเข้าถึงการปฏิบัติด้วยความเคร่งครัด สุดแสนที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน อันนี้เราไม่ได้ว่ากัน ใครเคร่งครัดก็ถือว่าน่านับถือ แต่ความเคร่งครัดนั้นเกิดประโยชน์หรือเกิดโทษ มันอยู่ที่ตรงนี้ คือ การปฏิบัติต่อศาสนา ศรัทธา และความเชื่ออย่างเคร่งครัด เกิดเป็นประโยชน์จริงหรือเปล่า ส่วนใหญ่แล้วจะไม่จริง จะกลายเป็นโทษ
อีกประเภทหนึ่งยืนยันแบบเอาเป็นเอาตายว่า ตนเองเป็นผู้ที่เคร่งครัดต่อศาสนาที่สุด และสิ่งที่เกลียดที่สุด ก็คือ คนที่มาพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับทั้งหลายว่า มีจริง บางคนพอคุยกับคนที่เขาเชื่อถือเรื่องเหล่านี้ ให้กับคนที่เขาไม่เชื่อถือฟัง ถึงขนาดเกิดปากเสียงกันก็มี ทะเลาะกันอย่างรุนแรงก็มาก แล้วก็เกิดการดูถูก ดูหมิ่นกัน
เราก็เลยเคยถามคนที่เขาบอกเขาไม่เชื่อ เขาไม่ยอมรับเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพรางทั้งหลาย ก็ถามว่า คุณยอมรับธรรมชาติภาคเหนือสามัญวิสัยไหม เขาถามว่า มันแปลว่าอะไร เมื่อมีสามัญวิสัย มันก็ต้องมีเหนือสามัญวิสัย แต่ฝรั่งเขามักจะเข้าใจผิดเขาเรียกว่า supernatural ก็คือ เหนือธรรมชาติ ก็เคยมีคนมาถกเถียงกัน เราก็ไม่อยากจะไปเถียงกับเขาหรอก แต่ก็พูดเป็นเบาๆ ว่า เหนือสามัญวิสัยมีจริง แต่เหนือธรรมชาติไม่มี เพราะทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกประการในโลกและจักรวาลนี้ ไม่มีอะไรที่จะอยู่เหนือธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ครอบคลุมทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกประการ ไม่มีอะไรเหนือธรรมชาติ
แม้นกระทั่งอวกาศที่สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป ก็เป็นธรรมชาติ จักรวาลจะกี่จักรวาล จะกี่ทางช้างเผือก จะกี่มากมายแค่ไหน ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติทั้งนั้น ตั้งแต่ตัวเราออกไปจนถึงจักรวาลเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่ธรรมชาติยังมีภาคที่ไม่สามารถจะค้นหา หรือนำมาซึ่งการพิสูจน์ได้ ก็คือ ธรรมชาติเหนือสามัญวิสัย อำนาจธรรมชาติตัวนี้แหละ คือ อำนาจที่ทำให้คนซึ่งมีความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ ต้องทนทุกข์ทรมานกันมามากมาย บ้างก็ตรงกันข้ามได้รับสิ่งอันเป็นอำนาจเหนือสามัญวิสัยในทางบวก คือ ในทางประโยชน์ และมีความสุขมากมายอย่างเหลือหลาย
เราจะมาทนทุกข์ทรมานอยู่กับการปฏิเสธ หรือไม่ปฏิเสธแต่เข้าไม่ถึงธรรมชาติเหนือสามัญวิสัย แล้วทำให้เราต้องพบกับความทุกข์กันอยู่อย่างนั้นหรือ เมื่อเราลดทิฏฐิลงไปสักนิดนึง ลดทิฏฐิลงไปสักนิดนึง แล้วค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณาว่า มนุษย์นี่ไม่ใช่หุ่นยนต์ มนุษย์เป็นหุ่นคน มีชีวิตจิตใจ มันต้องละเอียดอ่อน มันต้องละมุนละม่อม ละเมียดละไม มันต้องเหนือกว่าสิ่งของทุกชนิดในโลกและในจักรวาลนี้ เหนือกว่าสัตว์ทุกตัวที่มีอยู่ในโลกและอยู่ในจักรวาลนี้แน่นอน ก็คือ มนุษย์เรานี่แหละ
พุทธศาสนาจึงกำหนดให้มนุษย์อยู่ในภูมิที่เหมาะสม ไม่ได้ยกให้อยู่ในภูมิสูงสุด แล้วก็ไม่ได้กดให้มนุษย์อยู่ในภูมิที่ต่ำสุด พุทธศาสนาให้มนุษย์อยู่ในภูมิที่ 5 เพื่อให้โอกาสที่มนุษย์คนนั้นๆ จะยกฐานะทางวิญญาณของตนเอง ให้สูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น จนกระทั่งไปสู่รูปพรหม 16 ชั้น แล้วก็สูงขึ้นไปอีกจนกระทั่งสำเร็จเป็นอรหันต์
ในทางกลับกัน ถ้ามนุษย์ไม่คิดที่จะพยุงตัวเอง หรือพยายามยกจิตใจตัวเอง มันก็จะมีสิทธิ์ต่ำลง ต่ำลง แล้วก็ต่ำลง จากภูมิที่ 5 ก็ต่ำลงไปภูมิที่ 4 เป็นเดรัจฉาน ต่ำลงไปภูมิที่ 3 เป็นยักษ์มาร อสูรกาย ต่ำลงไปภูมิที่ 2 เป็นเปรต ต่ำลงไปภูมิที่ 1 เป็นนรก แล้วก็ซอยออกไปอีก นรกมี 8 ขุม แล้วก็ยังมีขุมที่ 9 ขุมที่ 9 เขาบอกว่า เป็นขุมที่ลึกลงไปจนกระทั่งเอาไว้ให้กับเทวทัต มารศาสนา ไปอยู่ในนรกชั้นสุดท้าย คือ ขุมที่ 9
เพราะฉะนั้น เกิดเป็นมนุษย์โอกาสที่จะยกฐานะทางจิตใจมันไม่ยาก บางคนบอกไม่เอา ฉันจะยกฐานะทางเงินทอง ทางเงินตรา ทางความร่ำรวย คนละกรณี ร่ำรวยแล้วมีทุกข์มากมายสุดจะบรรยายก็มี ไม่ต้องเอาร่ำรวยจนเกินเหตุเกินไป แต่ขอให้อยู่ในฐานะที่ไม่ยากจนข้นแค้น พูดภาษาสำนวนชาวบ้านว่า พอมี พออยู่ พอกิน คำว่า พอมี เขาอาจจะมีเป็น 10 ล้าน 100 ล้านก็ได้ พออยู่เขาอยู่อย่างมีความสุข อยู่อย่างรู้เท่าทัน พอกินเขาอาจจะกินอาหารรู้หรา ใครจะไปรู้ เขามีพออยู่ พอมี พออยู่ พอกิน อย่างนี้เรียกว่า วัตถุธรรม ไม่จำเป็นจะต้องบรรยายอะไรกันมาก ส่วนนามธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน บางคนติดขัดอยู่นิดเดียว รู้เรื่องจิตวิทยาดีขนาดนั้น ขนาดนี้ ขนาดโน้น แต่ไม่รู้เรื่องจิตวิญญาณ แล้วก็ไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับเรื่องจิตวิญญาณ เราก็เลยมาเขียนให้เห็นว่า คุณจะยอมรับแล้วหรือยัง หรือไม่ยอมรับ ก็เป็นสิทธิ์ของคุณ คือ ในนามบัตรของเรา บรรทัดกลาง แต่ก็ต้องสืบเนื่องมาจากบรรทัดบนด้วย
เอาบรรทัดบนซะก่อน บรรทัดบนช่องที่ 1 มนุษย์ให้เป็นอันดับแรก ช่องที่ 2 เทพ บางคนพอเราส่งนามบัตรให้ดู เขาอ่านว่า มนุษย์ เขาก็ยังไม่หยีตา เขาก็ยังไม่ขมวดคิ้ว พออ่านช่องที่ 2 เขาทำฉงนแล้วทำเบ้ปาก แสดงความไม่พอใจ ก็นัยยะบนสีหน้าบนใบหน้าก็มองๆ แบบดูถูกแล้ว เริ่มดูถูกแล้ว พอมาช่องที่ 2 บอกว่า เทพ พอไปช่องที่ 3 ธรรมะ เขาหันมามองหน้าคนพูดว่า แล้วมันเกี่ยวอะไร ทำไมเอาธรรมะมาเกี่ยวกับเทพ เทพมาเกี่ยวกับธรรมะ ก็เลยบอกว่า ใจเย็นๆ คุณอ่านไปให้ครบ ช่องที่ 4 จิตวิทยา เขาบอกอันนี้มันเกี่ยวอะไร เป็นวิชาสากล บอกว่าจะสากล หรือชอบกล มันก็เป็นหน้าที่ของคนทั้งนั้นแหละ ที่จะต้องรับรู้เรียนรู้ ก็คือ จิตวิทยา หรือ Psychology คุณสนใจช่องกลางดีกว่า ช่องที่ 5 วิญญาณแท้
จิตวิทยาจะเกิดเป็นผล ผลดีและมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในระดับต่างๆ ยังไงๆ คุณต้องทำจิตวิทยาให้เป็นสากล คุณก็จะหนีไม่พ้นวิญญาณแท้ ช่องที่ 5 จึงมีความหมายเป็นศูนย์กลาง จากจิตวิทยาสู่วิญญาณแท้ แต่คุณจะเอาไปเสนออย่างนั้น มันดูกระไรอยู่ มันต้องทำให้เป็นสากล จิตวิทยาสู่วิญญาณแท้ที่เป็นสากล และวิญญาณแท้คืออะไร ยังไงจึงจะเรียกวิญญาณแท้ วิญญาณแท้มันก็คู่กับวิญญาณเทียม
เวลานี้เราเข้าใจเรื่องวิญญาณแท้กันผิดๆ พลาดๆ กันมาก จำนวนมากที่เข้าใจเรื่องวิญญาณแท้ ส่วนใหญ่ก็ไปเอาวิญญาณเทียมมาใช้กันอุตลุด เพราะอะไร เพราะวิญญาณเทียมมันใช้ง่าย มันเข้าถึงง่าย ก็มีผู้ถามอีกว่า แล้ววิญญาณเทียมคืออะไร บอกนัยยะนะ นัยยะคือ อารมณ์ อารมณ์นั่นแหละ
เมื่อคุณใช้แต่อารมณ์ คุณก็จะไม่รู้เลยว่า แท้จริงของเรื่องวิญญาณคืออะไร คุณต้องเข้าใจทั้งความเป็นมนุษย์ ทั้งความเป็นเกี่ยวพันกับเทพ ช่องที่ 2 ทั้งเข้าถึงธรรมะ แล้วก็มาอาศัยวิชาจิตวิทยา ที่เขากำลังนิยมชมชื่นกันมากมายทั่วโลก มาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาวิญญาณแท้ ถ้าคุณไม่รู้จักวิญญาณแท้ ไม่ค่อยได้ใช้วิญญาณแท้ คุณก็ใช้แต่อารมณ์ อารมณ์นั้นเป็นทั้งคุณอนันต์ และโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นโทษมหันต์ โอกาสที่คุณจะไปสู่ความพอดี เป็นที่ยอมรับของสังคม คือ เป็นสากล ช่องที่ 6 โอกาสนั้นน้อยมาก เพราะถ้าหากทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร แล้วไม่สังคมไม่ยอมรับ ก็ไม่เป็นสากล ถ้าจะเป็นสากล ต้องสังคมยอมรับ แล้วสังคมที่ดีด้วยที่จะยอมรับความเป็นสากล
ตอนนี้เราจะไปถึงอิสระได้อย่างไร ช่องที่ 9 เราก็จะต้องยอมรับความจริงในภารกิจของมนุษย์สักนิดว่า ช่องที่ 7 ของเรา คือ สัมพันธ์ มนุษย์ต้องมีสัมพันธ์ เมื่อมีสัมพันธ์ก็ต้องรับพันธะ สัมพันธ์คือ ช่องที่ 7 เราก็ต้องยอมรับพันธะ เช่น นาย ก. นาง ข. แต่งงานกันมีลูกออกมา มีสัมพันธ์กับลูก นาย ก. มีฐานะเป็นพ่อ นาง ข. มีฐานะเป็นแม่ ก็ต้องยอมรับพันธะ พันธะกรณีที่ต้องรับผิดชอบ เราเป็นลูก เราก็ต้องมีสัมพันธ์กับพ่อแม่ในฐานะที่ให้กำเนิดเรา ก็ต้องรับพันธะว่า นี่พ่อนะ นี่แม่นะ เราต้องดูแลท่านให้ดีที่สุด มีสัมพันธ์ในฐานะความเป็นครู ครูบาอาจารย์กับใคร ก็ต้องยอมรับสัมพันธ์ ต้องยอมรับพันธะว่า เราเป็นศิษย์ นี่เป็นครู เราจะปฏิบัติตัวต่อครูอย่างไร นี่เป็นเพื่อน เราต้องยอมรับสัมพันธ์และพันธะว่า เป็นเพื่อน จะต้องปฏิบัติต่อเพื่อนอย่างไร ก็คือ ทิศ 6 นั่นเอง
พอหมดหน้าที่เราแล้ว เรารับพันธะได้อย่างเหมาะสมกับสัมพันธ์ช่องที่ 7 พันธะช่องที่ 8 เรียบร้อยดีแล้ว ชีวิตเราก็มีอิสระ ขณะเดียวกันเรามีสัมพันธ์กับเทพเทวดาช่องที่ 2 ช่องที่ 7 มีสัมพันธ์กับช่องที่ 2 คือ เทพเทวดา แล้วเราไม่ยอมรับพันธะกับเทพ เราจะปฏิบัติต่อเทพเทวดาท่านยังไง ในฐานะที่ท่านเป็นโอปปาติกะพาเรามาเกิด โอปปาติกะโยนิข้อที่ 4 พาเรามาเกิด โยนิข้อที่ 4 ก็หมายความว่า มีการเกิดแบบโอปปาติกะ
อันแรก 1 2 3 ไม่ค่อยจะมีปัญหา เกิดจากชลาพุชะ เกิดจากอัณฑชะ เกิดจากสังเสทชะ อันที่ 1 2 3 ก็ไม่น่าสงสัย พอมาขั้นที่ 4 เกิดจากโอปปาติกะ เป็นการเกิดที่แปลกประหลาดและพิสดารของสัตว์โลกชนิดหนึ่ง ก็คือ เวลาหายตัว หายเท่ากับปลายเข็ม เวลาแสดงตัวใหญ่เท่ากับช้างทั้งตัวหรือภูเขาทั้งลูก
เราจะปฏิเสธหรือว่า เราไม่มีเทพ แล้วเราไม่เกี่ยวกับโอปปาติกะ เราก็ต้องยอมรับพันธะว่า เรามีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วเราจะปฏิบัติต่อโอปปาติกะที่พาเรามาเกิดอย่างไร จึงจะถูกต้องและเหมาะสม เพื่อชีวิตของเราจะได้ไม่เกิดการบีบคั้น กดดัน รังควาน และปิดกั้นจากแรงอาถรรพ์ของความไม่รู้จักโอปปาติกะ ไม่รู้จักธรรมะเหนือสามัญวิสัย แล้วเราก็บอกว่า เราเป็นอิสระ คือ ช่องที่ 9 เป็นไปไม่ได้
ยังไงๆ เรามีพันธะกับเขา เขามีพันธะกับเรา แล้วเราจะหลอกตัวเราว่า เราอิสระจากเรื่องศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย เราไม่เกี่ยว ความจริง คือ เราเกี่ยว ต้องเกี่ยวก่อน แล้วจึงอิสระตามมาในโอกาสต่อไป จะมาปฏิเสธว่า ฉันไม่เกี่ยว ฉันไม่ชอบ เรื่องจะมาพูดไสยศาสตร์ เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์กับฉัน ฉันเป็นคนทันสมัยใหม่เสมอ อันนี้คุณละเมอไปหรือเปล่าว่า คุณไม่ใช่มนุษย์ ถ้าเป็นมนุษย์คุณต้องเกี่ยว ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
เดี๋ยวมาดูรายงาน ดอกเตอร์วันพร จาปะเกษตร์ 1993 ถ้าปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาแล้วขัดแย้งต่อโลกวิญญาณ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีฐาน ไม่มีฐานของศักยภาพ คือ ความเก่งกล้าสามารถรองรับ ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาไปเท่าไหร่ๆ มันก็ไม่เกิดผล ตรงกันข้ามกลับเกิดโทษซะอีก
ขอซ้ำอีกที ถ้าปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาแล้วขัดแย้งต่อโลกวิญญาณ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีฐาน ไม่มีฐานของศักยภาพ คือ ความเก่งกล้าสามารถมารองรับ ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาไปเท่าไหร่ๆ มันก็ไม่เกิดผล ตรงกันข้ามกลับเกิดโทษซะอีก อันนี้เป็นข้อวินิจฉัยของดอกเตอร์วันพร ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวฟังเพลงแล้วกลับมาสวดมนต์สวดพรกัน เพื่อความสบายใจ ขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
เพลงแปลกๆ นะ หลายคนอาจจะคิดอย่างนี้ ประหลาดจริงเพลงอะไรก็ไม่รู้ เพลงนี้คือ ชื่อเพลงว่า ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ภาษาประกิต คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 3/1 ครูธวัช คณิตกุล ทำนองและเสียงร้อง AI จัดทำโดย คุณพัทธนันท์ พิมานพงศ์ภัทร
เนื้อร้องมีอยู่ว่า “ลึกซึ้ง ลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง วิญญาณรู้เปรียบซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์เท่ากับละมุนภัณฑ์ ซอฟต์แวร์เขาเรียกว่า ละมุนภัณฑ์ ธาตุรู้เปรียบฮาร์ดแวร์ ฮาร์ดแวร์เท่ากับกระด้างภัณฑ์ ซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์รวมกัน เปรียบดั่งวิญญาณธาตุ”
พอเกิดเป็นวิญญาณธาตุแล้วตอนนี้มันก็ให้ข้อมูลเราแล้ว มันบอกเราได้แล้วว่า เรื่องลึกซึ้ง ลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง มันเป็นยังไง ทีนี้ถ้าเราไม่หมั่นใส่ความรู้เข้าไปในธาตุรู้ ไม่ใส่ความรู้เข้าไปในวิญญาณธาตุ วิญญาณรู้ไม่ใส่ความรู้เข้าไปในธาตุรู้ โอกาสที่เราจะรู้เรื่องลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง ก็ยาก ก็ได้แต่เดาๆ กันไป แล้วก็รับฟังจากคนอื่น แล้วโบราณเขาบอกว่า ก็เอาขี้ปากเขามาพูด เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เหล่านี้ คนส่วนใหญ่นะไม่ใช่ทั้งหมด เอาขี้ปากเขามาพูดเยอะ ที่จะออกมาจากความรู้ลึกๆ ในตัวเองน้อย ส่วนมากก็ไปเอาทขี้ปากคนอื่นเขามาพูด โบราณเขาว่าอย่างนั้น เอาขี้ปากเขามาพูด ก็คือ ไปพูดตามเขา ซึ่งถ้าเขาผิด เราก็ผิดด้วย ถ้าเขาถูกก็โชคดีไป เราก็ถูก สู้เราเอาความรู้ของเราเองดีกว่า แน่นอนกว่า
เรามาขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเทวดา แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเทวดาที่ไหนจะมาห่วงใยเรา เท่ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพเทวดาในตัวเรา คงไม่มี ก็เปรียบเหมือนพ่อแม่ พ่อแม่เราก็รักเรามากกว่าคนอื่น พ่อแม่เพื่อนเขาก็รักลูกเขา หรือรักเพื่อนเรามากกว่าตัวเราแน่นอน เทวดาประจำตัวของเราอยู่ แต่เรากลับไม่ค่อยได้เข้าใจท่าน ไม่ได้เข้าถึงท่าน แล้วก็เที่ยวตะลอนๆ ไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไกลๆ มันก็เปรียบเหมือนไปหาความรักจากพ่อแม่ของเพื่อน พ่อแม่ของเพื่อนเขาจะมารักอะไรเรามากกว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของเรา มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก
อา. 5 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณอรสา กู้เกินพงษ์
บทความที่เกี่ยวข้อง
ไหว้ครูไม่มีจำกัดจำนวน และครูมีทั้งครูที่มีตัวตน และไม่มีตัวตน
16 ม.ค. 2026
ถ้าใครทำความสามารถที่จะสร้างพฤติกรรมของตัวเองด้วยการคิด พูด ทำ ให้สอดคล้องเข้ากันเป็นกลมเกลียวกัน กลมกลืนกันกับวิบากกรรม คนๆ นั้นมีชีวิตที่เดินอยู่บนเส้นตรงที่น่าสรรเสริญ
ทุกอย่างมันต้องพอดี ทำดีให้ถูกดี ทำดีให้ถึงดี ทำดีให้พอดี
12 ก.พ. 2026
วัตถุสิ่งของที่ได้รับการเพ่งกระแสจิตในทางบวก คือ เพ่งในทางที่เป็นประโยชน์ ก็ยังเป็นรูปเคารพ และศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้
เพราะฉะนั้น คนหากว่า ประพฤติปฏิบัติอะไรที่เป็นที่ยอมรับของผู้คนจำนวนมาก หรือจำนวนหนึ่งที่สมฐานะ มันจะเจริญขึ้น เจริญขึ้น
2 ก.ค. 2026
