EP.1973 เรามารณรงค์กันว่า มนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ ในการสื่อสัมพันธ์กับเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมนุษย์มีชีวิต แต่เทพไม่มีชีวิต เทพจึงต้องการให้มนุษย์เป็นเวทีแสดงฤทธิ์ แสดงปาฏิหาริย์
อัพเดทล่าสุด: 12 มิ.ย. 2026
5 ผู้เข้าชม
EP.1973 เรามารณรงค์กันว่า มนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ ในการสื่อสัมพันธ์กับเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมนุษย์มีชีวิต แต่เทพไม่มีชีวิต เทพจึงต้องการให้มนุษย์เป็นเวทีแสดงฤทธิ์ แสดงปาฏิหาริย์
ถ้ามนุษย์เรียนรู้วิธี รู้เรื่องราวที่แท้จริง มนุษย์ก็จะได้รับคุณอนันต์
ประโยชน์ที่เราจะทำให้เป็นวิเศษและพิเศษ ประโยชย์ทางนอกก็พิเศษ อะไรที่เป็นพิเศษๆๆ นอกเหนือจะเป็นประโยชย์ แล้วก็วิเศษทางใน ทางในก็เป็นวิเศษ
ตรงวิเศษนี่แหละเข้าใจยาก เข้าใจลำบาก และก็อาจจะมีคนจำนวนไม่ใช่น้อยที่มีความอคติ อคติแปลว่า ไม่ยอมรับ ว่าอะไรกันนักกันหนา คนเราก็คือ คนธรรมดา จู่ๆ จะมามีสิ่งวิเศษเข้ามาในตัวเราได้อย่างไร แล้วคนธรรมดาจะไปแสดงพลังวิเศษขึ้นมาได้อย่างไร ตรงนี้น่าเสียดาย เพราะว่าพูดมาหลายวันแล้วว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ดี อิทธิฤทธิ์ก็ดี ปาฏิหาริย์ก็ดี เทพเทวดาก็ดี เรื่องลึกลับทั้งหลายก็ดี สิ่งเหล่านี้เขามีแต่ฤทธิ์ แต่เขาไม่มีชีวิต
ในเมื่อเขาไม่มีชีวิต เขาจะมาแสดงได้อย่างไร เขาจะต้องเอาเราเป็นเวทีแสดงฤทธิ์ ตรงนี้เลยมีคุณอนันต์ตรงที่ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเขาเอาเราเป็นเวทีแสดงฤทธิ์ มีคุณสำหรับเรา มีประโยชย์สำหรับเรา คุณอนันต์ด้วยถ้ารู้จักวิธี รู้วิธี รู้เรื่องราวที่แท้จริง เมื่อตัวเราเป็นเวทีหรือเป็นสถานที่แสดงความศักดิ์สิทธิ์ แสดงปาฏิหาริย์ให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต เราก็จะได้ประโยชย์มากมายมหาศาล ถ้าเราเข้าใจและทำใจได้
ทีนี้กลับกัน ตรงกันข้าม ถ้าผู้ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือรู้แต่ไม่ใส่ใจไฝ่เรียนรู้ เราเป็นบุคคลธรรมดา เป็นปุถุชนทั่วไป และถึงเวลาที่เราจะต้องเป็นเวที หรือเป็นสถานที่ หรือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง ให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อแสดงฤทธิ์ แล้วเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย บางคนยังแถมต่อต้าน ปฏิเสธ ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งสิ้น บางคนดูถูกดูแคลนแสดงความลบหลู่ดูหมื่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย ตรงนี้แหละคือ มหันตภัยที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับมวลมนุษยชาติ
ก็ทีมนุษย์มีฐานะ น่าจะมีความสุข มีฐานะน่าจะมีความสำเร็จในชีวิต มีฐานะน่าจะได้อะไรต่อมิอะไรดีๆ แต่กลับตาลปัตร กลายเป็นย่ำแย่ลงไปก็มี จากคนชั้นสูงตกต่ำลงมาเป็นคนชั้นต่ำ จากคนมีฐานะกลายเป็นหมดฐานะ จากคนที่ดีๆ กลายเป็นเสียผู้เสียคน นี้คือ สิ่งที่เราเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า ไม่น่าเลย ไม่น่าพลาดโอกาส ที่เราเป็นสื่อที่สำคัญและเป็นสื่อสัมพันธ์สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต แล้วทำไมเราจึงปล่อยให้ตัวเราต้องเพลี่ยงพล้ำ ต้องพลาดท่า หมดท่า อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้ ทำไมถึงเกิดเรื่องอย่างนี้
ตรงนี้คือ จุดที่เราต้องรณรงค์ เพื่อให้รู้ว่า เราอย่าเสียโอกาส อย่าพลาดท่า เพราะตัวเราคือ ฐานที่จะต้องแสดงทั้ง ศักยภาพ ความเก่งกล้าสามารถและมีคุณความดี กับศักดิ์สิทธิ์ ต้องมีฤทธิ์ ต้องมีอิทธิฤทธิ์ ต้องมีปาฏิหาริย์ ต้องรู้จักเทพเทวดา และต้องรู้จักเรื่องลึกลับทั้งหลาย เราก็จะได้ประโยชณ์โพดผลจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายมหาศาล
เรามาทำความเข้าใจกันใหม่ว่า ขณะที่เรามีชีวิตอยู่ เราคือ สิ่งสำคัญ และสื่อสัมพันธ์ คือ เรามีความสำคัญ มนุษย์ต้องสื่อให้เทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็สัมพันธ์กันอย่างไร ต้องรู้สายสัมพันธ์
สวัสดีทุกท่าน พบกันทางเงามาแล้ว มาเวลา 19 นาฬิกา 12 นาทีโดยประมาณ วันนี้เป็นวันพุธที่ 10 เดือนมิถุนายน คนคู่ สัญลักษณ์เป็นคนคู่ ปีพุทธะ 69 คริสต์ 26 แรม 10 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย "อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พหุเกนะ วา" คำแปลทุกท่านก็จำจนขึ้นใจแล้วว่า เวลาแต่ละวัน อย่าให้มันผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย เอามันมาทำประโยชน์อะไรต่ออะไรได้สารพัด ว่าอย่างนั้นเถอะ
ตอนนี้ประโยชน์ที่เราจะทำให้เป็นพิเศษและวิเศษ เป็นพิเศษทางนอก ทางนอกก็เป็นพิเศษ อะไรที่เป็นพิเศษ พิเศษนอกเหนือ จะมีประโยชน์ แล้วก็วิเศษทางใน ทางในก็เป็นวิเศษตรงวิเศษนี่ล่ะเข้าใจยาก เข้าใจลำบาก แล้วก็อาจจะมีคนจำนวนไม่ใช่น้อยที่มีความอคติ อคติแปลว่า ไม่ยอมรับว่า อะไรกันนักกันหนา คนเราก็คือ คนธรรมดา อยู่ๆ จะมามีสิ่งวิเศษเข้ามาในตัวเราได้ยังไง แล้วคนธรรมดาจะไปแสดงพลังวิเศษขึ้นมาได้อย่างไร ตรงนี้น่าเสียดายนะ เพราะว่าพูดมาหลายวันแล้วว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ดี อิทธิฤทธิ์ก็ดี ปาฏิหาริย์ก็ดี เทพเทวดาก็ดี เรื่องลึกลับทั้งหลายก็ดี สิ่งเหล่านี้เขามีแต่ฤทธิ์ มีแต่ฤทธิ์ แต่เขาไม่มีชีวิต
ในเมื่อเขาไม่มีชีวิตแล้วเขาจะมาแสดงได้ยังไง เขาจะต้องเอาเราเป็นเวที เป็นเวทีแสดงฤทธิ์ ตรงนี้เลยมีทั้งคุณอนันต์ มีคุณอนันต์ตรงที่ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเขาเอาเราเป็นเวทีแสดงฤทธิ์ มีคุณสำหรับเรา มีประโยชน์สำหรับเรา คุณอนันต์ด้วยถ้ารู้จัก รู้จักวิธี รู้วิธี รู้เรื่องราวที่แท้จริง
เมื่อตัวเราเป็นเวที หรือเป็นสถานที่แสดงปาฏิหาริย์ให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีชีวิต เราก็จะได้ประโยชน์มากมายมหาศาล ถ้าเราเข้าใจและทำใจได้
ทีนี้กลับกันตรงกันข้าม ถ้าผู้ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือรู้แต่ไม่ใส่ใจใฝ่เรียนรู้ การอยู่ๆ เราเป็นคนธรรมดา เป็นปุถุชนคนทั่วไป แล้วถึงเวลาที่เราจะต้องเป็นเวที หรือสถานที่ หรือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแสดงฤทธิ์ เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย บางคนยังแถมต่อต้าน ปฏิเสธ แล้วก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งสิ้น ยังแถมบางคนดูถูกดูแคลน แสดงความลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย ตรงนี้แหละคือ มหันตภัยที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับมนุษยชาติ
ก็ที่มนุษย์มีฐานะ น่าจะมีความสุข มีฐานะน่าจะมีความสำเร็จในชีวิต มีฐานะน่าจะได้อะไรต่ออะไรดีๆ แต่กลับตาลปัตร กลายเป็นย่ำแย่ไปเลยก็มี จากคนชั้นสูงตกต่ำลงมาเป็นคนชั้นต่ำ จากคนมีฐานะกลายเป็นหมดฐานะ จากคนที่ดีๆ กลายเป็นคนเสียผู้เสียคน อันนี้คือ สิ่งที่เราเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า ไม่น่าเลย ไม่น่าพลาดโอกาสที่เราเป็นสื่อที่สำคัญ และเป็นสื่อสัมพันธ์สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไม่มีชีวิต แล้วทำไมเราจึงปล่อยให้ตัวเราต้องเพลี่ยงพล้ำ ต้องพลาดท่า ต้องหมดท่า อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ มันทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้ ทำไมมันถึงเกิดเรื่องอย่างนี้
เพราะฉะนั้น คือ จุดที่เราจะต้องรณรงค์ รณรงค์เพื่อให้รู้ว่า เราอย่าเสียโอกาส อย่าพลาดท่า เพราะตัวเรานี่แหล่ะคือ ฐานที่จะต้องแสดงทั้งศักยภาพ ศักยภาพก็คือ ความเก่งกล้าสามารถ และมีคุณความดี กับศักดิ์สิทธิ์เป็นฐานแสดงความศักดิ์สิทธิ์ ต้องมีฤทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ต้องมีฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ต้องมีปาฏิหาริย์ ต้องรู้จากเทพเทวดา และต้องรู้จักเรื่องลึกลับทั้งหลาย เราก็จะได้ประโยชน์โพดผลจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายมหาศาล
เพราะฉะนั้น เรามาทำความเข้าใจซะใหม่ว่า ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราคือ สื่อสำคัญและสื่อสัมพันธ์ให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ทั้งสำคัญคือ มีความสำคัญ ขาดไม่ได้ มนุษย์ต้องเป็นสื่อให้เทพ ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็สัมพันธ์กันอย่างไร ต้องรู้สายสัมพันธ์ว่า แล้วความจริงเราเป็นมนุษย์ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ แล้วเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เกิดมาจากไหน เราไม่เคยรู้จัก
ถ้าเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นญาติ เรายังพอสืบสายสัมพันธ์ได้ว่า คนนี้เป็นลูกของลุง คนนี้เป็นลูกของป้า คนนี้ลูกของน้า ลูกของอา คนนี้เป็นญาติผู้ใหญ่ คนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้อง คนนี้เป็นอะไร ก็ไล่กันมาตามสายสัมพันธ์ แล้วเทพล่ะเป็นใคร สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นใคร อยู่ๆ ก็จะต้องมาเอาตัวเราเป็นสื่อสำคัญ สื่อสำคัญและสื่อสัมพันธ์ แต่เราไม่เข้าใจความสำคัญว่า เรานี่สำคัญขนาดไหน แล้วก็ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ เราก็คิดแต่โลภ คิดแต่โกรธ คิดแต่หลง ก็คือ โลภ โกรธ หลง เราก็สร้างแต่กิเลส สร้างแต่ตัณหา สร้างแต่อุปาทาน โลภแล้ว โกรธแล้วก็ยังไม่สิ้นสุดลง หลงแล้วก็ยังไม่สิ้นสุด เกิดเป็นกิเลสขึ้นมาอีก กิเลส ตัณหา อุปาทาน
แล้วยังเอากิเลสเหล่านี้ เอาความโลภ โกรธ หลงไปปรุงแต่ง เรียกว่า ปปัญจสัญญา ปรุงแต่งเป็นอะไร ปรุงแต่งเป็นตัณหา ปรุงแต่งเป็นมานะ ปรุงแต่งเป็นทิฏฐิ โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ที่อยู่ในตัวมนุษย์ ที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นมา เป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง เป็นปัญหาอย่างยิ่ง ที่จะรับใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งบางคนก็บอกว่า ฉันไม่มีความจำเป็นต้องไปรับใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉันจะรับใช้ไปทำไม แล้วพอรับใช้แล้วฉันต้องทำตัวเป็นคนดี ไม่โลภจนเกินไป ไม่โกรธจนเกินไป ไม่หลงจนเกินไป ระงับกิเลส ตัณหา อุปาทานให้เบาบางลง ระวังจะปรุงแต่งตัณหา มานะ ทิฏฐิ อยากได้ อยากใหญ่ และก็ใจแคบ ต้องระวัง เพราะเราจะเป็นสื่อ เป็นสื่อสัมพันธ์ และสื่อสำคัญให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ก็มันเป็นเรียกว่า ความจำเป็นที่บังคับว่า คุณต้องทำตัว เตรียมตัวให้ดีไว้ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ เพราะคุณจะต้องเป็นสนามที่ทำงานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทพเทวดา จะมาล้อเล่นไม่ได้ เขาเอาตายได้นะ แล้วขณะเดียวกันเขาก็ชุบชีวิตให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นมาได้ เดิมพันสูงนะ เราก็จะได้รู้ตัวก่อนล่วงหน้าว่า มนุษย์นี่เกิดมาต้องมีเทพ เทพต้องสู่ธรรมะ ตามนามบัตรของเรา จากมนุษย์สู่เทพ จากเทพสู่ธรรม มันเป็นอย่างนี้เอง นี่เข้าใจที่เราต้องพยายามเตือนตัวเอง ไม่ให้โลภมาก ไม่ให้โกรธมาก ไม่ให้หลงมาก ไม่ให้เอาโลภ โกรธ หลง มาปรุงแต่งเป็นกิเลส เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน แล้วก็ไม่ให้เอามาทั้งเป็นตัณหา มานะ ทิฏฐิ เพราะเดี๋ยวเทพ เทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมาใช้ร่างไม่สะดวก
เมื่อใช้ร่างไม่สะดวก ถึงกาลเวลาแล้วเรายังไม่สามารถที่จะรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพเทวดาให้มาใช้ขันธ์ 5 ของเราได้ เราก็จะต้องเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างหนัก เราก็จะต้องทุกข์อย่างแสนสาหัส เราก็จะต้องมีอุปสรรค มีปัญหามากมาย มันเป็นอย่างนี้เอง จึงต้องพยายามทำจิตให้สงบ สะอาด และสว่าง ทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส ตามคำสอนในวันมาฆบูชา เข้าใจแล้ว บางคนบอกเข้าใจแล้ว มิน่าเล่าเกือบตาย เพราะท่านเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และคลื่นพลังทั้งหลาย ก็จะเข้ามาในตัวเรา ทั้งคลื่นสอดแทรกและคลื่นแทรกสอด แต่ตัวเราเต็มไปด้วยความโลภ เต็มไปด้วยอำนาจแห่งความโกรธ เต็มไปแห่งความหลง เต็มไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยตัณหา เต็มไปด้วยอุปาทาน มีแต่ตัณหา มานะ และทิฏฐิ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถจะผ่านเข้ามาใช้ตัวเราได้อย่างสะดวก ก็เกิดการชงกัน ชงก็คือ ปฏิคะ คอนฟลิคกัน คอนฟลิคกันก็คือ ขัดแย้ง
พอขัดแย้งเราก็จะต้องมีอันเป็นไป ไม่วิบัติอย่างหนึ่ง ก็วิบัติอีกอย่างหนึ่ง เจ็บไข้ได้ป่วย อาชีพการงาน ปัญหาคู่ครอง บุตรบริวาร ก็จะต้องเกิดขึ้น เพราะเขาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาจะต้องมาใช้ตัวเราเป็นสนาม แต่สนามนี้ไม่บริสุทธิ์เท่าที่พอจะใช้ได้ บางคนโบ้ยว่ายังไงรู้ไหม ไปใช้ร่างเพราะอรหันต์สิ บอกมันคนละเรื่องแล้ว พระอรหันต์จะไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะไม่ไปยุ่งยาก ไปวุ่นวายกับพระอรหันต์ แต่คนที่ยังอยู่ในโลกียธรรมนี่แหละ ที่จะต้องทำหน้าที่รับใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามพรหมลิขิต ที่เราได้สั่งสมสร้างมา
เราจะพยายามอธิบายให้ท่านที่ยังไม่เห็นด้วย ยังไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ และต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับปัญหารัก รวย โรค ให้เข้าใจเสียที พอเขาเข้าใจปัญหาอย่างนี้ดีแล้วว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ 5 ของเราจะต้องน้อมรับพลังศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดปัญหาทุกทิศ เกิดปัญหาขึ้นทุกด้าน เราก็จะได้เข้าใจ พอเข้าใจแล้ว ถึงเวลาก็ได้ต้อนรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาเป็นประโยชน์กับชีวิตของเรา แล้วก็ยังช่วยผู้อื่นได้ด้วย ช่วยผู้ที่เขายังไม่พร้อม แต่เราพร้อมแล้ว เราก็ช่วยเขาได้
อันนี้จึงเป็นสิ่งที่จะต้องมาจับเข่าคุยกันในโอกาสหนึ่งโอกาสใดว่า อย่าเข้าใจผิดนะ ไม่ได้มายัดเยียดว่า คุณต้องทำหน้าที่รับใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์กับคุณนั้นต้องรวมกันให้สนิท และในบางครั้งก็ต้องแยกกันให้เด็ดขาด บางครั้งก็กำกวม อำพราง ไม่ชัดเจน มันแล้วแต่กรณี แล้วจะได้รู้จักใช้ชีวิตให้ถูกต้อง แข็งขืนดึงดื้อ ถือดี หยิ่งยโสโอหัง ไปไม่รอด อ่อนปวกเปียก เป็นอะไร อ่อนปวกเปียกจนกระทั่งไม่รู้อะไรเป็นอะไร ก็ไปไม่รอด อ่อนจนกระทั่งไม่รู้จักจุดอ่อนของตัวเอง ก็ไปไม่รอด แข็งขืนดึงดื้อ ยโสโอหัง จองหอง ก็ไปไม่รอด แล้วสายกลางคือ มัชฌิมาปฏิปทา ที่จะเปิดรับใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น มันอยู่ตรงไหน
บางคนก็บอกเดี๋ยวขอให้ฉันไปบำเพ็ญเพียรก่อน ไปกินเจ ไปกินมังสวิรัติ ไปงดเว้นโน่น งดเว้นนี่ งดเว้นนั่น ไปทำพิธีอาบน้ำในแม่น้ำคงคาที่อินเดียก่อน จะได้บริสุทธิ์สะอาด แล้วก็กลับมาเมืองไทยมารับใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่ใช่ ไม่ต้องทำอย่างนั้น และทำยังไงกายของฉันมันไม่บริสุทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่กล้าเอาฉันมาใช้เป็นสื่อหรอก นี่คือ ความเข้าใจผิด แล้วก็ความไม่เข้าใจ ทำให้เกิดความลังเล ชะงักงัน สงสัยตัวเองไม่บริสุทธิ์ แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมาเอาฉันไปใช้ได้ยังไง เป็นกันอย่างนี้ไม่ใช่น้อย
เอาล่ะ ขอยุติคงลงไว้แค่นี้ก่อน มาดูผลงานของคุณวิษณุ กระจ่างศรี 1972 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพรางทั้งหลาย ไม่มีชีวิต แต่มีอิทธิฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ของเทพเทวดา อิทธิฤทธิ์ของพลังศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ของเรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย อิทธิฤทธิ์ของอำนาจไสยศาสตร์ อำนาจปรากฏการณ์ต่างๆ ต้องลงมาแสดงในตัวมนุษย์ เพราะว่าเทพไม่มีชีวิต เทพต้องมาอาศัยเวที ก็คือ ตัวชีวิต ตัวมนุษย์ เป็นเวทีในการแสดงอิทธิฤทธิ์ แสดงปาฏิหาริย์ อันนี้คือ คุณวิษณุ กระจ่างศรี คุณโอห์ม คัดสรรตัวโปรยขึ้นมามากมาย พอเป็นประโยชน์มากแก่ผู้รับฟัง ก็ขอขอบคุณคุณวิษณุ
เอาล่ะ จากนี้เรามาฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย แล้วก็จะได้มาสวดมนต์สวดพรกันตามธรรมเนียม ตามกำหนดที่เรากำหนดไว้ ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
เพลงที่จบลงไป ชื่อว่า เพลงแฝง คำร้อง ธวัช คณิตกุล ทำนอง ทหารแก่ ขับร้อง เจนจิรา สุวรรณน้อย จังหวะ วอลซ์ ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของครูหลง สมศักดิ์ รักไพบูลย์สมบัติ
เนื้อเพลงมีอยู่ว่า แฝง แฝง แล้วก็แฝง แฝงเพียงคำเดียว คือ โจทย์ยากนักหนา เช่นว่า รักแฝงร้อนแรงหนักอุรา ความรักมันหนักอุรา ดังเพลิงไฟป่าที่ร้อนแฝงสำแดงผลาญ ความรักนี่มันร้อนเหมือนไฟป่านะ แฝงชีวิตใครหนอลิขิต บ้างมีสิทธิ์รวยแฝงนับหมื่นแสนล้าน กรรมจำพรากวิบากกรรมใหญ่มาประหาร ประโยคนี้สำคัญต่อไปนะ สุดสงสารโรคแฝงภาคชีวาไป คนที่เป็นโรคแฝงทางใน แล้วก็กว่าจะรู้ตัวก็สิ้นชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ประโยคนี้แหละ สุดสงสารโรคแฝงพรากชีวาไป รักแฝง ร้อนแฝง รวยแฝง โรคแฝง ล้วนแสงธรรมแห่งโลกธรรม 8 นั่นไง แต่องค์แฝงร้อนเกินอุณหภูมิในกายใจ จะปรับค่าไฉนให้สมดุลในวิญญาณ์ แฝงชีวิตลิขิตด้วยตัวเรา ขอให้เอาองค์แฝงรู้แจ้งในศรัทธา รู้ยังไง วิญญาณ สังขาร ในลมปราณนำพา ใฝ่ศึกษาเรียนรู้เท่าทัน สัมฤทธิ์ผล
เนื้อแต่ละตอน แต่ละตอน ที่คุณสมศักดิ์ได้นำมาไล่เรียงให้ฟัง ล้วนแต่มีความหมาย เกี่ยวกับเรื่องมนุษย์ไม่รู้เรื่องว่า ตัวเองเป็นสื่อ เป็นสนามของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่นอกตัวมนุษย์ไม่มีชีวิต มีแต่ฤทธิ์ พอเข้าในตัวมนุษย์ก็เกิดฤทธิ์ขึ้น แต่มนุษย์รู้ไม่ทันก็กลายเป็นพิษ
พอมนุษย์รู้ไม่ทันก็กลายเป็นพิษ ภาษาจีนเขาเรียกว่า ชงกัน เพราะฉะนั้น ระวังอย่าให้เกิดการชงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะตัวเองคิดแต่โลภ คิดแต่โกรธ คิดแต่หลง เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน เอาไปปรุงแต่งเป็นปปัญจสัญญา ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ผลที่สุดก็แพ้สิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยสิ้นเชิง แล้วไปนั่งอ้อนวอน นั่งโกรธสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาไม่มีชีวิต เขามีแต่ฤทธิ์
พอเข้ามาในตัวเรา ตัวเราก็เลยมีทั้งชีวิตและมีทั้งฤทธิ์ แต่ไม่รู้ และผลที่สุดก็กลายเป็นพ่ายแพ้ทั้งตัวเอง พ่ายแพ้ทั้งเทพเทวดา กลับไปเกิดใหม่ ซึ่งทุกคนก็ไม่อยากที่จะไปเกิดใหม่หรอก เพราะว่าไม่รู้ชาติหน้าเราจะไปเกิดเป็นอะไร มันก็ไม่ได้เราไปเกิดหรอก เพียงแต่วิบากกรรมของเราไปก่อตัวขึ้นมาเป็นคนๆ ใหม่ เป็นคนใหม่จะว่าเป็นคนเก่าก็ไม่ใช่ จะว่าคนเก่า ไม่ใช่คนเก่าก็ไม่เชิง ที่เขาเรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ข้อความหมายอันนี้แหละ เดี๋ยวจะไกลเกินไป ก็มาอธิษฐานจิตสวดมนต์สวดพรกันดีกว่า
พ. 10 มิ.ย. 2569
รวบรวมโดย คุณปุนนภา รักษาวงษ์
บทความที่เกี่ยวข้อง
กายพร้อม จิตเพียบพร้อม วิญญาณมีความสวยสดงดงามเพียบพร้อม
ทำให้ฮอร์โมนเคมีมีคุณภาพ เมื่ออารมณ์ ฮอร์โมน เคมีที่เกิดจากวิญญาณ เกิดจากจิต เกิดจากกาย ที่เพียบพร้อม ทำให้เกิดปราณที่เปล่งออกมา เป็นปราณที่มีราศี มากกว่าราคี
3 ก.พ. 2026
เส้นตรงที่น่าสงสัยตั้งอยู่บนฐานแห่งความงวยงง ทำไมถึงทำให้งง และทำยังไงจะหายงง จงหาด้วย 2 รอ รอหัน(รร) คือ ร.รู้สึก กับ ร.รู้ เมื่อเราเข้าใจในความรู้สึกที่ถูกต้อง แล้วเข้าถึงความรู้ที่ไม่ผิดพลาดต่อสิ่งที่เป็นการเล่นของแล้วปล่อยของมา ของเหล่านั้นจะกลายเป็นของเล่น
เรามาเรียนรู้เรื่องรอหันกัน แล้วเราจะหันสิ่งที่ไม่ดีเป็นดี หันสิ่งที่ไม่รู้เป็นรู้ หันสิ่งที่ผิดเป็นถูก หันสิ่งที่เป็นแบบล้าสมัยให้มาสู่นำสมัย เรายืนยันว่า เราให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องสิ่งเหนือสามัญวิสัยเชิงประยุกต์สู่สากล
2 มี.ค. 2026
