แชร์

EP.1992  ทำสมาธิ ถ้าจะไม่ให้เกิดโทษแก่ชีวิต  อย่าฝืนสังขาร อย่าฝืนวิญญาณ (ศ. 3 ก.ค. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 7 ก.ค. 2026
13 ผู้เข้าชม
EP.1992  ทำสมาธิ ถ้าจะไม่ให้เกิดโทษแก่ชีวิต  อย่าฝืนสังขาร อย่าฝืนวิญญาณ  ทำสมาธิเพื่อให้เกิดเป็นคุณแก่ชีวิต และเรามีจริต 6 ชนิดที่แตกต่างกัน  1. ราคจริต คนบางคนมีราคจริตสูง  2. โทสจริต  3. โมหจริต  4. สัทธาจริต  5. พุทธิจริต  6. วิตกจริต
สวัสดีทุกท่าน พบกันทางเงา เข้ามา 3 วันแล้วของเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 69 และ 26 คริสต์ศักราช แรม 4 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย วันนี้เป็นวันศุกร์  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา”  วันเวลาอย่าให้เสียไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง 
วันนี้เราจะมาพูดกันถึงการปฏิบัติต่อจิต โดยเฉพาะการทำสมาธิกรรมฐานภาวนา การทำสมาธิ พูดกันจริงๆ  ก็มีอยู่ 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ สมถสมาธิภาวนา กับ วิปัสสนาสมาธิภาวนา จะทำแบบไหนก็ได้ แล้วแต่ว่าอะไรที่ถูกกับจริตของเรา 
สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ เมื่อวานเราได้พูดกันไว้ว่า ธรรมชาติ หรือธรรมะ เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าเราทำอะไรถ้าฝืนธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะฉุดเราให้ตกต่ำ ถ้าเราทำตามครรลองของธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะเชิดชูให้เราขึ้นสูง  เช่นเดียวกัน การปฏิบัติสมาธิก็เหมือนกัน เราถนัดอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น  ข้อสำคัญมีอยู่ 2 ข้อ ที่ต้องระวัง ก็คือ อย่าฝืนจริต อย่าฝืนจริตของสังขาร และที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง อย่าฝืนจริตของวิญญาณ 
ฝืนจริตของสังขาร คือ การปรุงแต่งในร่างกายเรา บางคนพร้อมที่จะไปสู่วิปัสสนา บางคนไม่พร้อม ก็น่าจะหยุดอยู่แค่สมถะ  ฝืนจริตของวิญญาณ อันนี้เป็นกรณีพิเศษ เดี๋ยวเรามาไล่เรียงกันว่า ฝืนจริตของวิญญาณเป็นอย่างไร 
จริต เรามาพูดถึงจริต 6 กันก่อน ในพระพุทธศาสนาบอกว่า มีจริตอยู่ 6 ชนิด 1. ราคจริต คนบางคนมีราคจริตสูง  2. โทสจริต  3. โมหจริต  4. สัทธาจริต  5. พุทธิจริต  6. วิตกจริต  ผู้มีจริตเด่นๆ เด่นๆ อย่างหนึ่งอย่างใด ถ้าหากว่าปฏิบัติสมาธิแล้วไปฝืนจริต ก็จะทำให้มีความขัดแย้งต่อสังขารในร่างกาย อันนี้ก็ชัด ฟังแล้วก็ชัดเจน ไม่น่าจะเป็นที่สงสัย  เช่น นาย ก. มีจริตแบบไหน แบบวิตกจริต แต่ไปปฏิบัติกรรมฐานแบบเข้าป่าช้า สมมติว่าเข้าป่าช้า เพราะว่าป่าช้าจะอยู่ในหลักสูตรของวิปัสสนา 
นาย ก. เป็นคนวิตกจริตสูง พูดกันอย่างภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า กลัวผี เสร็จแล้วไปทำนวสี 9 ไปเข้าสู่นวสี 9  ใน 9 อย่างของนวสีนั้น คือ ต้องไปอยู่ป่าช้า อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราทำอะไรแล้วฝืนสังขาร มันไม่เป็นสุข สังขารมันเป็นทุกข์ มันเกิดการปรุงแต่งที่สู้ไม่ไหว ก็ทำให้ไม่ได้ผลของการปฏิบัติสมาธิ ต้องดูจริตของตัวเองด้วย อย่างที่ชาวบ้านเขามักจะด่าลูกสาวเขาว่า นางนี่มันดัดจริต  ว่าลูกสาวว่า ทำท่าดัดจริต อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเราฝืนจริตของสังขาร การทำสมาธิเจริญกรรมฐานภาวนา ก็จะไม่ได้ผล และตรงกันข้าม กลับจะเสียหาย ทำให้เดือดร้อน ทำให้ผิดปกติทางกาย และผิดปกติทางจิตด้วย 
อันนี้เมื่อเราเข้าใจพอประมาณแล้วว่า อย่าให้ฝืนสังขาร แต่เราก็ต้องรู้จริตของสังขารด้วยว่า  สังขารของเรามันพร้อมทางไหน  พร้อมเท่าไหร่  พร้อมแบบใด  พร้อมอย่างไร  พร้อมที่จะทำขนาดไหน ก็จะได้เกิดการไม่ขัดแย้งต่อสังขาร หรือจริตของสังขารของเรา 
ส่วนการขัดแย้งต่อจริตของวิญญาณ ในที่นี้เราขอเป็นกรณีว่า ในฐานะที่เรายืนยันอยู่เสมอว่า คนทุกคนเกิดมามีเทพจุติ เทพที่มาจุติ แล้วก็ได้พูดมาหลายวันแล้วว่า เทพที่มาจุตินั้นในโยนิที่ 4  โยนิ แปลว่า การเกิดของสัตว์โลก มี 4 ชนิด 1. เกิดจากชลาพุชะ เกิดจากมดลูก อันที่ 2. เกิดจากอัณฑชะ เกิดจากไข่ อันที่ 3. เกิดจากสังเสทชะ ในที่ชื้นแฉะหมายถึงเชื้อโรคด้วย อันที่ 4. คือ เกิดจากโอปปาติกะ 
ในคัมภีร์อภิธรรมบอกไว้ว่า โอปปาติกะเป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งที่มีปาฏิหาริย์แสดงปรากฏการณ์ เวลาจะปรากฏการณ์ให้ตัวใหญ่โตเหมือนช้างตัวใหญ่ๆ หรือ ภูเขาทั้งลูก บทจะหายตัวก็หายไปเหลือแค่ปลายเข็ม อันนี้ก็ยืนยันว่า โอปปาติกะมีจริง ขณะที่เรามาจุติ โอปปาติกะก็จะพาเอาคตินิมิตมาจุติ เป็นคติ 4 ที่เขาบอกว่า ให้ตายแล้วไปบอกคนตายที่ข้างศพว่า ให้ไปสู่สุคติ สุคตินะ ก็คือ คติ 4 นั่นแหละ ก็คือ คติ 4  มีอะไร กาลสมบัติ กาลวิบัติ  อุปธิสมบัติ อุปธิวิบัติ  ปโยคสมบัติ ปโยควิบัติ   คติสมบัติ อุปธิสมบัติ ปโยคสมบัติ  4 อย่างนี้ ก็ไปสู่สุคติ มาสู่สุคติ  ตัดตอนลงมา 
เมื่อโอปปาติกะพาเอาวิบากกรรม คือ ผลกรรมที่ได้ทำไว้ มาจุติเกิดเป็นเรา เกิดเป็นเขา เกิดเป็นคนนั้น เกิดเป็นคนนี้ จะมีความรุนแรงในเรื่องการแสดงออกของเทพเทวดา หรือนางฟ้า ไม่เท่ากัน บางคนเฉยๆ ต่อการที่จะบอกว่า ที่ชีวิตคุณลำบากลำบน ทนทุกข์ทรมาน ไม่ประสบความสำเร็จกับเขาสักที เพราะคุณทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เรื่ององค์ เรื่องเทพเรื่ององค์ ก็เพราะว่าเขารู้สึกเฉยๆ กับจริตขององค์ของเขา แต่ความจริงมีทุกคน บางคนก็ไม่ได้ พอสัมผัสต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  สัมผัสต่อบุคคลศักดิ์สิทธิ์ สัมผัสต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์อะไรสักอย่าง ก็เต้นผางๆ กันเลย อันนี้เขาเรียกว่า คนมีจริตทางวิญญาณไม่เหมือนกัน 
ถ้าเราไปฝืนสังขาร ฝืนก็เป็นผลของสังขาร ที่ทำให้สังขารเกิดความขัดแย้ง เขาเรียกว่า ปฏิฆะ แต่ถ้าเราฝืนจริตทางวิญญาณ เช่น นาย ก. มีเทพรุนแรง  ถึงเวลาเข้าสมาธิปั๊บ ก็จะแสดงอาการเต้นปั๊บๆ ปั๊บๆ ปั๊บๆ หรือร้องเอะอะโวยวาย หรือร่ายรำทำเพลงอะไรก็สุดแท้แต่ แต่ไปถือการทำสมาธิแบบเคร่งครัดทันที บีบคั้นกดดันตัวเองให้สงบที่สุด ยิ่งสงบเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น ซึ่งไม่เถียงว่า ถ้าผู้ทำสมาธิ ทำถึงขั้นขณิกะ อุปจาระ และถึงอัปปนาสมาธิ ได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดีเท่านั้น แต่ถามตัวเองสิว่า ไปรอดไหม ปฏิฆะ  คือ ความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ก็จะเกิดผลเสียหายต่อการขัดแย้งนั้น 
เอากันง่ายๆ ว่า ทำสมาธิอะไรก็ได้ ทำให้จิตสงบ อย่าขัดแย้งต่อจริตของสังขาร  ทำสมาธิยังไงก็ได้ วิธีใดก็ได้ แต่อย่าให้ขัดแย้งต่อจริตของวิญญาณ อย่างที่ประสาชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ฝืนองค์  ขณะที่เรากำลังทำสมาธิ เราก็รู้หลักอยู่ว่า ต้องสงบกาย ต้องตัวตรง  มือขวาซ้อนมือซ้าย นั่งสมาธิท่าเพชร  ก็เอาขาขึ้นมาขัดกัน นั่งสมาธิท่าราบ ก็ไม่เอาขาไม่เอาเท้าขึ้นมาขัดกัน นี่เป็นวิสัยหรือเป็นรูปแบบของสมาธิที่ต้องเคร่งครัด ก็พยายามจะบีบคั้น ให้นิ่ง แล้วก็นิ่ง แล้วก็นิ่งอย่างที่สุด 
ถ้าคนฝืนสังขาร มันจะเกิดการชงกันในสังขาร หรือเขาเรียกปฏิฆะ หรือขัดแย้งกัน  ถ้าคนฝืนวิญญาณ ในที่นี้อนุโลมว่า วิญญาณภายนอก  วิญญาณภายใน ก็คือ โอปปาติกะ ก็เกิดการขัดแย้งกัน โอปปาติกะที่นำวิญญาณมาจุติ จะต้องสัมพันธ์กับโอปปาติกะที่เป็นฝ่ายกรรมนิมิต คตินิมิตอยู่ในตัวเรารุนแรงมาก กรรมนิมิตอยู่นอกตัวเรา มักจะมาประสานกันในโอกาสหนึ่งโอกาสใด ที่ร่างนั้นสำรวมจิตเข้ามา เช่น ไปไหว้เจ้า ไปตามสมาธิ ตามวัดวาอาราม หรือทำสมาธิด้วยตัวเองที่บ้าน หรือที่หนึ่งที่ใด ความที่ต้องการจะให้เข้าถึงสมาธิให้มากที่สุดและเร็วที่สุด ก็ทำให้เกิดการปะทะกันกับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ที่จะมาดูแลร่างกายและสังขารของเรา อย่างที่ภาษาชาวบ้านเราเรียกกันทั่วไปว่า องค์ลง 
พูดกันง่ายๆ ว่า นาย ก. องค์ก็จะลง แต่นาย ก. ไปรับวิสัยว่า ทำสมาธิต้องสงบ ต้องนิ่ง ต้องตั้งตัวตรงให้เร็วและนานที่สุด อันนี้เรียกว่า ฝืนจริตของวิญญาณ ก็จะทำให้ชีวิตปั่นป่วน เกิดความวุ่นวาย เกิดความไม่ราบรื่น 
ข้อคิดนี้อาจจะมีผู้ที่เคร่งครัดในการทำวิปัสสนา หรือในการทำสมถะ มาโต้แย้ง มาขัดแย้ง มาแสดงความไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย อันนี้ต้องขออภัย แต่เราจะให้ขอคิดไว้อย่างนี้ว่า ค่อยเป็นค่อยไป ถ้าหากว่าคุณให้เทพมาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับเสียก่อน พอเทพเข้ามาเสพร่างกายเราจนกระทั่งเสถียร  เสถียร คือ เริ่มนิ่งแล้ว แล้วคุณจะเริ่ม จะเริ่มปฏิบัติสมาธิในรูปแบบหนึ่งแบบใด จะเป็นสมถะก็ได้ จะเป็นวิปัสสนายะก็ดี แล้วแต่ความสะดวก ความต้องการ ดูมันจะง่ายกว่าที่เรามาทำสมาธิแล้วฝืนสังขาร ทำสมาธิแล้วฝืนวิญญาณ 
ก็จับประเด็นไว้ 2 ตอนก่อนว่า ทำสมาธิ ถ้าจะไม่ให้เกิดโทษแก่ชีวิต อย่าฝืนสังขาร  ทำสมาธิเพื่อให้เกิดเป็นคุณแก่ชีวิต อย่าฝืนวิญญาณ และที่สำคัญ สำคัญที่สุดก็คือ อย่าลืมว่า เรามีจริต 6 ชนิด บ้างก็เด่นในราคจริต บ้างก็เด่นอยู่ในโทสจริต โทสจริต แปลว่า ขี้โมโห บ้างก็เด่นในโมหจริต บ้างก็เด่นในสัทธาจริต บ้างก็เด่นในพุทธิจริต บ้างก็เด่นในลักษณะวิตกจริต ซึ่งมันเป็นธรรมชาติ ทุกคนมีจริตไม่เหมือนกัน บางคนก็มีอย่างนี้มากหน่อย บางคนก็มีอย่างโน้นมากนิด  บางคนก็มีอย่างละเท่าๆ กัน  ซึ่งเท่าๆ กันนี่คงยาก เพราะมันจะมีจริตเด่น จริตด้อย และจริตรองๆ  รองๆ ลงไป  เราอย่าหลอกตัวเอง ถ้าหลอกตัวเองแล้วจะลำบาก จะยุ่งยาก เห็นด้วย ก็ขอบคุณ ไม่เห็นด้วยก็ขออภัย ก็ขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง  
ขออภัยลืม ลืมผลงานของคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ 1991  ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง ปฏิบัติเทพก็ต้องให้ถูกทาง ปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันก็ต้องให้ถูกทาง ชีวิตก็จะได้รับการเชิดชูขึ้นไปสู่ความสำเร็จ ถ้าปฏิบัติต่อธรรมะผิดพลาด จะฉุดให้ตกต่ำลงไป เพราะเข้าใจธรรมะผิด ไปคิดว่าธรรมะปฏิบัติยาก แต่ความจริง คือ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน ตั้งแต่เกิดจนตาย เราปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา ก็คือ ปฏิบัติธรรมชาตินั่นแหละ  ถ้าปฏิบัติต่อธรรมะผิดพลาด จะฉุดให้ตกต่ำลงไป ธรรมะ หรือธรรมชาติ มีทั้งช่วย และมีทั้งฉุด ดีชั่วอยู่ที่ตัวเราทำ 
จะเอาธรรมะ หรือธรรมชาติมาช่วย หรือจะเอาสมาธิมาช่วย หรือจะเอาธรรมะหรือสมาธิมาฉุดชีวิตเราให้ตกต่ำลงไป ฝากให้ช่วยกันคิด ก็ขอขอบคุณคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ และขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์มีรายงาน แล้วเราก็มาสวดมนต์สวดพรกัน ขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
เอาล่ะทำยังไงก็ได้ อย่าให้เกิดกรรมเก็บกด เป็นอันตรายอย่างที่สุด ชีวิตของคนยุคนี้ เท่าที่ผู้พูดสังเกตเห็น อยู่ในสภาวะเป็นอย่างนี้กันมากทีเดียว คือ กรรมเก็บกด ก็มีผู้สงสัยกรรมเก็บกดนี่จะเกี่ยวกับเรื่องของอารมณ์ 2 ขั้ว ที่เขาเรียกกันว่า ไบโพลาร์ไหม  โดยตรงเลย  กรรมเก็บกดจะเกี่ยวกับเรื่องของโรคซึมเศร้าไหม ที่เขาเรียกว่า depress ชัดเจนเลย 
ผู้เป็นโรคจิต โรคประสาท ที่เรียกว่า อารมณ์ 2 ขั้ว กับโรคซึมเศร้า นี่ความเห็นส่วนตัวนะ รู้สึกมากเหลือเกิน แล้วก็กลายเป็นกายวิปริต จิตวิปลาส นานๆ เข้า วิญญาณบอกไม่ไหวแล้ว ฉันขออาฆาตเธอ ฉันอุตส่าห์ประคับประคองเธออยู่ในสังขาร แต่เธอก็ไม่เพียรพยายามที่จะระมัดระวังตัว   ปล่อยให้กลายเป็นโรคซึมเศร้า และโรคอารมณ์ 2 ขั้ว ไปได้อย่างไร  ก็เพราะว่าเธอปล่อยให้กรรมเก็บกดนั่นเอง ขอบคุณอาจารย์ปัญจพล ที่แจกแจงความถี่ในรายละเอียดให้เป็นที่ชัดเจน เป็นที่น่าสนใจทีเดียว ก็มาสวดมนต์สวดพรกันตามธรรมเนียม ที่เราปฏิบัติกันอยู่ทุกวี่วัน
ศ. 3 ก.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1858    งานของสหปฏิบัติฯ คือ พูดคิดทำ ในสิ่งที่เหมาะสม สมควร แล้วเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ (จ. 26  ม.ค. 2569)
งานของสหปฏิบัติฯ คือ พูดคิดทำ ในสิ่งที่เหมาะสม สมควร แล้วเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ มี 2 หลักใหญ่ คือ งานสามัญวิสัยและงานเหนือสามัญวิสัย เพื่อให้รู้ว่า คนเรามีศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ตัว ไม่ต้องตะลอนหาที่ไหน แต่ต้องดึงออกมา และทำให้ธรรมชาติสองอย่างสมดุลกันทั้งศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตก็จะเป็นปกติสุข แต่วิธีการอย่างไร มีรายละเอียด ต้องศึกษาเรียนรู้
29 ม.ค. 2026
EP.1987  เรื่องของกระแสจิตที่ศรัทธา กับไม่ศรัทธา หรือตรงกันข้าม คือ เกลียดชังกับชอบ  ชอบกับชัง  ก็จะทำให้คนเสื่อมลง หรือเจริญขึ้นได้ แม้นกระทั่งวัตถุ (ส. 27 มิ.ย. 2569)
วัตถุสิ่งของที่ได้รับการเพ่งกระแสจิตในทางบวก คือ เพ่งในทางที่เป็นประโยชน์ ก็ยังเป็นรูปเคารพ และศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้  เพราะฉะนั้น คนหากว่า ประพฤติปฏิบัติอะไรที่เป็นที่ยอมรับของผู้คนจำนวนมาก หรือจำนวนหนึ่งที่สมฐานะ มันจะเจริญขึ้น เจริญขึ้น
2 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy