EP.1990 เมื่อกรรมนิมิต กับ คตินิมิต สามารถรวมกันได้ ก็จะเกิดพลังมากในตัวคนๆ นั้น เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง ที่ไม่ต้องไปตะลอนๆๆ หาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จากที่ไหนๆ
อัพเดทล่าสุด: 7 ก.ค. 2026
9 ผู้เข้าชม
EP.1990 เมื่อกรรมนิมิต กับ คตินิมิต สามารถรวมกันได้ ก็จะเกิดพลังมากในตัวคนๆ นั้น
เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง ที่ไม่ต้องไปตะลอนๆๆ หาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จากที่ไหนๆ
พูดกันเรื่องชุมนุมเทวดา ผู้ชายก็มีโอปปาติกะเป็นเทวดา ผู้หญิงก็มีโอปปาติกะเป็นนางฟ้า องค์เดียวกันแต่สองภาค หนึ่งคนก็มีองค์หนึ่ง แต่มีสองภาค ภาคหนึ่งเป็นภาคกรรมนิมิต กรรมนิมิตไม่มีวันตาย หมุนเวียนอยู่จนกว่าเจ้าตัวสำเร็จอรหันต์ ก็หมดเรื่องไป ฝ่ายกรรมนิมิตก็มีเทวดาภาคหนึ่งเป็นโอปปาติกะ ฝ่ายคตินิมิตก็อยู่ในตัวเรานี่แหละ อีกภาคหนึ่งเป็นโอปปาติกะตนเดียวกันแต่คนละภาค
ภาคที่เป็นกรรมนิมิตก็ไปออกไปไกล ห่างกายที่เกิดใหม่ แต่พอกายที่เกิดใหม่ อย่างเช่นว่า นาย ก. นาง ข. เกิดมีจิตที่คิดถึงสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ เกิดมีการพูดถึงเรื่องศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ เกิดมีการกระทำพิธีเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ โอปปาติกะฝ่ายกรรมนิมิตก็จะรีบมาที่ร่าง นาย ก. หรือนาง ข. มาสมทบกันอีกภาคหนึ่ง ภาคคตินิมิตก็จะรวมตัวกัน ขณะที่รวมตัวกันก็จะเกิดพลังมากกว่า สมมติว่าคนหนึ่งยกของ กับสองคนช่วยกันยก มันก็มีแรงสองแรงมาช่วยกัน
อันนี้เป็นเรื่องที่คนไม่ค่อยคิด คิดแต่เทวดาที่นั่น นางฟ้าที่โน่น เทพที่นั้นๆ เทพที่ศาลนั้น อยู่จังหวัดนั้น อยู่ประเทศนั้น คิดแต่ตะลอนๆๆ ไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว ไม่นึกถึงตัวเองที่มีพร้อม มีทั้งภาคสามัญมีทั้งภาคเหนือสามัญ เพียงแต่ว่าตัวเองจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาให้มีกายแข็งแรง มีจิตแจ่มใส มีความคิดความอ่านที่บริสุทธิ์ใจ มันก็กลายเป็นว่า ตัวเองก็สามารถติดต่อเทวดา ของตัวเองด้วยซ้ำไปได้โดยอัตโนมัติ
คิด พูด ทำ ให้มันเหมาะสม อย่าไปมีแต่ความโลภ โกรธ หลง มีมันต้องมีทุกคน ห้ามไม่ได้ ให้พยายามลดน้อยถดถอยลงให้มากที่สุด โดยเฉพาะเจ้าตัวโลภ บางทีก็ไปหลอกคนอื่นเขา บางทีก็ถูกเขาหลอก ตัวโกรธนี่อันตรายมาก บางทีก็โกรธคนอื่น บางทีก็ถูกคนอื่นโกรธ ตัวหลงนี่ก็เหมือนกัน บางทีก็หลงตัวเอง บางก็ไปหลงคนอื่น
อันดับแรกเลย โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัวเกิดผล แล้วถ้าไปทางปรุงแต่ง ก็คือ ปปัญจสัญญา ก็คือ ตัณหา มานะ ทิฎฐิ ซึ่ง 9 ตัวนี้ เรายังอธิบายกันไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ก็เป็นอันว่า คนที่มี โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัณหา มานะ ทิฎฐิ มันจะบั่นทอนตัวเอง บั่นทอนแปลว่า ลดอำนาจศักดิ์สิทธิ์
พอโลภน้อย โกรธน้อย หลงน้อย อำนาจศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดขึ้นมาก พอโลภมาก โกรธมาก หลงมาก อำนาจศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดขึ้นน้อย มันตรงกันข้ามเลย แล้วก็เที่ยวหวัง สร้างความหวัง แสวงหา ตะลอนไปหา โดยเฉพาะไปหาลอตเตอรี่ที่ไกลๆ ก็ไม่ต้อง อยู่เฉยๆ อย่าโลภมาก ก็กลับจะได้ลาภ อย่าโกรธมาก ก็กลับจะมีโอกาสมีความสุขมาก อย่าหลงมาก ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมาก อันนี้มันสวนกระแสกัน ก็ถ้าต้องการ ยิ่งพลาด ฉันอยากได้ ยิ่งอยากได้ ยิ่งจะไม่ได้ มันก็เป็นธรรมชาติอย่างนี้ พลังมันparadox paradox ก็คือ ย้อนแย้ง
อย่างบอกว่า จิตว่าง จิตจะเต็ม เต็มไปด้วยพลัง จิตไม่ว่าง จิตจะกลวง กลวงไปด้วยอะไร ก็ไม่มีพลัง จิตมันตรงกันข้าม เพราะฉะนั้น คิดง่ายๆ ไม่ต้องไปคิดอะไรมากว่า พระพุทธศาสนายินยันให้แล้วว่า เรามีเทวดาประตัว อย่าปฏิเสธเทวดา อย่าปฏิเสธนางฟ้า และก็อย่าหลงเทวดา อย่าหลงนางฟ้าในตัว นาย ก. ก็อย่าหลง นาง ข. ก็อย่าหลง รักษาตัวเราให้ปลอดภัย แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างศักยภาพ แล้วชีวิตก็จะค่อยๆ ศักยภาพคู่ศักดิ์สิทธิ์ พอศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นมาคู่ศักยภาพ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับก็ตามมาเป็นขบวน
สวัสดีทุกท่าน เพลงออกแขกวันนี้จบลงตรงที่ว่า ดั่งปัจฉิมโอวาทของพระศาสดา ปัจฉิมโอวาทแปลว่า โอวาทครั้งสุดท้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความหมายของการทรงตรัสโอวาทครั้งสุดท้าย ก็คือ พวกเธอจงยังไว้ซึ่งความไม่ประมาท ความไม่ประมาททำให้คนทำอะไรเหมาะสม พูดอะไรเหมาะสม แล้วคิดอะไรก็ไม่ถูกสมน้ำหน้า เพราะฉะนั้น คนที่พยายามเตือนตัวเองอยู่เป็นนิจศีลว่า พอดีนะ พอดีนะ อย่าให้เกินไป มัชฌิมาปฏิปทา ก็คือ คนที่ไม่ประมาท
วันนี้เราพบกันวันพุธที่ 1 เดือนใหม่แล้ว เดือนกรกฎาคม สัญลักษณ์เป็นรูปปู ปูมันหนีบเก่ง 69 26 คริสต์ พุทธศักราช แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พหุเกนะ วา” เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อยให้ได้เกิดประโยชน์อะไรบ้าง
บางคนนอกจากไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรบ้างแล้ว บางคนนะ ยังเอาเวลามาทำสิ่งที่เป็นโทษ ก็ไม่เข้าใจ เขาจะเอาเวลามาทำให้เกิดโทษทำไม ซึ่งผลดีก็เกิดกับการกระทำของเขา คำพูดของเขา และความคิดของเขา ผลดีจากการกระทำ ผลชั่ว คือ เป็นโทษ ก็เกิดจากความคิดของเขา คำพูดของเขา และการกระทำของเขา แต่เห็นมากต่อมาก ชอบทำในสิ่งที่เป็นโทษแก่ตัวเอง เช่น พูดชั่ว คิดชั่ว ทำชั่ว ก็เลยงงๆ ว่า คนนี่เขาก็แปลกนะ ยกเว้นคนโรคจิตโรคประสาท เราก็ต้องอโหสิกกันไปว่า เขาเป็นผู้ที่ไม่สมประกอบ
แต่คนที่สมประกอบรู้ทุกเรื่อง เข้าใจทุกเรื่อง แต่ทำอะไรไม่ได้เรื่อง ก็เลยไม่เข้าใจว่า เขาจะทำร้าย ทำร้ายตัวเขาไปทำไม ก็มาวิเคราะห์ เขาอาจจะไม่รู้เรื่องธรรมชาติ 2 ภาค เขารู้แต่ภาคสามัญวิสัย รู้แต่เรื่องทางนอก แต่นี้แรงบีบคั้น กดดัน รังควาน และปิดกั้นเรื่องทางใน คือ ธรรมชาติเหนือสามัญวิสัย ก็มาเล่นงานเขา ทำให้เขากลายเป็นคนติงต๊องไป ผิดปกติ ติงต๊องภาษาจีนเขาแปลว่า บ้าๆ บอๆ คิดผิดอยู่ตลอดเวลา คิดติดลบอยู่ตลอดเวลา เรื่องที่คนอื่นเขาคิดกันตัวเองไม่คิดหรอก เรื่องที่เขาไม่คิดนี่คิดซะแทบเป็นแทบตาย พูดก็เหมือนกัน ทำก็เหมือนกัน มันไม่เป็นไปตามที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาคิดกัน ทำกัน พูดกัน อาจเป็นได้ เขาก็เลยทำตัวแปลกประหลาด จนกระทั่งคนธรรมดาที่เขาปกติ เขาไม่กล้าเข้าใกล้
เราก็มาช่วยกันเถอะ หาความรู้มาประกอบ หาความเข้าใจมามอบให้แก่คนที่ยังไม่รู้จักตัวเองดี อย่างเช่น พูดกันอยู่ 2 วันนี้เรื่องชุมนุมเทวดา อันนี้พูดเล่นนะ ชุมนุมเทวดาก็หมายความว่า คนทุกคนเกิดมามีโอปปาติกะ ผู้ชายก็มีโอปปาติกะเป็นเทวดา ผู้หญิงก็มีโอปปาติกะเป็นนางฟ้า องค์เดียวกันแต่สองภาค หนึ่งคนก็มีองค์หนึ่ง แต่มีสองภาค ภาคหนึ่งเป็นภาคกรรมนิมิต กรรมนิมิตไม่มีวันตาย หมุนเวียนอยู่จนกว่าคนๆ นั้น กรรมนิมิตของคนๆ นั้นจะสำเร็จอรหันต์ เจ้าตัวสำเร็จอรหันต์ ก็หมดเรื่องไป
ตอนนี้ฝ่ายกรรมนิมิตก็มีเทวดาภาคหนึ่ง คือ โอปปาติกะ ฝ่ายคตินิมิตก็อยู่ในตัวเรานี่แหละ อีกภาคหนึ่ง เป็นโอปปาติกะตนเดียวกันแต่คนละภาค ภาคที่เป็นกรรมนิมิตก็ไปออกไปไกล ห่างกายที่เกิดใหม่ แต่พอกายที่เกิดใหม่ คืออย่างเช่นว่า นาย ก. นาง ข. เกิดมีจิตคิดถึงสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ เกิดมีการพูดถึงเรื่องศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ เกิดมีการกระทำพิธีเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ โอปปาติกะฝ่ายกรรมนิมิตก็จะรีบมาที่ร่าง มาที่ร่างนาย ก. หรือนาง ข. มาสมทบกันอีกภาคหนึ่ง ภาคคนิมิตก็จะรวมตัวกัน ขณะที่รวมตัวกันก็จะเกิดพลังมากกว่า สมมติว่า คนหนึ่งยกของ กับ 2 คนช่วยกันยก ก็มีแรง 2 แรงมาช่วยกันล่ะ
อันนี้เป็นเรื่องที่คนไม่ค่อยคิด คิดแต่เทวดาที่นั่น นางฟ้าที่นู่น เทพที่นั้นๆ เทพที่ศาลนั้นอยู่จังหวัดนั้น อยู่ประเทศนั้น คิดแต่จะตะลอนๆ ไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว ทั้งที่ตัวเองมีพร้อม มีทั้งภาคสามัญ มีทั้งภาคเหนือสามัญ เพียงแต่ว่า ตัวเองจะพัฒนาตัวเองขึ้นมา ให้มีกายแข็งแรง มีจิตแจ่มใส มีความคิดความอ่านที่บริสุทธิ์ใจ มันก็กลายเป็นว่า ตัวเองก็สามารถติดต่อเทวดาของตัวเองด้วยซ้ำไปได้โดยอัตโนมัติ คิดพูดทำให้มันเหมาะสม อย่าไปมีแต่ความโลภ โกรธ หลง มีมันต้องมีทุกคน มันห้ามไม่ได้หรอก แต่ว่าให้พยายามลดน้อย ถดถอยลงให้มากที่สุด โดยเฉพาะเจ้าตัวโลภ บางทีก็ไปหลอกคนอื่นเขา บางทีก็ถูกคนอื่นเขาหลอก ตัวโกรธเป็นอันตรายมาก บางทีก็โกรธคนอื่น บางทีก็ถูกคนอื่นโกรธ ตัวหลงก็เหมือนกัน บางทีก็หลงตัวเอง บางทีก็ไปหลงคนอื่น
อันดับแรกเลยโลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัวนี้ตัวเกิดผลแล้ว แล้วก็ถ้าไปในทางปรุงแต่ง ก็คือ ปปัญจสัญญา ก็คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ซึ่ง 9 ตัวนี้เรายังอธิบายกันไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ก็เป็นอันว่า คนที่มีโลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัณหา มานะ ทิฏฐิ มันจะบั่นทอนตัวเอง บั่นทอนแปลว่า ลดอำนาจของตัวเองลง โดยเฉพาะอำนาจศักดิ์สิทธิ์
พอโลภน้อย โกรธน้อย หลงน้อย อำนาจศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดขึ้นมาก พอโลภมาก โกรธมาก หลงมาก อำนาจศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดขึ้นน้อย มันตรงกันข้ามเลย แล้วก็เที่ยวหวัง ไปตั้งความหวัง แสวงหาตะลอนๆ ไปหา โดยเฉพาะไปหาลอตเตอรี่ที่ไกลๆ ก็ไม่ต้อง อยู่เฉยๆ อย่าโลภมากก็กลับจะได้ลาภ อย่าโกรธมากก็มีโอกาสมีความสุขมาก อย่าหลงมากก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมาก อันนี้มันสวนกระแสกัน ก็ฉันต้องการ ต้องการยิ่งพลาด ฉันอยากได้ ยิ่งจะไม่ได้ มันก็เป็นธรรมชาติอย่างนี้ พลังมัน paradox paradox ก็คือ ย้อนแย้ง อย่างที่บอกว่า จิตว่าง จิตจะเต็ม เต็มไปด้วยอะไร เต็มไปด้วยพลัง จิตไม่ว่าง จิตจะกลวง จิตกลวงไปด้วยอะไร ก็ไม่มีพลัง จิตมันตรงกันข้าม
เพราะฉะนั้น คิดง่ายๆ ไม่ต้องไปคิดอะไรมากว่า พระพุทธศาสนายืนยันให้แล้วว่า เรามีเทวดาประจำตัว อย่าปฏิเสธเทวดา อย่าปฏิเสธนางฟ้า แต่ก็อย่าหลง อย่าหลงเทวดา แล้วก็อย่าหลงนางฟ้าในตัว นาย ก. ก็อย่าหลง นาง ข. ก็อย่าหลง อย่าไปเข้าใจผิด รักษาตัวเราให้ปลอดภัย แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างศักยภาพ ศักยภาพ คือ ความเก่งกล้าสามารถทางหนึ่งทางใดก็ได้ ยิ่งหลายๆ ทางก็ยิ่งดี เก่งหลายอย่าง แล้วชีวิตก็จะค่อยๆ มีศักยภาพคู่ศักดิ์สิทธิ์ พอศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นมาคู่กับศักยภาพ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เทพเทวดา เรื่องลึกลับก็ตามมาเป็นขบวน คนมีศักยภาพก็เก่งขึ้นไปเรื่อยๆๆ กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ เป็นมาสเตอร์ เป็นกูรู ที่ตามขั้นตอนไป
ทั้งหมดทั้งสิ้นตัวเราจะดีก็ตัวเรา จะชั่วก็อยู่ที่ตัวเรา ไม่ต้องไปโทษคนอื่นเขา ทุกอย่างตัวเราสร้างตัวเรา ทำให้เสื่อม ทำลาย เริ่มต้นซะตั้งแต่วันนี้ แล้วทุกคนจะมีความเข้าใจตัวเองในอีกไม่ช้าว่า เรื่องจริงนะ เรามีเทวดาประจำตัวเนอะ ไม่เห็นจะต้องไปเที่ยวหาเทวดาที่ไหน เรามีนางฟ้าประจำตัวช่วยเราอยู่นะ ไม่เห็นจะต้องไปเที่ยวหานางฟ้าที่ไหน เพียงแต่เราจะมาให้โอกาสแก่เทวดาและหรือนางฟ้ามารวมกัน ทั้งมาพบปะกันนานๆ ก็ยังดี นางฟ้าเทวดาฝ่ายกรรมนิมิต มาพบกับนางฟ้าเทวดาฝ่ายคตินิมิต มีอะไรเขาก็จะเจรจาต๊าอ้วยกันตกลงกัน ร่างนี้ใกล้เต็มทีแล้วนะ เขาลำบากลำบนมานานแล้ว เขาสมควรจะได้รับความสำเร็จสุขในระดับนั้น ระดับนั้น
แล้วตอนนี้เขาติดต่อพรหมลิขิตของเขาได้แค่ไหน ก็คลื่นสอดแทรก กับคลื่นแทรกสอด ที่เขาต้องผจญมันจะมากน้อยแค่ไหน ก็จะตกลงกันว่า คลื่นสอดแทรกเป็นอย่างนั้น อย่างนั้นนะ แต่คลื่นแทรกสอดที่มาแสดงปาฏิหาริย์มันเป็นอย่างนี้ อย่างนี้นะ เทวดาก็จะมาอำนวย นางฟ้าก็จะมาช่วย ให้ทุกคนที่มีเทวดาและนางฟ้าประจำตัวเองอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องสามัญทั่วไปนะ ไม่น่าจะไปคิดว่า เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปได้จริงๆ เรื่องพลังงานที่เหนือกว่าพลังงานขึ้นไป ยกตัวอย่าง สมัยก่อนนักฟิสิกส์ เขาก็ยังไม่สามารถค้นพบว่า เจ้าคลื่น คือ wave เวลามีใครไปจับจ้องมัน มันจะกลายเป็นอนุภาค คือ particle และ particle เวลาปล่อยให้อยู่เฉยๆ มันก็จะค่อยๆ เปลี่ยนออกมาเป็นเวฟ ทฤษฎีนี้เขาเพิ่งค้นพบไม่นานมา แล้วความเจริญทางวิทยาศาสตร์ก็เจริญเอา เจริญเอา ก็เพราะเขาเพิ่งค้นพบทฤษฎีอันนี้ แล้วก็อันอื่นๆ ด้วย
เพราะฉะนั้น ความมหัศจรรย์ทั้งหลาย มีจริง ทั้งทางนอกที่นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักวิชาการสาขาต่างๆ เขาคิดค้นพบ ก็เป็นเรื่องจริง ที่เขาคิดค้นขึ้นมาใหม่ๆ ใหม่ๆ เรื่องไสยศาสตร์อีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องจริง ที่นักไสยศาสตร์ทั้งหลายแหล่ก็คิดค้นคว้าแล้วก็พบขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ไสยศาสตร์มันไม่มีทฤษฎี มันไม่มีหลักฐาน มันมีแต่ปรากฏการณ์ แล้วก็อันตรธาน ปรากฏการณ์แล้วก็อันตรธาน อันตรธานแปลว่า หายวับไป มีปรากฏการณ์แล้วก็อันตรธานไป
เพราะฉะนั้น เราจึงมาขอร้องชาวสหปฎิบัติฯ ว่า มาเถอะนะ มาช่วยกันหาเหตุหาผล ให้คนต่อไปในวันข้างหน้าเห็นธรรมชาติ 2 ภาคเป็นเรื่องปกติ สามัญวิสัย common sense เป็นเรื่องปกติ อันนี้ปกติอยู่แล้ว เหนือสามัญวิสัย sixth sense เป็นเรื่องปกติ แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็ยังเห็นเป็นเรื่องผิดปกติ ที่จริงแล้วเรื่อง sixth sense หรือเหนือสามัญวิสัย มันก็ยังปกติ แต่เนื่องจากว่า มันจับไม่ได้มั่น คั้นไม่ได้ตาย หมายไม่ได้ตรง ก็เลยกลายเป็นมองเป็นเรื่องผิดปกติ
ก็ได้แต่หวังว่า ชาวสหปฏิบัติฯ จะมาช่วยกันส่งเสริม หรือสร้างสรรค์หาความรู้ แล้วก็ยืนยันความรู้นี้แด่สาธุชนทั้งหลาย ก็กลับกลายเป็นตรงกันข้าม ยิ่งนับวันจะยิ่งแตกสามัคคีกันจนกระทั่งไม่รู้กี่เสี่ยง เอาล่ะเดี๋ยวจะกลายเป็นประเด็น ไม่ได้มีเจตนาจะมาว่าใครทั้งสิ้น ก็ได้แต่ขำขันตัวเองว่า เพราะตั้งความหวังมากไป มันจึงผิดหวัง
ต่อมา มาดูผลงานของคุณพรทิพย์ พุติ หรือแม่เง็กนึง 1989 EP. ที่ 1989 โปรดอย่าทำร้ายวิบากกรรมภาคคตินิมิต และวิบากกรรมภาคกรรมนิมิตของคุณ ด้วยการปฏิบัติตัวไม่สมกับฐานะความเป็นมนุษย์เลย เพราะมนุษยแปลว่า ผู้มีจิตใจสูง เพราะจะทำให้โอปปาติกะ หรือเทพในตัวคุณลดฐานะต่ำลง ต่ำลง ต่ำลงมาเรื่อยๆ ต่อไปก็กลายเป็นผี เป็นเปรตไปเลย แต่เมื่อไหร่ที่คุณทำในสิ่งที่เป็นความหมาย อันเป็นสิ่งเกี่ยวพันโยงใยกับเรื่องพระศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ ด้วยเจตนาที่ดี มีจิตบริสุทธิ์ จะเป็นโอกาสให้โอปปาติกะทั้งสองฝ่ายได้ประสานพลังกัน จะเกิดเป็นความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ชัดเจนนะ คุณพรทิพย์เขียนมาได้อย่างชัดเจนมาก
“โปรดอย่าทำร้ายวิบากกรรมภาคคตินิมิต และวิบากกรรมภาคกรรมนิมิตของคุณ ด้วยการปฏิบัติตัวไม่สมกับฐานะความเป็นมนุษย์เลย เพราะจะทำให้โอปปาติกะ หรือเทพในตัวคุณ ลดฐานะลงมา ต่ำลงมาเรื่อยๆ แต่เมื่อไหร่ที่คุณทำในสิ่งที่เป็นความหมาย อันเป็นสิ่งเกี่ยวพันโยงใยกับเรื่องพระศาสนา ศรัทธา และความเชื่อ ด้วยเจตนาที่ดี มีจิตบริสุทธิ์ จะเป็นโอกาสให้โอปปาติกะทั้งสองฝ่ายได้ประสานพลังกัน จะเกิดเป็นความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ”
ยกตัวอย่างที่เรามาพบกันในเทศกาลต่างๆ ที่โรงเก็บอัฐิ ซำฮะ ซำฮะตั๊ว โอปปาติกะของทุกคนก็จะมาประสานพลังกัน บางคนบอกว่า ไม่เห็นมีพิธีตอนไหนที่น่าเลื่อมใสศรัทธา คนพูดเองชอบจะทำให้มันเป็นสากล ทำให้มันดูเป็นปกติธรรมดาธรรมชาติ แค่ได้กลิ่นธูปควันเทียนในซำฮะ เท่านั้นล่ะ ทุกอย่างจบลงด้วยดีแล้ว ได้แค่กลิ่น กลิ่นธูปควันเทียน หรือเกิดไม่นิยมจุดธูปจุดเทียน แค่ความรู้สึกที่ก้าวเข้าไป เอาล่ะเรามาทำพิธีเนื่องในวันอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ก็ว่ากันไป ก็ได้บารมี โอปปาติกะก็มาประสานพลังกันแล้ว บางคนบอกไม่น่าเชื่อ อันนี้ก็น่าเห็นใจนะ ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงซึ่งจะเปิดโดยคุณกนกวรรณ วงษ์มณี แล้วก็มาสวดมนต์สวดพรกันตามโอกาส ก็ขอขอบคุณที่ทุกคนผ่านพ้นชีวิตอันสุขทุกข์ผสมผสานกันมาอีก 1 เดือนแล้ว เดือนนี้เป็นเดือนที่เรียกว่า 1 กรกฎาคม ก็ขอขอบคุณที่ทนฟังอีกครั้งหนึ่ง
เพลง ธรรมมิติพิศวง คำร้อง ธวัช คณิตกุล / หลง 2784 ครูหลงมีเบอร์ประจำตัวนะ ทำนอง ทหารแก่ ขับร้องโดย สมพร เหลี่ยมมณี หรือคุณผึ้ง จังหวะออฟบิท
เนื้อเพลงมีอยู่ว่า “ธรรมมิติพิศวง แสนงุนงงวิบากกรรมกรรมเก่า ลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนรุมเร้า เหมือนตามเงาเท่าไหร่เท่าไหร่ก็ไม่ทัน วันเวลาแปรเปลี่ยนผันไป เจ้ากรรมใหม่มาหันเหโดยพลัน พิสดารพันลึกสุดฝืนขื่นกั้น ดังไพรสัณฑ์กว้างไกลเหลือคณา ชีวิตนี่หนอเล่าใครลิขิต มุมชีวิตแตกต่างตามแต่วาสนา บ้างพิศวาสสมมาตรในชีวา บ้างคละคลาสุขทุกข์สมค่าคน ธรรมมิติพิศวง จะมั่นคงให้ได้สัมฤทธิ์ผล ต้องหยั่งรู้เรื่องกรรมส่องทางตน เพื่อล่วงพ้นผ่อนเบาวิบากกรรม” เพลงนี้ไพเราะมาก มีความหมายลึกซึ้งมาก
พ. 1 ก.ค. 2569
รวบรวมและเรียบเรียงโดย คุณปุนนภา รักษาวงษ์
บทความที่เกี่ยวข้อง
ข้อแรก อะเสวนา จะ พาลานัง เว้นคนพาลไม่คบหา
ปิดท้ายด้วย ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติ นั่นคือ อุดมมงคล ของเทวะมนุษยชนเหล่านั้นแล เป็นการยืนยันว่าในตัวเรามีเทพ ที่ต้องการให้ทำมงคล 38 ข้อ
6 ม.ค. 2026
อิทธิฤทธิ์ของเทพเทวดา อิทธิฤทธิ์ของพลังศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ของเรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย อิทธิฤทธิ์ของอำนาจไสยศาสตร์ อำนาจปรากฎการณ์ต่างๆ ต้องลงมาแสดงในตัวมนุษย์เพราะว่าเทพไม่มีชีวิต เทพต้องมาอาศัยเวที ก็คือ ตัวชีวิต ตัวมนุษย์เป็นเวทีในการแสดงอิทธิฤทธิ์ แสดงปาฏิหาริย์
11 มิ.ย. 2026
มนุษย์คนนั้นไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพในตัวบุคคลที่ตัวเองติดต่อ เทพในตัวเองก็ดี เทพในตัวบุคคลที่เราติดต่อก็ดี เขาก็ไม่สามารถจะมาช่วยอะไรเราได้
11 เม.ย. 2026
