EP.1963 จิตไร้สำนึกในอภิธรรมบอกไว้ว่า ระหว่างที่จิตกำลังเปลี่ยนฌาน ภวังคจิตกำลังสับเปลี่ยนภาวะจิต สิ่งที่เป็นสัตยาธิษฐาน เข้ามาแทนที่ในองค์ฌานนั้น ผลสำเร็จ และปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้น ตรงกันกับจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์
อัพเดทล่าสุด: 9 มิ.ย. 2026
3 ผู้เข้าชม
EP.1963 จิตไร้สำนึกในอภิธรรมบอกไว้ว่า ระหว่างที่จิตกำลังเปลี่ยนฌาน ภวังคจิตกำลังสับเปลี่ยนภาวะจิต สิ่งที่เป็นสัตยาธิษฐาน เข้ามาแทนที่ในองค์ฌานนั้น ผลสำเร็จ และปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้น ตรงกันกับจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เป็นวันพระ วันพระขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันพระใหญ่ เป็นวันพระใหญ่แล้วก็เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของงานพระพุทธศาสนา คือ เป็นวันวิสาขบูชามหาปุณณมี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 และคริสต์ศักราช 2026 วันนี้เราได้ประกอบพิธี หรือฤกษ์งามยามดีจากวันศักดิ์สิทธิ์ของวันวิสาขบูชา ที่ศาลาสหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา
เหตุที่เราสร้างศาลาหลังนี้ขึ้นมา ส่วนหนึ่งเราต้องการให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ เกิดเป็นอิทธิฤทธิ์ เกิดเป็นปาฏิหาริย์ แล้วก็มีเรื่องเทพเทวดา แล้วก็สิ่งลึกลับทั้งหลายเข้ามาเกี่ยวข้อง แบ่งกันคนละครึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งเราต้องการจะสร้างความเข้าใจในเรื่องวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ สามารถจะมาเป็นรูปของศักยภาพได้ คือ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ จะมาหนุนความเก่งกล้าสามารถของมนุษย์ให้เป็นศักยภาพได้
จุดใหญ่ของศาลานี้ ก็คือ ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์พร้อมจะเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ เพื่อให้ผู้ที่เกิดความสงสัยตัวเอง เราก็ศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบเต็ม 100 แบบสุดขีดหรืออย่างภาษาโบราณเขาเรียกว่า สุดลิ่มทิ่มประตูกันเลย แล้วทำไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงได้เมินเฉย ไม่สนใจใยดี ไม่ดลบันดาลสิ่งที่เราต้องการให้สักที อ้อนวอนกี่ทีๆ ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะได้ ความลังเลสงสัยตรงนี้ระหว่างศักดิ์สิทธิ์กับศักยภาพ ระหว่างความเก่งกับความเฮง จะมีคำตอบที่ศาลที่เราทำพิธีบวงสรวงกันเป็นพิเศษในวันนี้
ศาลนี้จะตอบโจทย์ ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่สงสัยตัวเองและสงสัยผู้อื่นว่า เก่งแล้วทำไมไม่เฮง เฮงแล้วทำไมไม่เก่ง ทำยังไงมนุษย์จึงจะทั้งเก่ง และทั้งเฮง ไปพร้อมกันได้หรือเปล่า แล้วตกลงว่าถ้าเราจะเอาเฮง เราต้องสร้างความเก่งจริงหรือ ถ้าคิดว่าคนที่ต้องการความเฮง หรืออ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย แล้วก็นั่งงอมืองอเท้าจะเป็นไปได้หรือเปล่า บางคนก็บอกอย่าไปหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินทำงานเข้า เอาชีวิตเข้าแลกจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็บอกว่า เมื่อต้นๆ ของชีวิตก็เอาชีวิตแลกเงิน แต่พอบั้นปลายของชีวิตมันเจ็บป่วยไข้ขึ้นมา เอาเงินมาแลกชีวิต คือยังไงเอาเงินมาซื้อชีวิตให้รอด ทำไมจะต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนั้นได้ไหม ได้ ถ้าเราเข้าใจในเบื้องหน้าการเกิด เบื้องหลังความตายของมนุษย์
เราเดากันทั้งนั้น เดากันทั้งนั้นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้เอาความรู้มาดูกัน ไม่ได้สร้างความรู้แล้วมาดูกันว่า ตอนนี้นะเรายังอ่อนต่อการทำมาหากิน เรายังย่อหย่อนต่อความขยัน เรายังขาดความเอาใจใส่ในข้อมูล หรือวิธีการ หลักการในการทำมาหากินนะ เราต้องพยายามอีกนิดเถอะ คนไม่คิดอย่างนี้หรอก คิดแต่ว่าจะทำยังไงจะมีหนทางลัด ให้ได้มาซึ่งความสำเร็จโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย ฝ่ายหนึ่งนะบอกว่า ฉันเป็นวัตถุนิยม ใครจะเชื่อเรื่องศักดิ์สิทธิ์จะมาช่วยให้ร่ำรวย ให้มีฐานะ ให้ปลอดภัย ก็เชื่อไปเถอะ ฉันคนนึงไม่เชื่อ และคนที่บอกไม่เชื่อก็ตั้งหน้าตั้งตาทู่ซี้เอาเป็นเอาตาย หนักๆ เขาก็ถึงขนาดอ้อนวอน อ้อนวอนด้วยวิธีการสารพัด อธิษฐานแล้วก็อธิษฐานอีก อธิษฐานอีกอธิษฐานแล้วก็ปรากฏไม่ได้ผล เพราะเขาไม่เข้าใจสัตยาธิษฐาน เอาแต่อ้อนวอน เอาแต่อธิษฐาน
แท้ๆ จริงๆ แล้วความสำเร็จมันอยู่ที่สัตยาธิษฐาน สัตยาธิษฐานแปลว่าอะไร แปลว่า อธิษฐานโดยเอาความจริง ความแท้จริงมาตั้งเป็นคำอธิษฐาน แล้วก็จะต้องทำให้ได้จริงๆ สิ่งที่เราคุยกันวันนี้กับผู้ที่มาร่วมงานก็ในทำนองว่า โดยแท้จริงแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะเกิดจากพลังของสมาธิ เอาเริ่มต้นตรงนี้ก่อน พลังของสมาธิ
ทีนี้สมาธิที่จะทำให้เกิดศักดิ์สิทธิ์สัมฤทธิ์ผลขึ้นมาได้ สมาธินั้นมันไม่ใช่สมาธิแค่เริ่มต้น คือ ขณิกสมาธิ มันเป็นสมาธิชั้นสูง อุปจารสมาธิได้หรือยัง บางทีก็ยังไม่ได้ ต้องขนาดสมาธิชั้นสูงสุดคืออัปปนาสมาธิ ขณิกะก็ยังไม่ได้ อุปจาระก็ไม่สำเร็จ ต้องขั้นอัปปนาสมาธิ
ทีนี้อัปปนาสมาธิ ยกตัวอย่างสั้นๆ ก่อน เกิดได้ฌาน ฌานที่ 4 ในอภิธรรมบอกได้ฌานที่ 4 ฌานที่ 4 คือ จตุตถฌาน จตุตถฌานมีองค์ 2 องค์ 2 ก็คือ เอกัคคตาธัมมารมณ์ กับอุเบกขา ฟังดูก็ง่ายดีนะ แต่เดี๋ยวก่อน กว่าคนหนึ่งคนใดจะทำสมาธิจนได้ขณิกะ อุปจาระ อัปปนาสมาธิ แล้วผ่านฌานที่ 1 ปฐมฌาน ฌานที่ 2 ทุติยฌาน ฌานที่ 3 ตติยฌาน แล้วฌานที่ 4 คือจตุตถฌาน ได้เอกัคคตาธัมมารมณ์แล้วก็อุเบกขา ก็จะเกิดเป็นองค์ฌานขึ้น จะเกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น
พลังสมาธิในองค์ฌานก็สามารถจะไปทำให้จิต 2 ระดับก็แล้วกันนะ ถ้าพูดหลายระดับเดี๋ยวจะงง อันนี้เป็นจิตวิทยาสากลเลยนะ จะทำให้จิตในระดับจิตใต้สำนึก จิตใต้สำนึกภาษาวิชาการเขาเรียกว่า Subconscious มีการผสมผสานกลมกลืนกันกับจิตไร้สำนึก หรือพูดกันง่ายๆ ว่า ยอมจิตไร้สำนึก จิตใต้สำนึกก็คือ Subconscious ก็ไปกระทบ ไปประนีประนอม ไปสมดุลกันกับจิตไร้สำนึก คือ Unconscious
ถามว่าพูดง่ายๆ พูดอย่างนี้ง่าย แต่ทำจริงๆ มันง่ายไหม ก็ไม่ง่าย เราจึงบอกว่าสมัยก่อนคนพูด พูดแล้วอย่าหาว่าอวดนะ ก็ผ่านไปแล้วล่ะ เคยเห็นคนที่กำลังจะวิบัติ คนที่กำลังจะบางทีมองดูแล้วรายนี้เขายังมีอายุขัยอยู่ แต่ชะตาขาดกำลังจ่อเขาอยู่ น่ากลัวมาก ก็จะใช้วิธีสมาธิในเชิงในทางในทางลัด พูดกันง่ายๆ ในเชิงลบ ไม่ได้ลบจนกระทั่งน่าเกลียด คือ ใช้สมาธิแบบสมมติว่า นาย ก. ต้องการจะแก้ไขปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ หรือความทุกข์ที่มันทับถมหนักหนามากๆ นาย ก. ต้องเข้าสมาธิ เข้าสมาธิขั้นที่ 1 ขณิกสมาธิ อันที่ 2 อุปจารสมาธิ อันที่ 3 อัปปนาสมาธิ แล้วได้ฌานที่ 4 จตุตถฌาน สมมติ มีองค์ 2 คือ เอกัคคตาธัมมารมณ์กับอุเบกขา ปรากฏว่า นาย ก. ทำเท่าไหร่ๆ ก็ไม่ถึงขั้นนี้
เราก็มีวิธีที่จะกระตุก กระตุกสร้างสมาธิในทางกลับกัน ในทางตรงกันข้ามให้กับนาย ก. พูดกันง่ายๆ ว่า ใช้วิธีช็อก ช็อกจิตของนาย ก. ช็อกยังไงจะเป็นยังไงเดี๋ยวอันนี้รายละเอียดต้องว่ากันทีหลัง นาย ก. ก็ปรากฏว่า เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ทีนี้ผลอันนั้นมันก็มีข้อเสี่ยงอยู่เหมือนกัน เสี่ยงต่ออะไร ผลข้างเคียง มีผลข้างเคียงเสี่ยง เราก็เลยเป็นเวลา 20 กว่า 30 ปีมาแล้ว ก็มีนานาจิตตัง ผู้อยู่รอบข้างก็มีทั้งผู้ที่มีจิตคิดดีบริสุทธิ์ใจต่อเรา แล้วก็ตรงกันข้าม จิตคิดร้าย คิดชั่วต่อเรา ก็เป็นธรรมชาติ เดี๋ยวนี้ก็มีผลข้างเคียง คิดดีก็มี คิดร้ายก็มี คิดช่วยเหลือคนพูดก็มี คิดทำลายคนพูดก็มาก ก็เป็นธรรมดา ก็เลยงดไป เกิดความตั้งจิตบอกกับตัวเองว่า อย่าเสี่ยงเลย วิธีการอันรุนแรง แล้วก็ร้อนแรงเหล่านั้นอย่าไปเสี่ยงทำเลยเพราะอายุเราก็เยอะแล้ว แล้วก็ผู้ที่ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเราว่า เราต้องการจะช่วยจริงๆ ก็กลับกลายเป็นเข้าใจผิด มองกันในแง่อคติมากมายเชียว ก็เลยตัดใจ แล้วพยายามจะบอกเป็นนัยๆ บอกเป็นนัยๆ แก่ผู้ที่กำลังมีปัญหาชีวิตเข้าขั้นเรียกว่า น่าเห็นใจ น่าสงสาร หรือไม่ก็ล่อแล่ หมิ่นเหม่เต็มทีอะไรอย่างนี้ ประกอบกับสุขภาพร่างกายของเราก็ทรุดลง แย่ลง ก็เลยปล่อยเอ้อเร้อเอ้อเต่อไปตามภาษา
อย่างวันนี้ก็พูดเรื่องอย่างนี้ให้กับบางท่านฟังว่า จิตไร้สำนึกในอภิธรรมเขาบอกไว้ว่า จิตไร้สำนึกถ้าหากว่าระหว่างที่จิตกำลังเปลี่ยนฌานอยู่ ฌาน 1 ไปฌาน 2 ฌาน 2 ไป ฌาน 3 ฌาน 3 ไป ฌาน 4 แล้วภวังคจิตที่เป็นเหมือนลิ้นชักจิต เพิกออกมา หลุดออกมา หมายความว่า ระหว่างที่กำลังเปลี่ยนถ่ายฌานไปแต่ละขั้นๆ ว่าอย่างนั้นเถอะ แล้วภวังคจิตเกิดกำลังสับเปลี่ยนภาวะจิต มันบังเอิญ มันก็บันดาลด้วยแหละ สิ่งที่เป็นสัตยาธิษฐานซึ่งสูงกว่าอ้อนวอน สูงกว่าอธิษฐาน สิ่งที่เป็นสัตยาธิษฐานเกิดเข้ามาแทนที่ในองค์ฌานนั้น ผลสำเร็จก็จะเกิดขึ้นในชีวิต ปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้น ก็มาตรงกันกับจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์
ซิกมันด์ ฟรอยด์ยืนยันกับคณะลูกขุนว่า ตนเองพบสภาวะจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาวะจิตที่ให้คุณมากถ้าสามารถที่จะเข้าไปในสภาวะจิตอันนั้นได้ ซิกมันฟรอยด์ก็บอกก็คือ จิตไร้สำนึก ซิกมันด์ ฟรอยด์เคยรายงานกับคณะลูกขุน ทีนี้พอคณะลูกขุนย้อนถามซึ่งเขาไม่เชื่อบอกว่า แล้วจิตไร้สำนึกมันช่วยให้เป็นผลสำเร็จ มันหายไปไหน เมื่อมันทำหน้าที่แล้วมันหายไปไหน ซิกมันด์ ฟรอยด์บอกมันหายไปไหนอวกาศ Lost in Space คณะลูกขุนบอกพูดอะไรมันเวิ้งว้าง กว้างไกล มันไม่สมเหตุสมผลเลย บางคนก็ลงความเห็นว่า ซิกมันด์ ฟรอยด์โกหก บางคนก็ลงความเห็นว่า ซิกมันด์ ฟรอยด์เพ้อเจ้อ
ซึ่งรายงานของซิกมันด์ ฟรอยด์ที่ต่อคณะลูกขุนกับหลักของอภิธรรมในหลักของสัตยาธิษฐาน ผู้พูดก็มาจับพิจารณาดูแล้ว มันตรงกันเลย แต่ของผู้พูดก็ยังมามีซิกแซ็กออกมาอีกว่า ในเมื่อเรา เช่น นาย ก. จะเข้าสู่สมาธิชั้นสูงไม่ใช่ได้ง่ายๆ ขณิกะ อุปจาระ อัปปนาสมาธิไม่ได้เข้าง่ายๆ เราก็มาใช้วิธีย้อนแย้งให้สภาวะจิตนั้นมันตีกลับมา เปรียบเสมือนได้ฌานที่ 4 อันนี้อาจจะงงๆ นะ ก็คือ ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยอย่างหนึ่งอย่างใด อาศัยวิธีการกระทำต่อตัวเอง หรือให้ผู้อื่นกระทำต่อเรา ให้มันเกิดมีสภาพคล้ายกับได้ฌานในระดับสัตยาธิษฐาน ภวังคจิตก็สับเปลี่ยนแล้วเข้าไปสู่ระดับสัตยาที่ฐานได้
อันนี้เราก็มาจับเข่าคุยกัน ชี้แจง กับแสดงรายละเอียดกันจนกว่าจะถึงบางอ้อ ก็ขืนพูดต่อไปเดี๋ยวไม่มีใครทนฟัง ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงแล้วก็สวดมนต์สวดพรกัน ขอบคุณผู้ที่มาร่วมพิธีในการประกอบพิธีบวงสรวงสหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญาในวันนี้ ขอให้ประสบความสำเร็จสุข ประสบความเจริญรุ่งเรือง สมกับศรัทธาที่มาร่วมงานในวันนี้ ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง เดี๋ยวกลับมาสวดมนต์สวดพรกัน
เอาล่ะ บทความที่มีประโยชน์อย่างยิ่งจากศาสตราจารย์ดอกเตอร์สิทธิชัย สมานชาติ โดยอาจารย์โอ๊ต หรืออาจารย์ปัญจพลก็จบลงไป คราวนี้มาเป็นข้อความ 1962 ของดร.วันพร จาปะเกษตร์ 1962 ตัวโปรยที่ดร.วันพรคัดสรรขึ้นมา “ศักดิ์สิทธิ์เป็นลักษณะอิสระ ฉันคอยอย่างเดียวว่า เธอจะมีศักยภาพแล้วบริสุทธิ์ใจ ฉันก็เกิด ถ้าเธอมีศักยภาพแล้วไม่บริสุทธิ์ใจ ฉันก็ไม่เกิด เธอก็เหนื่อยของเธอไป”
อีกครั้งนึงนะ 1962 ดร.วันพร จาปะเกษตร์ให้ตัวโปรยว่า ศักดิ์สิทธิ์เป็นลักษณะอิสระ ฉันคอยอย่างเดียวว่า เธอจะมีศักยภาพแล้วบริสุทธิ์ใจ ฉันก็เกิด ถ้าเธอมีศักยภาพแล้วไม่บริสุทธิ์ใจ ฉันก็ไม่เกิด เธอก็เหนื่อยของเธอไป อันนี้น่าสนใจมาก ก็พอจะเข้าใจว่า ศักดิ์สิทธิ์เขามีลักษณะเป็นอิสระ ไม่ง้อใครว่าอย่างนั้นเถอะ ถ้าเธอเป็นคนมีศักยภาพแล้วเป็นศักยภาพที่ดี ฉันก็ช่วยเธอ เธอก็สบาย ถ้าเธอเกิดศักยภาพแล้วไม่บริสุทธิ์ ฉันก็ไม่เกิด เธอก็ลำบากอะไรอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา เอาล่ะเรามาขอพรเนื่องในวันวิสาขบูชาให้แด่สาธุชนทั้งหลายทั้งที่อยู่ทางบ้าน และที่อยู่ที่นี่
อา. 31 พ.ค. 2569
รวบรวมโดย คุณอรสา กู้เกินพงษ์
บทความที่เกี่ยวข้อง
สนใจ ใส่ใจที่จะรับรู้และเรียนรู้เรื่องที่มีสาระ เพื่อให้ความรู้เข้ามาในธาตุรู้ จนตัวเองได้พัฒนาเป็นศักยภาพ หรือความสามารถพิเศษขึ้นมา แล้วกลายเป็นวิญญาณธาตุคือ ธาตุรู้ที่เก่งกล้าสามารถ จนกระทั่งสร้างศักยภาพและสร้างศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้
เรื่องศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย แต่เป็นเรื่องเหนือสามัญวิสัย
11 เม.ย. 2026
9 ข้อที่เราจะบรรจุลงไปในวันที่ 9 โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัณหา มานะ ทิฏฐิ
เพลงออกแขกหยุดลงตรงที่ว่า ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นพุทโธ อานาปานสติ สติเกิดจากลมหายใจ
17 พ.ค. 2026
