EP.1933 “พรหมลิขิต” คือ ให้เดินชีวิตตามพรหมด้วยเมตตา อยากเข้าถึงพรหมลิขิต ต้องมีจิตเมตตาและอย่าใจแคบ (จ. 27 เม.ย. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 2 พ.ค. 2026
13 ผู้เข้าชม
EP.1933 ทุกคนมีพรหมลิขิต ที่ได้รับมาแล้วตั้งแต่เกิด ส่วนใหญ่เป็นพรหมลิขิตที่ดีทั้งนั้น แต่ที่ไม่ดีเพราะคุณไปฝืนพรหมลิขิต โดยการขาดจิตเมตตา คำว่า “พรหมลิขิต” คือ ให้เดินชีวิตตามพรหมด้วยเมตตา อยากเข้าถึงพรหมลิขิต ต้องมีจิตเมตตาและอย่าใจแคบ
“ใจแคบ” พระพรหมเกลียดที่สุด
สวัสดีทุกท่าน คนเรานั้นควรมีสติ ฟังอยู่แทบทุกวัน รู้สึกเบื่อหรือรำคาญกันมากไหม คงมีคนบอกว่า เบื่อจริงๆ รำคาญมาก ก็คงจะเป็นธรรมชาติ อะไรที่ฟังบ่อยๆ ชิมบ่อยๆ ดมบ่อยๆ เห็นบ่อยๆ แตะต้องบ่อยๆ บ่อยๆ มันก็เบื่อ ก็เบื่อง่ายขึ้น ง่ายขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งหนึ่งซึ่งเราคิดกันไม่ถึง คือ เบื่อคำแนะนำเรื่องคำว่า เมตตา เบื่อจริงๆ เพราะได้ยินจนชินชา เพราะฉะนั้นมันสำคัญมากหรือ มันสำคัญมาก เมตตา
วันนี้เราจะมาคุยกันในวันจันทร์ที่ 27 เดือนเมษายน พุทธะ 69 คริสต์ 26 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” ยังไงไม่ให้เสียเวลาแก่ผู้ฟัง เวลาที่เสีย เวลาที่ผู้ฟังเสีย ต้องให้ได้ เพราะถ้าหากที่เสียเวลาไปแล้ว แล้วไม่ได้อะไรจากการเสียเวลา มันน่าเสียดาย
มีผู้บ่นถึงคำว่า ไม่เข้าใจพรหมลิขิต จะไปเรียนรู้พรหมลิขิตได้จากที่ไหน แล้วจะไปรู้เรื่องพรหมลิขิตได้จากใคร จะไปแก้ไขพรหมลิขิตได้หรือเปล่า
สรุปคำตอบทั้งหมดอยู่ที่ตัวเรา พระพรหมท่านลิขิตชีวิตเรามาแล้ว แล้วท่านยังลิขิตต่อ ที่ยังลิขิตต่อก็เพราะเรายังมีชีวิตต่อ ต่อเมื่อเราหมดชีวิต พระพรหมก็เลิกลิขิต แล้วระหว่างลิขิตเราจะเดินตามลิขิตของพรหมลิขิตได้อย่างไร เดินตามได้ด้วยการเข้าใจชื่อ แล้วชื่ออะไรล่ะ ก็ชื่อพรหมลิขิต ลิขิตแปลว่า ขีดเขียน เดินตามพรหมลิขิตตามชื่อ เพราะชื่อพรหมลิขิต แล้วตกลงมันจะทำยังไง ถึงจะเข้าถึงพรหมลิขิต
ก็พระพรหมเขาลิขิตชีวิตเราตั้งแต่เกิดจนตาย ตายลงวันไหนพระพรหมบอก ฉันหมดหน้าที่แล้ว ก่อนจะหมดหน้าที่ของพระพรหม พระยมก็มารับช่วงต่อ พระยมหรือพญายมก็คือ มัจจุราชอันเดียวกัน เขามีกระบวนการของเขา เช่นว่า ถ้าท้าวเวสสุวรรณจะตรวจดูบัญชี อะไรอย่างนี้ บัญชีกรรม เรามีเพลงตลกๆ อยู่เพลงหนึ่ง ท้าวเวสสุวรรณบอกว่า สหปฏิบัติฯ เขามีเกมกลกรรม
คนต้องการรู้ ต้องการเข้าถึง ต้องการจะเดินชะตาชีวิตในพรหมลิขิตให้ดีที่สุด ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด ให้โชคดีที่สุดในพรหมลิขิต แต่กลับไปฝืนพรหมลิขิตซะอย่างนั้นแหล่ะ ฝืนยังไง ขาดจิตเมตตา
เบื่อจะตาย คำก็เมตตา สองคำก็เมตตา สามคำก็เมตตา มันน่ารำคาญ ฉันก็คิดของฉันไปเรื่อย โลภ ฉันก็คิดไปเรื่อย พอโลภเข้าแล้ว ความเมตตามันก็หดหายไป โกรธ พอโกรธเข้าแล้วความเมตตาก็หดหายไป หลง ไม่รู้ทิศรู้ทางความเมตตาก็หายไป โลภ โกรธ หลง กิเลสก็เกิดขึ้น กิเลสแปลว่า เครื่องเศร้าหมอง อยู่ดีๆ บางคนก็ไม่รู้จะเศร้าไปทำไม หน้าตาก็ดี รูปร่างก็ดี ร่างกายก็ยังแข็งแรงอยู่ เงินทองก็มีใช้ ความรู้ก็มีมาก การศึกษาก็ศึกษามาระดับสูง สังคมก็อยู่ในสังคมระดับสูง อะไรต่อมิอะไร แต่เกิดกิเลสคือ เศร้าหมอง อยู่ๆ ก็เศร้า อยู่ๆ ก็หมอง หน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก กิเลสเกิด ตัณหาคือ ควาททะยานอยาก อยาก อยาก อยาก ทั้งๆ ที่ทุกอย่างที่มีอยู่น่าจะหายอยาก น่าจะสมอยาก น่าจะพอแก่ความอยาก เพราะเราไม่ได้อยู่ในประเทศหรือถิ่นที่เรียกว่า อดกระทั่งอาหาร ขาดกระทั่งน้ำ เรามีอาหาร เรามีน้ำดื่ม อย่างน้อยๆ ก็มีอาหารกิน มีน้ำดื่ม แต่ก็เศร้า หมอง เพราะอะไร เพราะมันมีตัณหา ตัณหาแปลว่า ความทะยานอยาก
พอกิเลสเกิด ตัณหาเกิด อุปาทานทีนี้เอาล่ะ ยึดมั่นถือมั่น เขาบอกว่า พรหมลิขิตเป็นอย่างนั้น พรหมลิขิตเป็นอย่างนี้ พรหมลิขิตต้องอย่างนั้น ต้องทำพิธีอย่างนี้ ต้องประกอบพิธีกรรมอย่างนั้นจึงจะเข้าถึงพรหมลิขิต ก็คือ ตัวเองนั่นแหล่ะ
ตัวเองอยากจะเข้าถึงพรหมลิขิต ตัวเองก็ลดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ลดความโลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน ลดลงมาซะ ลดลงมาซะ ก็เข้าถึงพรหมลิขิต ลดลงมามากเท่าไหร่ก็เข้าถึงพรหมลิขิตมากเท่านั้น เพราะว่าคำว่า พระพรหมลิขิต ให้เดินชีวิตตามพรหมด้วยเมตตา แล้วทำไมทำแค่นี้ทำไม่ได้ มันทำยากนะ ฉันมีแต่ความพยาบาท อาฆาต จองเวรจองกรรม ฉันทำให้เป็นแบบเห็นใจคนนู้น เห็นใจคนนี้ ช่วยเหลือคนนั้น ช่วยเหลือคนนี้ ฉันทำไม่ได้หรอก มีแต่ฉันจะแกล้งคนนั้น จะสาปแช่งคนนี้ จะนินทาคนโน้น จะด่าคนนี้ จะให้ร้ายคนโน้น ฉันถนัด แต่ฉันไหว้พระพรหมนะ
พระพรหมบอกว่า เธออย่ามาไหว้ฉันเลย รำคาญ ถ้าเธอทำตัวอย่างนี้มาไหว้ฉันทำไม ไม่มีประโยชน์อะไร ฉันไหว้พระพรหมนะ ได้ข่าวว่าสหปฏิบัติฯ เขาจะตั้งศาลพระพรหมเร็วๆ นี้ เป็นพระพรหมคู่ ฉันก็ไหว้แล้วก็เคารพนับถือพระพรหมนะ ได้ข่าวว่าวันที่เอารูป เอาตัวอย่าง ไปหล่อพระพรหมมีปรากฏการณ์หลากหลายมากมาย แต่คนนำไปตอนนี้เขาบอกว่า เขาเบื่อ เขาไม่อยากจะเล่า เล่าแล้วมันเป็นที่ลำบากใจแก่การเล่า ไปเล่าให้ใครฟังคนนั้นก็ไม่รู้ คนนี้ก็ไม่เข้าใจ คนโน้นก็ฟังไปอย่างนั้นแหล่ะ
หันกลับมา พรหมลิขิต ก็คือ เราได้รับมาแล้วตั้งแต่เกิด ก็ส่วนมากเป็นพรหมลิขิตที่ดีทั้งนั้นนะ แล้วทำไมมันไม่ดี ไม่ดีเพราะแกไปเดินนอกลู่นอกทาง ไปเดินแบบสะเปะสะปะ กะเระกะระ เดินแบบไม่ให้อยู่ในลู่ในทาง ไปเดินแบบที่ 9 ข้อที่ว่ามา ก็คือ โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน แล้วก็ปรุงแต่งอีก 3 ข้อ ก็คือ ตัณหา เอาไปปรุงแต่งมาซะใหญ่เชียว ตัณหามันก็แย่อยู่แล้ว ไปปรุงมันอีก เช่นว่า อยากใหญ่ ใหญ่ขนาดอะไร ขนาดเบอร์ 1 ใหญ่ขนาดเอาเบอร์ 5 ก็แล้วกัน เบอร์ 5 ไม่ได้ฉันต้องเบอร์ 4 ฉันต้องเบอร์ 3 ฉันต้องเบอร์ 2 ของฉันต้องใหญ่เบอร์ 1 นี่อยากใหญ่
ก็เป็นอันว่า ตัณหา อยากได้ อยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อยากใหญ่ มานะ ไม่มีที่สิ้นสุด และสุดท้ายฉันตายเป็นเขียด ตัวที่ 9 ใจแคบ พระพรหมบอก ไหนเป็นอย่างนั้นไปได้ล่ะ ก็ฉันลิขิตชีวิตของเธอให้เดินไปสู่จุดหมายปลายทางจบชีวิตลง ดำเนินชีวิตไป บั้นปลายชีวิตมีแต่ความสำเร็จสุข มีแต่ความสบาย ก็เพราะไม่ให้เธอใจแคบ แล้วทำไมไปใจแคบล่ะ มันมาจากโลภ มาจากโกรธ มาจากหลง มาจากกิเลส มาจากตัณหา มาจากอุปาทาน มาจากการปรุงแต่งตัณหา ปรุงแต่งความอยากได้ไม่สิ้นสุด มาจากการปรุงแต่งมานะ อยากใหญ่ไม่สิ้นสุด พระพรหมก็บอก 8 ข้อนี่ก็พอเข้าใจนะ เพราะเป็นเรื่องของกิเลสมนุษย์ แต่ทำไมไปตายข้อที่ 9 ล่ะ
ตายข้อที่ 9 ตายยังไง ตายเพราะใจแคบ คนสมัยนี้ไปพิจารณาเขาเถอะ ใจแคบที่สุดเลย ไม่มีที่จะเสียสละ ไม่มีที่จะให้ความอะไรต่ออะไรกับใคร จะให้ของใครสักชิ้นหนึ่งก็ ต้องแสดง ต้องประกาศ ถ้ายิ่งให้แก่สาธารณะ ยิ่งถ้าออกรายการทีวี หรือลงหนังสือพิมพ์ หรือประกาศข่าวเป็นที่เกรียวกราว ฉันให้ ฉันยอมให้ ฉันให้ได้ แต่ถ้าไม่ประกาศให้เป็นที่ไปหมดว่า ฉันใจดีนะ อันนี้คือ ใจดำแล้ว ไม่ใช่ใจดี คือ เห็นแก่ตัวล่ะ
คนสมัยโบราณเขาทำความดี เขาไม่ได้มาสนใจว่าใครจะมาประกาศความดีของเขาไหม ใครจะมารู้ความดีของเขาไหม ใครจะมาเข้าใจความสามารถของเขาไหม เขาไม่สนใจ เขาทำเพื่อบุญ ทำกุศล ทำเพื่อศาสนา แต่เดี๋ยวนี้มันกลับกลายเป็นเรื่องของการเสแสร้ง แกล้งมารยาว่า ฉันนี้ใจกว้าง แต่ที่จริงคือ ฉันใจแคบ พระพรหมเกลียดที่สุด เกลียดจนไม่รู้จะเกลียดยังไง พระพรหมบอก อย่างนี้เท่ากับพรหมลิขิตที่ฉันลิขิตให้มนุษย์เดิน มันผิดทางไปหมดเลย แล้วก็มาโทษว่า ทำไมพรหมลิขิตของฉันไม่ดี แล้วก็ส่งลูกต่อให้พระยมเร็วนัก เร็วจัง รายนั้นก็ส่งต่อให้พระยม รายนี้ก็ส่งต่อให้พระยม รายโน้นพระยมก็รับไปแล้ว รายนี้ยมทูตยังไม่มารับ แต่ว่าส่งให้กับเจ้ากรรมนายเวรไปซะแล้ว มีอันเป็นไปด้วยอาการ ด้วยโรค ด้วยเรื่องต่างๆ
หลุดจากพรหมลิขิต ก็คือ ใช้ชีวิตที่แสนสาหัสสากรรจ์ ทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด ยากที่จะเจียระไนว่ามีกี่ชนิด เช่นอย่างคนโรคจิตโรคประสาท คนที่อยู่ในสภาพที่หมดสภาพของการใช้ชีวิต อย่างนี้เขาเรียกว่า พระพรหมส่งต่อให้พระยม
เพราะฉะนั้นจงเข้าใจพรหมลิขิต แล้วจงภูมิใจในพรหมลิขิตของท่าน จงรักษาพรหมลิขิตของท่านด้วยมีจิตเมตตาให้มากที่สุดเถิด ถึงจะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็พยายามเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของการเห็นใจคนอื่นเขาบ้าง อันนี้เป็นหลักหนึ่งที่สำคัญ ก็ขอขอบคุณทุกคน
เดี๋ยวมาฟังข้อเสนอ วันนี้ของคุณอรสา กู้เกินพงษ์ 1932 คนใจแคบ เสียเปรียบที่จะได้โอกาส การที่ไม่ได้มีโอกาสร่วมงาน ร่วมการ ร่วมแรง ร่วมใจ ช่วยทำอะไรต่อมิอะไรให้กับใคร มันเท่ากับเปิดโอกาสให้กับคนๆ นั้น เพราะศักยภาพเกิดจากการทำงาน เกิดจากประสบการณ์ของชีวิต เกิดจากการต่อสู้กับปัญหาชีวิต ต่อสู้กับสิ่งยากๆ สิ่งที่ลำบาก ที่ตัวเองอดทน อดออม อดกลั้น ตั้งหน้าตั้งตาทำมันให้สำเร็จ ให้มันผ่านพ้นไปให้ได้ นี่เขาเรียกว่า ศักยภาพ
แล้วในเมื่อคุณใจแคบ ไม่มีใครเขาเอาคุณไปร่วมงาน ศักยภาพก็ไม่เกิด พอศักยภาพไม่เกิด ถามว่าศักดิ์สิทธิ์เกิดไหม ศักดิ์สิทธิ์บอกไม่รู้จะไปเกิดได้ยังไง เพราะเขาไม่ฝึกตัวเขาให้มีศักยภาพเลย
ขอซ้ำอีกที 1932 คุณอรสา กู้เกินพงษ์ “คนใจแคบ เสียเปรียบที่จะได้โอกาส การที่มีโอกาสร่วมงาน ร่วมการ ร่วมแรง ร่วมใจ ช่วยทำอะไรต่อมิอะไรให้กับใคร มันเท่ากับเปิดโอกาสให้กับคนๆ นั้น เพราะศักยภาพเกิดจากการทำงาน เกิดจากประสบการณ์ของชีวิต เกิดจากการต่อสู้กับปัญหาชีวิต ต่อสู้กับสิ่งยากๆ สิ่งที่ลำบาก ที่ตัวเองต้องอดทน อดออม อดกลั้น ตั้งหน้าตั้งตาทำมันให้สำเร็จ ให้มันผ่านพ้นไปให้ได้ นี่เขาเรียกว่าศักยภาพ
แล้วในเมื่อคุณใจแคบ ไม่มีใครเขาเอาคุณไปร่วมงาน ศักยภาพก็ไม่เกิด พอศักยภาพไม่เกิด ถามว่าศักดิ์สิทธิ์เกิดไหม ศักดิ์สิทธิ์บอกไม่รู้จะไปเกิดได้ยังไง เพราะเขาไม่ฝึกตัวเขาให้มีศักยภาพเลย”
สรุปแล้ว คนที่เห็นแก่ตัว คนใจแคบ กลัวเสียเปรียบ จะช่วยอะไรใครสักนิดก็บอกว่า เดี๋ยวคิดดูก่อน มันจะเสียเปรียบ มันจะเสียแรง มันจะเสียเวลา หรือบางทีอาจจะต้องเสียเงิน ฉันต้องคิดดูก่อน ไม่รู้จะช่วยได้หรือเปล่า แล้วผลที่สุดคนใจแคบก็ไม่ช่วย ไม่ช่วยใคร แต่พอเวลาตัวเองเดือดร้อนขึ้นมา คนใจแคบนี่ล่ะ จะโวยวาย จะวุ่นวายว่า คนนั้นก็ไม่ช่วยฉัน คนนี้ก็ไม่ช่วยฉัน คนโน้นก็ไม่เห็นใจฉัน มันส่วนมากก็จะเป็นของมันอย่างนี้จริงๆ ด้วย ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวกลับมาสวดมนต์สวดพรในช่วงที่ 2
เพลงที่จบลงไป ชื่อเพลง “องค์พรหมอานันทชัย” คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่า องค์พรหมอานันทชัยไม่เคยมีในตำรา แต่ในความหมายพระพรหมมีอยู่ทุกที่ทุกแห่งทุกหน ส่วนในพระไตรปิฎก มีมหาพรหม พรหมโลก อยู่ถึง 20 ชั้น มีพระพรหม 20 องค์ ในความหมายพรหมเหล่านั้นก็แยกออกมาเป็นพรหมลิขิตของแต่ละคน แต่ละคน แต่ละองค์กร แต่ละองค์กร
ส่วนสหปฏิบัติฯ ของเราต้องการใช้พระนามของพระพรหมว่า มีความเป็นอิสระ อานันทะ หมายความว่า เป็นอิสระ แล้วก็มีชัยชนะ ชนะอย่างเป็นอิสระ อานันทะ แปลว่า ความเป็นอิสระ ความสุขที่เป็นอิสระ เราไม่ต้องการจะไห้ไปใช้วิธีบีบคั้นบังคับบัญชาอะไรกันให้มันมากมาย เราต้องการจะสะดวก สบาย ง่าย ประหยัด ไม่ติดอุปาทาน แล้วเราก็ยึดความเมตตาเป็นหลัก
ทำไปทำมา ทำมาทำไป ตลอดเวลา 20 30 40 ปีโดยประมาณ ก็ได้แต่ลดความหวังลง ความหวังลง ความหวังลง เพราะผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานของเรา หาตัวผู้ที่จะเป็นหลักในความเป็นคนมีเมตตา จริงใจ จริงจัง แทบจะไม่ได้เลย แทบจะไม่ได้เลย ไม่ใช่ไม่มีเลยนะ มี แต่น้อยมาก เลยทำให้ต้องเกิดการวาง วางใจ วางว่างว่า ในเมื่อหาคนที่มีความมีจิตเป็นพรหมไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องไปหา ก็อยู่กับมันไป วันต่อวัน วันต่อวัน จนกระทั่งวันแห่งลิขิตพรหม สัญญากรรมลิขิตพรหมสิ้นลง ก็จบกันไปหนึ่งชีวิต จบกันไปแต่ละชีวิต แต่ละชีวิต
เพราะถ้าเรามาสร้างสรรค์กันจริงๆ เราชาวสหปฏิบัติฯ จะประสบความสำเร็จสุขที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ไม่รู้จะพูดกับสมาชิกแต่ละคน แต่ละคน ให้เข้าใจได้อย่างไรว่า คุณทำคุณได้ คุณไม่ทำคุณไม่ได้ คุณแกล้ง คุณก็แกล้งตัวเอง คุณทำร้ายองค์กร ก็เท่ากับคุณทำร้ายตัวคุณเอง
มีคนสงสัยกันใหญ่แล้ว ถามว่าพักนี้ทำไมดูจะพูดจาเสียดสีหรือส่อเสียด บอกไม่มี ไม่มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าไปตามเนื้อผ้า ว่าไปตามหลักการว่า ทุกคนมีพรหมลิขิต แต่คุณจะเดินตามพรหมลิขิตได้ด้วยคำว่า เมตตาเท่านั้น คุณอย่าเสแสร้ง แกล้งมารยาสาไถยไปเลย มันไม่มีประโยชน์อะไรจริงๆ คุณยิ่งทำคุณก็ยิ่งแย่ แล้วคุณก็แย่ แล้วคุณก็แย่ แย่ลงทุกวัน เอาล่ะขออภัยที่บ่นต่อ
รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ
บทความที่เกี่ยวข้อง
พระพุทธองค์ทรงประทาน โอวาทปาติโมกข์ ใครปฏิบัติฯ ตามได้ถูกต้องและเหมาะสม ก็เท่ากับว่า เป็นผู้น่ารัก และเป็นผู้ให้ความรักกับคนอื่น แล้วก็ให้ผู้อื่นมารักตัวเองด้วย เพราะคนผู้นั้นเป็นคนทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส หากใครทำได้ 3 อย่างนี้ ก็เป็นคนน่ารัก และมีคนมารัก แล้วก็ตัวเองก็รักคนทั่วไปหมด
13 มี.ค. 2026
1. สื่อกับตัวเองและสื่อกับมนุษย์ด้วยกัน 2. สื่อกับเทพ 3. สื่อกับผี
11 เม.ย. 2026
