ครูที่ชื่ว่า ความตาย - ว่าที่ร้อยตรี ชยุต พลัง 17 ส.ค. 2568
อัพเดทล่าสุด: 21 เม.ย. 2026
23 ผู้เข้าชม
(ขออนุญาต ให้ผู้ดำเนินรายการ เปิดเพลง ระฆังสติ)
เสียงระฆังสติ เป็นการเตือนให้เราทุกผู้ทุกคนได้มีสติ ระลึกรู้ในการระลึกถึง อาณาปานสติ อยู่ทุกขณะทุกลมหายใจ เข้า และหายใจออก
กราบอาจารย์ปู่ธวัช คณิตกุล อาจารย่าบุบผา คณิตกุล
และสวัสดี นักศึกษาศิษย์สหปฏิบัติฯ ทุกท่าน
บทความครั้งก่อนโน้น ได้มีการปฐมนิเทศ แนะนำ “ครู ที่ไม่มีตัวตน” เป็นครูที่ชื่อว่า “ความตาย” เป็นครูที่เดินเคียงข้างนักศึกษา สหปฏิบัติฯ ทุกท่าน ตั้งแต่เกิด จนหมดลมหายใจ
ครูผู้นี้ ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นครูที่จะเป็นสอนให้เราได้ปฏิบัติในหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นครูที่จะเปิดประตูให้กับ นักศึกษาทุกท่านว่า เมื่อเราหมดลมหายใจแล้ว เราจะไปทางไหนได้บ้าง ซึ่งมีหนทางหลายหนทาง ที่ครูผู้นี้ จะสอนให้รู้แนวทาง และเปิดประตูให้เราได้เดินทาง เมื่อสติครั้งสุดท้าย และหมดลมหายใจลง
ครูผู้นี้ จะมาสอนอีกครั้งในภาคปฏิบัติ จนจบการศึกษา ว่านักศึกษาจะสอบได้ สอบตก หรือได้เกรดปานกลาง
ทีนี้ เราเริ่มเรียนภาคทฤษฎี ไปกับครูที่ชื่อว่าความตายกันก่อนที่จะเรียนภาคปฏิบัติ แล้วจบการศึกษากัน เริ่มการเรียน ครูก็จะสอน ให้เรารู้จักการปฏิบัติตนก่อนที่เข้าสู่หลักสูตรภาคปฏิบัติ แล้วจบการศึกษา
ครูผู้นี้ ก็จะเริ่มสอนว่า คนเราก่อนเกิดมา มารดา และบิดา จะต้องรู้จักการเกิดของมนุษย์เสียก่อน ซึ่งท่านทั้งหลายคงสงสัยว่า เวลาในงานทางพระพุทธศาสนา การจะสวดมนต์อะไร จะทำพิธีกรรมอะไร จะท่องคาถาบทใดๆ ก็ต้อง ตั้ง “นะโม” ก่อนทุกครั้ง จะทิ้ง นะโม ไปไม่ได้เลย เรามารู้จัก นะโม ที่เกี่ยวกับการเกิดของมนุษย์เสียก่อน
“คำว่า นะ คือธาตุน้ำ เป็นธาตุ ของมารดา”
“คำว่า โม คือธาตุดิน เป็นธาตุ ของบิดา”
เมื่อธาตุทั้งสองผสมกันเข้า ไฟธาตุของมารดา เคี่ยวเข้ากันดีแล้ว จึงได้ชื่อว่า กาละละ คือ น้ำมันหยดเดียว ณ ในที่นี้เอง ปฏิสนธิวิญญาน เข้าถือปฏิสนธิได้
จิตได้ปฏิสนธิ ในธาตุนะโมแล้ว กาละละ ก็ค่อยเจริญขึ้นเป็น อัมพุชชะ คือ ก้อนเลือด แล้วเจริญขึ้นเป็น คะณะ คือ เป็นแท่ง และ เปสิ คือ ชิ้นเนื้อ ขยายตัวออกคล้ายรูปจิ้งเหลน แล้วเจริญขึ้น ขายตัวออกเป็น ปัญจะสาขา คือ แขนสอง ขาสอง หัวหนึ่ง ส่วน ธาตุลม และธาตุไฟ ได้เข้ามาอาศัยทีหลัง เมื่อมารดาตั้งครรธภ์ ครบกำหนด 9-10 เดือนแล้ว ก็กำเนิดออกมา เรียกว่า มนุษย์ ก็ต้องอาศัย “นะ” คือมารดา “โม” คือบิดา เป็นผู้ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู
ทีนี้ เมื่อมนุษย์ได้เกิดมาตามกรรม ที่พามาเกิดแล้ว ก็อยู่ที่ว่า ชาติปัจจุบัน จะเดินทางไปในธรรมดำ คือ คิดเข้าข้างตนเองว่า สิ่งที่ตนกระทำกรรมอยู่ในปัจจุบัน ได้กระทำดีแล้ แต่คิดแต่ทำแต่กรรมชั่ว
แต่ถ้าเลือกเดิน ในธรรมขาว คือ เดินไปในหนทางแห่งการดับทุกข์ คือ นิพพาน ที่พระองค์ได้ทรงตรัสสอนไว้ใน ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร คือปฐมเทศนา กัณฑ์แรก ที่ พระพุทธเจ้า แสดงแก่ปัญญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หลังจากตรัสรู้แล้วสองเดือน ว่าด้วย มัชฉิมาปฏิปทาคือ ทางสายกลาง อันเว้นที่สุด 2 อย่าง และว่าด้วย อริยะสัจ 4 คือ
ทุกข์ เป็น สภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกบีบคั้นด้วย ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บ ความเจ็บป่วยทางกาย ทางใจ ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่ห่วง และความผิดหวังที่ไม่ได้ในสิ่งที่ตนอยากได้อยากมี ก็เป็นทุกข์ และทุกข์ จากการกลัวตาย หรือเห็นผู้อื่นตาย ก็เป็นทุกข์ สมุทัย คือ เหตุแห่งการเกิดทุกข์ คือ ตัณหา เช่น อยากได้นั่น อยากได้นี่ อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่ ก็เป็นทุกข์ นิโรธ คือ รู้ความดับทุกข์ เป็นการดับทุกข์โดยสิ้นเชิง มรรค คือ รู้หนทางแห่งการดับทุกข์เรียกเต็มๆ ว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” (อะ ริ ยะ อัฏฐัง คิ กะ มรรค ) มรรคทางอันมีองค์ 8 ได้แก่
1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ
3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ
4. สัมมากัมมันตะ ทำการชอบ
5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ
6. สัมมาวายามะ บำเพ็ญเพียรชอบ
7. สัมมาสติ ความระลึกชอบ
8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตรมั่นชอบ
ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ทำให้พระองค์สามารถปฏิญาณว่าได้ตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ (ญาณ คือ ความตรัสรู้เองโดยชอบ อันยอดเยี่ยม)
ท่านอัญญาโกณฑัญญะ หัวหน้าคณะปัญจวัคคีย์ ได้ฟังธรรมเทศนาแล้ว ได้ธรรมจักษุ (การตรัสรู้) ดวงตารู้แจ้งแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว พระพุทธเจ้าจึงอุทานขึ้นมาว่า “อัญาโกณฑัญญะ รู้แล้วหนอ” และพระอัญญาโกณฑัญญะและได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์รูปแรก โดยพระพุทธเจ้าทรงบวชให้โดยพระองค์เอง เรียกว่าเป็น ปฐมสาวก
ทุกชีวิต มีความแน่นอน คือ ความตาย แต่มีความไม่แน่นอน ในกาย รูป สังขาร วิญาณ และสิ่งของต่างๆ ที่ตะเกียกตะกายหามา ก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ซึ่งครูผู้นี้ จะสอนให้ศิษย์ ใช้สติก่อน หมดลมหายใจ แม้จะทำความชั่ว ฆ่าคนชีวิตผู้อื่น สัตว์อื่น มามาก หากสติสุดท้าย ได้ระลึกถึงนิพพาน ทำจิตว่า ก่อนหมด ลมหายใจ ก็สามารถ เข้าประตูนิพพาน ที่ครูเปิดให้ หรือแม้ทำบุญมามาก หากจิตสุดท้ายเผลอหลงผิดออกจากสติ ผลแห่งบุญอาจไม่ส่งถึงให้ไปสู่นิพพานได้
เมื่อเราได้เดินในทางแห่งหลักคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า ได้ตามหลัก พระธรรมจักรกัปปวัจจะนะสูตร ประตูที่คือ เปิดให้ คือ สู่หนทางนิพพาน ครู ที่ชื่อว่า ความตาย จึงไมใช่ศัตรู แต่เป็นครูที่สอน และเปิดประตูไปยังในที่ ที่ขณะจิตสุดท้ายได้ระลึกได้ โดยตั้งสติมั่นได้ สติ นั้นจึงสำคัญ ในขณะวินาทีที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะหมดลงเป็นครูที่แน่วแน่ มั่นคง ตรงต่อเวลา ไม่เอนเอียง มีแต่ความเที่ยงธรรม
ครั้งต่อไป ครู ที่ชื่อว่า “ความตาย” จะมาสอนภาคปฏิบัติ ในขณะที่ศิษย์ยังมีลมหายใจอยู่ และในวินาทีที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดลง
ขอกราบครูธวัช คณิตกุล
ครูบุบผา คณิตกุล
ที่พระกรุณาธิคุณแก่ศิษย์ และเป็นที่เคารพอย่างสูงยิ่ง
นายวินัยวุธ พันธุ์แสงดาว และครอบครัว
16 สิงหาคม พุทธศักราช 2568
(ชื่อนี้ ใช้อยู่ในใจตลอดมา แต่ไม่ได้ไปแจ้งเปลี่ยนชื่อ แต่อย่างใด)
คุณวินัยวุธ พันธุ์แสงดาว ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า
ภาคต่อไป ครูผู้ที่ชื่อว่า ความตาย จะมาสอนภาคปฏิบัติ ขณะมีลมหายใจจนถึงหมดลมหายใจ เรียกว่า จบปริญญา
ว่าที่ร้อยตรี ชยุต พลัง 17 ส.ค. 2568
บทความที่เกี่ยวข้อง
ดร.วันพร จาปะเกษตร์ 22 พ.ค. 2568
10 ม.ค. 2026
วันนี้ผู้เขียนได้มีความปลื้มใจและภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก จึงขอแบ่งปันความรู้ดีๆที่ได้ หลังจากได้อ่านหนังสือ “สังฆะจะงาม-สังคมจะดี จะมีการปกครอง ต้องรองรับการศึกษา” โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)
21 เม.ย. 2026
