แชร์

การกลมกลืนประสานกันระหว่างรู้สึกกับรู้นำไปสู่วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในภายใน (Part III)

อัพเดทล่าสุด: 10 ม.ค. 2026
4 ผู้เข้าชม
จากบทความตอนที่แล้วได้กล่าวเอาไว้ถึงประสาทสื่อจากการรับรู้เข้ามาทางอายตนะทั้ง ๖ เข้ามาสมองสั่งก็ต้องผ่านการประมวลผลจากสมองผ่านการเรียนรู้มาแค่ไหน เพื่อให้เราเข้าใจสิ่งที่เรารับรู้ และตอบสนอง หรือตอบโต้ออกไปให้ดีงามเหมาะสม ทีนี้นอกจากประสาทสื่อสมองสั่งจะขอกล่าวลงลึกเพิ่มสักหน่อยว่าจากการเรียนรู้นั้นไม่ใช่มีผลเพียงแค่นามธรรรมคือ รู้เพิ่มขึ้น มีปัญญาจากความเข้าใจมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เซลล์ประสาทในสมองเรายังปรับตัวตามการเรียนรู้ของมนุษย์อีกด้วย จากเดิมในสมัยก่อนที่ผู้เขียนเคยเรียนมาแรกเริ่มว่าเซลล์สมองเราจะไม่เพิ่มจำนวนเซลล์ แต่หลังจากนั้นก็มีการค้นพบเพิ่มเติมว่า ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมเซลล์สมองสามารถเพิ่มได้แต่อยู่ในระดับที่ช้ามาก และมีข้อจำกัดของเงื่อนไขในการเพิ่มจำนวน ซึ่งจะขัดกับการทำงานของเซลล์สมองที่จัดว่าอยู่ในระดับที่สูง เพราะมีอัตราการทำงานของเซลล์ในระดับที่สูง (High activities) และต้องความเร็วในการสื่อสารกันระหว่างเซลล์ (Cell-cell communication) จึงต้องมีเซลล์พี่เลี้ยงคอยกำจัดของเสีย และป้อนสารอาหาร ต่อมาจึงพบว่า แท้จริงกระบวนการทำงานของสมองที่มีส่วนสำคัญมากในการสื่อสารนั้นมาจากเส้นใยประสาทซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในการสื่อสารระหว่างกัน เมื่อเทียบกับตัวเซลล์ประสาทเองที่ไม่ค่อยจะขยับตัวไปไหนมาไหนมากนักเมื่อเทียบกับเซลล์ชนิดอื่นๆ (อันนี้จากการสังเกตของผู้เขียนเองจากในจานเพาะเลี้ยงเซลล์) และในงานวิจัยของผู้เขียนแอง ก็เห็นว่าเส้นใยประสาทนั้นมีความไว และคล่องตัวสูงในการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้น หรือค้นหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มตาข่ายเส้นใยเพื่อขยายการสื่อสัญญาณไฟฟ้าของระบบประสาท ให้สื่อสารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย หมายความว่าอย่างไร กล่าวโดยสรุปคือ จำนวนที่สามารถเพิ่มได้ช้ามากนั้นไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองเท่าไรนัก แต่เป็นเส้นข่ายใยประสาทที่มีความไวในการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองต่อสัญญาณไฟฟ้า และเคมีเพื่อประสานงานระหว่างกันในสื่อสาร ปรากฏารณ์นี้เรียกว่า นิวรอนนอล พลาสติทซิตี้ (Neuronal plasticity)  ซึ่งจะเพิ่มขึ้นตามการทำงานของสมองในส่วนนั้นๆ ไม่ว่าจะมาจากกระบวนการเรียนรู้ การฝึกความคิดวิเคราะห์ ความจดจำ การเคลื่อนไหวต่างๆ ไปจนความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ ดนตรีจะส่งเสริมให้เส้นใย หรือตาข่ายของสมอง (Neural network; นิวรอลเนทเวริค์) เพิ่มขึ้น กล่าวให้สั้นอีกคือ ถ้าฝึกใช้สมองมาก เส้นใยประสาทก็เพิ่มมากเพื่อรองรับการสื่อสารสัญญาณไฟฟ้าที่มากขึ้นในขณะที่เราทำการฝึกและเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อให้เกิดทักษะ ศักยภาพ ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญต่างๆ แต่อันนี้จะต่างจากการคิดมาก หรือคิดที่ไม่เกิดประโยชน์สร้างสรรค์ ไปจนถึงการคิดร้ายถ้าเป็นทางคิดลบที่มาจากอารมณ์ลบ จะไม่ช่วยให้เส้นใยประสาทเจริญเพิ่มขึ้นเพราะเงื่อนไขสภาพแวดล้อมทางเคมี และฮอร์โมนส์ไม่ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเจริญเพิ่มขึ้นของเส้นใยประสาท เนื่องด้วยฮอร์โมนส์ เคมีที่เกิดขึ้นเป็นฝั่งการตื่นตัว (Fight or flight) ที่สะสมไว้ที่มากเกินไป และยังมาจากความเครียด (Stress) ความวิตกกังวล (Anxiety) เช่น กลุ่มคอร์ติซอล อิฟริเนฟฟริน ไปจนถึงสารอนุมูลอิสระที่ตกค้างเพราะกำจัดไม่ทัน ทำให้สมองเกิดความล้า เสื่อมสภาพ และฟื้นฟูไม่ทัน ความคิดที่มาจากอารมณ์ความรู้สึกลบ และความคิดวกวนหมกหมุ่น ความเครียดสะสมนั้นไม่ทำให้เกิดการเพิ่มเส้นใยประสาทเพื่อการสื่อสารให้สมองสั่งงานตามการเรียนรู้ใหม่ๆ แต่จะสั่งงานผ่านเส้นใยเดิมแต่มากขึ้นจนเส้นใยทำงานได้ลดลง ไปจนเกิดความเสียหาย และไม่สามารถฟื้นตัว ซึ่งก็มาจากการสะสมของสารเคมี ของเสีย และฮอร์โมนบางประเภทมากเกินไป
การเรียนรู้อีกแบบที่ช่วยเพิ่มเส้นใยประสาท ก็คือ การแก้ไขปัญญาในเชิงวิเคราะห์ อาจจะเรียกว่า คริติคอลติงกิ้ง (Critical thinking)  และ อนาไลติคอลติงกิ้ง (Analytical thinking) ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์ หรือคลิเอทีฟติงกิ้ง (Creative thinking) อาจจะกล่าวแบ่งได้อีกอย่างว่า คริติคอลติงกิ้งและอนาไลติคอลติงกิ้งฝึกฝนจากทักษะ หรือศักยภาพ หรือความรู้ที่สามารถนำมาเชื่อมโยงทำความเข้าใจปัญหา และโยงไปสู่การแก้ไขได้ ส่วนของคลิเอทีฟติงกิ้งเป็นการฝึกมุมมองให้กว้าง เกิดความคิดสร้างสรรค์ เข้าใจธรรมชาติ มีความยึดหยุ่นทางความคิด ไปจนคิดนอกกรอบ และเชื่อมโยงจินตนาการ (ซึ่งไม่มีข้อจำกัด) อยู่ในส่วนของความรู้สึกอาจจะเรียกว่า ความศักดิ์สิทธิ์ การฝึกส่วนนี้ช่วยให้มองเห็นปัญหาได้รอบด้าน หรือเปิดใจ เพิ่มมุมมองต่างๆ มากขึ้น การฝึกทั้งสองด้านจะช่วยให้เราเอาความรู้มาเป็นฐานรองรับการสร้างจิตนาการให้ออกมาเป็นรูปธรรม และยังเป็นการสร้างเส้นใยประสาทเชื่อมโยงระหว่างปัญญาในเชิงวิเคราะห์ และปัญญาจากจินตนาการความคิดยึดหยุ่นเชิงสร้างสรรค์ จากสมองซีกซ้าย และสมองซีกขวาให้ทำงานร่วมกัน เป็นต้น ก็ไม่รู้ว่าผู้อ่านหรือฟังจะยังอยู่กับผู้เขียนหรือเปล่า อาจจะฟังดูซับซ้อนไปสักนิด คือ ผู้เขียนอยากจะสื่อว่า โลกทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งความรู้สึก และฝั่งความรู้ จินตนาการและตรรกะ นามธรรมและรูปธรรม ธรรมชาติสามัญวิสัย (Physical entities or material world) และธรรมชาติเหนือสามัญ (Non-physical entities or immaterial world) ศักดิ์สิทธิ์และศักยภาพ (Mind and body dualism) เป็นของคู่กันเสมอ มนุษย์ทั้งมีความวิเศษ และพิเศษที่สามารถเชื่อมโยงสมองทั้งสองฝั่งเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ นำธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบันแตกต่างจากสัตว์อื่นที่ยังไม่สามารถทำได้ หรือมนุษย์ก็คือ ผู้เชื่อมโยงทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน เพื่อการสร้างสรรค์พัฒนาตนเองให้เกิดประโยชน์สาม คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และประโยชน์ร่วมก็เป็นการพัฒนาวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในภายในของบุคคล เพื่อให้เข้าถึงวิญญาณแท้เกิดปาฏิหาริย์ในการแก้ไขปัญหา นอกจากจะแก้ปัญหาได้แล้ว ยังเป็นโอกาสให้ทั้งการฝึกทักษะ และเพิ่มมุมมองใหม่ๆ ในส่วนตัวผู้เขียนขอเพิ่มการฝึกฝืนไปด้วย การฝึกฝืนก็เป็นการทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ไปจนถึงสิ่งที่ไม่อยากทำที่เป็นประโยชน์ หรือเรียกอีกอย่างว่า การออกจากคอมฟอร์ดโซน รวมถึงฝึกฝืนความเคยชินที่ไหลปรุงแต่งไปกับอารมณ์ความรู้สึกด้านลบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โลภ โกรธ หลง เกลียด รัก ชัง น้อยใจ เอาแต่ใจตัวเอง ประชดประชัน รวมถึงมิจฉาทิษฏิ คือ ความเห็นผิด เพราะปปัจจสัญญา และอวิชชา ก่อนจะฝึกฝืนก็ต้องมีสติมองตนเองตามความเป็นจริง ไม่หลงงมงายไปว่าตนนั้นดีแล้ว ถูกแล้ว ฟังดูก็ไม่น่าจะยาก แต่ถ้าเป็นเส้นผมบังภูเขาก็คงยาก แต่ถ้าเรายอมตั้งใจฝึกจริงๆ ย่อมสามารถทำได้ เริ่มจากการยอมเพิ่ม และนำรู้ที่ถูกต้องมาช่วยประคองรู้สึกไม่ให้ไหลไปกับเส้นทางจากอารมณ์แบบผิดๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้นก็สามารถนำไปใช้ในทางที่ดีที่เหมาะสมเกิดประโยน์ได้ อาจจะมีผู้สงสัยว่า อารมณ์สามารถเกิดประโยชน์ได้ด้วยหรือ ไม่ใช่ว่าควรจะลด ละ หรือตัดทิ้งไปหรอกหรือ ถ้าจะอธิบายกันในเรื่องนี้ก็ออกจะลึกลับซับซ้อน ละเอียดอ่อน ตามความเห็นผู้เขียนถ้ารู้เท่าทัน เข้าใจอารมณ์ความรู้สึก แล้วสามารถปรับให้ดีได้ก็จะมีประโยชน์มากในการนำมาใช้ให้ถูกต้อง อันที่จริงในบทความตอนนี้ที่ผ่านๆ มาผู้เขียนก็ยังไม่ได้ลงลึกเรื่องการผสานความรู้สึก และความรู้จริงๆ เพียงขยายความหมายในเชิงตรรกะ และวิทยาศาสตร์ ถ้ามีโอกาสก็อาจจะนำมากล่าวถึงเรื่องเหนือสามัญมาที่ผ่านเข้ามาในตัวมนุษย์ผ่านความรู้สึก เป็นตนในตัว ในบทความต่อๆ ไป 
ผู้เขียนได้เขียนบทความขึ้นจากความเข้าใจที่ผ่านประสบการณ์จากการบอกเล่าของท่านอาจารย์ธวัช, อาจารย์หมอน้อย และครูบาอาจารย์มาผสมผสานกับประสบการณ์ของผู้เขียน ดังนั้นจึงเป็นความเห็นส่วนตัว ในธรรมชาติความเป็นจริงนั้นจะมีความแตกต่าง ลึกซึ้ง ซับซ้อนแปรผันไปตามปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะตามกาลเวลา สถานที่ โอกาส และบุคคล บทความนี้จึงเป็นเพียงการรวบรวมส่วนเล็กๆ เพียงส่วนหนึ่งเพื่อเล่าสู่กันฟัง กราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ทั้งที่มีรูป และไม่มีรูปกาย รวมถึงผู้ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่ได้เติมเต็มประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียน
ความรู้สึก และความรู้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันเพื่อให้มนุษย์เรานั้นได้ศึกษาทำความเข้าใจธรรมชาติทั้งสองภาคให้ไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสม
ธุลีดิน
๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘
ผู้เขียนขอสงวนสิทธิ์ในการดัดแปลง แก้ไขข้อความในบทความ ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยไม่ขออนุญาต และไม่อนุญาตให้นำไปใช้โฆษณาทางการค้ารวมถึงการใช้ในเชิงพาณิชย์ใดๆทั้งสิ้น ผู้เขียนยินดีให้เผยแพร่เพื่อเป็นความรู้แก่บุคคลทั่วไปตามความเหมาะสม ขอบพระคุณที่เข้าใจมา ณ ที่นี้
 

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1843    ความหมายของการไหว้ครู
เริ่มจาก จิตที่ศรัทธา แล้วเข้าใจคำว่า ไหว้ครู  เรื่อยไปๆ จนไปถึง จิตศักดิ์สิทธิ์ จิตศักดิ์สิทธิ์ คือ จิตที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ หรือสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ให้เกิดประโยชน์มากมายแก่จิต การไหว้ครูจนถึงตัวรู้ จนเกิดความเข้าใจ หยั่งลงไปในจิตศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งของผู้ที่เข้าใจคำว่า  ศิษย์มีครู ครูมีศิษย์ และทุกคนก็เป็นได้ทั้งครู และก็เป็นได้ทั้งศิษย์
10 ม.ค. 2026
EP. 1842   คลื่นพลังสอดแทรก เรามีพลังเหนือพลังบางอย่าง ที่ทั้งจะมากลั่นแกล้งเราให้เราผิด ให้เราพลาด ให้เราพลั้ง และมีพลังเหนือพลังที่จะมาเพิ่ม มาเติม มาต่อสิ่งที่ดีๆ ให้กับเรา  พลังเหนือพลังก็คือ คลื่นสอดแทรก มีทั้งคลื่นที่ดี และมีทั้งคลื่นที่ร้ายเข้ามาสอ
คลื่นพลังสอดแทรก เรามีพลังเหนือพลังบางอย่าง ที่ทั้งจะมากลั่นแกล้งเราให้เราผิด ให้เราพลาด ให้เราพลั้ง และมีพลังเหนือพลังที่จะมาเพิ่ม มาเติม มาต่อสิ่งที่ดีๆ ให้กับเรา  พลังเหนือพลังก็คือ คลื่นสอดแทรก มีทั้งคลื่นที่ดี และมีทั้งคลื่นที่ร้ายเข้ามาสอดแทรก
10 ม.ค. 2026
EP. 1841   การคิด พูด ทำ เราไม่ได้เป็นอิสระ หลายครั้งเราผิดพลาดเองจากพฤติกรรม แต่บางครั้งเราพลาดผิด เพราะคลื่นสอดแทรกจากวิบากกรรม มาศึกษาเรียนรู้ธรรมะสองภาค เพื่อรู้เท่าทันป้องกันแก้ไข
การคิด พูด ทำ เราไม่ได้เป็นอิสระ หลายครั้งเราผิดพลาดเองจากพฤติกรรม แต่บางครั้งเราพลาดผิด เพราะคลื่นสอดแทรกจากวิบากกรรม มาศึกษาเรียนรู้ธรรมะสองภาค เพื่อรู้เท่าทันป้องกันแก้ไข
10 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy