แชร์

EP.1911   มนุษย์ติดต่อกับเทพโดยเราเป็นสื่อ  มนุษย์ติดต่อกับมนุษย์โดยคบคนที่เหมาะสม  มนุษย์ติดต่อกับผีโดยรู้ฐานะของผี (ศ. 3 เม.ย. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 11 เม.ย. 2026
1 ผู้เข้าชม
 
สวัสดีทุกท่าน เราพบกันวันศุกร์ที่ 3 ของเดือนมีนาคม พุทธ69 คริสต์ 26 แรม 1 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา”   วันเวลาจะใช้ให้คุ้มค่าในการสนทนาธรรม โดยเฉพาะธรรม 2 ภาค เป็นสิ่งที่เราภูมิใจว่า เรามีเหตุมีผลในการเสนอธรรม 2 ภาค 
แต่ความภูมิใจของเราก็ยังเป็นห่วงอยู่ว่า การนำเสนอจะเป็นที่ไม่เข้าใจของผู้รับฟัง มันก็ค่อนข้างจะลำบากใจในการรับฟังอยู่ เพราะเราใช้คำพูดที่เป็นเชิงวิชาการสักนิดหนึ่งว่า ธรรมะเหนือสามัญวิสัย แต่เราก็เน้นย้ำอยู่เสมอใช่ไหมว่า ไม่ใช่เหนือธรรมชาติ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องศักดิ์สิทธิ์  อิทธิฤทธิ์  ปาฏิหาริย์  เทพเทพวดา  เรื่องลึกลับ ไม่ได้สุดวิสัย คือ มันเหนือสามัญวิสัย ไม่ใช่สุดวิสัย 
ทีนี้ความที่คนส่วนใหญ่คิดว่า  เรื่องนี้เราไม่ได้เป็นคนทรงเจ้า เราไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับฉายาว่า พ่อมดหมอผี หรือนักไสยศาสตร์ จอมขมังเวทย์ อะไรต่อมิอะไรที่เขาจะเรียกชื่อกัน ก็เลยเกิดความรู้สึกปิดกั้นจิต ความรู้สึกอันนี้ก็ปิดกั้นจิตตัวเองว่า คนอย่างเราจะไปรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเรื่องศักดิ์สิทธิ์  เรื่องอิทธิฤทธิ์  เรื่องปาฏิหาริย์  เรื่องเทพเทวดา  เรื่องลึกลับซับซ้อนทั้งหลาย  มันไม่ใช่หน้าที่  
หลายๆ คนก็คิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ แล้วบางทีก็ถึงขนาดประกาศว่า ธุระไม่ใช่  ไม่ใช่ธุระ  ตรงนี้เป็นสิ่งที่อันตรายมาก  อันตรายยังไง  อันตรายเพราะว่าตัวเองคิดว่า เป็นของไกลตัว ตัวเองไม่เกี่ยว ไม่มีหน้าที่ ไม่มีความจำเป็น จะต้องมาใส่ใจใฝ่เรียนรู้ตรงนี้ เหมือนอย่างกระทู้ที่เมื่อวานเราพูดกัน  วันนี้คุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ ให้ตัวโปรย 1910 เทพในตัวไม่ได้รับการใส่ใจ  ส่วนมากคนที่เทพอยู่ในตัวไม่ได้รับการใส่ใจ บางคนก็บอกไม่เข้าใจ ไม่พอใจ ไม่สนใจ ไม่อะไรทั้งสิ้น เทพในตัวไม่ได้รับการใส่ใจ กลับตะลอนๆ ไปหาเทพเจ้าตามที่ต่างๆ ตามที่เขาเล่าลือกันว่า  ที่นู่นศักดิ์สิทธิ์  ที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ 
อันตรายตรงนี้แหละที่ทำให้เราละเลยเทพเจ้าในตัวเรา ซึ่งตัวเราเป็นได้ทั้งสื่อสูงสุด ถ้าหากว่าจิตของเราพัฒนาได้สุดสูง  ถ้าเราพัฒนาจิตได้สุดสูงจริงๆ เราสามารถจะเป็นสื่อให้กับเทพเจ้าองค์สูงสุดได้ สิ่งสำคัญ คือ เราต้องรู้ฐานะของเรา 
ทีนี้มันลำบากใจอยู่นิดหนึ่งตรงที่ว่า โดยบรรยากาศทั่วไปผู้คนก็คิดว่า ถ้าคนจะทำหน้าที่เป็นสื่อวิญญาณ จะเรียกชื่ออะไรก็แล้วแต่ คนทรงเจ้า  เจ้าเข้าทรง  คนมีองค์  องค์มาประทับ หรือบอกว่า คนนี้เป็นพ่อมดหมอผี  คนนี้เป็นแม่มดหมอผี อะไรอย่างนี้  ก็แล้วแต่จะเรียกกันไป  ความรู้สึกตรงนั้น มันเกิดการแบ่งแยกออกมา ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ให้เราแยก เขาไม่ได้ให้เราแบ่ง เขาก็อยู่ในตัวเรา เทพที่พาเรามาจุติ พาเรามาเกิด เขาก็ไม่ได้ไปไหน เขาก็เป็นคลื่นพลังคอยหมุนเวียนอยู่ในตัวเรา แล้วก็ติดต่อนอกตัวเราด้วย แต่เราไม่สนใจ ไม่สนใจในขณะที่บางช่วงของชีวิต ก็ผ่านพ้นไป กล่อมแกล้มไป อ้อมแอ้มไป พอถึงจังหวะที่มันสะดุดลงมาเมื่อไหร่  เทพพระเจ้าในตัวตน แล้วเขาไม่สามารถจะเป็นสื่อติดต่อไปถึงเทพพระเจ้านอกตัวตนได้ เขาก็จะเกิดการแสดงฤทธิ์อยู่ในตัวเรา 
การแสดงฤทธิ์ในตัวเรามันต้องมีตัวรู้สำหรับเจ้าตัว  เรามีเทพอยู่ในตัว เราต้องมีตัวรู้ เพราะว่าเทพท่านจะออกฤทธิ์ในตัวเรา เราจะต้องทำความเข้าใจยังไง  คิดยังไง  เป็นยังไง  เราก็ไม่มีตัวรู้  ไม่มีตัวรู้เพราะว่าเราไม่รับรู้ พูดกันอย่างภาษาชาวบ้านว่า ฉันไม่รู้ไม่ชี้ อย่ามายุ่งกับฉัน แต่ในขณะเดียวกันใส่ใจสนใจพิธีกรรม ถึงเวลาก็ไปทำพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้ที่นั่น  ถึงเวลาพอไปทำพิธีกรรมอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ ถึงเวลาคนชวนไปไหนก็ไปกันไปตลอด เพื่อหวังผลผลดีในการที่จะได้มีปาฏิหาริย์มาช่วย นั่นแหละกลับกลายเป็นว่า เอาเทพเจ้าในตัวเองไปปะทะ ปะทะ ปะทะกับเทพเจ้าที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น ด้วยความเหมือนกับรู้สึกว่า ในตัวเองไม่สนใจ แต่กลับไปใส่ใจจริงๆ จังๆ กับเทพเจ้าที่อยู่ตามที่ต่าง ๆ ด้วยตัวเองตะลอน ตะลอนไปหา มันก็เกิดปัญหาขึ้น 
สื่อที่จะติดต่อระหว่างเทพเจ้าที่ตัวเองไปหากับเทพเจ้าใตัวเอง สื่อกันไม่สำเร็จ เหมือนตัดขาดตอน แล้วขณะเดียวกัน แทนที่เราจะรู้จักเทพเจ้าในตัวเราว่า เขาจะต้องให้เราปฏิบัติตัวอย่างไร แล้วพอเวลาไปเจอศาลเจ้า เจอเทพเจ้า เจอเจ้าที่เขาเข้าทรงเป็นคนทรงเจ้า เป็นร่างทรงที่ไหน เราจะติดต่อจะถึงเขาอย่างไร กลายเป็นมนุษย์ มนุษย์ไปศิโรราบ ไปขอ ไปอ้อนวอนกับมนุษย์อีกตนหนึ่ง หรือสถานที่สถานที่หนึ่ง ซึ่งก็หมายความว่า มุ่งไปหาเทพเจ้า เทพเจ้าในตัวเราก็เก้อนะสิ เก้อ เก้อเขิน หรือหมดความหมายไปเลย ก็เกิดการปะทะกัน เขาเรียกภาษาจีนเขาเรียก ชง  ก็ชงกันใหญ่ 
บางทีก็ไปเจอเกมตลกจากเทพเจ้าอย่างสถานที่ต่างๆ พอไปขอ ไปอ้อนวอน ไปวิงวอน ไปเซ่นสรวงบวงไหว้ กลับมาก็ได้ปาฏิหาริย์มาสักเล็กน้อย เกิดมีปรากฏการณ์ที่แปลกๆ ขึ้นมาสักนิดหน่อย  ผลที่สุดความสัมพันธ์ระหว่างที่มนุษย์ต้องสัมผัส สัมพันธ์กับเทพ ทั้งในตัวตนและนอกตัวตนหมดไป  มนุษย์ต้องสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันที่เหมาะสม ก็ไม่เข้าใจ  ไปสัมพันธ์กับใครก็ไม่รู้  มนุษย์ต้องสัมพันธ์กับผีอย่างรู้เท่ากัน ก็กลับกลายเป็นกลัวผี ทั้งเกลียด ทั้งกลัว 
ความสัมพันธ์ 3 อย่างที่มนุษย์ต้องสัมพันธ์กับเทพ เข้าใจผิด ไปเชิดชู  ไปยกย่อง  ไปบูชาเทพนอกตัวตนซะใหญ่โต แต่เทพในตัวเองกลับไม่ได้ใส่ใจ  มนุษย์แทนที่จะติดต่อกับมนุษย์ด้วยกัน ก็ไปเข้าใจผิดว่า มนุษย์คนนี้นาย ก. ไม่มีองค์ เป็นคนธรรมดา ฉันไม่สนใจ ฉันไม่ให้ความสำคัญ  ฉันไปใส่ใจ สนใจนาย ข. เขามีองค์ เขามีเทพ เขาเป็นเทพเจ้า ให้ความสำคัญกับเขา 
ติดต่อเทพ ก็ติดต่อผิดๆ   ติดต่อกับมนุษย์ด้วยกัน ก็ติดต่อพลาดๆ  ติดต่อกับผี ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย  แต่มีอย่างเดียว คือ กลัวผี 
วิญญาณสัมพันธ์ทั้ง 3 อย่างก็เกิดความอลเวงหมด วิญญาณสัมพันธ์ระหว่างที่เราเป็นสื่อของเทพ ต้องไปติดต่อกับเทพในตัวนาย ก. หรือนาย ข. ไม่เป็นไปตามนั้น  ไม่ไปติดต่อกัน แต่กลับไปอ้อนวอน ไปขอร้อง ไปวิงวอน ไปกราบกราน ไปทู่ซี้เขา ให้ช่วยเรา ช่วยเรา ช่วยเรา  ติดต่อกับมนุษย์ ก็กลายเป็นไม่รู้ค่าของมนุษย์  เพราะตื้นไปหมด ไม่รู้ว่ามนุษย์คนนี้ควรจะให้ความสำคัญแก่เขาเท่าไหร่  ให้ความสำคัญกับเขาแบบไหน  สำคัญกับเขาขนาดไหน  ก็ไม่รู้  ก็ติดต่อไปตามแบบเฉพาะ  
พอติดต่อกับผี ก็ต้องรู้ฐานะของผี ผีก็มีฐานะอย่างนี้ อย่างนี้ ไม่ต้องไปกังวล ไม่ต้องไปกลัวเขา ถ้าจะมีอะไรกัน ก็คุยกันแบบ ถ้าเรามีจิตใจที่สูงกว่า ผีเขาก็ต่ำกว่าเรา ก็คุยกับเขาในฐานะที่พอเหมาะพอสม  ไม่ใช่ไปศิโรราบกับเขาทั้งหมด หรือไม่อีกทีก็ไปวางกลัวกับเขา 
เพราะฉะนั้น มนุษย์สัมพันธ์กับเทพ  มนุษย์สัมพันธ์กับมนุษย์  มนุษย์สัมพันธ์กับผี อย่างไรจึงจะไม่ชง ไม่ชง ก็คือ ไม่ขัดแย้งกัน 
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ขอฝากทุกท่านว่า เรามาเป็นพุทธศาสนิกชนที่เหมาะสมกันเถอะ เพราะว่ามนุษย์คนหนึ่งก็มีเทพองค์หนึ่งอยู่ในตัว เราเป็นมนุษย์หนึ่งคน เรามีเทพอีกองค์หนึ่งอยู่ในตัว แล้วเราจะติดต่อสัมพันธ์กันอย่างไร จะได้ครบ 3 คำรบก็คือ  มนุษย์ติดต่อกับเทพ โดยเราเป็นสื่อให้  มนุษย์ติดต่อกับมนุษย์ด้วยกัน เราเป็นสื่อสัมพันธ์ที่เหมาะสมในฐานะเดียวกัน แล้วคบคนที่เหมาะสม  มนุษย์ติดต่อผี รู้ฐานะของผี  ผีเขาต้องการนี่  เขาไม่ต้องการนั่น เขาต้องการเท่านี้ เขาไม่ต้องการมากกว่านี้  ก็ให้เขาไป  เช่น  ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขา  เซ่นไหว้เขาพอประมาณ สมฐานะ  เท่านี้เองเราก็สามารถที่จะเป็นมนุษย์สู่เทพ  แล้วจากเทพก็ก้าวขึ้นไปสู่ธรรม  ตามนามบัตร บรรทัดแรกของเรา มนุษย์สู่เทพ เทพสู่ธรรม 
พอเราเข้าใจมนุษย์สู่เทพ เทพสู่ธรรมดีแล้ว เราก็ขยายงานทางวิญญาณออกไปเป็นจิตวิทยา ช่องที่ 4 นามบัตร 9 ช่อง จิตวิทยา แล้วเราก็เข้าไปสู่วิญญาณแท้  พอเข้าใจวิญญาณแท้ จิตวิทยา เป็นตัวนำร่องไปสู่วิญญาณแท้  คราวนี้เอาจิตวิทยากับวิญญาณแท้มาประสาน  แสดงออกมาให้เป็นที่ยอมรับแบบสากลนิยม ช่องที่ 6  พออีกทีหนึ่ง เราก็รู้ท่าเรา รู้ท่าว่าสัมพันธ์นี้สำคัญนะ เราอย่าทิ้งสัมพันธ์ มนุษย์สัมพันธ์ เทพสัมพันธ์ผีนะ ช่องที่ 7  สัมพันธ์  
พันธะ พอสัมพันธ์แล้ว ช่องที่ 7 แล้ว เราต้องยอมรับพันธะ  พันธะก็คือ ในฐานะเราเป็นสื่อเทพ  เราก็ต้องยอมรับพันธะว่า เรามีสื่อเทพ  ในฐานะที่เรามีสื่อเทพ เราก็ต้องยอมรับคนโน้น คนนี้ คนนั้น ว่า เขาก็มีสื่อเทพ รับพันธะ  เขาก็รับพันธะ  
พอเราเข้าใจกันดีแล้ว ทั้งมนุษย์ เทพ ผีเข้ากันดีแล้ว เราก็ไปช่องที่ 9 ได้ ของนามบัตร คือ อิสระ ชีวิตที่อิสระมันมีความสุขกว่าชีวิตที่จะมานั่งกักกันกัน มาถืออำนาจใหญ่โตต่อกัน อะไรอย่างนี้หรือไม่ก็ไปตกอยู่ใต้อำนาจเขาอย่างนี้  
เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอเราจะเป็นการเรียนรู้ได้ทุกๆ สูตร ทุกๆ ชนิด ไม่ว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ขอให้ทำความเข้าใจ แล้วเราจะเป็นอิสระชน คือ คนที่มีอิสระในชีวิต ไม่ต้องไปนั่งตกเป็นเบี้ยล่างใคร แล้วก็ไม่ต้องเอาใครมาเป็นเบี้ยล่าง ต่างคนต่างอยู่อย่างรู้เท่าทันฐานะซึ่งกันเเละกัน  ยากไปหน่อยสำหรับวันนี้  ก็ขอขอบคุณคุณสุกัญญา เรืองชัยไพบูลย์ และทุกๆ คนที่รับฟังและทนฟัง เดี๋ยวกลับมาพบกันช่วงที่สอง อาจารย์ปัญจพล มีรายงาน ก็ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
เพลงหยุดลงตรงที่ สลดหาย สงบมา  ลักษณะของคนสลดกับสงบ มันก็อยู่นิ่งๆ ทั้ง 2 คน แต่คนสลดนิ่งทุกข์ คนสงบนิ่งสุข  ซึ่งสมัยนี้เราก็มองกันยากว่า คนนี้เขาสลด สลดกับความทุกข์ หรือคนนี้เขาสงบอยู่กับความสุข  แต่ถ้ามองกันจริงๆ ก็มองออกว่า คนนี้สลดหดหู่ไปซะแล้ว คนนี้เขาสงบดี โดยเฉพาะสงบปากสงบคำสำคัญมาก คนจีนบอกว่า ปิดปากปลอดภัยกว่าปิดประตู 
ก็ขอฝากข้อคิดวันละเล็กละน้อย แล้ววันนี้เราก็ขออนุญาตใช้เวลานานสักหน่อยนึง เพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งในตัวเจ้าของเองและจากผู้อื่น จากสถานที่อื่นๆ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ทั่วไป แล้วมีอยู่ในตัวคนทุกคน แต่จะเป็นผลสัมฤทธิ์ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ สมมติว่า ศาลเจ้าก. ไก่ศักดิ์สิทธิ์มาก  นาย A เดินทางไปไหว้ได้ผลทันที เพราะนาย A กับศาลเจ้าก. ไก่ ถูกโฉลกกัน  นาย B เดินทางไปไหว้  นาย C เดินทางไปไหว้   นาย B เดินทางไปไหว้ไม่ได้ผลเลย  เพราะฉะนั้น เราจึงต้องยึดถือตัวเราก่อนว่า เอาตัวเราไปเป็นหลักก่อน แล้วส่วนจะไปไหว้ศาลเจ้าไหน จะไปไหว้ใคร จะไปนับถือใคร ก็ค่อยๆ ว่า แล้วค่อยๆ พิจารณากันอีกที

รวบรวมโดย คุณกันติชา เวชสุรียะกุล

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1844    เมื่อไม่ได้นำวิญญาณแท้มาไหว้ครู  การครอบครูและไหว้ครูก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร  จิตนอบน้อมเป็นเรื่องใหญ่
วิญญาณแท้ต้องสัมพัทธ์ในการสัมผัสและสัมพันธ์   จิตศักดิ์สิทธิ์ต้องมีความศรัทธาที่ถึงพร้อมและตกผลึก
16 ม.ค. 2026
EP. 1862    เรขาคณิต (กุล) พิสูจน์กรรม (ศ. 30 ม.ค. 2569)
เส้นตรงที่น่าสรรเสริญ ตั้งอยู่บนฐานแห่งความพอดี   สิ่งที่เกิดเก่า คือ วิบาก    สิ่งที่เกิดใหม่ คือ พฤติ   สิ่งที่เกิดใหม่ คือ พฤติ    สิ่งที่เกิดเก่า คือ วิบาก   จงพิสูจน์ว่า พฤติกรรมและวิบากกรรมต่างกันอย่างไร
3 ก.พ. 2026
EP. 1839  เทพจะเสกสรรสิ่งอันเป็นประโยชน์ทั้งหลายที่มนุษย์ต้องการให้กับมนุษย์ที่จัดสรรเท่านั้น
ถ้ามนุษย์ไม่จัดสรร  เทพก็ไม่สามารถจะเสกสรร ในขณะที่ธรรมชาติตั้งใจจะสร้างสรรค์ ธรรมชาติก็สร้างสรรค์ไปตามธรรมชาติ  แต่เทพไม่สามารถจะเสกสรรค์ เพราะมนุษย์ไม่จัดสรรตัวเอง
6 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy