แชร์

EP.1907  สรรพสิ่งจะเสื่อมสูญสลาย หรือเจริญรุ่งเรือง  มีตัวกำกับด้วยกาลเวลา  แต่มีตัวพยุง และส่งเสริม คือ พฤติกรรม (จ. 30 มี.ค. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 11 เม.ย. 2026
1 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกท่าน  เราสวัสดีกันวันจันทร์ที่ 30  เวลา 19 นาฬิกากับ 13 นาที  วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 30 เดือนมีนาคม พุทธ คริสต์ 69 และ 26  ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย  พรุ่งนี้เป็นสุดท้ายแล้วของเดือนที่ 3 คือ เดือนมีนาคม  ชีวิตของคนก็ผ่านไปอีก 1 เดือน ชีวิตหรือไม่มีชีวิต สิ่งของ ต้นไม้ แม้แต่สัตว์ และคนทุกๆ คน ก็เสื่อมสูญสลายหายไปตามกาลเวลา  เรานั่งอยู่อย่างนี้  เราเดินอยู่อย่างนี้  เราใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ มันเกิดความเคยชิน โดยที่เราไม่รู้หรอกว่า ทุกอย่างมันเสื่อม มันเสื่อม แล้วก็มันเสื่อม พอเสื่อมถึงที่สุด มันก็สูญ สูญความสมดุล สูญเสียความรู้สึก บางคนก็สูญเสียความทรงจำ ความทรงจำก็เลอะเลือน ลืมเลือน อย่างที่เขาเรียกสมัยใหม่ว่า อัลไซเมอร์  จำอะไรไม่ได้  เสื่อมสูญ แล้วก็สักวันหนึ่งก็สลาย  เสื่อมสูญสลาย หายไปกับกาลเวลา 
        เวลามันเป็นตัวตัดสิน ให้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกประการ เป็นไปตามอำนาจของมัน ถึงเวลาจะรวย มันก็กำกับด้วยเวลา ถึงเวลาจะจนมันก็กำกับด้วยเวลา  แต่ตัวพฤติกรรม การกระทำ มีส่วนพยุง พยุงให้คนเสื่อมช้าลง สูญช้าลง สลายช้าลง  เช่น  คนชรา ถึงคราวจะเสื่อมสูญสลาย ร่างกายและสังขารก็ทำให้พฤติกรรมมีส่วนเข้ามาช่วย ช่วยให้เสื่อมช้าลง สูญช้าลง สลายช้าลง แต่เขาไม่เสื่อม ไม่สูญ ไม่สลาย เป็นไปไม่ได้  ความรวย ความจนก็เหมือนกัน กาลเวลามีส่วนจัดการของมันตามหน้าที่ 
           แต่พฤติกรรม คือ การกระทำของมนุษย์ จะทำให้คนๆ นั้นถึงคราวจน ก็จนลงมาเหมือนกัน แต่จนน้อยหน่อย แล้วก็จนช้าลงหน่อย ถึงเวลาจะรวยก็ทำให้คนๆ นั้น รวยขึ้นมาได้ แล้วก็รวยมาก รวยน้อย รวยเร็ว รวยช้า รวยขึ้นมาได้ อันนี้ทั้งนี้ทั้งนั้นเวลาและการกระทำเขาเรียกพฤติกรรม มันมีส่วน 
           เช่นว่า นาย ก. ถึงเดือนนี้ เดือนมีนาคม จะต้องรวย แต่นาย ก. ทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่เอาอะไร  ไม่มีความเฉลียวฉลาด ขาดสติปัญญา  ขาดความรู้ ความเข้าใจในการทำมาหากิน  แล้วก็ขาดความประหยัด หรือขาดระเบียบมีวินัยในการใช้เงินและหาเงิน นาย ก. พอมาถึงเดือนนี้ก็รวยช้า จนกระทั่งไหนบอกจะรวยไง ก็รวยเหมือนกันแต่รวยช้า จะจนล่ะ ก็จนช้าลงเพราะพฤติกรรม  พฤติกรรมระมัดระวัง มีสติ ไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการใช้เงิน ไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการหาเงิน ไม่ให้ผิดพลาดในการดูแลสุขภาพร่างกาย  ไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการรักษาสุขภาพร่างกาย  พฤติกรรมคือ การกระทำของคน ทั้งพูด ทั้งคิด ทั้งทำ มีส่วนร่วมกับกาลเวลา แต่เวลามันตรงไปตรงมา มันไม่มายึกยักๆ แต่พฤติกรรมของคนสามารถจะยึกยักๆ ชักช้าได้  เร็วได้  ผ่อนคลายได้ หรือเร่งรีบได้  ซุ่มซ่ามได้  ขาดความเป็นระเบียบได้  ขาดความยั้งคิดได้ 
             พฤติกรรมก็เป็นตัวประสานกับเวลา อย่างเวลาจะรวยแล้วก็เกิดทำไมไม่รวย แต่ก็ไม่ได้จนอะไรมากมาย เพราะมันถึงเวลาจะรวย  พอถึงเวลาจะจนก็ไม่ได้จนอะไรมากมาย เพราะเขาไม่ประมาทในการหาทรัพย์  ในการใช้ทรัพย์  ในการดูแลสุขภาพร่างกาย 
           แต่นี้พอเราเข้าใจเรื่องกาลเวลา กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงและกลืนกินสรรพสิ่งทั้งหลาย ให้เสื่อมสูญสลายหายไปกับกาลเวลา  คราวนี้พฤติกรรมก็เข้ามา เข้ามาทำหน้าที่  ทำดีก็เสื่อมสูญสลายช้าหน่อย แล้วก็เจริญรุ่งเรื่องเร็วหน่อย  ทำไม่ดีก็เสื่อมสูญสลายเร็วหน่อย แล้วก็เจริญช้าหน่อย อันนี้มา หนึ่งแล้วนะกาลเวลา  กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงและกลืนกินสรรพสิ่งทั้งหลาย ให้เสื่อมสูญสลายหายไปกับกาลเวลา  พฤติกรรมจะทำให้สิ่งสรรพสิ่งทั้งหลาย เสื่อมสูญสลาย หรือเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตามกาลเวลา   เมื่อ 2 อย่าง พอมองออกแล้ว  ตอนนี้มาพฤติกรรม 
1. กาลเวลา 
2. พฤติกรรม   พฤติกรรม แปลว่า การกระทำ 
3. วิบากกรรม วิบากกรรมคืออะไร วิบากกรรม คือ ผลกรรมที่เราได้ทำไว้  ตอนนี้คนที่เกิดความขี้รำคาญ แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะว่า เดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ ฉันมีวิบากกรรมคือ ผลกรรมดี ฉันมีวิบากกรรมคือ ผลกรรมชั่ว มากเท่าไหร่ น้อยเท่าไหร่  ได้ทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างใด เมื่อใด แบบใด เท่าใด ไว้อย่างใร  ฉันจะไปรู้ได้อย่างไร ตรงนี้แหล่ะคือ สิ่งที่มันเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด มันก็คือ ตัวเฮง ตัววิบากกรรมที่เป็นตัวช่วยให้ดีคือ ตัวเฮง  ขออภัย ตรงกันข้าม ขออภัยตัวซวย  ตัวเฮงก็ วิบากกรรมก็ทำมา คนที่จะเฮงวิบากกรรมทำมา  แล้วตัวซวย ขออภัย ก็วิบากกรรมเหมือนกันที่ทำไม่ดีมา 
            ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า เอาล่ะ กาลเวลาฉันมีปฏิทิน ฉันมีนาฬิกา รู้เวลา รู้วันเดือนปี  กาลเวลารู้ วันนี้เช้าแล้ว ตอนนี้ค่ำแล้ว ตอนนี้ทุ่มยี่สิบสองนาทีแล้ว  พอรู้กาลเวลา  พฤติกรรมฉันพอรู้  ฉันรู้ว่าฉันกำลังพูดอะไร ฉันกำลังคิดอะไร ฉันกำลังทำอะไร ถ้าฉันมีสติ ถ้าฉันขาดสติก็เป็นเรื่องที่เสียหาย 
          แล้ววิบากกรรม คือ ตัวเฮง ฉันอยากรู้เยอะๆ  ไม่ได้ คุณต้องรู้จักตัวซวยด้วย  แล้วตัวซวยมันคืออะไร   คนก็งง  ไม่ต้องงง ยังไงๆ คุณมีสิทธิ์ที่จะเรียนรู้ตัวเฮง  ขณะเดียวกัน คุณก็ต้อง ไม่ใช่ไม่ต้อง ต้องเรียนรู้ตัวซวยด้วย ตัวซวยฉันไม่เอาได้ไหม  แค่ฟังก็ไม่เป็นมงคลหูแล้ว   อย่าโกหกตัวเองซิ ถ้าคุณโกหกตัวเองอย่างนี้ ก็จบกันล่ะ  
          ตัวเฮงเราก็ต้องเรียนรู้ ว่าทำยังไงมันจึงเฮง  ตัวซวย ก็ต้องเรียนรู้ ทำยังไงมันจะซวย ถ้าพูดให้สุภาพหน่อย ตัวเฮงคือ ตัวมงคล  แล้วตัวซวยล่ะ ตัวอัปมงคล  แล้วทำยังไงจึงเป็นอัปมงคล  ทำยังไงเป็นมงคล  หลังจากเราสนทนาธรรมจบลง เราก็จะสวดคาถาบทหนึ่ง ซึ่งปิดท้ายก็คือ มงคล 38    
          มงคล 38 ข้อในพุทธศาสนาก็ชัดเจน แต่มันเป็นรูปแบบ รูปแบบเป็นทฤษฎีที่มีระเบียบ มีความเรียบร้อย มีขั้นตอนเป็นระดับๆ มา แต่ถ้าเราจะเรียนกันอย่างแบบภาษาบ้านๆ  เรียนแบบบ้านๆ ก็ต้องมาคุยกันในบางโอกาส  แม้กระทั่งคำว่า เฮง ซวย ก็พูดไม่ได้ตรงๆ บางที่ บางแห่งนะ ไม่อยากฟัง ก็โกหกตัวเองต่อไปว่า ฉันต้องการเฮงอย่างเดียว ฉันไม่ต้องการซวย อย่ามาพูดให้ฉันรกหู  แล้วถ้าคุณบอก ไม่ต้องมาพูดให้รกหู  แล้วคุณหนีมันพ้นไหม  มันก็จำเป็นต้องเข้าใจ ยอมรับความจริง  แล้วเราค่อยๆ มาพิจารณากันว่า เมื่อกาลเวลาเราสามารถรู้ได้ด้วยนาฬิกา  60 วินาทีคือ 1 นาที  60 นาทีเป็น 1 ชั่วโมง  24 ชั่วโมงเป็น 1 วัน อะไรอย่างนี้  กาลเวลา  7 วันเป็น 1 สัปดาห์   4 สัปดาห์เป็น 1 เดือน  12 เดือนเป็น 1 ปี  เห็นไหม ก็ไล่ๆ เรื่องกาลเวลา 
          เมื่อกาลเวลาเรารู้แล้ว เพราะว่าคนรุ่นเก่าๆ ทำนาฬิกา ทำปฏิทินให้เราละเอียดลออ เป็นบุญคุณอย่างยิ่งที่คนโบราณเขาทำไว้ให้เรา   เราก็มาเรียนรู้พฤติกรรม  พูดยังไงนะมันถึงจะทำให้เราเฮง  ทำให้เราโชคดี ทำให้เราสร้างพฤติกรรมที่ดี  คิดยังไงนะจึงทำให้เราเกิดความโชคดี มีคนให้ความเคารพนับถือ   แต่คิดบ้าๆ บอๆ อย่างนี้ คนก็ส่ายหน้า พอเห็นเราเดินมา เขาก็เดินหลบเลี่ยงไปแล้ว ถามว่าทำไม  คนบ้ามันมาแล้ว เดินห่างๆ 
         เมื่อพฤติกรรมก็ไม่ยากแล้ว สมัยนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ไปอบรมที่นั่น ไปอบรมที่นี่ ไปเข้าคอร์สที่นั่น ไปเข้าคอร์สที่นี่  ก็แค่ส่งเสริมพฤติกรรม คิดอย่างนี้นะแล้วคุณจะรวย คิดอย่างนี้แล้วคุณจะมีเพื่อนฝูงเยอะ คุณคิดอย่างนี้คุณจะทำลายมิตร คุณคิดอย่างนี้คุณจะเสียไมตรี  พูดอย่างนี้นะ คิดอย่างนี้นะ ทำอย่างนี้นะ ก็ไม่ยาก พฤติกรรมไม่ยากจนเกินไป ที่จะเรียนรู้ว่าเราจะทำยังไง แล้วเราจะได้ส่งเสริมสิ่งอันสมความปรารถนา ก็คือ โชคดี  ทีนี้ตัววิบากกรรมตัวนี้ถ้าเราพูดแบบทฤษฎี มันก็ยาวนะทฤษฎี วิบากกรรมคือ ผลกรรมที่เราได้ทำไว้  ถ้าเรียนในอภิธรรมนี่ก็จบ 9 ปริเฉทแล้ว  บางทียังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องวิบากกรรมเท่าที่ควรเลย  ปริเฉทที่ 9 แล้ว  แล้วก็บางคนบอกยิ่งเรียนก็ยิ่งงง ยิ่งเรียนก็ยิ่งข้อมูลเยอะแยะมากมาย ขี้เกียจจำ 
          เราก็เลยมาสรุปวันนี้ว่า วิบากกรรมคือ ผลกรรมที่ได้ทำไว้ เราจะรับรู้เรียนรู้ด้วยวิธีสั้นๆ ทำอย่างไรเราจะเฮง  ทำอย่างไรเราจะไม่ซวย  ทำอย่างไรเราจะเฮงมากๆ   ทำอย่างไรเราจะซวยน้อยๆ  ทำอย่างไรเราจะเฮงที่สุดๆ ของความเฮง ทำอย่างไรเราจะไม่ซวยเลย ไม่อยากซวยเลยแม้นแต่นิดเดียวจริงๆ   ต้องเปิดใจกว้างนะ อย่างทิฏฐิ  ถ้าเรียนด้วยทิฏฐิ ใจแคบ  เรียนด้วยมานะอยากใหญ่ แต่ว่าข้าถือว่า ข้าเก่ง ข้าแน่ เรียนด้วยมานะ  เรียนด้วยตัณหา โลภมากเรียนเอ๊าเรียนเอา  แต่สรุปมาใช้ให้เป็นเรื่องเป็นราว ให้เหมาะสมกับชีวิตที่แท้จริงไม่ค่อยจะได้ก็เยอะ ส่วนที่เขาเรียนเยอะๆ แล้วเขาเอามาใช้ประโยชน์ได้มากเยอะๆ ก็มี  ไม่ใช่ไม่มีนะ  ก็ขอหยุดลงคงไว้เพียงแค่นี้ ตรงที่ว่าทำอย่างไรจึงจะเฮง ทำอย่างไรจึงจะพ้นซวย  แล้วเราก็มาคุยกันอีกในโอกาสต่อไป 
           วันนี้ก่อนจะขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง   มาดูผลงาน 1906 คุณอรสา กู้เกินพงษ์  “ตัณหา  มานะ มาตายตอนจบ ตายตอนจบคือ ทิฏฐิ ใจแคบ  กิเลส ตัณหา มาเสียท่าอุปาทาน”  สรุปดีมาก  ตัณหา มานะ มาตายตอนจบคือ ทิฏฐิ   แปลว่าใจแคบ กิเลส ตัณหา มาเสียท่าอุปาทาน  
            ข้อสรุปของคุณอรสา กู้เกินพงษ์ 1906 นะ  ชัดเจนนะ  ตัณหา มานะ มาตายตอนจบคือ ทิฏฐิ ใจแคบ อยากใหญ่มาก อยากใหญ่ อยากได้มากๆ อยากใหญ่มาก  แต่มาตายตอนจบคือ ใจแคบ  กิเลส ตัณหา มาเสียท่าอุปาทาน กิเลสคือ เครื่องเศร้าหมอง ตัณหาคือ ความทะยานอยาก  ทำอย่างไรมันจะเลิกเศร้าหมอง  ทำอย่างไรจะสมอยาก  เสียท่าอุปาทาน  อุปาทานคือ ความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่ไม่ควรไปยึด ไม่ควรไปถือก็ไปยึดถือมัน ทั้งบุคคล  ทั้งสถานที่  ทั้งวิธีการ  ทั้งสิ่งของ ที่ไม่ควรไปยึดถือ ก็ไปยึดถือมัน ผลที่สุดกิเลสก็ไม่หมด ไม่เบา หนักขึ้น ตัณหาก็ยิ่งโถมหนักเข้า หนักเข้า ไปไม่รอด ก็ขอขอบคุณคุณอรสา กู้เกินพงษ์ และขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวกลับมาพบกันในช่วงที่ 2
          เอาล่ะ เพลงที่เพิ่งฟังจบลงไป ชื่อเพลง “กรรม”  สั้นๆ ว่า กรรม ขับร้องโดย คุณเพชร เศรษฐี   คุณเพชร เศรษฐี เป็นผู้ขับร้อง  เรียบเรียงเสียงประสาน สุรพล  ศิริวรรณ  คำร้อง ธวัช คณิตกุล/ ปุ๊เก๋  ปุ๊ชื่อเล่นคุณมาริษา  เก๋ชื่อเล่นคุณพิมปวีณ์  ทำนองทหารแก่ อาจารย์สมศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินการจัดเพลง 
           “เมื่อชีวิต ลิขิตไป ตามแห่งกรรม  หากกระทำความดี ชีวิตสดใส ละลดปลดปลง ฝึกให้ขึ้นใจ อย่าไปพิไลร่ำครวญหา ความสำเร็จรักใคร่แสนวิไล หากทุกข์ใจสงบนิ่ง แก้ปัญหา  ค่อยๆ คิด สติมาเกิดปัญญา  สุขหนักหนาแม้นว่าจะไม่ยาวนาน”  เสียงพูดนะ “วิบากกรรม คือ ผลของการกระทำ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วในตัวเราเอง ซึ่งส่งผลถึงในปัจจุบันและอนาคต ขอเพียงละความชั่ว สร้างความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส ความทุกข์ทั้งหลาย มักเกิดจากการยึดมั่นถือมั่น เป็นทุนเดิม นี่แหล่ะคือ กรรม ปล่อยวางลงบ้าง ความทุกข์ก็บรรเทา ชีวิตเราหาใช่มีพร้อมทุกอย่างไม่”  กรรมคือ การกระทำเราสร้างสรรค์ ปลอบขวัญกำลังใจเพลินสำราญ ความสำเร็จ รักสงบเป็นบุญทาน ดั่งวิมาน แห่งความสุขหนอ ชีวิตเรา”   
            ซึ้งใจเนื้อเพลง เป็นที่ซาบซึ้ง สรุปแล้ว กรรมก็มีพฤติกรรมกับวิบากกรรม   พฤติกรรมเราทำเอาอยู่ในปัจจุบันนี่แหล่ะ ส่วนวิบากกรรมที่ทำมาแล้ว ตั้งแต่นาทีที่แล้ว ชั่วโมงที่แล้ว วันที่แล้ว อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว  แล้วก็หลายๆ ปีที่แล้ว  แล้วก็ชาติที่แล้ว แล้ว แล้ว แล้วมา เป็นวิบากรรม เพราะฉะนั้นเลือกเอาว่า เราจะเลือกทำกรรมที่ทำให้เกิดเฮง หรือเราจะเลือกทำกรรมที่ทำให้เกิดซวย  แล้วถูกประณามว่า คนอย่างแกมันคนเฮงซวย  ก็อาจจะไม่สุภาพไปนิดหนึ่ง  ก็ขอให้ถือเป็นการเรียนรู้  

รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ 

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1886   วันมาฆบูชา วันแห่งความรักที่บริสุทธิ์ของชาวพุทธ (จ. 2 มี.ค. 2569)
พระพุทธองค์ทรงประทาน โอวาทปาติโมกข์ ใครปฏิบัติฯ ตามได้ถูกต้องและเหมาะสม ก็เท่ากับว่า เป็นผู้น่ารัก และเป็นผู้ให้ความรักกับคนอื่น แล้วก็ให้ผู้อื่นมารักตัวเองด้วย เพราะคนผู้นั้นเป็นคนทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส หากใครทำได้ 3 อย่างนี้ ก็เป็นคนน่ารัก และมีคนมารัก แล้วก็ตัวเองก็รักคนทั่วไปหมด
13 มี.ค. 2026
EP. 1861   สร้างสวรรค์ทั้งเป็น แล้วหลีกหนีนรกทั้งที่ยังไม่ตาย  ทำอย่างไรจึงจะมีปาฏิหาริย์ที่ดีเกิดขึ้น  เริ่มต้นจากตัวเราก่อน  1. อารมณ์    2. จิต      3. วิญญาณ  ที่ทำงานคือ ร่างกาย  จุดสุดท้ายคือ วิญญาณสร้างราศี (พฤ. 29 ม.ค. 2569)
สร้างสวรรค์ทั้งเป็น แล้วหลีกหนีนรกทั้งที่ยังไม่ตาย  ทำอย่างไรจึงจะมีปาฏิหาริย์ที่ดีเกิดขึ้น  เริ่มต้นจากตัวเราก่อน  1. อารมณ์    2. จิต      3. วิญญาณ  ที่ทำงานคือ ร่างกาย  จุดสุดท้ายคือ วิญญาณสร้างราศี กายต้องการความคล่อง จิตต้องการความนิ่ง  วิญญาณเบาบางจากโลภ โกรธ หลง  กิเลส ตัณหา อุปาทาน  โดยเฉพาะอุปาทานทางเหนือสามัญวิสัย มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ชีวิตสับสนวุ่นวาย
3 ก.พ. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy