14 มี.ค. 2569 ครั้งที่ 36 “ถาม แอนด์ ทอล์ค”
อัพเดทล่าสุด: 27 มี.ค. 2026
4 ผู้เข้าชม
สวัสดีทุกๆ คนที่ทนฟัง เป็นคำประจำของเราชาวสหปฏิบัติฯ ถ้าไปพูดในสังคมระดับนักวิชาการเขาก็บอกว่า ไม่ได้การ ไม่ได้เรื่อง.....แล้วโดยเฉพาะวันนี้ผู้ดำเนินรายการเอาเพลงต้อนรับชื่อว่า “เพลงปลดทุกข์” มาออกแขก ในชื่อเพลงปลดทุกข์ก็มีเนื้อหาอยู่ว่า
“ยินดีต้อนรับทุกท่าน ที่ท่านมาปลดทุกข์ ถ้าสกปรก เราช่วยกันล้าง ถ้าชำรุด เราช่วยกันซ่อม ถ้าพัง เราช่วยกันสร้าง ท่านหมดทุกข์ เรามีความสุข โปรดช่วยกันรักษา”
ความจริงข้อความนี้เราจะติดไว้ที่ห้องส้วมห้องใหม่ หลังซำฮะตั๊ว ซึ่งผู้สงเคราะห์อย่างเป็นทางการก็มีดอกเตอร์วันพร กับคุณสุภัค จาปะเกษตร์ ที่จริงจะต้องติดป้ายคู่กับป้ายโบราณ ป้ายโบราณเขาบอกว่า “ขี้แล้วโดดคือ กบ ขี้แล้วกลบคือ แมว ขี้แล้วแจวคือ หมา ขี้แล้วรักษาคือ คน”
อันนี้เรื่องของส้วม บางคนบอกไม่เป็นมงคลเลย เปิดรายการ “ถาม แอนด์ ทอล์ค” ครั้งแรก แต่รวมครั้งก่อนๆ เป็นครั้งที่ 36 ใช่ไหม วันนี้ 36 มันน่าจะรวมกันเป็น 9 สามกับหกรวมกันเป็นเก้า เป็นเลขมงคล แล้วทำไมเอาเพลงออกแขก รับแขกเป็นเพลงปลดทุกข์
ก็แปลว่า เวลามีทุกข์ ก็ไปส้วม ไปห้องสุขา แต่ในความหมายทางปรัชญา มันไม่ใช่แค่ห้องส้วม ห้องสุขานะ ทั้งหมดในงานของเรานี่แหล่ะคือ งานปลดทุกข์
แล้วเสร็จแล้วการปลดทุกข์ร่วมกัน มันก็มีทั้งสิ่งที่สะอาด จิตใจสะอาดก็มา แล้วก็มีทั้งสิ่งที่สกปรก คนจิตใจสกปรกก็มี แล้วก็มาทำให้ชำรุดเสียหายก็เยอะ มาช่วยกันซ่อมก็ได้มาก มาทำให้มันพังก็มีไม่ใช่น้อย แล้วมีคนมาช่วยกันสร้างก็มีอยู่
พอคนที่มาปลดทุกข์ บ้างก็มาช่วยกันทำให้สะอาด ช่วยกันล้าง บางคนก็มาช่วยกันล้าง แล้วมีเติมผลาญด้วย บางคนทำชำรุดแล้วมาช่วยกันซ่อม บางคนมาทำชำรุด ไม่ใช่เฉพาะส้วมแล้วนะ แล้วยิ่งทำให้ทรุดหนักเข้าไปอีก
เช่น มาด่ากัน มานินทากัน มาแทงกันข้างหลัง มาหาวิธียุให้รำตำให้รั่ว กินส้มตำเสร็จก็มายุกันต่อ บางคนมาช่วยกันสร้าง แต่บางคนมาช่วยกันทำให้พัง มีทั้งช่วยสร้างและมีทั้งช่วยทำให้พัง มีทั้งที่มาช่วยกันซ่อม อย่างเก้าอี้หวายตอนนี้ มองดูหลายตัวต้องซ่อมแล้ว บางคนก็มาขย่มให้ชำรุด บางคนมาทำให้พื้นสะอาด มันสกปรกมาถู มาเช็ด มาอะไรกันใหญ่ บางคนก็มาช่วยกันล้าง บางคนก็มาทำให้สกปรก
สรุปแล้วเราอยู่ร่วมกัน มีทั้งคนสร้าง มีทั้งคนทำลาย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องอยู่กันอย่างทำใจ
“อยู่เย็นเป็นสุขทุกข์ไม่มี อยู่ร้อนไปทุกข์สุขไม่มี อยู่อย่างไรจึงจะอยู่เย็นเป็นสุขทุกข์ไม่มี อยู่อย่างทำใจ ไม่ใช่ อยู่อย่างทันใจ”
ก็ขอขอบคุณทุกๆ ท่าน และพิธีกรที่เชิญให้เปิดการดำเนินการ
......ช่วงแชร์ไอเดีย........
ครูธวัช : .....ตัดตอนซะก่อนดีไหม เพราะว่าถ้าต่อไปเรื่อยๆ ก็คงงงไปเรื่อยๆ คนบางคนก็อยู่ในยุคเก่า ใช่ไหม บางคนก็พึ่งจะมาใหม่ แต่เก่าใหม่ไม่สำคัญเท่ากับศรัทธา
ศรัทธาสร้างปาฏิหาริย์ ตอนนี้คนสมัยนี้แทนที่เขาจะมีปาฏิหาริย์จากศรัทธา เขามีข้อหักล้างอยู่ในใจใช่ไหม หักล้างอยู่ในใจ เป็นไปได้ยังไง “อย่างศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้ศักยภาพ”
พอดอกเตอร์จอยไปเผยแพร่ 3 ราย มีปาฏิหาริย์ 3 ราย เมื่อนานมาแล้วมีหมอรักษาคนไข้หนักคนหนึ่ง ผู้พูดก็เลยบอกว่า ลองให้คนไข้เขาพูดคำนี้ เพราะตอนนั้นคนไข้อาการหนักมาก หมอก็เอาไปให้คนไข้ท่อง ปรากฏฟื้นกลับคืนขึ้นมาดีขึ้นมาตั้งเป็นปีๆ กลับที่ว่าโคม่าแล้วฟื้นกลับคืนขึ้นมาเป็นปีเลย
ทำไมท่องแค่นี้ ทำไมเกิดปาฏิหาริย์ ก็เพราะคนอื่นที่อยู่ห่างไกล อย่างดอกเตอร์จอยเอาไปเผยแพร่ หมอไปบอก เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เขาก็คิดเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ ความจริงมันก็ศักดิ์สิทธิ์ เพราะคนเหล่านี้เขาจะต้องเข้ามาสู่การรับรู้ในเรื่องของไสยศาสตร์ประยุกต์ แต่เขาไม่มีโอกาสเข้ามา แล้วคนที่มีโอกาสเข้ามา ก็เอาไปให้คนป่วย ดอกเตอร์จอยก็เอาไปให้เพื่อน 3 คน เอาไปให้ญาติคนหนึ่ง แล้วก็ให้เพื่อนอีก 2 คน
เพราะฉะนั้นคนเดี๋ยวนี้มันพลาดโอกาส พลาดโอกาสตรงที่ว่า ตัวเองมีความโลเลต่อความเชื่อถือ เช่น เชื่อถือพ่อแม่อย่างนี้ เชื่อถือครูบาอาจารย์อย่างนี้ มันเป็นลูกอกตัญญูซะส่วนใหญ่ ลูกศิษย์ล้างครูก็เยอะ ทรยศต่อครูบาอาจารย์ ตัวศรัทธาตัวนี้ก็ไม่นิ่งใช่ไหม พอไม่นิ่ง ปาฏิหาริย์ที่จะเกิดจากศรัทธาไม่มี มีก็ไม่พอ พอมีไม่พอก็ไม่เกิดปาฏิหาริย์
ตอนนี้ก็รู้อยู่ว่า คนสมัยนี้ศรัทธาไม่นิ่ง ศรัทธาเลือนราง ศรัทธาคลอนแคลน ก็อยากจะให้เกิดเป็นองค์ความรู้มาแทนศรัทธา ก็เกิดไม่มีเวลา ไม่มีความน่าสนใจที่จะเรียน เพราะชีวิตต้องไปเรียนทางโลก จนกว่าจะจบปริญญาตรี โท เอก ก็แก่แล้ว ก็ไม่รู้จะมาเรียนทำไม ก็เลยกลายเป็นเสียโอกาส ทั้งปาฏิหาริย์ที่จะเกิดจากศรัทธา ก็เสียโอกาสไป ปาฏิหาริย์ที่จะเกิดจากธาตุรู้ใส่เข้าไปในวิญญาณธาตุ ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ก็ไม่ได้ใส่ วิญญาณธาตุต้องการความรู้เกี่ยวกับเรื่องโลกวิญญาณ ก็ไม่ได้ใส่เข้าไป ปัญญาก็ไม่เกิด
ทั้งศรัทธาก็ไม่สามารถจะสร้างปาฏิหาริย์ได้ ทั้งปัญญาก็ไม่มีมาสร้างปาฏิหาริย์ ก็เลยกลายเป็นอยู่ในสภาพที่เสียโอกาส
ที่จริงถ้าต้องการปฏิบัติจริงๆ แทบจะเรียกว่า ไม่ต้องไปเชื่อใครเลยก็ได้ แต่ให้เชื่อตัวเอง แล้วตัวเองจะเป็นที่เชื่อถือได้ยังไง ต้องเป็นคนที่มีความมั่นคง และมั่นคงอันดับแรกเลยมั่นคงต่อใคร บุคคลที่สัมพันธ์กับเราอย่างลึกซึ้งที่สุด ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็หายาก ก็คือ ลูกกับพ่อแม่ที่มั่นคงต่อกัน พ่อแม่ยังมั่นคงต่อลูก แต่ลูกที่จะมั่นคงต่อพ่อแม่ด้วยศรัทธา แล้วจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น น้อยลง น้อยลง น้อยลง ลูกศิษย์ที่จะมีศรัทธาต่อครูบาอาจารย์ แล้วจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ก็นับวันจะแย่ลง แย่ลง แย่ลง
ผลที่สุดหลักเก่าก็หลุด หลักใหม่ก็ยังจับไม่ได้ สหปฏิบัติฯ มาเสนอ “สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา” คุณไม่ศรัทธาผู้พูด... คุณก็มาเอาเหตุเอาผลความรู้ทั้งหลายไปสร้างปัญญาให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ก็เกิดไม่ตั้งใจ บ้างก็ไม่ตั้งใจ บ้างก็ไม่สนใจ บ้างก็ไม่มีเวลา บ้างก็บอกว่ายากไป ก็เลยเป็นปัญหา แล้วคนก็มาถามว่า ทำไมตอนนี้พูดน้อยจัง พูดเท่านี้ก็เยอะแล้ว คืนไมค์ให้อาจารย์โอ๊ต ขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
คุณสุภัค : ขอย้อนนิดนึงครับ ......คราวก่อนที่คุยกันเรื่องน้ำมันพราย คือนั่งวิเคราะห์ดู การทำน้ำมันพรายใช้น้ำมันจากแม่ที่มีลูกตอนอยู่ในท้อง คำถามผมก็คือ ถ้าเป็นกรณีที่แม่กับลูกคลอดออกมาแล้วเป็นผู้ใหญ่ทั้งคู่แล้ว เกิดเสียชีวิตพร้อมกัน แล้วก็เน่า แล้วก็เอาน้ำเหลืองเขาทั้งสองมารวมกัน และทิ้งไว้ให้หมักเน่าเข้ากัน แล้วจะเอามาใช้ได้ไหมครับ
คือ ถ้าเอาน้ำมันพรายแม่กับลูกอยู่ในท้อง แล้วไปเอาน้ำมันพรายเขามา แล้วเอามาใช้ เรารู้ว่าใช้ได้ เพราะปราณเขารวมกัน แต่ทีนี้ถ้าคู่นี้คลอดออกมาแล้วลูกโตเป็นผู้ใหญ่เลย หากแม่ลูกแล้วเสียชีวิตพร้อมกัน แล้วเขาทำพิธีโดยการเอาน้ำเหลืองของแม่กับลูกมารวมกัน แล้วทิ้งเน่าหมักไว้สักพักนึงแล้วมาทำพิธี จริงๆ ในหลักการแล้วมันก็ปราณรวมกันเหมือนกัน มันใช้แทนกันได้ไหมครับ ผมก็อยากรู้ตรงนี้ คือ สงสัย พอเราคิดเชิงวิทยาศาสตร์ดูมันเหมือนๆกัน มันก็อดสงสัยไม่ได้
คุณสุภัค : เกี่ยวกับการคลอดหรือเปล่า มันเกี่ยวไหมถ้ายังไม่คลอดแล้วเอามาทำน้ำมัน กับคลอดแล้วเกิดเสียชีวิตพร้อมกันแล้วเราเอาเขามารวมกัน ก็เลยอดคิดไม่ได้ว่า มันก็น่าจะใช้ได้นะ คือ ถ้ามีแค่นี้ หากมองตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้นมันก็น่าจะใช้ได้
ครูธวัช : มันไม่ได้ผลเท่ากับตายในท้อง ที่ตายในท้องแล้วมันเป็นน้ำมันผสมน้ำเหลืองสองฝ่าย มันมีวิญญาณอีก 2 ฝ่ายมาประสาน โอปปาติกะฝ่ายแม่ โอปปาติกะฝ่ายลูก
คุณสุภัค : แต่ลูกที่คลอดแล้วก็มีวิญญาณ แม่ก็มีวิญญาณ
ครูธวัช : ตอนนั้นวิญญาณดับไปแล้ว เป็นหน้าที่โอปปาติกะที่มาขับเคลื่อนน้ำเหลืองของแม่กับลูกในท้อง แล้วที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทคือ พ่อที่ให้กำเนิดลูกในท้อง เกิดเป็นสามเหลี่ยมขึ้น สามเหลี่ยมซ้อนสามเหลี่ยม
คุณสุภัค : คือความหมายผม แม่กับลูกที่คลอดออกมาแล้ว ก็มียีนสัมพันธ์กันครึ่งๆ เหมือนกันกับตอนยังไม่ได้คลอด
ครูธวัช : แต่ว่าลูกคนนี้มันเกิดจากใคร เกิดจากเชื้อของพ่อด้วยใช่ไหม
คุณสุภัค : ใช่ครับ แต่ลูกที่คลอดมาแล้ว ก็เกิดจากเชื้อของพ่อมียีนพ่อเหมือนกัน......ต่างกันตรงคลอดแล้วกับยังไม่คลอดเองครับ ให้ผลต่างกันยังไงที่ผมสงสัย
ครูธวัช : มันเกิดสามเหลี่ยมขึ้น โอปปาติกะพ่อ โอปปาติกะแม่ โอปปาติกะลูก ในโยนิ 4 มีสัตว์มาเกิด โอปปาติกะนี่แหละแสดง แล้วตัวคนทำของนี่แหละตัวสำคัญ
ทีนี้ตัวคนทำของไปลนเทียนเอาน้ำมันออกมา มันก็มีเทพประจำตัวแต่เป็นฝ่ายผี เพราะว่ามันใจต่ำมันจะไปทำของ เอาน้ำมันพรายไปทำของเขา ใจมันต่ำหมอผีนี่ แล้วหมอผีนี่มันก็อาจจะมีเวรมีกรรมกับคนที่จะ สมมตินาย ก. เอาน้ำมันพรายจากหมอผี ข. หมอผี ข. มีโอปปาติกะ นาย ก. มีโอปปาติกะ ผีผีด้วยกัน เข้าใจไหม ศพผู้หญิงตายท้องกลม ตัวผู้หญิงก็มีโอปปาติกะ ตัวลูกในท้องก็มีโอปปาติกะ 4 แล้วนะ กรรมเวรระหว่างหมอผี แล้วยังมีคนมาเอาน้ำมันไปใช้แต้มผู้หญิงอีกคนนึง กี่คนละโอปปาติกะ 5 คนแล้ว
กรรมเก่าที่มันโยงกัน แล้วไม่ใช่ว่าน้ำมันพรายจะใช้ได้ผลทุกคนนะ แม่ตายท้องกลมจะต้องมีกรรมกับคนที่ทำ ที่เอาน้ำมันไปใช้ โยงกันหมดเลย เป็นกระบวนการอุบาทว์ แล้วกรรมตัวนี้ไม่สิ้นสุด เคยเห็นมา ทำแล้วเสร็จแล้วหมอผีคนนี้ ของมันเข้าตัว เข้าเมียมัน เข้าลูกสาวมัน เป็นบ้าเป็นหลัง เดินแก้ผ้าแก้ผ่อนในตลาด แล้วเขาบอกนี่ล่ะมันเป็นหมอผีทำน้ำมันพราย ลูกสาวมันเดินเป็นบ้าแก้ผ้าในตลาด มันโยงวงจรอุบาทว์ พูดกันง่ายๆ ว่า น้ำมันพรายคือ วงจรอุบาทว์ แต่ถ้าเอาทางวิทยาศาสตร์ต้องลากกันยาวเลย
คุณสุภัค : คือตอนนี้ ผมฟังดูต่างกันตรงที่ว่า เด็กอยู่ในท้องจะมีโอปปาติกะ
ครูธวัช : โอปปาติกะระดับต่ำนะ อันนี้ไม่ใช่สูงนะ ระดับต่ำกว่าเดรัจฉาน ระดับ 4 3 2 1 ลงไป
คุณสุภัค : แต่ว่าถ้าคลอดออกมาแล้วไม่มีโอปปาติกะแล้วหรือครับ
ครูธวัช : คลอดออกมาแล้วก็ไม่ใช่ผีตายท้องกลม
คุณสุภัค : ตอนอยู่ในท้องมีโอปปาติกะ หรือว่าตายแล้วถึงจะมีโอปปาติกะ
ครูธวัช : ไม่ๆ ถ้าคลอดออกมาแล้วไม่เรียกผีตายท้องกลม
คุณสุภัค : ผมหมายถึงตอนที่ยังไม่คลอดครับ ตอนที่เด็กอยู่ในท้อง
ครูธวัช : ผีตายท้องกลมจะเฮี้ยนมากตายพร้อมกัน 2 คน
คุณสุภัค : ถ้าเด็กตายจึงจะมีโอปปาติกะมาอยู่เหรอครับ ถ้าเด็กตายท้องกลม
ครูธวัช : ไม่มาอยู่หรอก แต่จะวนอยู่รอบนอก สมมติว่า ที่ซำฮะ เอากระดูกเขามาเก็บ ถ้าวันปกติโอปปาติกะประจำกระดูกของคน 200 กว่าคน ก็ไม่มายุ่ง พอถึงเวลาเราไปจุดธูป จุดเทียน อธิษฐาน หรือเดินไปถึง ที่เขาจำเป็นจะต้องมารับรู้เขาก็มากัน วนเวียนอยู่แถวนั้น
คุณสุภัค : ถ้าผู้ใหญ่ตายไป ไม่มีโอปปาติกะมาวนเวียนแล้วหรือยังไงครับ
ครูธวัช : ในโอกาสใดที่เขาจะต้องมารับรู้เขาก็มา มันมีโอกาสของมันใช่ไหม ที่จะมาให้คุณ ให้โทษ กาลเวลา สถานที่ โอกาส และบุคคล จะมาได้รับคุณ เขาก็มาให้คุณ จะต้องให้โทษ เขาก็มาให้โทษ ที่เรียกว่า ชง คนจีนจึงจะกลัวหลุมฝังศพ กลัวเขาหามศพเดินมากลางทาง จะวิ่งหนีกันอุตลุด หลบกันชนิดบางคนปิดตาไม่หันไปมอง
คุณสุภัค : ถ้าอย่างนี้นะครับ ผมสงสัยว่า หากเป็นกรณีที่แม่คลอดลูกออกมาแล้ว แล้วเกิดเสียชีวิตทั้งคู่ คือเมื่อคลอดมาแล้วทั้งแม่และเด็ก ต่างก็เสียชีวิตด้วย คือหมายความตรงนี้ต่างกันตรงเด็กคลอดหลุดออกมาแล้ว จึงเห็นว่าเด็กเสียชีวิต แล้วจึงนำน้ำเหลืองทั้งคู่มารวมกัน ถ้าอย่างนี้ใช้ได้ไหมครับครูธวัช : ถ้าคลอดแล้วไม่เฮี้ยนเท่ากับยังไม่คลอด เพราะตายพร้อมกันในท้อง มันจะทรมานมากทั้งแม่ทั้งลูกที่ตายท้องกลม
ครูธวัช : คือเรื่องนี้เราจะเอาศรัทธา หรือเอาปัญญา ถ้าปัญญาก็ต้องโยงกันยาวถึงจะเห็น เดี๋ยวนักวิทยาศาสตร์ก็จะมาว่าที่บอกว่า ตรรก จิตวิทยา ปรจิตวิทยา ปรัชญา อภิปรัชญา มันต้องไปโยงหมด เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ มันยากไป แล้วเครดิตผู้พูดไม่เหมือนคุณสุภัคยังเป็นหมอที่เชื่อถือ ผู้พูดเวลาเขานับถือกัน นับถือเหมือนอย่างกับเทวดา เวลาเขาเลิกนับถือตรงกันข้าม เรื่องจริง ก็ต้องถอย ถอย ถอยจนตอนนี้ไม่อยากพูดอะไรมากแล้ว .... ผู้พูดจะเซฟตัวเอง เซฟตัวเองไม่ให้มาเป็นที่เดือดร้อนกับตัวเองมากนัก
........ช่วงแชร์ไอเดีย............เล่าปรากฏการณ์........
อ.บิว : นั่งอ่านถามแอนด์ทอล์ค ข้อแรกเลย มันแปลก เขาบอกความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ของออร่า 3 อย่าง ออร่ามันเหมือนกับถ้าที่เราจะพูดถึงก็คือ ราศี รัศมี รังสี ตัว 3 อันนี้มันส่งผลกับชีวิตเราอย่างไร ให้เกิดโรคจิต เกิดศรัทธาจริต และเกิดปัญญาประดิษฐ์
ยังมองความสัมพันธ์อันนี้ไม่ออกว่า ทำไมออร่า 3 อย่าง ก็เลยอยากเรียนถามในที่นี้ว่า ออร่า 3 อันนี้ส่งผลถึงโรคจิต อย่างที่มีเพลง ถ้าออร่าเออเร่อ เราก็เกิดโรคจิต แล้วเราจะก้าวข้ามเอาออร่าเรามาพัฒนาศรัทธาจริต ศรัทธาถ้าในทางพุทธแปลว่า ความเชื่อมั่น confident แล้วก็ปัญญาประดิษฐ์ ปัญญาเกิดได้แน่นอนมันต้องประดิษฐ์ขึ้นมา แต่ไม่ใช่ AI นะ อันนั้น artificial intelligence ปัญญาตัวนี้มันจะเป็น wisdom
ก็เลยอยากเรียนถามว่า ความสัมพันธ์ออร่า 3 อย่าง มันจะพัฒนาจากโรคจิตไปสู่ปัญญาปัญญาประดิษฐ์อย่างไร
ครูธวัช : ที่จริงมันก็โยงกันหมด เรื่องเดียวกันนั่นแหล่ะ
อ.บิว : คือ ... 3 อันนี้มันจะสัมพันธ์กันหมดเลย แล้วจะตอบคำถามว่า ทำไมทำของถึงได้เกิดอาการว่า ของขึ้นได้ พอของขึ้นแล้วมันก็นำไปสู่ process สุดท้ายของวัฏจักรของการเล่นของก็คือ ถอนของ
ครูธวัช : ทวนนิดนึง ความสมดุล ความสัมพันธ์สำคัญมากใช่ไหม สัมพันธ์มันจะเปลี่ยนสีหน้าคนนะ เปลี่ยนออร่าหน้าคนเลยนะ ถ้าคนที่มีความสัมพันธ์กันอย่างลงตัว สีหน้ามันจะเปลี่ยนไปเลย ให้ดูที่สีหน้าได้
โรคจิตมันก็เกิดกับอารมณ์ ฮอร์โมน เคมี ใช่ไหม แล้วส่วนศรัทธาจริตก็เกิดกับเวทนา ปราณ แล้วก็ราศี ก็กลับไปที่อาจารย์บิวบอก back to basic ใช่ไหม how to เกิดยังไง ทุกอย่างมันอยู่ในตัวเรา แล้วเสร็จแล้วพอความเชื่อมันไม่มี หรือไม่พอ มันเหมือนโกหก พอความเชื่อมันขวางด้วยนิวรณ์ จิตนิวรณ์ ศรัทธาก็ไม่ตกผลึก โดยเฉพาะข้อสุดท้ายลังเลสงสัย และตอนนี้ทำยังไงคนจะเคลียร์เรื่องนิวรณ์ 5 ให้เบาบางลง ตัวแรกก็กระอักแล้ว กามฉันทะ ตัวแรกนี่ก็กระอักแล้ว
พอตัวนิวรณ์ 5 ไม่เบาบาง ออร่าไปไม่รอดแล้ว ออร่ามันต้องเกิดจากอะไร อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี เวทนา ปราณ ราศี ตอบโจทย์ตัวสุดท้าย คือ ราศี มันดูง่ายๆ ไม่น่าจะเป็นปัญหา นั่นแหล่ะ ตัวอุปสรรคของนิวรณ์ 5 กับสมการ 2 ชั้นของเรา อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี เวทนา ปราณ ราศี บรรทัดล่างศักดิ์สิทธิ์ บรรทัดบนศักยภาพ
ถ้าศักยภาพคุณไม่มี ศักดิ์สิทธิ์คุณก็ไม่มา คุณจะเอาแต่ศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียว ที่บอกว่า ดร.จอยไปบอกน้องรายหนึ่ง เพื่อน 2 ราย และหมอไปบอกคนป่วยรายหนึ่ง แล้วเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น แค่คำง่ายๆ ของเรา คือ “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ” ก็ติดอยู่แค่นี้ เขาเรียกเส้นผมบังภูเขา
ถ้าคุณสามารถจะเดินอารมณ์ไปถึงฮอร์โมน ไปถึงเคมี บรรทัดบน อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี มาเดินบรรทัดล่าง เวทนา ปราณ ราศี บรรทัดบนศักยภาพ บรรทัดล่างศักดิ์สิทธิ์ นิวรณ์ก็ปิดกั้นน้อยลง หรือจนเกือบจะไม่ปิดกั้นเลย ก็แสดงปรากฏออกมา เก่งด้วย เฮงด้วย เก่งด้วย ศักดิ์สิทธิ์ด้วย ศักยภาพมากด้วย ศักดิ์สิทธิ์มากด้วย
ที่จริงเป็นเส้นผมบังภูเขาเท่านั้น แต่เราไม่สามารถจะผ่านทะลุประตู 5 บาน ประตูที่ปิดกั้น กามฉันทะ ตัวแรกกระอักเลือดแล้ว กามฉันทะ คนฟังแล้วแสลงหู น่าเกลียด สอนธรรมะทำไมย้ำตรงนี้บ่อยจัง อคติกองเบ้อเร่อมาแล้ว แล้วคนก็ชอบเอาตรงนี้มาทำลายกัน มาใส่ร้ายกัน มาสร้างเรื่องกัน ที่จริงมันก็ถูกต้อง ถ้าคุณแสดงความมีกามฉันทะออกมามากเกินไป มันก็น่าเกลียด
แต่ถามว่า ธรรมชาติคุณไปน่าเกลียดน่ารักกับมันได้ไหม คุณเป็นไข้ ต้องปวดหัว ต้องตัวร้อน เพราะมันเป็นไข้ ทำไมต้องปวดหัว ทำไมต้องตัวร้อน ก็มันเป็นไข้ อันนี้คือ ธรรมชาติเขาตรงไปตรงมา แต่คนเราดัดจริตไปดัดจริตมา แล้วก็เอามาเรื่องมากเรื่องมายกัน ท่านั้น ท่านี้ ท่าโน้น มันก็เลยเกิดการบาฟกันไป บาฟกันมา ก็ต่างคนต่างแย่ไปด้วยกัน แบบสงครามไม่เคยปราณีใครใช่ไหม
คนจีนเขาบอกว่า “ด่ากันไม่เลือกคำพูด ตีกันไม่เลือกไม้” ด่ากันไม่เลือกคำพูด ทีแรกก็คุณๆ ผมๆ เธอๆ ฉันๆ เดี๋ยวภาษาพ่อขุนออกมาแล้ว เดี๋ยวภาษาสวนสัตว์ออกมาแล้ว ตบกันด้วยฝ่ามือ ผู้ชายก็ชกกันด้วยกำปั้น ชกไปชกมาก็คว้าไม้ ด่ากันไม่เลือกคำพูด ตีกันไม่เลือกไม้
เพราะฉะนั้นเรื่องของความทะเลาะเบาะแว้ง คือ ตัวที่ปิดกั้นตัวเอง แล้วปิดกั้นผู้อื่นด้วย
ที่จริงประตูมีอยู่แค่ 5 บาน กามฉันทะ พยาบาทอาฆาต หดหู่ง่วงงุ่น ฟุ้งซ่านรำคาญ ลังเลสงสัย เส้นทางมีอยู่แค่ 2 บรรทัด อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี เวทนา ปราณ ราศี
ถ้าคนวิเคราะห์จริงๆ นะ สมการ 2 ชั้นของเรา พอกินพอใช้เลยล่ะ แต่คนมองไม่ทะลุ อะไรแค่อารมณ์จะไปสร้างศักดิ์สิทธิ์ อะไรแค่ฮอร์โมน ฮอร์โมนคุณก็ดูสิฮอร์โมนในร่างกายมันทำอะไร ต่อมพิทูอิทารีตัวปรุงฮอร์โมนใช่ไหม ถ้าต่อมนี้ชำรุดเป็นยังไง แย่เลย แล้วมันเกี่ยวกับต่อมจอมประสาทไหม เกี่ยวกับต่อมหมวกไตไหม Adrenal gland
แล้วต่อมจอมประสาทคือ ต่อมมหัศจรรย์ มันโยงกัน ที่บอกให้ตั้งใจคิดเถอะ แล้วทุกคนจะมองเห็นทางออกของตัวเอง แต่แน่นอนเราจะมีอุปสรรค ที่เราสอนกันคุยกันอย่างนี้ก็มีอุปสรรค มันไม่ง่าย แต่ดูเหมือนกับว่า น่าจะเป็นไปได้ แต่เป็นไปยาก ผู้พูดจะจับตาดูคน คนนี้พอเริ่มจะโชคดี เอาแล้วเดี๋ยวจะมีสิ่งเขาเรียกคลื่น 2 อัน แทรกสอดเข้ามาแล้ว
พอบอกว่า เป็นคลื่นแทรกสอดปั๊บ เราก็มาประยุกต์เป็นเรื่องของทางในได้ เพราะร่างกายของคนเรามีคลื่นสอดแทรกตลอดใช่ไหม แล้วก็มีคลื่นแทรกสอดใช่ไหม ในทางชีวะฟิสิกส์ ชีวะเคมี ใช่ไหม มันสอดแทรกได้
แต่คลื่นนี้มันมีเหนือกว่านั้นอีกก็คือ มันลงมาในตัวคน ไม่ใช่พูดแบบมาอวดนะ อย่างเมื่อวานพูดตรงๆ พิธีศุกร์ 13 ที่จริงแล้วไม่ได้อยากทำ ถ้าฝรั่งมาเห็นเขาคงขำ แล้วอย่างวาเลนไทน์ ถ้าเขามาเห็น ฉันไม่เห็นสนใจเลย ยูเอาไปเป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าทำมันก็เกิดผล ถ้าไม่ทำก็แล้วไป พอนั่งลงไปปุ๊บมันมึนตึบเลย ก็รู้แล้วว่าเขารับรู้ เพราะจริงๆ ไม่ได้เต็มใจทำหรอกเมื่อวานนี้ .....
พอทำปุ๊บเขาก็รับรู้ หลายคนก็บอกมีอาการ ก็ไม่ได้แกล้ง มันมีจริงๆ เพราะฉะนั้นขอให้เอาเรื่องศรัทธาปัญญาศาลตรงนี้ เป็นสรณะให้ดี แล้วจะรู้ ศาลข้างในคือ ศักดิ์สิทธิ์ ศาลข้างนอกคือ ปัญญา ศาลข้างในคือ ศรัทธา ศาลข้างนอกคือ ศักยภาพ มันจะหุ้มกันอยู่ ศาลเนื้อในข้างในที่เป็นไม้ที่เก็บของศักดิ์สิทธิ์ แต่พอออกมาหลังก็เป็นศักยภาพ หุ้มอยู่ ข้างในศรัทธา หลังทั้งหมดทั้งหลังนั่นปัญญา
เพราะฉะนั้นในตัวคนพยายามเก็บความรู้เกี่ยวกับศรัทธา ความเชื่อ อย่าไป..ไหนผู้พูดสอนเปรียบเทียบวิทยาศาสตร์ แล้วยังมานั่งให้เชื่อนะ ไม่เชื่อไม่ได้ ไม่เชื่อจะเสียโอกาสนะ ก็มันแยกกัน รวมกันให้สนิท แยกกันให้เด็ดขาด กำกวมเพื่อรวมกรรม เขาอำพรางเพื่อความอำไพ พวกโอปปาติกะ สัมภเวสีพวกนี้เขาฉลาดเขาจะสร้างฉาก สร้างเรื่อง ..เอาเป็นน้ำจิ้มไปก่อน เดี๋ยวหม้อใหญ่ค่อยมา
อ.โอ๊ต : ....ขอดูข้อ 3 บอกว่า วิญญาณปะทะแรงดึงดูด แรงโน้มถ่วง และแรงกดดันของโลกและจักรวาล
มีเสียงถามว่า : ข้อ 1 กับข้อ 2 เกี่ยวกันยังไง
ครูธวัช : มันโยงกันหมด 3 ข้อ
(1. ความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ของออร่า 3 อย่าง โรคจิต ศรัทธาจริต ปัญญาประดิษฐ์
2. 3 ประโยค 9 วลี โลภ โกรธ หลง / กิเลส ตัณหา อุปาทาน / ตัณหา มานะ ทิฏฐิ
3. วิญญาณปะทะแรงดึงดูด แรงโน้มถ่วง และแรงกดดันของโลกและจักรวาล (เล่นของ กับ ของเล่น)
พิจารณาดีๆ มันโยงกันหมด มันไม่ได้ยากนะ อย่างแรงโน้มถ่วงข้อ 3 นี่นะวิญญาณปะทะแรงดึงดูด ทุกคนนั่งอยู่ในตรงนี้มีแรงดึงดูดไหม โลกดึงดูดเราใช่ไหม แรงโน้มถ่วง โน้มถ่วงมันถ่วงเหมือนกับเราเอาลูกอะไรไปลอยไว้ในน้ำ แล้วใส่น้ำหนักไว้ แล้วมันจะเอนเอียงไปตามแรงดันของน้ำใช่ไหม นี่แรงโน้มถ่วง แล้วแรงดึงดูดก็ดึงดูดไว้ แล้วแรงกดดันก็คือ อากาศมีแรงกดดันทั่วตัวเราเลยใช่ไหม
แต่แรงกดดัน แรงดึงดูด แรงโน้มถ่วงต้องสัมพัทธ์กันใช่ไหม เราจึงเดินทรงตัวได้ตรง นั่งได้ตรง ต้องสัมพัทธ์ไหม ต้องสัมพัทธ์ใช่ไหม แล้วยิ่งสัมพัทธ์มากก็เดินเป็นนางงามบนเวที สัมพัทธ์มากก็เดินเป็นนักกีฬาเดินในสนามกีฬา ถ้าสัมพัทธ์น้อยอย่างคนแก่ ก็เดินแหยกๆ อย่างนี้ สัมพัทธ์น้อย แรงดึงดูด แรงโน้มถ่วง แรงกดดันมันไม่เท่ากันแล้ว
แล้วทำไมต้องมาเรียนละเอียดอย่างนี้ เดี๋ยวพอพลังศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้น เราจะรู้ว่า แรงดึงดูดของพลังศักดิ์สิทธิ์คืออะไร แรงกดดันของพลังศักดิ์สิทธิ์คืออะไร แรงโน้มถ่วงของพลังศักดิ์สิทธิ์คืออะไร ให้เข้าใจเรื่องรูปธรรมก่อน ฟิสิกส์โลกก่อน แล้วพอเข้าใจฟิสิกส์โลก เราก็มาเข้าใจเมตาฟิสิกส์ ฟิสิกส์ที่เกิดจากพลังเมตตา เมตาฟิสิกส์ก็เข้าใจ เรามีเมตตาไม่สมฐานะ
เรียนไปเรียนมา ทุกคนจะร้อง อ๋อ ที่พระพุทธเจ้าสอนให้เดินสายกลาง ก็เพราะว่าอย่างนี้เอง ถ้าคุณไม่เป็นกลางคุณก็เอียงไปข้าง เอียงไปเอียงมา ซึ่งก็เป็นธรรมดาทุกคน ก็ต้องเอียง แต่เอียงกะเท่เร่ เอียงตามเหตุสุดวิสัย ยากไปไหม ขอโทษ
ของเราจากเบสิกเดิม อย่างอาจารย์บิวบอก back to basic และคำถามว่า how to ของหมอป้อม ก็คือ ความจริงมันยังไงกัน มันยังไง ตกลงกลับไปยังไง กลับไปที่เรื่องเดิม จะเอาเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ทำไมถึงมีเทวดา ที่เราทำเทพากรรมฐาน ก็เพราะ 1. หญิงชายอยู่ร่วมกัน 2. หญิงนั้นมีระดู 3. มีสัตว์มาเกิด อภิธรรมบอก และสัตว์มาเกิดคืออะไร สัตว์มาเกิดคือ โยนิ ข้อที่ 4 ถ้า 1 2 3 รู้แล้ว โยนิข้อที่ 1 การเกิดของสัตว์โลกเกิดจากชลาพุชะ มดลูก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม โยนิแปลว่า การเกิด
อันที่ 2 อัณฑชะ เกิดจากไข่ สัตว์ปีก และสัตว์ที่ออกไข่ อันที่ 3 สังเสทชะ พระพุทธเจ้าหมายถึงเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย ไวรัสทั้งหลาย ตัวหนอนยิบๆ ในน้ำเน่า
อันที่ 4 เกิดจากโอปปาติกะ กลับไปที่เดิม ทีนี้เราก็หาข้อมูลใหม่ ก็ได้ศักดิ์สิทธิ์เกิดจากตัวเรา แล้วตัวเราไม่สามารถประสานกฎแห่งกรรม เกณฑ์แห่งเวร กติกาแห่งเทพ ระเบียบวินัยทางวิญญาณได้ ก็คือ เราเชื่อมสัมพันธ์กับบุคคลที่มีกรรมเก่าเกี่ยวกันไม่เพียงพอ เชื่อมสัมพันธ์กับบุพกรรมไม่เพียงพอ เชื่อมสัมพันธ์กับบุพเพสันนิวาสไม่ได้ มาเชื่อมในพรหมลิขิต ก็เชื่อมไม่ได้อีกเพราะมันต้องใช้เมตตา แล้วก็ไม่รู้จะเมตตากันขนาดไหน ทำไม่ได้ ยอมเสียผลประโยชน์แต่ไม่ให้เกิดโทษ กลับมาอุเบกขา
เมื่อเมตตากันไม่ได้ ยอมเสียประโยชน์นะ มาอุเบกขา ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่มีโทษ พระพุทธเจ้าให้ไว้หมดแล้ว คุณเมตตา คุณกรุณา คุณมุทิตาเขาไม่ได้ เขาแย่มาก กลับมาอุเบกขา ไม่เกิดประโยชน์แต่ก็ไม่เกิดโทษ
บังเอิญคนนั้นกับเรามีกรรมเกี่ยวกันอย่างรุนแรง แต่มันไม่ไหว มีเมียเลิกกับเมีย มีผัวเลิกกับผัว มีแฟนเลิกกับแฟน บอกนี่คนนี้ถ้าคุณอยู่ต่อไป มันจะดีขนาดนั้น ขนาดนั้น แต่เราทนพฤติกรรมภายนอกเขาไม่ไหว ก็กลับมาอุเบกขาซะ ก็จบ ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่มีโทษ เข้าใจไหม ไม่เอาประโยชน์แต่ก็อย่าให้เกิดโทษ ก็อุเบกขาซะ ไม่ได้ไม่เสีย บางทีคนมันเลวเกินกว่าที่เราจะรับได้ ก็ต้องตัดใจ ตัดใจมัน เดี๋ยวบรรยากาศไม่ดี คุยเรื่องอื่นต่อ
อ.บิว : ข้อ 3 ค่ะครูธวัช คือ เมื่อหลายวันที่ผ่านมา เดี๋ยวนี้ด้วยอิทธิฤทธิ์ของ AI มันก็จะมีคลิปอะไรที่ดีๆ เข้ามา แล้วก็แย่ๆ เข้ามา คราวนี้มันมีปรากฏการณ์อันนึงที่ว่า เขาอธิบายเรื่องของคนที่โดนของ เขาก็พูดถึงคำว่า infrasound อินฟราที่แปลว่า ต่ำ เหมือนกับอินฟราเรดก็คือ รังสีที่ต่ำกว่าแดง infrasound คือ เขาพยายามอธิบายคำว่า infrasound ก็คือ เสียง sound แปลว่า เสียง เสียงที่หูเราได้ยิน sound ก็คือ เสียงที่หูเราได้ยิน ก็คือ เป็นเสียงที่หูเราไม่สามารถได้ยินได้ เขาบอกว่า เสียงอันนี้เป็นเสียงแห่งถ้าภาษาพวกเราก็คือ เป็นคลื่นชั้นต่ำ คลื่นในระดับล่าง
เขาบอกคลื่นพวกนี้มันมีอยู่ในโลกใบนี้อยู่แล้ว แต่ว่าที่คุณบอกคุณโดนของ อันนี้เขาบอกก็ผิดที่ตัว เหตุทั้งหลายทั้งปวงมันก็ back to basic ก็คือว่า สภาพร่างกายและจิตใจเราทำให้มันไปสัมพันธ์ ไปสอดแทรกพฤติกรรมเราที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน พูดคิดทำ ส่งผลให้เกิดคลื่น แล้วไปแทรกสอดกับคลื่นที่อยู่ในระดับอินฟราซาวด์เหล่านี้ จนกระทั่งเกิดเป็นอนุภาคเกิดขึ้น แล้วยิ่งเราไปให้ความหมายมัน อันนี้ขออนุญาตนึกถึงควอนตัมฟิสิกส์ พอไปให้ความหมายในเชิงติดลบว่า ฉันโดนของ คราวนี้แหล่ะเขาก็บอกว่า เกิดเรื่องราวใหญ่โต พฤติกรรมเรา ร่างกายเรา ก็เหมือนกับการที่เราโดนของ
ทางแก้เขาก็บอกว่า หันกลับมาที่ตัวเรา back to basic ปรับปรุงร่างกาย ปรับปรุงจิตใจ ให้ร่างกายเรามีพลังจิตเกิดขึ้น เพื่อที่จะยกระดับจิตใจตัวเรา ให้สูงขึ้น เรียกง่ายๆ ว่า ปัดคลื่นตัวนี้ออกจากเราไป ด้วยการทำคลื่นของเราให้ไปแทรกสอดกับคลื่นที่สูงกว่าได้
แล้วก็ถ้าจำไม่ผิด ครั้งที่แล้วครูธวัชมีการอธิบายว่า ทางแก้ของคนที่โดนของ ก็คือ ต้องเอาปาฏิหาริย์ไปแก้ ก็เลยดูอันนี้แล้ว “วิญญาณปะทะแรงดึงดูด แรงโน้มถ่วง และแรงกดดันของโลกและจักรวาล” ตรงนี้ก็เหมือนกับบอกว่า มันอธิบายสภาวะของคนที่เล่นของ และก็โดนของ แล้วจะถอนของได้ก็ต้องมีตัวปาฏิหาริย์เข้ามาแก้
อยากเรียนถามครูธวัชว่า เราจะสร้างปาฏิหาริย์ตรงนี้ยังไงดี ถ้า back to basic พัฒนากาย พัฒนาจิต ให้มีพลังจิตขึ้นมา แต่ ณ โมเมนต์ที่คนโดนของ เชื่อมั่นว่า มันอยู่ในสภาวะอ่อนแอแล้วไม่อ่อนโยน ร่างกายไม่แข็งแรง แต่แข็งกระด้าง แล้วมันจะพัฒนากันยังไงให้เกิดปาฏิหาริย์ได้
ครูธวัช : คนผีเข้า เจ้าทรง องค์ประทับ แล้วก็โดนของ มันคือ พลังบางอย่างที่มาเปลี่ยนแปลงสารเคมีในร่างกายเรา เช่น อย่างขาดโซเดียมเหมือนผีเข้า ขาดโปแตสเซียมเหมือนผีหลอก คือ พลังเหล่านี้มันทำให้เราขาดโซเดียม มันมาทำให้เราขาดโปแตสเซียม มันมาทำให้อิเล็กโทรไลต์ของเราในร่างกายเปลี่ยนค่าไม่สมดุล
อ.บิวก็ต้องถามกลับว่า แล้วอะไรที่จะทำให้อิเล็กโทรไลต์ในตัวเรา โซเดียม โปแตสเซียม เดี้ยมๆ เอี้ยมๆ ทั้งหลาย เกิดความสมดุล
อ.บิว : อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี
ครูธวัช : แล้วอารมณ์อะไรที่จะทำให้เกิดความสมดุล
อ.บิว : อทุกขมสุข อุเบกขา
ครูธวัช : สิ่งเหล่านี้เป็นเส้นผมบังเป็นเขาทั้งนั้น เป็นแค่อำพรางอยู่นิดเดียว แต่เราคิดกันไม่ออก เพราะวิทยาศาสตร์มันกลบหมด วิทยาศาสตร์กลบหมดเลย
.........
ครูธวัช : เดี๋ยวต้องต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่หยุดแค่นี้เรื่อง 3 หัวข้อนี้ดีมากที่ให้
.....ช่วงแชร์ไอเดีย........
ครูธวัช : ถามนิดนึงว่า 3 หัวข้อนี้ยากมากไหม ยาก จะได้เปลี่ยนเรื่องคุย ถ้าไม่อธิบายกันชนิดน้ำไหลไฟดับ ไม่เข้าใจง่ายๆ แค่ข้อ 1 ก็เครียดแล้ว ไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ขยาย ทุกอย่างจะไปลงตัวเรื่องต้องการศักดิ์สิทธิ์ และศักยภาพเท่านั้น ให้ทุกคนเก่ง และเฮง เพลงเก่งและเฮง อีกหน่อยจะมีคนสนใจ ตอนนี้ไม่ค่อยมีคนสนใจ
-เปิดเพลงคนเฮงซวย-
บทความที่เกี่ยวข้อง
ศ. 16 ม.ค. 2569 ไหว้ครู ไหว้ใคร ไหว้กันไป ไหว้กันมา ไหว้กันมา ไหว้กันไป เพราะใครๆ ก็เป็นได้ทั้งศิษย์และครู แด่คุณครูด้วยดวงใจ ให้กับครูที่มีตัวตน เป็นอณู จำกัดจำนวน แด่คุณครูด้วยดวงวิญญาณ ให้กับครูที่ไม่มีตัวตน เป็นปรมาณู ไม่จำกัดจำนวน ทั้งครูที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ควรมีทั้งศักยภาพ และความศักดิ์สิทธิ์
18 ม.ค. 2026
เริ่มจาก จิตที่ศรัทธา แล้วเข้าใจคำว่า ไหว้ครู เรื่อยไปๆ จนไปถึง จิตศักดิ์สิทธิ์ จิตศักดิ์สิทธิ์ คือ จิตที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ หรือสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ให้เกิดประโยชน์มากมายแก่จิต การไหว้ครูจนถึงตัวรู้ จนเกิดความเข้าใจ หยั่งลงไปในจิตศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งของผู้ที่เข้าใจคำว่า ศิษย์มีครู ครูมีศิษย์ และทุกคนก็เป็นได้ทั้งครู และก็เป็นได้ทั้งศิษย์
10 ม.ค. 2026
