แชร์

27 ธ.ค. 2568  ปฏิบัติธรรม  ธาตุรู้ - วิญญาณแท้

อัพเดทล่าสุด: 4 ก.พ. 2026
19 ผู้เข้าชม
เราจะเข้าสู่สาระที่เป็นประโยชน์ต่อธรรมสองภาค ครั้งที่ 33  เรามีปริมาณผู้เข้าร่วมพิธีน้อย แต่ว่ามีคุณภาพ เราพยายามจะเพิ่มคุณภาพมากกว่าเพิ่มปริมาณผู้คน คือ จะมีมากหรือมีน้อย จำนวนคนไม่สำคัญ เท่ากับมีคนจำนวนหนึ่ง แต่ว่ามีความสนใจในเนื้อหาสาระที่สำคัญ คนๆ หนึ่งเข้าใจในเนื้อหาสาระธรรมสองภาคค่อนข้างดี และมีศรัทธาที่จะนำไปเผยแพร่ คนๆ เดียวอาจจะไปเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์มากมายมหาศาลของธรรมเหนือสามัญวิสัยได้ถึงร้อยคน หรือมากกว่านั้น.... 
ถ้าเรารู้จริงและเข้าใจจริง เราคือ หัวกะทิ หัวกะทิที่จะไปเผยแพร่งานธรรมสองภาค แต่ถ้าเรารู้ไม่จริง พรัอมทั้งสมาชิกมานั่งกันเต็มศาลาไปหมด อันนั้นเราเอาหางกะทิซึ่งอาจจะบูดด้วย ไปแจกจ่ายให้กับสังคม แต่ถ้าเราเป็นหัวกะทิที่มันสุดขีด ไปหยอดใส่ให้กับสังคม รสชาติของสังคมก็จะมีรสชาติในชีวิตที่โดดเด่นขึ้น
ใครยังไม่รู้ว่า เรื่องการไม่เข้าใจทางใน ชีวิตมันขมขื่นขนาดไหน แล้วจุดที่เราจะเผยแพร่กันให้สำคัญที่สุดก็คือ “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ”
...ความบีบคั้น กดดัน รังควานและปิดกั้นของอำนาจทางใน....
คนในสังคมทุกวันนี้ที่เขาเก่งอย่างหาผู้เปรียบเทียบไม่ได้ เขาเรียกว่า เก่งอย่างไร้เทียมทาน ก็คือ ศักยภาพสูงมาก แต่ศักดิ์สิทธิ์เขายังไม่สามารถไปรองรับศักยภาพตรงนั้นได้ สมกับคำจำกัดความของเราว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ”
เวลานี้เราขาดบัลลังก์ คนในสังคมขาดบัลลังก์ของศักยภาพ ซึ่งหมายถึงบัลลังก์แห่งความสำเร็จสุข แต่คนเก่งมีเยอะมาก ต้องเคารพในความมีศักยภาพของคนทุกวันนี้ว่าเก่งจริงๆ หาคนเก่งอย่างสมัยนี้เมื่อสมัยก่อนๆ หายาก อนาคตก็จะยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆๆ  แต่คนเหล่านั้นเขาอยู่กับความอมทุกข์ เราจะช่วยเขาไหมโดยไม่ต้องคิดอะไร ถ้าจะช่วยเขา มั่นใจเถอะ ศึกษาให้ดีแล้วเราจะเป็นหัวกะทิของสังคม
ธาตุ+วิญญาณแท้ = ธาตุรู้
วิญญาณ+ธาตุรู้ = วิญญาณแท้
 
อ.บิว:
......ธาตุในที่นี้จะหมายถึงอะไร หมายถึงวิชาความรู้ทั่วๆ ไป ข้อมูลทั่วๆ ไป พอใส่วิญญาณแท้ที่เราให้ความสำคัญ ให้สาระ สร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาจนเกิดเป็นศาสตร์สำคัญเกิดขึ้น ธาตุตัวนี้คืออะไรกัน ข้อมูลไหม ความรู้ไหม ตัวนี้ยังไม่ค่อยคลี่คลายเท่าไหร่?
ตอบ: 
....คุยไปเรื่อยๆ ก่อน ...เดี๋ยวจะวน จะมารวมกันทีเดียวเพราะว่ามันวนกันอยู่ สมมติว่า ศาสตร์สัมพันธ์คืออะไร ก็คือ ศาสตร์ที่เป็นสาระ ก็วนกลับมา ศาสตร์สาระเป็นศาสตร์อะไร เป็นศาสตร์ที่สำคัญ ศาสตร์สำคัญเป็นศาสตร์สาระที่มีสาระ พอสัมพันธ์คน สัมพันธ์แบบตามอารมณ์ก็ได้ สัมพันธ์กันแบบถูกสเปก ถูกใจแล้วก็สัมพันธ์กัน ก็ไม่สำคัญ คุณจะสัมพันธ์กันก็สัมพันธ์ไป สัมพันธ์เพราะถูกใจ มันไม่ได้ถูกกับสายสัมพันธ์ มันถูกใจกันก็เยอะ มันก็ไม่สำคัญ 
แต่ถ้าถูกกับวิญญาณ ธาตุรู้มันเกิดขึ้น มันก็กลายเป็นวิญญาณแท้ แต่สัมพันธ์กันไปแทบแย่ แต่ไม่ได้มีบทบาทอะไรในธาตุรู้เลย ธาตุรู้มันก็รับรู้เฉยๆ  รับรู้คนนี้ชอบคนนี้ คนนี้ชอบคุยกับคนนี้ คนนี้ชอบสุงสิงกับคนนี้ เหมือนคนที่สุงสิงกับคนที่เผินๆ ผิวๆ ไปเรื่อยๆ ก็ไม่เกิดผลอะไร ก็เกิดผลของการสบายใจ พอใจ ได้อย่างใจ แต่ไม่ได้วิญญาณแท้ อันนี้ก็ประเด็นหนึ่งประเด็นที่สำคัญ  
....แล้วจะไปรู้ได้ยังไงว่า ใครที่ทำให้ฉันเกิดวิญญาณแท้ ก็ต้องศึกษา ต้องตั้งสติ อย่างที่บอกว่า สติปัฏฐาน 4  กายานุปัสนนา สติปัฏฐาน สติอยู่ที่กาย  เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน สติอยู่ที่เวทนา จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน สติอยู่ที่จิต ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน สติอยู่ที่ธรรมะ ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะเข้าใจเองว่า ที่เราสัมพันธ์คุยกันจนเจ็บคอ มันไม่ได้อะไรเลย เนื้อหาสาระคุย ที่สนทนามันสนุก ก็จำเป็นต้องมีนะ เขาเรียกสันทนาการใช่ไหม  ก็จำเป็นต้องมีสันทนาการ ไม่ใช่จะมาซีเรียส คุยกันทีต้องให้เกิดธาตุรู้ ต้องให้เกิดวิญญาณแท้ อันนี้ไม่ใช่ 
เราจะรู้เป็นนัยๆ เมื่อจิตของเรามีความนิ่งพอ แล้วเราจะรู้ว่า คนๆ นี้ถูกใจแล้วก็ถูกวิญญาณด้วย ก็คบกันให้มากหน่อย คนๆ นี้ถูกใจแต่ไม่ถูกวิญญาณ ก็คบกันน้อยๆ หน่อย หรือให้มากก็ได้ไม่เป็นไร แต่ต้องรู้เท่าทันตามความเป็นจริง เขาบอกว่า รู้เท่าทันตามความเป็นจริง แต่นิ่งเฉยอยู่ได้ อันนั้นคือ อุเบกขาใช่ไหม แต่ไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง แล้วไปนิ่งเฉย เขาเรียกว่า อัญญาณุเบกขา แล้วส่วนมากคนคุยไปคุยมา รู้จักไปรู้จักมาแล้วเฉยๆ นิ่ง ฉันรู้แล้วคนนี้เขาเป็นใคร อันนั้นอัญญาณุเบกขา เฉยโง่ 
ถ้าคนเฉยฉลาดมาจากเมตตาที่ฉลาด มาจากกรุณาที่ฉลาด มาจากมุทิตาที่ฉลาด แล้วก็มาอุเบกขา เวลานี้คนส่วนมากอุเบกขาแบบไม่รู้ว่าอุเบกขาจริงหรืออุเบกขาปลอม ก็เป็นอัญญาณุเบกขา ถ้าแปลแบบไม่เกรงใจกัน เฉยโง่
แต่ถ้าเฉยฉลาด อุเบกขาเฉยๆ มาจากไหน มาจากคุณเมตตาอย่างฉลาด เมตตาจริง กรุณาอย่างฉลาด กรุณาจริง มุทิตาอย่างฉลาด มุทิตาจริง อุเบกขาก็เกิดขึ้น นิ่งเฉยอยู่ได้อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง และตัวอุเบกขาที่แท้จริงตัวนี้เป็นฌานในระดับสูง ฌานคือ ฤทธิ์  เอาเท่านี้ก่อน ธาตุแท้ก็เกิดขึ้น ธาตุรู้ก็เกิดขึ้น วิญญาณแท้ก็เกิดขึ้น
คือจริงๆ คนรู้ไม่ทัน วันหนึ่งคืนหนึ่งเราเสียเวลากับเรื่องราว สรรพสิ่ง และบุคคลที่ไร้สาระไปเยอะมาก ที่“มิติแห่งไตรลักษณ์” ของเรา.....
 
อ.บิว:
ครูธวัชบรรยายไว้ 9 มิ.ย 2022 บอกว่า วิญญาณแท้เกิดจาก 1. ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน 2. ความสัมพันธ์ระหว่างเทพและมนุษย์ 3. ความสัมพันธ์ในความเข้าใจดีด้วยเรื่องของธรรมะ คือ ธรรมชาติ 4. รู้จักเอาจิตวิทยาสากลมาใช้ในชีวิต 
ถ้าในความคิด ธาตุก็เหมือนกับถ้าเรากลับไปดูที่นามบัตร 9 ช่อง ธาตุก็เหมือนแต่ละช่องๆ ก็คือ มนุษย์ก็น่าจะหมายถึงความเข้าใจด้วยเรื่องของมนุษย์ เรื่องของเทพ เรื่องของธรรม จิตวิทยา สัมพันธ์ พันธะ ธาตุก็คือ เหมือนกับเหล่านี้ ถ้าเรามองไปถึงความเป็นมนุษย์ มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุพวกนี้ ถ้ามองถึงว่าธาตุคืออะไร ก็คือ เนื้อหาสาระ ศาสตร์สาระ ศาสตร์สัมพันธ์ ศาสตร์สำคัญ ของความเป็นมนุษย์ ของความเป็นเทพ ของความเป็นธรรม ของจิตวิทยา ของความเป็นสัมพันธ์และของความเป็นธรรมะ และเมื่อเราใส่ความเป็นวิญญาณแท้เข้าไป ก็จะเกิดความรู้ เกิดธาตุรู้ ธาตุรู้ของความเป็นมนุษย์ ของความเป็นเทพ ของความเป็นธรรม ธาตุรู้ของเรื่องจิตวิทยา สัมพันธ์ พันธะ เพื่ออะไร จุดสุดท้ายให้ก้าวไปสู่อิสระ คือ ความคิดเห็นว่าธาตุคืออะไร ......
ธาตุรู้ เป็นหัวเชื้อที่สำคัญ ที่จะทำให้อย่างอื่นๆ ในตัวเราได้รับการควบคุม  เมื่อธาตุรู้เกิดขึ้น ธาตุดินก็ได้รับการควบคุมไม่ให้แค่นแข็งนัก ไม่ให้เหลวเละเทะนัก ธาตุน้ำก็ไม่ให้เอิบอาบจนเกินไป และไม่ให้แห้งจนเกินไป  ธาตุลมก็ได้รับการควบคุมไม่ให้แน่นตรงนั้น จุกตรงนี้ เสียดตรงโน้น ให้พอดีๆ.....ธาตุไฟก็เหมือนกัน
ธาตุรู้จะควบคุมธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ธาตุรู้จะควบคุม หรือทำงานไม่ได้เท่าที่ควรถ้าไม่มีวิญญาณมาประสม ธาตุรู้ก็เป็นธาตุโง่ไปเลย
ถ้าธาตุรู้จะฉลาด ต้องมีวิญญาณเข้ามากำกับ แล้ววิญญาณนั้นต้องเป็นวิญญาณแท้ 
ถ้าวิญญาณแท้เข้ามากำกับธาตุรู้ คราวนี้ก็สมดุล  วิญญาณคือ ความรู้สึก ธาตุถ้าเป็นธาตุเฉยๆ ก็เป็นธาตุโง่ แต่พอประสานกับวิญญาณแท้มันเป็นธาตุรู้
ธาตุรู้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าไม่สัมพันธ์กับวิญญาณแท้  วิญญาณแท้ก็จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าไม่สัมพันธ์กับธาตุรู้  ก็เป็นวิญญาณก็คือ ความรู้สึก รู้สึกอะไร แต่ว่าไม่รู้ว่ารู้สึกอันนี้เพราะอะไร  เพราะฉะนั้น 2 ธาตุนี้ต้องประสานกัน
วิญญาณแท้จะเกิดต้องประสานกับธาตุรู้  ธาตุรู้จะเกิดต้องประสานกับวิญญาณแท้  ตอนนี้หน้าที่ของเราก็มีหน้าที่ต้องทำให้ธาตุเป็นธาตุรู้  มีหน้าที่ต้องทำให้วิญญาณเป็นวิญญาณแท้  ตัวรู้ในธาตุ กับ แท้ในวิญญาณเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องใส่ใจ ใส่ใจทางตา ตาดู ใส่ใจทางหู หูฟัง ใส่ใจทางจมูก จมูกดม ใส่ใจทางลิ้น ลิ้นชิม ใส่ใจทางกายสัมผัส ใส่ใจทางใจ รู้จักคิด ถ้าเราไม่หมั่นคิดจนถึงขั้นจิตทำงาน มีแต่อารมณ์ทำงาน อารมณ์ทำงานๆๆ  อารมณ์ไม่แน่  พอใจก็ทำงานเยอะแยะ ไม่พอใจก็เฉย เวลานี้คนเป็นโรคซึมเศร้าก็เพราะอย่างนี้  อะไรกูก็ไม่เอา อะไรกูก็ไม่สนใจ อย่ามายุ่ง รำคาญ ใครจะเป็นจะตายที่ไหน เรื่องของมึง ขอโทษ  ใครจะไปเป็นไปตายที่ไหน ไม่ใช่เรื่องของกู อันนี้ทำให้วิญญาณไม่เป็นวิญญาณแท้ เพราะวิญญาณแท้เกิดจากสัมพัทธ์ สัมพัทธ์เกิดจากสัมผัส และเกิดจากสัมพันธ์ 
พอวิญญาณแท้เกิด ธาตุรู้เกิด พอธาตุรู้เกิด วิญญาณแท้เกิด  2 ตัวนี้จะลิงค์ถึงกันตลอด ส่งถึงกันตลอด และ 2 ตัวนี้มันอยู่ในตัวเรา
อะไรก็อย่ามายุ่ง ไม่เอาแล้ว เบื่อ อารมณ์ก็กด อารมณ์ก็บีบ บีบคั้น กดดัน รังควาน ปิดกั้น อารมณ์ทำก่อน  พออารมณ์บีบคั้น กดดัน รังควาน ปิดกั้น ต่อไปจิตก็ทำ  จิตก็บีบคั้น กดดัน รังควาน ปิดกั้น  ต่อไปวิญญาณ  วิญญาณศักดิ์สิทธิ์  
ทีแรกวิญญาณศักยภาพมาทำการกดดัน บีบคั้น รังควาน ปิดกั้น เพราะไม่เอาอะไรเลย  พ่อแม่จะเป็นจะตายก็ช่าง ช่างพ่อแม่  ญาติจะตายจะเป็นก็ช่างญาติ  เพื่อนฝูงจะเป็นจะตาย เราควรช่วยได้ เราไม่ช่วย ช่างเพื่อน  ทีแรกนานๆ เข้าจิตมันบีบคั้น กดดัน รังควาน ปิดกั้น ทีแรกอารมณ์ก่อน อารมณ์บีบคั้น กดดัน รังควาน ปิดกั้น  ต่อมาก็จิตบีบคั้น กดดัน รังควาน ปิดกั้น หนักๆ เข้าลงลึกในวิญญาณ บีบคั้นกดดัน รังควาน แล้วก็ปิดกั้น คราวนี้ไปไม่ถูก คนสมัยเก่าเขาไม่ค่อยเดือดร้อน เขามีความสุข ประเภทซึมเศร้าดีเพรส ประเภทไบโพล่าอารมณ์ 2 ขั้ว  ......
ทีนี้คนยุคนี้ตกอยู่ในความทุกข์ เชื่อไม่เชื่อก็พึ่งไปเจอมา ......เพราะเรื่องศักยภาพเขาสูงมาก แต่คิดว่าศักดิ์สิทธิ์เขายังสูงไม่พอ  เพราะฉะนั้นศักยภาพสูงๆ ทั้งหลายอย่าประมาทนะ ... แล้วรู้ไหมว่าศักยภาพตัวเองขนาดไหน แต่ศักดิ์สิทธิ์ล่ะ เวลานี้คนสปีดเรื่องศักยภาพสูงมาก....แต่ถามว่าแล้วศักดิ์สิทธิ์คุณตามทันไหม  ศักดิ์สิทธิ์มันต้องอาศัยตัวแรกเลย เมตตา จริงใจ  
แต่คนสมัยนี้ขาดเมตตาและขาดความจริงใจต่อกันและกัน  มีแต่เจ็บใจซึ่งกันและกัน  เพราะฉะนั้นตรงนี้คือ อันตรายที่สุดของคนรุ่นใหม่  ไม่เคยมีความจริงใจต่อกันอย่างคนโบราณเขายังมีกันเยอะ  คนสมัยนี้หาคนจริงใจต่อกันจริงๆ หายากมาก แต่ก็คงยังพอมีแต่น้อยมาก 
ความที่นาย ก. ไม่มีความจริงใจเท่าที่ควร แต่นาย ก. เก่งเกินควร อย่าคิดว่านาย ก. จะดีนะ นาย ก. ซวยนะ เพราะนาย ก. จะเจอเรื่องศักดิ์สิทธิ์สอยเอาความเก่งกล้าสามารถคือ  ศักยภาพของตัวเองลงมาวันไหนยังไม่รู้ เขาจะสอยลงมาเลย คุณมีศักยภาพระดับร้อย แต่ศักดิ์สิทธิ์คุณระดับ 10 เขาก็ดึงเอาศักยภาพของคุณที่ระดับร้อย หล่นลงมาหมดสภาพก็ได้ ดึงเอาศักยภาพระดับร้อยหล่นลงมาหมดสภาพเพราะอะไร เพราะฐานของความศักดิ์สิทธิ์รอเป็นบัลลังก์ แล้วคุณไม่ได้นั่งบัลลังก์ เมื่อถึงเวลาที่จะต้องนั่งบัลลังก์ แล้วคุณไม่ได้นั่งบัลลังก์ เขาก็ดึงคุณลงมา ...แค่นี้ก่อน เตือนด้วยความห่วง ห่วงมากๆ ห่วงทุกคน 
สิ่งที่สำคัญ คือ อย่าสำลักข้อมูล  สำลักข้อมูลมันเป็นปัญหา มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียกว่า 20 ปีก่อนเขาสำรวจว่า คนในสังคมทุกวันนี้เจอโรคสำลักข้อมูล พอสำลักแล้วมันสับสน แต่ของเราไม่เป็นแน่นอน ของเรายังขาดแคลนข้อมูลด้วยซ้ำไป ที่พูดๆ มาทั้งหมดยังขาดแคลน แต่ก็จำเป็นต้องปล่อยให้ขาดแคลนไปก่อนเพราะเวลาเราจำกัด ก็ขอสรุปสั้นๆ ตัวแรกที่สำคัญๆๆ ที่สุด การเขาถึงพรหมลิขิตต้องเริ่มที่เมตตา 
เมตตาเป็นทะเลของความรัก กว้าง และลึกมาก ทีนี้บางคนอยู่ขอบทะเล มีความรัก แล้วจุดสำคัญของคนบางคนอยู่ขอบทะเล ก็พบความสำเร็จได้ เพราะความรักจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างทุกประการสำเร็จ แต่อย่าไปเข้าใจผิดเอาเรื่องเสน่หามาแทนความรัก เสน่หาไม่ใช่ความรัก แต่ความรักต้องมีเสน่หา 
ทีนี้คนส่วนใหญ่ไปเอาเสน่หามาแทนความรัก รักอยู่ตรงกลาง เมตาตา รัก เสน่หา ทำยังไงเราจะมีเมตตาจนกระทั่งเข้าไปอยู่ในทะเลพรหมลิขิต บางคนความรักและเสน่หาอยู่ขอบทะเล บางคนอยู่กลางทะเล คือ คนที่ยังเข้าใจความรักที่ต้องมีระดับเมตตาที่จะเข้าใจจริงๆ ยังน้อยมาก คนสมัยนี้ก็เกิดความภูมิใจว่า ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันเมตตาเขาแล้ว ฉันเจอผู้ชายคนหนึ่งฉันเมตตาเขาแล้ว แต่บางคน หลายคน ฉันเสน่หาเขา ฉันอยากเข้าไปหาเขาเพื่อสนองเสน่หา แล้วไปเข้าใจตัวเองผิดว่า ฉันมีเมตตากับเขาแล้ว ที่แท้ฉันเสน่หาเขาสุดๆ  ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นตรงนี้ 
เพราะฉะนั้นมีเมตตาไม่ใช่ง่ายๆ ยิ่งคนสมัยนี้มันอยู่ด้วยความจำกัด เห็นแก่ตัว นาย ก. ไม่เมตตาต่อพ่อแม่ ไม่เมตตาต่อครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ลูกศิษย์ ผู้รับใช้ แต่นาย ก. หลงตัวเองแทบเป็นแทบตายว่า นาย ก. เมตตาเป็นทะเลเมตตาแล้ว นาย ก. ไม่มีโออาสจะเข้าถึงพรหมลิขิตจริงๆ เลย แล้วจะถึงอุเบกขาได้ยังไง เพราะอุเบกขาคือ ความศักดิ์สิทธิ์โดยนัยๆ โดยปริยาย อุเบกขาคือ ความศักดิ์สิทธิ์   
นาย ก. เก่งกล้าสามารถมาก ทำอะไรจนสุดฤทธิ์สุดเดชได้หมด แต่ทำไมชีวิตถึงได้เกิดแต่ทุกข์ เดี๋ยวเจ็บไข้ได้ป่วย  เดี๋ยวมีปัญหาอาชีพการงาน เดี๋ยวมีปัญหาเรื่องคู่ เรื่องบุตรบริวาร เจ็บ จน จ๋องตลอด ก็เพราะอะไร  เพราะนาย ก. มีศักยภาพสูงมาก ถ้าให้ นาย ก.  ได้ทำงานที่ใช้ศักยภาพจริงๆ จะสร้างผลงานได้มากมายมหาศาล แต่ศักดิ์สิทธิ์กระตุกนาย ก. ตลอด เพราะขาดเมตตา นาย ก. อาจจะมีเสน่หานับไม่ถ้วน แต่ถูกฉุด เพราะฉะนั้นจุดอ่อนตรงนี้ต้องระวัง 
พูดได้ที่ริมฝีปาก ผมเมตตาเขาสูงมาก ฉันเมตตาเขาสูงมาก ข้าพเจ้าเมตตาเขาสูงมาก แต่ใจล่ะ  คนโบราณเมตตาเขามีเมตตาไม่ยาก เพราะสิ่งแวดล้อม บรรยากาศ สิ่งอบรมกัน สิ่งบอกกล่าวกัน สิ่งห้ามปรามกัน กลัวในบาปบุญคุณโทษ แต่คนสมัยนี้โอกาสที่จะเข้าถึงเมตตาจริงๆ และเกิดอุเบกขาคือ ศักดิ์สิทธิ์ยากมาก.....ไม่ใช่พูดซ้ำซากนะ แต่พูดเพื่อเตือนคนที่มีศักยภาพสูงมากๆ จะได้ไม่อันตราย.... 
จึงกล้าตั้งสูตรขึ้นมาว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์” คนมีศักยภาพเยอะๆ มีฐานสูงมาก  แต่กี่ทีๆ ฐานไม่ได้เป็นบัลลังก็สักที ผิดกฎพรหมลิขิต ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องนั่งบัลลังก์ แล้วทำไมไม่ได้นั่งบัลลังก์ เพราะฉันขาดเมตตาจริง อาจจะมีความรัก ความเสน่หาฟุ่มเฟือยมากมายสุดบรรยาย แต่ขาดเมตตา..... 
เพราะฉะนั้นขอให้มั่นใจเถอะว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลกจริงๆ” แล้วอย่าเมตตาอย่างโง่ๆ  เพราะถ้าเมตตาอย่างโง่ๆ คุณก็จะอุเบกขาที่เรียกชื่อเพราะๆ ว่า อัญญาณุเบกขา เฉยโง่ 
แต่ถ้าเฉยฉลาดเขาเรียกอะไร อุเบกขา อุเบกขาคือ ฤทธิ์ คือ ศักดิ์สิทธิ์ 
คนมีศักยภาพ แล้วมีเมตตา และมีอุเบกขา ไม่ใช่อัญญาณุเบกขา คือ ศักดิ์สิทธิ์ คนนั้นจะไม่ตกอับ ย่อยยับ เกิดอะไรก็แก้ไขได้ หนักก็เป็นเบา เพราะฉะนั้นขอเถอะว่า เราเป็นคน........ต้องยืนอยู่บนความเมตตา ความรัก เสน่หา
ใครอย่าคิดว่า เมตตาเป็นเรื่องโกหก เป็นเรื่องไม่มีประโยชน์ คนไหนยังไม่มีจิตเมตตา ขอบอกเลยว่า คนนั้นน่าเป็นห่วงที่สุด น่าสงสารที่สุด อันตรายอย่างที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1862    เรขาคณิต (กุล) พิสูจน์กรรม (ศ. 30 ม.ค. 2569)
เส้นตรงที่น่าสรรเสริญ ตั้งอยู่บนฐานแห่งความพอดี   สิ่งที่เกิดเก่า คือ วิบาก    สิ่งที่เกิดใหม่ คือ พฤติ   สิ่งที่เกิดใหม่ คือ พฤติ    สิ่งที่เกิดเก่า คือ วิบาก   จงพิสูจน์ว่า พฤติกรรมและวิบากกรรมต่างกันอย่างไร
3 ก.พ. 2026
EP. 1846  งานไหว้ครู และครอบครูให้เป็นความหมายของตัวเลข 20  เพราะพระพรหมมีรูปพรหม 16 ชั้น และอรูปพรหม 4 ชั้น
งานไหว้ครู และครอบครูให้เป็นความหมายของตัวเลข 20  เพราะพระพรหมมีรูปพรหม 16 ชั้น และอรูปพรหม 4 ชั้น
16 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy