EP.2070 พรหมลิขิต ยมขีดเขี่ย (พ. 7 ต.ค. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 15 ต.ค. 2026
8 ผู้เข้าชม
EP.2070 พรหมลิขิต ยมขีดเขี่ย
อยู่ที่จิตที่เราเลือก คิด พูด ทำ ทำ พูด คิด
คิดดี พูดดี ทำดี ชีวิตก็ถูกพระพรหมลิขิต
คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ชีวิตก็ถูกพระยมขีดเขี่ย
เราจะคุยกันเรื่องพรหมลิขิตกับยมขีดเขี่ย ว่ามันมีเหตุผลอย่างนี้ๆ นะ มาถึงพรหมลิขิต ถ้าพระพรหมมาลิขิตให้ใคร ชีวิตคนๆ นั้นก็พบโชคดี ชีวิตคนๆ นั้นก็ปลอดภัย ชีวิตคนๆ นั้นก็จะพบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ แต่ถ้าช่วงชะตาใดที่พระยม หรือยมขีดเขี่ย ชีวิตมันยุ่งจัง ก็เหมือนคนเขียนหนังสือ ถ้าตั้งใจเขียนตัวบรรจง เขียนอย่างสงบ เขียนอย่างจิตใจเย็น ใจสบาย เขียนอย่างตั้งใจเขียน ตัวหนังสือมันก็เป็นระเบียบเขาเรียกว่า ตัวบรรจง ก็เป็นระเบียบ เกิดอารมณ์ไม่ดี เขียนหนังสือก็จะเกิดการเหมือนขีดเขี่ยไป อย่างไม่ตั้งใจหรือไม่เต็มใจจะเขียน ถ้าคนที่ไม่คุ้นลายมือกันจริงๆ ก็จะอ่านไม่ออก เหมือนอย่างพระยม ถึงเวลาจะขีดเขี่ยชะตาชีวิตคนด้วยความโมโหว่า ทำไมแกไม่ทำความดี และมิหนำซ้ำยังแถมทำชั่วอีก ก็ขีดเขี่ยด้วยความโทสะ ด้วยความโมโห
พระยมโมโหว่าเกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีมีโอกาสดีๆ แล้ว ทำไมไม่ทำความดี ทำไมกลับไปทำความชั่ว ก็เลยขีดเขี่ยไปด้วยความกริ้ว พระยมทรงกริ้ว ก็ขีดเขี่ยให้ชะตาชีวิตคนนั้นมีความยุ่งเหยิง นี่คือ ข้อเริ่มต้นให้พิจารณาว่า เมื่อเราทำของเรามาจากภพเก่าชาติเก่า เราสร้างความยุ่งเหยิงไว้ เราสร้างความเสียหายไว้ แล้วจะให้พระพรหมมาลิขิตชีวิตเราแบบบรรจง ชีวิตเราจะได้เดินไปอย่างสวยงาม ก็ลำบากอยู่นะ เมื่อเราทำความชั่วไว้ พระยมขีดเขี่ยวชีวิตเราแบบด้วยโทสะ ด้วยทรงกริ้ว ชีวิตเราก็ยุ่งเหยิง ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นว่า เมื่อชาติที่แล้วฉันไม่รู้ ถ้าฉันรู้ฉันก็จะไม่ทำ พระยมก็ถามว่า แล้วชาตินี้แกรู้ไหม ว่าแกคิดชั่ว แกพูดชั่ว แกทำชั่ว แล้วมันจะได้รับแต่สิ่งชั่วๆ แกรู้ใช่ไหม อ้าว แกรู้ ก็ย้อนไปชาติที่แล้ว ก็เหมือนกัน ชาติที่แล้วเราทำไม่ดีมา แล้วยิ่งชาตินี้ คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วเข้าไปอีก มันก็ยิ่งทำให้ไปกันใหญ่ พระยมก็ไม่ยอม
บางครั้งชะตาชีวิตยังไม่หมด แต่บังเอิญมาถึงจุดที่พระยมองค์หนึ่งองค์ใด จะมากำกับชะตาชีวิตเรา พระยมก็จะขีดเขี่ยอย่างเสียไม่ได้ แต่ถ้าหากตรงกันข้าม ชีวิตเราทำมาดี มาถึงช่วงนี้เป็นหน้าที่ของพระพรหม พระพรหมก็จะลิขิตตรงไปตรงมา และถ้าเกิดทำไปแล้ว มันก็ต้องเริ่มต้นใหม่ ตามทำพูดคิด คิดพูดทำ ต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ยังมีคนจะฝืนเอาชีวิตของตนเองเข้าไปให้พระขีดเขี่ยซะอีก แทนที่จะทำความดี ละเว้นความชั่ว จิตใจผ่องใส และต่อไปชีวิตจะได้ไปอยู่ในบารมีของพระพรหม จะได้ลิขิตชีวิตให้สวยสดงดงาม ก็กลับไม่เป็นอย่างนั้น
โอกาสของทุกคนยังมีที่จะเริ่มต้น เพราะถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ ถึงบาปเก่าที่มันวนเวียนเข้ามา มันจะรุนแรงสักแค่ไหน มันก็จะค่อยๆ ลดทอนลงไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ฉะนั้น เกิดมาเป็นชาวพุทธ เริ่มต้นที่จิต คิดผิด คิดใหม่ได้ หลายคนไม่เคยคิดที่จะคิดใหม่ แต่กลับยิ่งประชดประชัน แล้วก็ใช้วิธีที่จะแสดงความต่อต้าน สมัยนี้เขาเรียกกันว่า ต้านสังคม โซเชียลแอนตี้ คือ ต้านสังคม มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ชีวิตคุณจะเกิดมากี่ชาติๆ ก็อยู่ในฐานะยมขีดเขี่ย เสียอนาคตหมด
พ. 7 ต.ค. 2569
รวบรวมและเรียบเรียงโดย คุณปุนนภา รักษาวงษ์
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เราพบกันทางเงา เป็นเงาของวันพุธที่ 7 เดือนตุลาคม พุทธะ คริสต์ 69 และ 26 แรม 11 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อยต้องให้ได้อะไรบ้าง เรื่องราวในช่วงนี้ก็อาจจะต้องตีความกันยาวสักหน่อย เพราะว่ามันเป็นเรื่องหัวข้อเรื่องเรื่องที่ใหญ่โตมโหฬารมาก หัวข้อนั้นก็คือ พรหมลิขิต ยมขีดเขี่ย
คำว่า พรหมลิขิต ได้ยินกันเป็นประจำแทบทุกแห่ง ทุกหน ทุกที่ ก็มีผู้พูดถึงกันไม่ใช่น้อยๆ แต่คำว่า ยมขีดเขี่ย มีผู้สงสัยส่งคำถามมาทางสายกันมากมายเชียว เราก็เลยบอกว่า เราคงชี้แจงรายละเอียดกันทางพบกันทางเงาโดยสิ้นเชิงคงไม่ได้หรอก เราต้องมาพบกันในรายการที่มีโอกาสใช้เวลาในการชี้แจงกันมากสักหน่อย เช่น รายการถามแอนด์ทอล์ค แต่ก็พอที่จะชี้แจงให้ได้บ้างเล็กน้อย
พรหมลิขิตอันนี้ก็ตรงไปตรงมา ลิขิตแปลว่า ตั้งอกตั้งใจ ประจงใจ หรือบรรจงในการที่จะขีดเขียนให้สวยสดงดงาม เพราะว่าพระพรหมเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ และใจดี คือ มีเมตตา แต่ว่าเมตตานี่ไม่ใช่ใจดีแบบชาวบ้านนะ ใจดีมีเมตตามันคนละกรณีกันนะ ชาวบ้านใจดี หรือมนุษย์ใจดีบางทีดีไม่เข้าท่า บางทีก็ดีเกินไป บางทีก็ดีไม่มีเหตุมีผล พูดกันง่ายๆ ว่า มีความรัก มีความเสน่หาต่อกัน ก็ใจดี แต่พระพรหมนี่ไม่ใจใจดีแบบนั้น
ความเมตตาของพระพรหม ก็คือ ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าแล้วก็เมตตา ถ้าคนไหนเห็นว่าพระพรหมเห็นว่า เมตตาไม่ไหว คนๆ นี้เหลือขอเหลือที่จะเมตตา ท่านก็อุเบกขา อุเบกขาแปลว่า นิ่งเฉยอยู่ได้อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริงว่า ตาคนนี้ไม่ไหว เมตตาไปก็เท่านั้น ไม่มีประโยชน์ ยายคนนี้ไม่ไหว เมตตาไปก็เป็นโทษ เพราะนางคนนี้กับยายคนนี้ไม่มีความสำนึก ไม่มีความสำนึกที่จะคิด ที่จะทำ ที่จะพูด ให้มันเกิดเป็นประโยชน์ ไม่สร้างสรรค์ว่าอย่างนั้นเถอะ แถมบางทียังกลายเป็นโทษซะอีก แล้วยิ่งพอพระพรหมพิจารณาเรื่องของตาคนนี้กับยายคนนี้ย้อนยุคไป ย้อนสมัยไป ย้อนภพย้อนสมัยไป ทำชั่วไว้เยอะนี่ ตาคนนี้ไม่เคยทำความดีไว้เท่าที่ควรเลย ยายคนนี้ยิ่งทำชั่วใหญ่มากกว่าตาคนนี้อีก พระพรหมก็ต้องอุเบกขานิ่งเฉย อันนี้ก็เรียกว่า เป็นลักษณะของคนที่มีพรหมลิขิต
บางคนไปซื้อไปเช่าพระพรหมมาองค์โตๆ แล้วก็มาตั้งไว้บูชาองค์เดียวไม่พอ ไปซื้อมาอีกองค์นึงอีก ก็หวังว่าจะได้พระพรหมมาหลายๆ องค์ แล้วก็ได้ช่วยกันหลายๆ องค์ ที่จริงเข้าใจผิด พระพรหมไม่ได้มีรูป ไม่ได้มีตัวมีตน พระพรหมเป็นคลื่น เป็นคลื่นพลัง คลื่นพลังบุญของคนที่มีพรหมลิขิตเกิดมาดี คลื่นของพระพรหมที่ลงมาให้กับตาคนนี้ กับยายคนนั้น หรือนาย ก หรือนาง ข ก็จะเป็นคลื่นที่ดี เพราะว่าทำความดีไว้เยอะ รังสีแห่งพรหมส่งลงมา แล้วนาย ก หรือ นาง ข ก็รู้จักทำจิตให้สงบ ไม่ได้ฟุ้งซ่าน เป็นที่น่ารำคาญ เป็นที่น่าเบื่อหน่ายแด่คนทั้งหลาย พระพรหมก็ส่งคลื่นรังสีลงมา แล้วรังสีนี้จะรับได้ด้วยจิตที่สงบ จิตสงบ
จิตที่สงบต้องเป็นจิตของคนที่มีเมตตา มีความรู้สึกนึกคิดที่ดี มีเหตุมีผล ไม่ใช่ว่าทำใจนิ่งๆ แล้วก็สงบ แต่ในใจกำลังคิดที่จะไปทำสิ่งที่ชั่วร้ายแล้วก็นิ่งเหมือนงู เขาบอกว่า ทางศาสนาพุทธเขาก็เปรียบเหมือนงูกำลังจะฉกเหยื่อ หรือเสือกำลังจะตะครุบเหยื่อ มันก็นิ่งเหมือนกัน มันนิ่งแล้วก็จ้อง พอจ้องมองได้จังหวะหรือยังที่จะตะครุบเหยื่อ ได้จังหวะหรือยังที่งูจะฉกเหยื่อ อันนี้นิ่งไม่เหมือนกัน นิ่งแบบไม่สมเหตุสมผล
ความนิ่งของคนที่นิ่งจริงๆ แล้วมีจิตเมตตา จึงจะรับคลื่นรังสีแห่งพรหมได้ ไม่อย่างนั้นนิ่งแบบถึงเวลาจะหยุดก็หยุด แล้วก็ฉันนิ่งแล้วนะ ฉันสงบแล้วนะ อันนี้ไม่ใช่ เราจะคุยกันเรื่องพรหมลิขิตกับยมขีดเขี่ยกันในวันเสาร์ที่ 10 ที่จะถึงนี้ว่า มันมีเหตุมีผลอย่างนี้ อย่างนี้นะ ตอนนี้มาถึงพรหมลิขิต ถ้าพระพรหมมาลิขิตให้ใคร ชีวิตคนๆ นั้นก็โชคดี ชีวิตคนๆ นั้นก็มีความสุข ชีวิตคนๆ นั้นก็ปลอดภัย ชีวิตคนๆ นั้นก็จะพบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ แต่ถ้าหากว่าช่วงชะตาใดที่พระยม หรือยมขีดเขี่ย ชีวิตมันยุ่งจัง ก็นึกถึงคนเขียนหนังสือนะ ถ้าตั้งใจเขียนตัวบรรจง เขียนอย่างสงบ เขียนอย่างจิตใจเย็น ใจสบาย แล้วก็เขียนอย่างตั้งใจเขียน ตัวหนังสือมันก็เป็นระเบียบ เขาเรียกว่า ตัวบรรจง ตัวบรรจงก็เป็นระเบียบ
แต่หากว่าเกิดอารมณ์ไม่ดีเขียนหนังสือ ก็จะเกิดการเหมือนขีดเขี่ยไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่เต็มใจจะเขียน ถ้าคนที่ไม่คุ้นลายมือกันจริงๆ ก็จะอ่านไม่ออก เขียนอะไรของเขา อ่านไม่ออกเลย ถามว่าทำไมเขาเขียนอย่างนี้ อ๋อ เขาอารมณ์เสีย อารมณ์เขาไม่ดี เขามีอารมณ์ไม่พอใจ ก็เหมือนอย่างพระยม ถึงเวลาจะขีดเขี่ยชะตาชีวิตคนด้วยความโมโหว่า ทำไมแกไม่ทำความดี แล้วมิหนำซ้ำนะยังแถมทำชั่วอีก ก็ขีดเขี่ยแบบด้วยความโทสะ ด้วยความโมโห พระยมโมโหว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีมีโอกาสดีๆ แล้ว ทำไมไม่ทำความดี ทำไมกลับไปทำความชั่ว ก็เลยขีดเขี่ย ขีดไปด้วยทรงกริ้ว พระยมทรงกริ้ว ก็ขีดเขี่ยให้ชะตาชีวิตคนนั้นเกิดความยุ่งเหยิงเหมือนคนเขียนยุ่งๆ
เพราะฉะนั้น นี่คือ ข้อเริ่มต้นให้พิจารณาว่า เมื่อเราทำของเรามาจากภพเก่า ชาติเก่า เราสร้างความยุ่งเหยิงไว้ เราสร้างความเสียหายไว้ แล้วจะให้พระพรหมมาลิขิตชีวิตเราแบบบรรจง ชีวิตเราจะได้เดินไปอย่างสวยงาม มันก็ลำบากอยู่นะ
เมื่อเราทำความชั่วไว้ พระยมขีดเขี่ยชีวิตเราแบบด้วยโทสะ ด้วยทรงกริ้ว ด้วยทรงโกรธ ชีวิตเราก็ยุ่งเหยิง ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นว่า ก็ฉันทำไว้เมื่อชาติที่แล้วฉันไม่รู้ ถ้าฉันรู้ฉันก็จะไม่ทำ พระยมก็ถามว่า แล้วชาตินี้แกรู้ไหม ชาตินี้แกรู้ไหมว่า แกคิดชั่ว แกพูดชั่ว แกทำชั่ว แล้วมันจะได้รับแต่สิ่งชั่วๆ แกรู้ใช่ไหม อ้าว รู้ ก็ย้อนไปชาติที่แล้ว ก็เหมือนกัน ชาติที่แล้วเราทำไม่ดีมา แล้วยิ่งชาตินี้คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เข้าไปอีก มันก็ยิ่งทำให้ไปกันใหญ่ พระยมก็ไม่ยอม บางครั้งชะตาชีวิตยังไม่หมด แต่บังเอิญมาถึงจุดที่พระยมองค์หนึ่งองค์ใดจะมากำกับชะตาชีวิตเรา เพราะยมก็จะขีดเขี่ยอย่างเสียไม่ได้
แต่ถ้าหากตรงกันข้าม ชีวิตเราทำมาดี มาถึงช่วงนี้เป็นหน้าที่ของพระพรหม พระพรหมก็จะลิขิตตรงไปตรงมา และถ้าเกิดทำไปแล้วมันก็ต้องเริ่มต้นใหม่ ทำพูดคิด คิดพูดทำ ต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เท่าที่เห็นทุกวันนี้ ยังมีคนจะฝืน ฝืน เอาชีวิตของตนเองเข้าไปให้พระยมขีดเขี่ยซะอีก แทนที่จะทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจผ่องใส และต่อไปชีวิตจะได้ไปอยู่ในบารมีของพระพรหม จะได้ลิขิตชีวิตให้สวยสดงดงาม ก็กลับไม่เป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น โอกาสของทุกคน ยังมีที่จะเริ่มต้น เพราะถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ ถึงบาปเก่าที่มันวนเวียนเข้ามา มันจะรุนแรงแค่ไหน มันก็จะค่อยๆ ค่อยๆ ลดทอนลงไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ฉะนั้น เกิดมาเป็นชาวพุทธเริ่มต้นที่จิต คิดผิดคิดใหม่ได้ หลายคนไม่เคยคิดที่จะคิดใหม่ แต่กลับยิ่งประชดประชันแล้วก็ใช้วิธีที่จะแสดงความต่อต้าน สมัยนี้เขาเรียกกันว่า ต้านสังคม โซเชียลแอนตี้คือ ต้านสังคม มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ชีวิตคุณจะเกิดมากี่ชาติ กี่ชาติ ก็อยู่ในฐานะยมขีดเขี่ย เสียอนาคตหมด วันนี้ก็ขอคุยกันแบบกันเองแบบสบายๆ เหตุผลทั้งหลายที่จะมาให้ข้อคิด ก็จะค่อยๆ ลำเลียงออกมาว่า ชีวิตของคนที่มีพรหมลิขิตแสนเพลิน เหมือนเดินอยู่บนหนทางวิมานเป็นอย่างไร ชีวิตของคนที่อยู่ในฐานะยมขีดเขี่ยแสนทุกข์ทรมาน ด้วยความลำบากสารพัดเป็นเหตุผลอะไร เราก็ยุติลงคงไว้เพียงเท่านี้
มาดูผลงานของคุณพรทิพย์ พุตติ 2069 พรหมลิขิตคู่กับยมขีดเขี่ย พรหมลิขิตส่งมาตลอดเวลาเพื่อให้เราสมปรารถนา แต่ขณะเดียวกันบาปที่เราทำตั้งแต่ภพเก่าชาติเก่า ก็คือ ยมขีดเขี่ย ส่งเป็นคลื่นพลังกรรมลงมาให้เราผิดหวัง ให้เรามีทุกขเวทนา ทำยังไงจึงจะได้รับคลื่นลิขิตจากพรหมเยอะๆ มากๆ ทำอย่างไรจะพ้น หรือหลีกหนีคลื่นขีดเขี่ยจากพระยมให้มากที่สุด จิตตัวเดียว จิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ก็อยากจะถามว่า จะหยุดแล้วหรือยังสำหรับผู้ที่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว จิตเดิมแท้เป็นประภัสสร จิตเก่าจริงๆ ที่จุติมา ที่เกิดมาเป็นจิตสวยงาม เป็นจิตที่มีเมตตา เป็นจิตแห่งพรหมลิขิต
หลายคนบอกว่า ฉันยังไม่หยุดล่ะ ฉันสนุกของฉัน เที่ยวพาลพาโลโฉเก เที่ยวนินทาคนนั้นนินทาคนนี้ ให้ร้ายคนนั้น ป้ายสีคนนี้ พูดจาเสียดสีคนนั้น คนนี้ คนโน้นอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ก็น่าเสียใจที่มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์กับเขาทั้งที ก็ฝากข้อคิดแด่ทุกๆ คน ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวกลับมาฟังเพลงแล้วสวดมนต์สวดพรกัน
เพลงที่จบลงไปชื่อเพลง อยู่อย่างทำใจ คนทุกคนก็ต้องอยู่อย่างทำใจ ไม่ว่าฐานะอย่างไร จะอยู่ในฐานะอย่างไร ไม่มีไข้ได้ดั่งใจ 100% หรอก ก็ต้องอยู่อย่างทำใจ แล้วก็ทำใจให้สงบ เดี๋ยวความดีทั้งหลายมันก็ค่อยๆ สะสมของตัวของมันขึ้นมา เพลง อยู่อย่างทำใจ คำร้อง ธวัช คณิตกุล ทำนอง ทหารแก่ ขับร้อง รัศมี ชุติมา จังหวะ ควิกวอลซ์
รายละเอียดมีอยู่ว่า ใบไม้ปลิวร่วงตามกาลเวลา สายธาราไหลไม่สิ้นเหือดหาย ค่ำคืนเดือนดาวก็เปล่งประกาย หลายเรื่องราวคือความจริงกำหนดไว้ จะสุขหรือทุกข์เป็นของคู่กัน นั้นคือ ความจริงไม่อาจเปลี่ยนไป รู้ทันธรรมชาติใบไม้ปลิวไหว เสียงเรไรขับขานแข่งสายธารแว่วยิน อยู่อย่างทำใจ คือ คำตอบคลายหมองไหม้ ให้สุขจะทันใจ ไร้ทุกข์ดั่งใจถวิล อยู่อย่างเป็นสุขทุกข์ไม่มีแปลกสิ้น อยู่ร้อนเป็นทุกข์ สุขไม่มีอย่าเพ้อรำพัน สัจธรรมความเป็นจริงด้วยครุ่นคิด ชีวิตไม่มีแต่เราเศร้าโศกศัลย์ เดือนคู่ดาว สุขคู่ทุกข์ เป็นเช่นนั้น สารพันอยู่อย่างทำใจเถิดหนา เนื้อเพลงเป็นอมตะ โดยอาจารย์สมศักดิ์ รักไพบูลย์สมบัติ ก็ขอขอบคุณ
บทความที่เกี่ยวข้อง
เราไม่ต้องไปง้อสิ่งใด ไม่ต้องไปง้อผู้ใด ไม่ต้องไปง้อสถานที่ใด เอาตัวเรา สถานที่ของเรา สิ่งที่เรามีอยู่ มาสร้างศักยภาพ แล้วก็มาสร้างศักดิ์สิทธิ์
25 เม.ย. 2026
คนที่มีองค์ในใหญ่ องค์ในโต ต้องรับรู้ให้ถูกต้องให้มากที่สุด ใช้ความรู้สึกที่ไม่ผิดพลาด หรือผิดพลาดก็ให้น้อยที่สุด เพราะถ้าเพี้ยนแล้วมันก็หมดละตอนนี้ เทพก็ไม่ยอม มนุษย์ก็ไม่ปล่อยผ่าน คราวนี้นายก. จะเสียทั้งศักยภาพทางนอกคือ สามัญวิสัยแล้วก็จะสูญเสียทั้งศักดิ์สิทธิ์ก็คือเหนือสามัญวิสัย
28 ก.ย. 2026
