EP.2064 จิตเดิมแท้ กับ วิญญาณแท้ เหมือนกันหรือแตกต่างกัน (อ. 29 ก.ย. 2569)
อัพเดทล่าสุด: 7 ต.ค. 2026
18 ผู้เข้าชม
EP.2064 จิตเดิมแท้ กับ วิญญาณแท้ เหมือนกันหรือแตกต่างกัน
จิตเดิมแท้เป็นประภัสสร หมายความว่า จิตของคนที่เกิดมาใหม่ๆ มันสะอาด บริสุทธิ์ แล้วก็ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่พออยู่ไป นานๆ เข้า มันเกิดการสะสมสิ่งชั่วร้าย จิตเดิมแท้ก็เปลี่ยนไป จิตที่เคยสะอาด บริสุทธิ์ ก็เปลี่ยนเป็นสกปรก แล้วก็สกปรกขึ้นมาเรื่อยๆ
ส่วนวิญญาณแท้ เป็นเรื่องของเจตนา เจตจำนงของการกระทำ คนที่มีโอกาสพบกันในฐานะอะไรต่อมิอะไร เขาเรียกว่า พรหมลิขิตบันดาลชักพา ปฏิบัติต่อกันอย่างถูกต้องก็ได้วิญญาณแท้ แต่ถ้าปฏิบัติต่อกันไม่ถูกต้อง ก็ได้วิญญาณเทียม
เพลงออกแขกหยุดลงตรงว่า “ความตายสุดท้ายไม่พลาด” ก็เป็นอย่างนี้แหล่ะมนุษย์เรา ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา คติชาวจีน วันนี้เราพบกันวันอังคารที่ 29 เดือนกันยายน ปีพุทธศักราช 69 คริสต์ศักราช 26 แรม 3 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะ วา” วันเวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง
ก่อนจะสนทนาธรรมะสองภาคตามสภาพงานของเรา เราขอร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อวยพรให้กับแพทย์หญิงกริษฐา กิตติมานนท์ หรือคุณหมอจอมขวัญ เป็นการบอกกล่าวเล่าแจ้งจากคุณป้าจ๋า คุณอุบลวรรณ กิตติมานนท์ ขอให้คุณหมอจอมขวัญ มีความสุขความเจริญ คิดสิ่งใดปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สมความปรารถนา สุขสันต์วันเกิด
เอาล่ะ เราก็กลับเข้ามาสู่การสนทนา แต่ละวันๆ ก็มีผู้สงสัยในหลักธรรม 2 ข้อ คือ สามัญวิสัยกับเหนือสามัญวิสัย อย่างวันนี้ก็เป็นเจ้าเก่า อาจารย์วรพรรณ เนียมน้ำเพชร หรืออาจารย์บิว มีคำถามที่น่าสนใจ ถามมาว่า คำว่า “จิตเดิมแท้” กับ ”วิญญาณแท้” เหมือนกันหรือแตกต่างกัน จิตเดิมแท้เป็นประภัสสร “ประภัสสร จิตตัง ภิกขเว จิตเดิมแท้เป็นประภัสสร”
ส่วนวิญญาณแท้ วิญญาณแท้คืออะไร ที่จริงการถาม 2 คำนี้สั้นๆ แต่ถ้าจะคุยกันจนให้เข้าใจอย่างแท้จริง ต้องใช้เวลาอธิบายกันมากอยู่สักหน่อย เราก็ขอเอาเฉพาะ เฉพาะเป็นหัวข้อไปก่อน ถ้าเกิดข้อสงสัยนี้ยังไม่ชัดเจน เราก็จะนำมาเป็นกระทู้สนทนากันในรายการ “ถามแอนด์ทอล์ค” ซึ่งสัปดาห์นี้จะพบกันในรายการถามแอนด์ทอล์ค ในวันที่ 10 เดือนตุลาคม คือเดือนหน้า
คำถามมีอยู่ว่า “จิตเดิมแท้” คืออะไร “ประภัสสร จิตตัง ภิกขเว จิตเดิมแท้เป็นประภัสสร” คือหมายความว่า จิตของคนที่เกิดมาใหม่ๆ มันสะอาด บริสุทธิ์ แล้วก็ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่นี้พออยู่ไปๆ นานๆ เข้า มันเกิดการสะสม สะสมสิ่งชั่วร้าย โดยเฉพาะความโลภ ความโกรธ ความหลง กิเลส ตัณหา อุปาทาน สะสมเข้ามาในจิต จิตเดิมแท้ก็กลายเป็นเปลี่ยนไป จิตที่เคยสะอาด บริสุทธิ์ ก็เปลี่ยนเป็นสกปรก สกปรก แล้วก็สกปรกขึ้นมาเรื่อยๆ
บางคนเกิดมาใสสะอาด ปราศจากมลทิน แต่เกิดมาในร่าง ในร่างของผู้ที่มีเขาเรียกว่า พันธุกรรม พ่อแม่ ค่อนข้างจะมีจิตที่ไม่บริสุทธิ์ หรืออาจจะถึงขั้นชั่วช้าเลวทราม อันนี้เขาเรียกว่า เป็นพันธุกรรม ทำให้จิตเดิมแท้นั้นเปลี่ยนไป
บางทีพ่อแม่แสนจะดี แต่สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมของเด็กคนนั้นเกิดมาแล้วไม่ใส่ใจที่จะรับฟังคำสั่งสอน ให้จิตสะอาด สว่าง สงบ สะอาด สว่าง และสงบ จิตก็เลื่อนเปื้อนไปในทางสกปรก เลวร้ายขึ้นทุกวันๆ จิตประภัสสรก็เปลี่ยนเป็นจิตสกปรก เลวร้ายขึ้น เลวร้ายขึ้น เลวร้ายขึ้น จนผลที่สุด สุดท้ายก็กลายเป็นจิตทราม จิตต่ำทราม
นี่คือ ลักษณะของจิตเป็นประภัสสร เดิมทีจิตเดิมแท้เป็นประภัสสร จิตบริสุทธิ์ แต่ความบริสุทธิ์ไม่ได้รับการรักษาไว้ มิหนำซ้ำยังเอาความสกปรกมาพอกจิตตัวเอง จนกลายเป็นตรงกันข้ามไป จิตเป็นประภัสสรหรือจิตเดิมแท้เป็น “จิตบริสุทธิ์”
แต่นี้มาเป็นวิญญาณแท้ วิญญาณแท้เกิดจากการกระทำ สมมติว่านาย ก. มีเพื่อนชื่อ นาย ข. นาย ก. จะต้องปฏิบัติต่อเพื่อนอย่างในฐานะให้สมกับเป็นกัลยาณมิตร เป็นกัลยาณมิตร ถ้านาย ก. ปฏิบัติต่อเพื่อนอย่างเหมาะสมเป็นกัลยาณมิตร เป็นมิตรแท้ เป็นมิตรที่ดี วิญญาณแท้ของ นาย ก. ก็เกิดขึ้น เกิดขึ้น เกิดขึ้น
ถ้าเกิดตรงกันข้าม นาย ก. ปฏิบัติต่อนาย ข. แบบปลิ้นปล้อนกระล่อนทอง หลอกล่อหรือใช้เล่ห์เหลี่ยม ใช้วิธีการสกปรกกับ นาย ข. ตลอดเวลา ฐานะของนาย ก. กับ นาย ข. แทนที่จะมาพบกันแล้วบริสุทธิ์ใจต่อกัน จริงใจต่อกัน ปรารถนาดีต่อกัน มุ่งที่จะช่วยเหลือกันตามกำลังความสามารถ ที่จะช่วยได้ เพราะว่าพรหมลิขิตเขาบันดาลชักพาให้นาย ก. กับนาย ข. ได้มาพบกันในฐานะเพื่อน แล้วต้องเป็นเพื่อนแท้ เป็นกัลยาณมิตร เป็นมิตรแท้
แต่นาย ก. กลับปฏิบัติกับ นาย ข. แบบตรงกันข้าม ไม่บริสุทธิ์ใจ มีความคิดที่จะฉ้อฉล กลลวง หลอกล่ออยู่ตลอดเวลา ผลที่สุดวิญญาณแท้ของนาย ก. ก็กลายเป็นวิญญาณเทียม จากวิญญาณแท้ที่เป็นประโยชน์ ก็กลายเป็นวิญญาณเทียม
ส่วนนาย ข. จะปฏิบัติต่อ นาย ก. อย่างไร ก็อีกนั่นแหล่ะ นาย ข. ปฏิบัติต่อ นาย ก. อย่างไร ปฏิบัติตามฐานะของความเป็นเพื่อนที่ดีแล้วก็หวังดี ปรารถนาดี ต้องการเห็นนาย ก. มีความสำเร็จสุข เวลานาย ก. มีปัญหาก็แค่เข้าไปช่วยเหลือ เข้าไปแก้ไข เข้าไปสร้างผลประโยชน์ ทำประโยชน์ ต่างๆ นานา ให้ นาย ข. ก็จะได้วิญญาณแท้จากการปฏิบัติกับ นาย ก.
แต่ตรงกันข้าม นาย ก. กลับได้วิญญาณเทียม เป็นวิญญาณโกหก เป็นวิญญาณหลอกลวงจากนาย ก. ผลที่สุด นาย ก. ได้วิญญาณเทียม นาย ข. กลับได้วิญญาณแท้
อันนี้ก็ทำให้เห็นได้ว่า แทนที่นาย ก. พบนาย ข. แล้ว เขามีพรหมลิขิตร่วมกันมา แต่กลับปฏิบัติต่อกันแบบไม่รับผิดชอบ อย่างนี้เท่ากับว่า นาย ก. ได้รับวิญญาณเทียม นาย ข. ได้รับวิญญาณแท้
จิตกับวิญญาณ วิญญาณคือ ความรู้สึก ส่วนจิตนั้นทำการ เป็นสิ่งที่ทำการ อย่างที่เราบอกว่า จิตรับรู้อารมณ์ อารมณ์ป่วนจิต จิตเสวยอารมณ์ ตัวเวทนา ขันธ์ตัวที่ 2 ตัวที่ 1 คือ รูป รูปก็คือ รูปธรรม ตัวที่ 2 เวทนา เวทนาคือ นามธรรม จิตเสวยอารมณ์ถ้าอารมณ์ดี จิตรับรู้อารมณ์ อารมณ์เป็นปกติไม่ดีไม่ชั่ว อารมณ์ป่วนจิต ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็ไปป่วนจิต จิตจะเป็นฝ่ายถูกกระทำ จากสิ่งซึ่งมากระทบตลอดเวลา
เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ไม่ทำจิตให้อยู่ในความสงบ ตั้งรับให้ดี เขาดีอย่างนาย ข. นาย ก. ร้ายมา นาย ก. ไม่บริสุทธิ์ใจ แต่นาย ข. บริสุทธิ์ใจต่อนาย ก. ปรารถนาดีต่อนาย ก. นาย ข. ได้วิญญาณแท้ แต่ นาย ก. ได้วิญญาณเทียม ทุกคนถ้าไม่รักษาจิตของตัวเอง เป็นไปตามกระบวนของการปั่นป่วนของการทำร้ายซึ่งกันและกัน คนนั้นก็จะมีจิตสับสนอลหม่าน วุ่นวาย
เพราะฉะนั้น จึงขออธิบายให้เห็นว่า จิตเป็นประภัสสร จิตเดิมแท้เป็นอย่างนี้กับวิญญาณแท้ ก็ขึ้นอยู่กับเจตจำนงเจตนาในการกระทำ อันแรกเป็นเรื่องของความสะอาดบริสุทธิ์ของจิต อันหลังเป็นเรื่องของเจตนา เจตจำนงของการกระทำ
คนที่มีโอกาสพบกันในฐานะอะไรต่อมิอะไร เขาเรียกว่า ”พรหมลิขิตบันดาลชักพา” เขาชักพามาแล้ว คุณกลับปฏิบัติต่อผู้ที่มาพบ มาประสบ มาใกล้ มาสัมพันธ์กันอย่างไร ปฏิบัติต่อกันและกันอย่างไม่ถูกต้อง ผู้ปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องนั่นแหล่ะรับผลเสีย ส่วนผู้ที่เขารับผลจากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เช่น นาย ข. ไม่รู้เรื่องว่านาย ก. มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ คิดร้ายต่อตัวเอง นาย ข. กลับได้วิญญาณแท้ แต่นาย ก. ได้วิญญาณเทียม
“กัมมุนา วัตตะตี โลโก” สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใครทำดีก็ต้องได้ดี ใครทำชั่วก็ต้องได้ชั่ว “กัลยาณการี กัลยาณัง ปาปการี จะ ปาปกัง” ทั้งๆ ที่นาย ข. ไม่รู้เรื่องเลยว่า นาย ก. ทำร้าย เจตนาไม่ดี ทำให้ตัวเองเสียหายตลอดเวลา แต่นาย ข.กลับมีความรู้สึกมีความเป็นกัลยาณมิตรต่อนาย ก.
เพราะฉะนั้น มนุษย์ที่โง่ โง่ ก็จะทำชั่ว มนุษย์ที่เขาจะฉลาด เขาไม่ทำชั่ว เพราะดีก็ได้แก่ตัว ชั่วก็ตัวก็ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา ไม่ว่าทางนอก สามัญวิสัยก็เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าทางใน เหนือสามัญวิสัยก็เป็นเช่นนี้
เดี๋ยวมาดูผลงานของคุณพรทิพย์ พุตติ 2063 ของคุณพรทิพย์ได้ตัวโปรยมากพอสมควร ”ถ้าชาวพุทธส่วนใหญ่ รู้จักพระพุทธศาสนาดี รู้จักจริง แล้วก็เอาหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ทั้งหลายทั้งปวง ทุกๆ หมวด ทุกๆ ข้อ รวมทั้งข้อสุดท้าย ไตรลักษณ์ คือ“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของตัวเองให้ถูกต้อง เอาหลักธรรมมาสร้างประโยชน์ ในการที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ให้ตัวเรา เป็นคนที่มีความเก่งกล้าสามารถ จะเก่งทางไหนก็ได้ ให้เก่งจริงๆ ให้สมกับบุญเก่ากุศลเก่าที่เราสร้างมา
พอเราเก่งแล้ว ศักยภาพเกิดขึ้นมาแล้ว ด้วยหลักธรรมคำสั่งสอน เช่น “อิทธิบาทธรรม” รวมทั้งคุณความดีแล้วมันก็จะกลายเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ก็จะกลับมาตีกลับมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ เราก็ไปนั่งอยู่บนบัลลังก์ของคนเก่ง นั่งอยู่บนบัลลังก์ของคนดี นั่งอยู่บนบัลลังก์ของคนสำเร็จในชีวิต เราจึงมีคาถาประจำสำนักสหปฏิบัติฯ ว่า “ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ”
นี่ข้อความถึงการบอกชัดๆ สั้นๆ ได้ว่า ใครที่หวังความศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธศาสนา จะไปขอพร ขอบารมีจากพระพุทธรูปแสดงปาฏิหาริย์ ให้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ขอให้เป็นอย่างนั้น ขอให้เป็นอย่างนี้ หรือจะไปขอพรจากหลวงพ่อที่เป็นพระสงฆ์ ขอให้ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อช่วยข้าพเจ้าด้วย ขอให้ได้สิ่งโน้น สิ่งนั้น สิ่งนี้ อันนี้เข้าใจผิด
เมื่อตัวเองต้องการสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์คือ ศักดิ์สิทธิ์ ตัวเองต้องสร้างศักยภาพ และศักยภาพที่สร้างนั้นต้องเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา หลักธรรมในพระพุทธศาสนามีมากมาย หมวดใหญ่ๆ หมวดสำคัญๆ หรือจะหมวดทั่วไป โดยอย่างเช่น พรหมวิหารธรรม 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต้องร่วมกันกับทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา แล้วก็มี ฉันทะ จิตตะ วิริยะ วิมังสา ที่เราพูดกันบ่อยๆ ว่า หลักธรรม 3 หมวด 12 ข้อ หมั่นปฏิบัติให้ได้ ปฏิบัติให้เข้าใจแล้วปฏิบัติให้ได้ ไม่ช้าไม่นานคุณก็จะกลายเป็นคนเก่ง กล้า สามารถ
ความเก่ง กล้า สามารถ จากการใช้หลักธรรมเหล่านี้มาดำเนินชีวิต ไม่ใช่ได้แค่ความเก่ง กล้า สามารถ ที่เราเรียกว่า ศักยภาพอย่างเดียว ความศักดิ์สิทธิ์กำลังตามมา เพราะว่าศักยภาพที่เกิดจากหลักธรรมคำสั่งสอน ในการเอาหลักธรรมคำสอนมาปฏิบัติเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ก็จะกลับมากลายเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ คนที่มีศักยภาพที่เกิดจากการทำตามคำสอนในหลักพระพุทธศาสนา ก็จะกลายเป็นคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ของความสำเร็จสุขในชีวิต ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมารับฟังเพลง แล้วก็รายงานจากอาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์ แล้วเรามาสวดมนต์สวดพรกัน ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
อ. 29 ก.ย. 2569
รวบรวมโดย คุณพรทิพย์ พุตติ
บทความที่เกี่ยวข้อง
ชีวิตถ้าสร้างวิญญาณแท้ไม่ได้ ชีวิตก็มีแต่ วิญญาณท้อแท้
6 ส.ค. 2026
คลื่นพลังสอดแทรก เรามีพลังเหนือพลังบางอย่าง ที่ทั้งจะมากลั่นแกล้งเราให้เราผิด ให้เราพลาด ให้เราพลั้ง และมีพลังเหนือพลังที่จะมาเพิ่ม มาเติม มาต่อสิ่งที่ดีๆ ให้กับเรา พลังเหนือพลังก็คือ คลื่นสอดแทรก มีทั้งคลื่นที่ดี และมีทั้งคลื่นที่ร้ายเข้ามาสอดแทรก
10 ม.ค. 2026
เหตุเพราะพระพุทธองค์บอกว่า การเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี จะต้องเป็นคนที่มีจิตใจผ่องใส ทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว
13 มี.ค. 2026
