EP.2058 รับรู้เรื่องพลังแฝงในตัวเรา จากการเรียนรู้เรื่องอาหาร 4 ของพระพุทธศาสนา
อัพเดทล่าสุด: 26 ก.ย. 2026
23 ผู้เข้าชม
EP.2058 รับรู้เรื่องพลังแฝงในตัวเรา จากการเรียนรู้เรื่องอาหาร 4 ของพระพุทธศาสนา
1. กวฬิงการาหาร อาหารเป็นคำๆ ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย
2. ผัสสาหาร อาหารคือ ผัสสะ การกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน เพื่อหล่อเลี้ยงความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์
3. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือ ความจงใจ หรือเจตนาในใจ เป็นพลังขับเคลื่อนจิตใจ มีเป้าหมายในชีวิต
4. วิญญาณาหาร อาหารคือ วิญญาณ เป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดความรับรู้ และนำไปสู่การเกิดภพ
พลังแฝงหรือแฝง ที่เราชาวสหปฏิบัติฯ ศึกษาเรียนรู้กันอยู่ และมีความมั่นใจว่า ถ้าผู้ใดหมั่นใส่ใจใฝ่เรียนรู้ความรู้ต่างๆ เข้าไปใสเข้าในอายตนะต่างๆ ตามที่ขันธ์ทั้ง 5 แทนการบูชาพานครูขันธ์5 หรือจะร่วมกันกับการบูชาพานครูขันธ์ 5 ก็ได้ คือแปลว่า บูชาครูพานครูขันธ์ 5 อย่างมีความตั้งอกตั้งใจ ตั้งมั่นในการบูชา ขณะเดียวกันเราก็หมั่นใส่ความรู้ต่างๆ ลงไปในขันธ์ 5 ของเราในร่างกาย ก็มีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ
ถ้าใครต้องการให้เกิดญาณแฝง โดยไม่ต้องทำหน้าที่เป็นคนทรงเจ้า เจ้าเข้าทรง หรือคนมีองค์ มีเทพ ซึ่งต้องหยุดพักให้เจ้ามาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ บางทีวันละหลายเวลา เราก็หมั่นใส่ความรู้เข้าไปในอายตนะ 5 ของเรา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะให้เห็นว่า มีจริงหรือไม่มีจริง วันนี้ก็เลยเอาเรื่องอาหาร 4 มาทบทวนอีกที ในงานพระพุทธศาสนา
อาหาร 4 ในหลักของชาวพุทธเขาบอกว่า สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรม ก็แปลว่า ร่างกายเราต้องการอาหาร และตรงนี้สำคัญนามธรรม นามธรรมก็ต้องการอาหาร รูปธรรมก็ต้องการอาหาร เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็คือ ด้านจิต ด้านนามธรรมก็ต้องการอาหาร ในพจนานุกรมของพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ. ปยุตฺโต ก็ได้เขียนไว้อย่างนี้ว่า สภาพอาหาร 4 สภาพซึ่งนำมาซึ่งผลโดยเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรม และตรงนี้ฟังให้ดีๆ นะ และนามธรรมทั้งหลาย ทั้งรูปธรรมและนามธรรมต้องการอาหาร อาหารมีอยู่ 4 อย่าง เครื่องค้ำจุนชีวิต สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ แสดงว่าร่างกายก็ต้องการอาหาร จิตใจก็ต้องการอาหาร และถ้าลึกลงไปวิญญาณก็ต้องการอาหาร
อาหารที่ร่างกายและจิตใจต้องการอันดับแรก กวฬิงการาหาร อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย
2. ผัสสาหาร อาหารคือ ผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่งอายตนะภายใน และอายตนะภายนอก และวิญญาณด้วย เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลาย เกิดการรับรู้ รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ พร้อมทั้งเจตสิกก็คือ เจตจำนงค์ทั้งหลายที่จะเกิดตามมา
3. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือ มโน คือ เจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยให้เกิดการทำ พูด คิด จงใจจะพูดดี จงใจจะพูดชั่ว จงใจจะคิดดี จงใจจะคิดชั่ว อันนี้เรียกว่า กรรม เป็นตัวชักนำมาซึ่ง ภพ คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย ดีก็มาเกิดภพที่ดี ชั่วก็มาเกิดภพที่ชั่ว เมื่อมโนสัญเจตนาหาร อาหารคือ เจตนาของมโนส่งมา ดีก็เกิดภพที่ดี ส่งมาชั่วก็เกิดภพที่ชั่ว
4. วิญญาณาหาร อาหารคือ วิญญาณ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามและรูป เมื่อกำหนดรู้วิญญาณาหารได้ ก็เป็นอันกำหนดรูปนามได้ด้วย
ที่จะพูดอันนี้จะเห็นได้ว่า สภาพซึ่งนำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรม
พ. 23 ก.ย. 2569
รวบรวมและเรียบเรียงโดย คุณปุนนภา รักษาวงษ์
เรียบเรียงการถอดเทปทั้งหมด
สวัสดีทุกท่าน พบกันทางเงา วันนี้เป็นเงาของวันพุธที่ 23 เดือนกันยายน มีความหมายอยู่อย่างหนึ่งว่า เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณกานดา อารยางกูร หรือที่เราชาวสหปฏิบัติฯ เรียกกันทั่วไปว่า ป้าดา ก็ขออำนาจคุณพระศรีพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย มาอำนวยอวยพรให้คุณกานดาหรือป้าดา มีความสุขความเจริญ มีสุขภาพกายที่แข็งแรง มีอายุมั่นขวัญยืนต่อไปนานเท่านาน ขอให้มีความสุข ขอบคุณทุกๆ ท่าน
วันนี้วันพุธที่ 23 กันยายน 69 และ 26 พุทธศักราช และคริสต์ศักราช ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเมีย “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา อัปเปนะ พะหุเกนะวา” เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง
วันนี้คุณมนตรี วัชรพงศ์ หรือคุณหนุ่ย มีข้อสงสัยในธรรมะเหนือสามัญวิสัย ปรารภว่า พลังแฝง หรือแฝงที่เราชาวสหปฏิบัติฯ ศึกษาเรียนรู้กันอยู่ และมีความมั่นใจว่า ถ้าผู้ใดหมั่นใส่ใจใฝ่เรียนรู้ความรู้ต่างๆ เข้าไปทางอายตนะต่างๆ โดยเฉพาะตามที่เราบอกว่า ขันธ์ทั้ง 5 แทนการบูชาพานครูขันธ์ 5 หรือจะร่วมกันกับการบูชาพานครูขันธ์ 5 ก็ได้ คือแปลว่า บูชาพานครูขันธ์ 5 อย่างมีความตั้งอกตั้งใจ ตั้งใจ ตั้งมั่นในการบูชา แต่ขณะเดียวกันเราก็หมั่นใส่ความรู้ต่างๆ ลงไปในขันธ์ 5 ของเราในร่างกาย ซึ่งขันธ์ 5 ของเราในร่างกายก็มีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร และมีวิญญาณ
ก็เลยทำให้ตอบปัญหาให้คุณมนตรีไม่ละเอียดทางโทรศัพท์ มาเพิ่มเติมในการคุยกันในขณะนี้ว่า ถ้าใครต้องการให้เกิดญาณแฝง ญาณแฝงโดยไม่ต้องทำหน้าที่เป็นคนทรงเจ้า หรือเจ้าเข้าทรง หรือคนมีองค์ มีเทพ ซึ่งต้องหยุดพักให้เจ้ามาลง องค์มาเข้า เจ้ามาประทับ บางทีวันละหลายเวลา เราก็หมั่นใส่ความรู้เข้าไปในอายตนะ 5 ของเรา ตั้งแต่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะให้เห็นว่า มีจริงหรือไม่จริง วันนี้ก็เลยเอาเรื่องอาหาร 4 มาทบทวนอีกที ในงานพระพุทธศาสนา
อาหาร 4 ในหลักของชาวพุทธก็บอกว่า สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรม วันนี้นะ สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรม ก็แปลว่า ร่างกายเราต้องการอาหาร สภาพที่นำมาก็คือ อาหารทั้ง 4 และตรงนี้สำคัญ และนามธรรม บางคนบอกนามธรรมต้องการอาหารด้วยหรือ ก็นี่แหล่ะนามก็ต้องการอาหาร รูปธรรมก็คือ ร่างกายก็ต้องการอาหาร เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็คือ ด้านจิต ด้านนามธรรมก็ต้องการอาหาร
ในพจนานุกรมของพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ. ปยุตฺโต ก็ได้เขียนไว้อย่างนี้ว่า อาหาร 4 สภาพที่นำมาซึ่งเป็นผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรม รูปธรรมก็คือ ร่างกายเรานี่แหล่ะ ร่างกายภายนอก และตรงนี้ฟังให้ดีๆ นะ และนามธรรมทั้งหลาย ทั้งรูปธรรมและนามธรรมต้องการอาหาร อาหารมีอยู่ 4 อย่าง เดี๋ยวจะค่อยๆ ไล่เรียงทีอย่างให้ฟังนะ เครื่องค้ำจุนชีวิต สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรม และนามธรรมทั้งหลาย เครื่องค้ำจุนชีวิต อาหารทั้งรูปธรรมและนามธรรมเป็นสิ่งที่ค้ำจุนให้เรามีชีวิตอยู่ สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลัง เจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ วิวัฒนาการได้ ก็แสดงว่า ร่างกายก็ต้องการอาหาร จิตใจก็ต้องการอาหาร แล้วถ้าลึกลงไปวิญญาณก็ต้องการอาหาร
ตอนนี้ก็มาแจกแจงรายละเอียดว่า อาหารที่ร่างกายและจิตใจต้องการอันดับแรก
1. กวฬิงกราหาร อาหารคือ คำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญ ที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เอาคร่าวๆ นะ เอาแต่เนื้อหา
2. ผัสสาหาร อาหารคือ ผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่งอายตนะภายใน และอายตนะภายนอก สัมผัสปุ๊บเราก็จะรู้สึกทั้งทางนอกและลึกๆ เข้าไปในวิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายที่จะเกิดตามมา พอสัมผัสปุ๊บ ผัสสาหาร อาหารคือ ผัสสะ ก็จะทำให้เกิดอายตนะภายในและอายตนะภายนอก และวิญญาณด้วย เกิดเป็นปัจจัยเกิดเวทนาเกิดการรับรู้ เวทนารู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ อทุกขสุขเวทนา พร้อมทั้งเจตสิก เจตสิกก็คือ เจตจำนงทั้งหลายที่จะเกิดตามมา ผัสสาหารตัวที่ 2
3. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือ มโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด จงใจจะพูดดี จงใจจะพูดชั่ว จงใจจะคิดดี จงใจจะคิดชั่ว เรียกว่า กรรม อันนี้เรียกว่า กรรม เป็นตัวชักนำมาซึ่งภพ เอาเรื่องของภพมาเลย คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย ดีก็มาเกิดภพที่ดี ชั่วก็มาเกิดภพที่ชั่ว เมื่อมโนสัญเจตนาหาร อาหารคือ เจตนาของมโนส่งมาดีก็มาเกิดภพที่ดี ส่งมาชั่วก็เกิดภพที่ชั่ว
อันที่ 4. วิญญาณาหาร อาหารคือ วิญญาณ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามและรูป เมื่อกำหนดรู้วิญญาณาหารได้ ก็เป็นอันกำหนดรูปนามได้ด้วย อันนี้ก็คร่าวๆ
ที่จะพูดอันนี้จะเห็นได้ว่า เจตภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งบางคนจะเถียงว่า นามธรรมคือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ต้องการอาหารไปทำไม เพราะว่าเวทนาขันธ์ตัวที่ 2 สัญญาขันธ์ตัวที่ 3 สังขารขันธ์ตัวที่ 4 วิญญาณขันธ์ตัวที่ 5 4 ตัวนี้ไม่น่าจะต้องการอาหาร เพราะจับต้องไม่ได้ ที่แท้ต้องการอาหาร
ก็หวังว่าคงพอเป็นประโยชน์ว่า เราต้องหมั่นใส่ความรู้และความรู้สึกที่ดีและถูกต้อง เข้ามาให้กับตัวเองให้มากที่สุด เท่ากับเป็นการให้อาหารทางวิญญาณ ให้อาหารทางสังขาร ให้อาหารทางสัญญา ให้อาหารทางเวทนา ต้องใส่เข้ามาให้มากที่สุด ไม่ต้องกลัวว่าจะล้น เพราะเท่าไหร่ก็ไม่พอ เท่าไหร่ก็ไม่พอ แล้วเราจะรู้ยังไงอาหารทางวิญญาณ ก็เช่น เขาสอนธรรมะกัน มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของธรรมะภาคสามัญ เราก็รับรู้เข้ามา มีความรู้เกี่ยวกับธรรมะเรื่องเหนือสามัญวิสัย เราก็รับเข้ามา แล้วเราก็มาใคร่ครวญ มาใคร่ครวญ ใคร่ครวญแปลว่า พิจารณาอีกทีหนึ่งว่า อันนี้มันถูกต้องนะ อันนี้มันโกหก อันนี้ไม่จริง ไม่ต้องไปสนใจ บางทีเขาก็ตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์ แล้วสร้างภาพ บางคนนะสร้างภาพซะใหญ่โตมโหฬาร เป็นที่รู้จักมักคุ้นไปทั่วหมด ยิ่งสมัยนี้สื่อช่วยได้มาก แล้วเขาสอนเราหรือเขาสอนมาทางสื่ออย่างหนึ่งอย่างใด เราก็รับฟังได้ ฟังแล้วอย่าเพิ่งตัดสินใจ อาจารย์ไหนๆ สอนมาก็รับฟังได้ทั้งนั้นแหล่ะ อย่าเพิ่งตัดสินใจว่า ถูกต้องหรือผิด ถูกหรือผิด เราก็เอามาใคร่ครวญ อันนี้มันไม่ถูก ที่สอนอย่างนี้ขนาดเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงระดับนี้ ทำไมเขาสอนอย่างนี้ล่ะ ก็อย่าไปว่าเขา อย่าไปพูดให้เสียหายแก่เขา แล้วก็อย่าไปพูดถึงหูเขา ถ้าถึงหูเขาเดี๋ยวจะผิดใจกับเรา ไปผิดหูเขา ก็ผิดใจกับเรานั่นแหล่ะ
เพราะฉะนั้น เราก็รับฟังไว้ ใครสอนอะไรมา ใครแนะนำอะไรมา ก็รับฟังไว้ รับฟังไว้ แล้วเอามาใคร่ครวญ ตามหลักพุทธพจน์ที่ว่า นิสมฺม กรณํ เสยฺโย “ใคร่ครวญเสียก่อน แล้วจึงทำดีกว่า” ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงเชื่อดีกว่า ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงตัดสินใจว่า ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องดีกว่า นิสมฺม กรณํ เสยฺโย
เพราะฉะนั้น เรื่องเหนือสามัญวิสัยก็ยิ่งเป็นเรื่องยาก เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่อย่าเบื่อ อย่าท้อ อย่ารำคาญ ถ้าเราไม่ต้องการจะเป็นคนทรงเจ้า หรือเจ้าเข้าทรง หรือเขาองค์เทพประจำตัวของเรา องค์ในของเรา เขาเห็นว่า เราอยู่ในฐานะที่ไม่น่าจะเหมาะที่จะเป็นคนทรงเจ้า หรือให้เจ้ามาเข้าทรง แล้วเรียกลูกศิษย์มาหาโดยตรงแบบโบราณ เจ้าในตัวเราก็อาจจะพิจารณาแล้วว่า ไม่ทันการแล้วล่ะ ถ้าขืนให้นาย ก. เป็นคนทรงเจ้า แล้วบันดาลให้ลูกศิษย์มาหามากมาย กว่าจะมีชื่อเสียง กว่าจะเป็นที่รู้จัก คงไม่รอดแน่ อะไรอย่างนี้นะ เทพเทวดาเบื้องบนสวรรค์ก็อาจจะบอกคงไม่รอดแน่ หรืออัธยาศัยของคนๆ นี้ไม่เหมาะแก่การรับแขก ที่จะต้อนรับจากคนที่มาจากสารพัดสารเพ สาระประเภท เขาก็บอกว่า เร่งเรียนรู้รับรู้เพื่อให้เกิดญาณแฝงขึ้นเถอะ
พอเกิดญาณแฝงขึ้นมาแล้วมันเป็นอัตโนมัติ เราจะไปทำธุรกิจ ไปเข้าหุ้นเข้าส่วน ไปร่วมสมาคม ไปพบกับใครที่ไหน อย่างใด เมื่อใด แบบใด เท่าใด เราก็สามารถจะวกเข้ามาคุยเรื่องเหนือสามัญวิสัยได้ แต่ก็ต้องดูอัธยาศัยนะ ไม่ใช่ไปคุยสุ่มสี่สุ่มห้า อยู่ๆ ก็ไปทะลุกลางปล้องขึ้นมาอย่างนี้ เขากำลังคุยกันเรื่องธุรกิจการลงทุนเป็นพันๆ ล้าน อย่างนี้ เราก็ไปทะลุขึ้นมาว่า เรื่องเทพเป็นอย่างนี้นะ เรื่องผีเป็นอย่างนี้นะ อะไรต่ออะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่ที่ ไม่รู้กาลเทศะ ก็ทำให้คนเขาดูถูกดูแคลนได้ อย่างบางคนทำอะไรที่ไม่เหมาะสม ไม่เหมาะสม ไม่รู้กาละ ไม่รู้เทศะ แล้วก็โผล่ขึ้นมา เขาเรียกคนทะลุกลางปล้อง ก็ทำให้คนเขาดูถูกดูแคลนเราว่า อะไรกัน เขาคุยเรื่อง ก. อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาคุยเรื่อง ข. มันไม่ใช่ ก็ต้องรู้จักรักษามารยาท
คนที่มีองค์แฝงจะต้องดูจังหวะ นี่เขาคุยเรื่องอะไร ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะนำเอาความรู้ที่เราสะสมมา จนกระทั่งเข้ามาสู่อาการแฝง แล้วเอาออกมาสร้างบารมีด้วยการแนะนำเขา สมควรแล้วหรือยัง ถ้าสมควรเราก็นำออกมาใช้
เขาเรียกว่า สัมผัสที่ 6 หรือซิกซ์เพราะฉะนั้น ต่อไปในวันข้างหน้า คำว่า คนทรงเจ้า และเจ้าเข้าทรง ผู้พูดค่อนข้างเชื่อว่า จะหายากขึ้นทุกวัน จะลดน้อยถดถอยลงทุกวัน แต่คนที่ใช้ญาณแฝงที่สะสมความรู้และความรู้สึกไว้มากๆ จนเพียงพอ จะไปประสานกับงานทางวิญญาณที่คนสมัยนี้เขาเรียกว่า สัมผัสที่ 6 ก็คือ ซิกซ์เซนส์ ได้อย่างประสมกลมกลืนกันเป็นอย่างดี เพราะมันเป็นสากล เซนส์ เขาจะยอมรับกันเป็นส่วนใหญ่ว่า คนนี้เป็นคนมีเซ้นส์พิเศษ มีเซนส์วิเศษ ความจริงก็คือ องค์แฝงนั่นแหล่ะ
เพราะฉะนั้น เรามาใคร่ครวญ มาทำความเข้าใจในลักษณะขององค์แฝงกันให้ดีอีกสักนิดหนี่ง ซึ่งคุณมนตรีตอนนี้กำลังสะสมความรู้อยู่ กำลังใส่ความรู้สึกที่ถูกต้องเข้าไปในขันธ์ 5 ของแกเองอยู่มากๆ ทีเดียว พยายามสะสมอยู่ ก็เชื่อว่า อนาคตข้างหน้า คุณมนตรี หรือคุณหนุ่ย เขาจะเป็นผู้แสดงศิลปะในการใช้องค์แฝงได้อย่างเหมาะสม แล้วก็ใช้ได้อย่างมีผลดี มีประสิทธิภาพทีเดียวแหล่ะ เราเชื่อมั่นว่าอย่างนั้น ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
เดี๋ยวมาฟังตรงนี้อีกนิดหนึ่ง ผลงานของคุณวิษณุ กระจ่างศรี 2057 “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการจะสถิตอยู่ในขันธ์ 5 ในตัวคน แต่ไม่ใช่ทุกคน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะสถิตอยู่ในขันธ์ 5 ในตัวคน เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเลือกสถิต สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ต้องการหรอกว่า เป็นของที่มีราคาแพงแล้วฉันจะไปอยู่ จะไปสถิตอยู่ในนั้นล่ะ ว่าอย่างนั้นล่ะ อยู่เท่าที่อยู่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ก็มีนะสมมติว่า อาจารย์ ก. เอาทองคำมาก้อนหนึ่ง แล้วก็มานั่งเสกเป่าอธิษฐานให้เกิดพลังศักดิ์สิทธิ์ พลังสถิตจากอาจารย์ ก. ก็จะเข้าไปสถิตอยู่ในทองคำก้อนนั้น แต่เชื่อว่า ทองคำก้อนนั้นจะรับพลังสถิตไม่ได้ดี เพราะเป็นเคมี ไม่ใช่ชีวสาร เป็นอนินทรีย์ ไม่ใช่เป็นอินทรีย
ถ้าหากว่าอาจารย์ ก. จะให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังศักดิ์สิทธิ์ ไปสถิตอยู่ในตัวนาย ข . หมั่นภาวนา หมั่นสัมผัส หมั่นใกล้ชิดนาย ข. ให้มากที่สุด พลังสถิตของความศักดิ์สิทธิ์แทนที่จะไปอยู่ในก้อนทองคำ ก็จะไปสถิตอยู่ในตัวนาย ข. ได้ง่ายกว่า เพราะในร่างกายของนาย ข. เป็นชีวสาร เป็นอินทรีย์สาร ไม่ใช่อนินทรีย์สาร อย่างทองคำซึ่งเป็นอนินทรีย์สาร ก็จะทำให้การสถิตของพลังศักดิ์สิทธิ์ง่ายและมากขึ้นกว่าที่อาจารย์ ก. จะเสกเป่าเข้าไปในทองคำ เสกเป่าเข้าไปในตัวนาย ข. ง่ายกว่า และก็ได้มากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนาย ข. ต้องเปิดใจรับนะ ถ้านาย ข. ปิดกั้นไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมรับ ก็เท่านั้นแหล่ะ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง
เดี๋ยวอีกนิดยังไม่จบ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการจะสถิตอยู่ในขันธ์ 5 ข้อความของคุณวิษณุ กระจ่างศรีนะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการจะสถิตอยู่ในขันธ์ 5 ในตัวคน แต่ไม่ใช่ทุกคน เมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเลือกสถิต สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ต้องการหรอกว่า เป็นของที่มีราคาแพงแล้วฉันจะไปอยู่ อยู่เท่าที่อยู่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่จะอยู่กับจิตของคนที่มีความสงบ สะอาด สว่าง และที่สำคัญคือ มีความรู้และความรู้สึกเสมอกัน ถ้าเรารู้จักขันธ์ 5 สักนิด ชีวิตของเราก็จะปลอดภัย ข้อความของคุณวิษณุ กระจ่างศรี ใน 2057 ในวันนี้ ก็เขียนไว้อย่างนี้ ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง เดี๋ยวมาฟังเพลงจากดีเจคนสวยคุณชนัดดา วงษ์มณี แล้วก็มาสวดมนต์สวดพรกัน ขอขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง
เอาล่ะ มีผู้เคยตั้งข้อสงสัย แล้วก็ขัดแย้งต่อความรู้สึกในเนื้อเพลงที่เพิ่งจบลงไป เนื้อเพลงที่จบลงไปชื่อ เพลง ปริศนารัก คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 1 ครูธวัช คณิตกุล ทำนองและเสียงร้อง AI จัดทำโดย อาจารย์ปัญจพล จิตติฉันท์
เนื้อเพลงมีอยู่ว่าอย่างนี้ ปริศนารัก ขาดอาหาร 30 วันตาย ขาดน้ำ 3 วันตาย ขาดอากาศ 3 นาทีตาย ขาดรัก 3 วินาทีตาย ตรงนี้ที่เขาไม่เห็นด้วยแล้วก็คัดค้าน แล้วก็ขัดแย้งในทำนองอคติว่า เพลงอะไรกันนักหนา ทำไมถึงน่าเกลียด น่ากลัวอย่างนี้ โดยเฉพาะขาดรัก 3 วินาทีตาย
วินาทีที่ 1 เหตุผล ไม่รักตัวเอง ตายทั้งเป็นนั่นแหละ วินาทีที่ 2 ไม่รักผู้อื่น วินาทีที่ 3 ไม่มีผู้อื่นรัก ก็ตัวเองไม่รักเขา เขาก็ไม่รักตัวเหมือนกัน เป็นธรรมดาใช่ไหม ใครเขาจะมานั่งรักกันอยู่ฝ่ายเดียวล่ะ นิสัยไม่ดี ก็ไม่มีใครรัก
ตายเพราะ อันนี้เหตุผลนะ เมตตาความรักเป็นพลังปราณ พลังปราณก็พลังศักดิ์สิทธิ์ ขับเคลื่อนด้วยดวงจิตทุกขณะจิต จิตมันจะรับรู้คนนี้รักคน เกลียดคน ขณะที่ 1 เกิดขึ้น ขณะที่ 2 ตั้งอยู่ ขณะที่ 3 ดับไป ตายเพราะ ความเมตตาความรักเป็นพลังปราณขับเคลื่อนด้วยดวงจิตทุกขณะจิต ขณะที่ 1 เกิดขึ้น ขณะที่ 2 ตั้งอยู่ ขณะที่ 3 ดับไป ก็เป็นอันว่าจบกัน
เพราะฉะนั้น คนที่มีจิตใจผิดมนุษย์มนา ก็นอกจากบุญเก่ายังช่วยพยุงอยู่ในชาตินี้นะ ช่วยพยุงอยู่ แต่พอตายไปภพหน้าชาติหน้าตามหลักสัจธรรมความจริงก็คือ น่าสงสาร เขาจะไปจุติในภพที่ย่ำแย่ที่สุด ลำบากที่สุด ทำให้เกิดข้อสงสัยไม่จริงละมั้ง อะไรอย่างนี้ ก็ยังมีข้อสงสัยกันไปเรื่อย เพราะสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ คนที่ตายไปแล้ว เบื้องหน้า เบื้องหลังความตาย คนก็ไม่เชื่อ ไม่เชื่อกันเยอะ เบื้องหน้ากันเกิดก็ไม่เชื่อ เบื้องหลังความตายก็ไม่เข้าใจ ก็อยู่กันอย่างถูลู่ถูกังกันไป หมดชาตินี้แล้วก็เป็นอันว่า คนในภพในชาตินี้ก็บอกว่า จบไป แต่คนตายไป จะไปยังไงก็น่าสมเพชเวทนาอยู่
คนที่ตายไปเพราะว่าเขาให้โอกาสมาเกิดในชาตินี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเกิดที่ประเทศไทยซึ่งเป็นพุทธภูมิ แล้วก็ยังได้มีโอกาสที่จะทำความเข้าใจในหลักของพระพุทธเจ้า ก็น่าเสียดาย ถ้าตายไปก็สุดแสนสาหัส ไปพบกับภพใหม่ชาติใหม่ที่แสนสาหัสสากรรจ์ว่าอย่างนั้นเถอะ ก็เดี๋ยวจะกลายเป็นเข้าใจกันผิด ก็ขอเข้ามาสู่การสวดมนต์สวดพรตามกำหนด
บทความที่เกี่ยวข้อง
ก็ขอให้เริ่มชีวิตใหม่ ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนนี้เป็นต้นไปว่า เราจะไม่ใช้แค่ความรู้สึก เราจะใช้ทั้งความรู้สึกและความรู้คู่กันไป เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิต
18 ก.ย. 2026
หากผู้รับคำสอนไม่ทำตามคำสั่งจะถูกบีบคอ หรือ บีบด้วย 4 ข้อ
1. เจ็บไข้ได้ป่วย การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด หรือไม่สมควรแก่เวลา
2. อาชีพการงาน ความไม่ก้าวหน้า หรือความตกต่ำในอาชีพการงาน แม้จะมีความสามารถและความขยัน
3. คู่ครองความรัก ปัญหาความรักความสัมพันธ์ หรือการพลัดพรากจากกันก่อนเวลาอันควร
4. บุตรบริวาร การสูญเสีย หรือปัญหาเกี่ยวกับบุตร ญาติพี่น้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา
28 ก.ค. 2026
1. ไม่เป็นโรคจิตโรคประสาท
2. มีศรัทธาจริตอย่างเหมาะสม
3. เกิดปัญญาประดิษฐ์ คือ มีความรู้อย่างแตกฉานในทุกเรื่องของความรู้จนเกิด ปัญญา
23 มี.ค. 2026
