แชร์

“ถาม แอนด์ ทอล์ค” ครั้งที่ 39 (13 มิถุนายน 2569)

อัพเดทล่าสุด: 14 ก.ค. 2026
0 ผู้เข้าชม
 
สวัสดีทุกท่าน แล้วโดยเฉพาะวันนี้ คุณเวชสิทธิ์เป็นประธานในการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย สังขารยังไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่เจ้าของสังขาร ความรู้นี้อยู่ในงานพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนธรรมะ 
ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ความรู้จากพระพุทธศาสนา คือ ธรรมชาติล้วนๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่เราจะเห็นว่า เขามุ่งเรียนแต่ธรรมชาติที่เป็นสามัญ คือ common sense เราก็เลยคิดถึงการณ์ไกล เรามองการณ์ไกลในอนาคต มันจะไปกันใหญ่ เพราะว่าธรรมชาติเหนือสามัญวิสัยมันมีจริง แล้วมันแอบซ่อนอยู่ คนไม่รู้ เมื่อเดือดร้อนก็แสวงหา แสวงหาแบบผิดๆ ซะส่วนใหญ่ จะมีสักกี่คนที่แสวงหาธรรมชาติเหนือสามัญอย่างถูกต้อง ส่วนใหญ่ก็จะถูกต้ม ทีนี้อันตรายจากการถูกต้ม มันก็มากมายสุดจะบรรยาย 
พวกเราเลยกลายเป็นเหมือนกับผู้มีเมตตา มีเมตตาสูง จะต้องเรียนรู้แล้วก็ทำความเข้าใจให้ชัดเจนให้ได้ เพื่อจะได้ออกไปช่วยเหลือคนที่กำลังหลงใหลต่อสิ่งที่เขาเรียกกันว่า สายมู จะตกเป็นหมูให้เขาเอาไปใส่อวย ต้มตุ๋นกินซะอย่างนั้นแหละ
เพราะฉะนั้น เราจะต้องพยายามเข้าใจให้ได้ว่า ธรรมชาติ 2 ภาค เหตุและผลที่เราจะอธิบายให้คนในระดับต่างๆ รับรู้ เป็นยังไง แต่ก็แน่นอนนะ เราจะศึกษางานนี้เราจะเจออุปสรรคมาก จะเจอศัตรูเยอะ  อุปสรรค ก็คือ สิ่งขัดขวางที่ไม่มีตัวตน  ส่วนศัตรูมีตัวตน ก็ต้องต่อสู้  ต่อสู้ทั้งอุปสรรค แล้วก็ต่อสู้ทั้งศัตรู เราจึงจะเข้าถึงข้อเท็จจริงของคำว่า ธรรมชาติ 2 ภาค 
ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เหน็ดเหนื่อยกัน ทั้งขนของ ทั้งเตรียมเอกสาร ทั้งเตรียมหัวข้อ ทั้งอะไรต่ออะไรสารพัด สุดท้ายแม้กระทั่งเก็บกวาดหลังจากงานเสร็จแล้ว และแม้กระทั่งไปเจอสิ่งสกปรกในห้องสุขา ห้องน้ำ เจ้าหน้าที่บางคนก็อุตส่าห์มีน้ำใจเข้าไปช่วยเก็บกวาด
เพราะฉะนั้น มันจึงมีบทหนึ่งออกมาโดยอาจารย์ปัญจพล “ห้องน้ำ” ฝากทุกคนไปเผยแพร่ด้วย อย่าเห็นเป็นล้อเล่นไปนะเรื่องห้องน้ำเรื่องใหญ่นะ เรื่องสำคัญ ก็ขอขอบคุณลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้แหละ บทนี้เราภูมิใจ สักวันหนึ่งข้างหน้าจะเป็นประโยชน์ เชื่อว่าตามห้องน้ำต่างๆ จะมีคนเอาไปลอกเลียนแล้วเอาไปติดกันเยอะ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ตอนไหนก็ยังไม่รู้นะ ขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง
อ.โอ๊ต :  บทที่ครูธวัชฝากไว้ครับ ก็คือ เราท่องกันได้ไหมครับ “ยินดีทุกท่านที่ท่านมาปลดทุกข์  ถ้าสกปรก เราช่วยกันล้าง  ถ้าชำรุด เราช่วยกันซ่อม  ถ้าพัง เราช่วยกันสร้าง ท่านหมดทุกข์ เรามีความสุข โปรดช่วยกันรักษา” 
ไม่ใช่แค่ห้องน้ำ อันนี้รวมไปถึงจิตของเราด้วยนะครับ เราก็ช่วยกันล้าง ช่วยกันขัด ช่วยกันเกลาครับ วันนี้ก็เป็นการสนทนาธรรมในรายการ “ถามแอนด์ทอล์ค” นะครับ ครั้งที่รวมทั้งหมด ก็เกือบประมาณจะครบจะ 2 ปี รวมกันแล้ว 39  ครั้ง  ในช่วงที่ผ่านมาเราคุยกันหลักๆ ในหลายๆ เรื่อง เดี๋ยวผมจะค่อยๆ สรุปให้ฟังครับ......
......ประชาสัมพันธ์ ห้องสมุดออนไลน์......  (เข้าด้วย QR Code)
-QR Code ตรงนี้ต้นความคิดของคุณสุภัค กับ ดร.วันพร ครับ-
เดี๋ยวเราจะเริ่มในการสนทนาธรรม สนทนาธรรมในวันนี้อาจจะให้ทุกคนได้แชร์ไอเดีย แชร์ไอเดียเรื่องที่เราประสบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้ของครูธวัช ตั้งแต่สามัญวิสัย เหนือสามัญวิสัย ให้ทุกคนได้ฟังกันคนละ 3 นาที วันนี้มีจับเวลานิดนึง จับเวลาเสร็จเรามีเสียงระฆังครับ......
ครั้งก่อนหน้านี้ครับ ครั้งที่ 36  37  เราคุยกันอยู่เรื่องเกี่ยวกับ 3 ประโยค 9 วลี  โลภโกรธหลง กิเลสตัณหาอุปาทาน ตัณหามานะทิฏฐิ   9 ตัวนี้มีผลต่อชีวิตของเราทั้งทางนอก และทางในยังไงบ้าง  แล้วก็เรื่องของวิปริต วิปลาส กายค้านกาย จิตค้านจิต กายค้านจิต จิตค้านกาย เราคุยกันแล้ว  เราคุยกันในเรื่องหัวข้อหลักครับ ที่บอกว่า ศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์อะไรเกิดก่อนกัน อันนี้เราคุยไปแล้วในรอบนึง ไปหาอ่านได้นะครับ เราเรียบเรียงกันมาแล้วว่า  แล้วศักยภาพกับศักดิ์สิทธิ์ครูธวัชพูดไว้ว่า อะไรเกิดก่อนกัน เข้าไปในห้องสมุดออนไลน์ได้ครับ 
อาทิตย์ถัดมาครั้งที่ 38 เราพูดกันถึงเรื่องวิญญาณอาฆาตเป็นหลัก หลักๆ เลยว่า วิญญาณอาฆาตคืออะไร  เมื่อวานอ่านสรุปสั้นๆ ไปไว้ในรายการพบกันทางเงาเมื่อวานไว้เรียบร้อยครับ
EP. ที่ 1973  วันนี้เราอยากจะเชิญชวนทุกท่านที่ครูธวัชบอกไว้ว่า “เรามารณรงค์กันว่า มนุษย์เป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสัมพันธ์กับเทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมนุษย์มีชีวิต แต่เทพไม่มีชีวิต เทพจึงต้องการให้มนุษย์เป็นเวทีแสดงฤทธิ์ แสดงปาฏิหาริย์  คำสุดท้ายสำคัญครับ ถ้ามนุษย์เรียนรู้วิธีรู้เรื่องราวที่แท้จริง มนุษย์ก็จะได้รับคุณอนันต์” หมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับความศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเทวดามีผลต่อเรายังไง 
หัวข้อถามแอนด์ทอล์ค 
1. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีชีวิต แต่ยิ่งกว่ามีชีวิต  มีอิทธิฤทธิ์... เป็นคลื่นพลังกรรม คลื่นสอดแทรก VS คลื่นแทรกสอด
2. จริต 6 : ราคจริต โทสจริต โมหจริต สัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต
  -เป็นตัวอารมณ์ที่เป็นมาตรฐานเฉพาะของแต่ละคน มีบทบาทต่อการสร้างรังสีแห่งพรหม
  -รังสีแห่งพรหม เกิดจากสารเคมี 7 ชนิด ต้องอาศัยอารมณ์ ฮอร์โมน เคมี เป็นตัวประคับประคอง เวทนา ปราณจึงจะเป็นปกติ
  -ปฏิกิริยาภายใน และ ในภายใน ต้องฝึกฝืน และฝึกฝน
3.  1. ปฏิรูปเทสวาสะ (อยู่ในสถานที่ที่ดี)
    2. สัปปุริสูปัสสยะ  (คบคนดี)
    3. อัตตสัมมาปณิธิ  (ตั้งตนไว้ชอบ)
    4. ปุพเพกตปุญญตา  (พลังศักดิ์สิทธิ์จะนำบุญเก่ามา)
และที่ครูธวัชได้ฝากไว้ 5 ข้อ (12 มิ.ย. 69)
1. ตัวตน (เรามีตัวตน เขาไม่มีตัวตน)
2. เรามีศักยภาพ
3. เขามีศักดิ์สิทธิ์ (เราสามารถสร้างศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่เราก็ต้องพึ่งศักดิ์สิทธิ์เขา)
4. เรามีตัวตนและเงา เขามีแค่เงา (เงา=คลื่น)
5. เรามีทางนอก เขามีทางใน (ต้องพึ่งพากันและกัน)
ครูธวัช :  ถ้าคนไม่รักอาจารย์โอ๊ตจริง คงนึกว่าอาจารย์โอ๊ตอยู่ในใจ เอาอะไรมาวันนี้ มันวุ่นวายไปหมด ทั้งวิทยาศาสตร์ ทั้งไสยศาสตร์ ทั้งศิลปะ ทั้งสารพัดศาสตร์ พูดไปถ้าคนไม่ชินจริงๆ  อะไรกัน มันเยอะจริงๆ นะ  แต่พออาจารย์โอ๊ตมาสรุปก่อนอันนี้คืออะไร  จักรธรรม 4  ใช่ไหม  พอมาสรุปแล้วก่อนอันนี้ คือ จักรธรรม 4 แล้วยังเน้นด้วยว่า ทุกคนต้องการข้อสุดท้ายของจักรธรรม คืออะไร บุญเก่าหนุน  ถ้าหนุนทันงวดนี้ก็ยิ่งดีใหญ่ ใครๆ ก็อยากได้ 
แต่ส่วน 5 ข้ออาจจะงงนิดนึง  ความจริงเมื่อวานนี้เอง เมื่อวานซืน เอามาเปรียบเทียบ เปรียบเทียบไปทำไมรู้ไหม เปรียบเทียบให้คนเข้าใจว่า เรานี่แน่ ความเป็นคนเราแน่กว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แน่กว่าเทพ บางคนบอกเดี๋ยวเทพเขาก็โมโห สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาก็โกรธเอา ไม่โกรธหรอก เขาตรงไปตรงมา 
5 ข้อนี้เปรียบเทียบเพื่อให้คนเรามีกำลังใจ เราเหนือกว่าเขาตั้งกี่อย่าง เรามีตัวตน เขาไม่มีตัวตน  เรามีศักยภาพ เขามีแค่ศักดิ์สิทธิ์  ศักดิ์สิทธิ์เราก็มี ใช่ไหม เราทูอินวันเลยใช่ไหม เราก็มี  เขาเป็นเงา เราก็มีเงาแล้วก็มีทั้งตัวตน และข้อที่ 5 คืออะไร ทางนอก ทางใน  เรามีทางนอก แล้วเขามีแต่ทางใน แต่เขาไม่มีทางนอก
สรุปแล้วอันนี้ คะแนนของมนุษย์นำเทพ เหนือเทพ เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะเลย ก็เพื่ออะไร ก็เพื่อจะมาให้กำลังใจว่า อย่าท้อไปเลย อย่างเมื่อกี้ที่อาจารย์โอ๊ตเอาหนังอะไรออกมา ที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกรถชน แล้วกระเป๋าตังค์หาย แฟนหาย แล้วก็ยังเป็นโรค แล้วเสร็จแล้วมาเจอร่างทรง ร่างทรงก็บอกความจริงมีบุญเยอะ แต่ทำไมฉันจึงอยู่ในสภาพที่เกือบตายแล้วนั่นน่ะ ไปแอบอยู่ในมุมห้อง ใกล้จะหมดท่าแล้ว แล้วตอนหลังยังไงเราก็ไม่รู้นะ 
ก็แสดงว่า เราเสียเปรียบ ถ้าเราไม่รู้จักตัวเรา เรานี่แน่นะมีทั้ง 2 ภาค มีทั้ง 2 อย่าง กัดฟันสู้ ต่อสู้ เอาขึ้นมาให้ได้ คนก็จะท้อแล้วก็ดรอปๆๆ ลงไปเรื่อยๆ ก็หมดท่า  ขอแค่นี้ก่อนนะ ขอขอบคุณ
ครูธวัช :  ถามอีกนิดนึง ในที่นี้ใครกำลังท้อสุดขีด 
หลายคนงงนะ อะไรกัน แล้วเราจะสู้แบบไหน คนที่จนมุมเทพ เชื่อไหม มันเหมือนกับมืดมนอนธการ ไม่ใช่มืดมนอย่างเดียวนะ เวลาจนมุมเรื่องเทพ ไม่ใช่จนมุมอย่างเดียว อนธการเลย มืดมนแล้วอนธการด้วย มันหาทางออกไม่ได้เลยเหมือนกับถูกต้อนเข้าห้องมืดแล้วล็อกกุญแจเลย ที่จริงมันมีทางออก แต่นี้สังคมบ้านเราโดยเฉพาะบ้านเรา ยังไม่ได้แยกให้เด็ดขาด แล้วก็ไม่รวมให้สนิท มีแต่กำกวม กำกวม กำกวมอยู่นั่น อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่มีใครชี้ชัด....  เชิญอาจารย์โอ๊ต
-ช่วงแชร์ไอเดีย  แสดงความคิดเห็น-
ดร.หทัยกร :  อยากจะเรียนถามว่า ในโมเดลเมื่อกี้ในเรื่องของ อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี ตัวเคมีตัวนี้ที่ทำให้เราปรับความสมดุล บวกกับในเรื่องของการมีสติ ที่จะเหมือนกับ คือจริงๆ ก็คือ การสร้างออร่า หรือรังสีแห่งพรหม ซึ่งถ้าเรียนอภิธรรมแล้ว ตัวรังสีแห่งพรหมในภูมิอรูปภูมิ พรหมที่อยู่ในอรูปภูมิ ท่านมีรังสีออกมากระจาย รังสีของท่านลงมาถึงภาคพื้นดิน รังสี รัศมีต่างๆ ไกลมาก ทะลุถึงชั้นพวกอบายภูมิได้เลย
ทีนี้ประเด็นคือ ในเมื่อรังสีแห่งพรหม เขามีอยู่แล้ว  ....หน้าที่ของเราที่จะปรับออร่า หรือราศีของเราให้ไปประสานกับรังสีแห่งพรหม เพราะว่าถ้าเราไม่ปรับมันก็จะเป็นราคี มันก็จะทำให้เหมือนกับไม่สอดรับกับรังสีแห่งพรหมของตัวเราเอง แต่ถ้าเราทำแล้วสอดรับกับรังสีแห่งพรหม มันก็จะเสริม เสริมหรือทำให้เกิดเขาเรียกว่า คลาดแคล้ว ทุกข์ที่เรามีอยู่ก็อาจจะคลาดแคล้วไปแบบเฉียดฉิวเลย อย่างที่ครูธวัชอธิบายให้ฟัง ไม่ทราบว่าอันนี้เข้าใจถูกไหมคะ
ครูธวัช :  อาจารย์หมอป้อมกำลังถามถึงอำนาจของรังสีแห่งพรหมใช่ไหม
ดร.หทัยกร :  คือ อำนาจเขามี เขาส่งมาให้เราอยู่แล้ว เขามีอยู่แล้วเพียงแต่ว่า หน้าที่ของเรา ก็คือ ทำยังไงให้ไปสอดรับ จะเรียกคลื่นแทรกสอด สอดแทรกหรืออะไรก็ตาม ให้ไปสอดรับกับรังสีแห่งพรหม 
ครูธวัช :  ตอนนี้เราจะเอาภาคไหน เราจะคุยกันแบบศรัทธาในอภิธรรม แล้วก็ศรัทธา หรือจะคุยกันเชิงปัญญา อย่างเมื่อกี้นี้ที่ภาพอันที่ส่องลงมาว่า จริต 6  แล้วก็รังสีแห่งพรหม แล้วก็เคมี 7 ชนิด อย่างชาร์ตเมื่อกี้อาจารย์หมอป้อมเห็นไหม ชาร์จเมื่อกี้นี้ออกมา  
เราจะเอาในแง่ของศรัทธา ถ้าเอาศรัทธาก็บอกว่า รังสีแห่งพรหมทั้งหมดที่ขึ้นไปจาก พอพ้นจตุมหาราชิกา ยามา ดาวดึงส์ ดุสิต นิมมานนรดี ปรนิมมิตวสวัตตี เป็นเทวดา หรือเป็นเทพธรรมดา 
ทีนี้พอเลยชั้น 12 ขึ้นไป ชั้น 11 ก็อยู่ในธรรมดา พอ 12-27 นี่แหละรังสีแห่งพรหม ราศีแห่งพรหม  แล้วราศีแห่งพรหมที่ส่องผ่านลงมา ทะลุได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็เป็นเหมือนกับว่า โปร่งแสงก็ทะลุลงมาได้เยอะ ถ้าทึบแสงก็ทะลุลงมาได้น้อย มันมีโปร่งแสงกับทึบแสง ใช่ไหม อันนี้เป็นวิชาฟิสิกส์ใช่ไหม เราก็เอามาเปรียบเทียบ 
ถ้ามันโปร่งแสงจริงๆ รังสีแห่งพรหมแรงจริงๆ มันก็จะส่องลงมาได้จนถึงชั้นเดรัจฉานชั้นที่ 4  อสูรกายชั้นที่ 3  เปรตชั้นที่ 2  นะระกะ หรือนรกชั้นที่ 1  ก็ส่องลงมาได้ถ้ามันโปร่งแสง 
แต่ถ้ามันทึบแสง มันก็มาหยุดอยู่แค่นิวรณ์ สมมติถ้ามันทึบแสงมันจะติดแค่นิวรณ์ เจอนิวรณ์ตัวแรกก็ไปไม่รอดแล้ว ก็คือ กามฉันทะ  กามฉันทะไม่ผ่าน  พยาบาทอาฆาตไม่ผ่าน  หดหู่ง่วงงุ่น  ฟุ้งซ่านรำคาญ ลังเลสงสัย  แค่นิวรณ์ก็ติดแล้ว เราจะเอาศรัทธา หรือจะเอาปัญญา 
แต่ถ้าเอาปัญญา ในพระพุทธศาสนาก็บอกว่า แค่มาเจอนิวรณ์ รังสีแห่งพรหมก็ติดแล้ว ไปไม่ได้ แต่ถ้าเราจะเอาในลักษณะโปร่งแสง มันจะผ่านเมตตา อัปปมัญญาพรหม จะทะลุลงไปได้จนถึงชั้นนรกเลย นรก เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน แล้วก็มนุษย์  ถ้าเอาศรัทธา เมตตาอัปปมัญญาพรหม ส่องทะลุได้หมด อันนี้จะเอาในภาคนามธรรม หรือจะเอารูปธรรม อาจจะไม่ละเอียดนะ แต่ว่านี่คือความหมายว่า เราจะเอาระดับไหน 
เราจึงแยกศาลของเรา “สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา” แยกเป็นรูปและนามก่อน ใช่ไหม ถ้าแยกรูปและนาม แล้วก็มนุษย์ประกอบด้วยขันธ์ 5 ก็ขันธ์ 5 ก็คือ รูปและนาม  อันที่ 1 รูป อีก 4 ขันธ์เป็นนาม  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนามหมด  แล้วเราจะเอารังสีแห่งพรหมผ่านรูป หรือจะเอาผ่านนาม ใช่ไหม 
ผ่านนามก็ต้องเป็นโปร่งแสง แต่ถ้าไปเจอรังสีทึบแสง เราก็ไปไม่รอดแล้ว เดี๋ยววันหลังต้องอธิบายข้อบอกของอาจารย์หมอป้อมให้ละเอียดอีกทีว่า แยกศรัทธา แยกปัญญา แยกรูป แยกนาม ใช่ไหม แยกเป็นอภิธรรม อภิธรรมจะละเอียด อาจารย์หมอป้อมก็เรียนอยู่ เอามาแชร์กันบ้างนะอาจารย์หมอป้อม ที่กำลังเรียนๆ เอามาแชร์กันหน่อย จะเป็นประโยชน์ ชาร์ตอันนี้ไม่รู้ทางอาจารย์หมอป้อมเห็นหรือเปล่า  
เมื่อกี้บอกท่านหนึ่งให้ช่วยวิเคราะห์ทีนะ ชาร์ตอันนี้เขาทำมาดีมาก จริต 6  รังสีแห่งพรหม สารเคมี 7 ชนิด
ดร.หทัยกร : ถ้าจากโมเดลอันนี้นะคะกับที่ครูธวัชอธิบาย คือ รังสีเขาส่องมาอยู่แล้ว เพียงแต่ตัวเราเองเรามีนิวรณ์ สิ่งปิดกั้นรังสีอันนั้นไม่ให้เข้ามา หรือเราเองไม่สามารถ ยังมีนิวรณ์อยู่ แล้วก็อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี มันไม่สมดุล ตรงนี้มันก็ไม่ได้ส่งรังสีเข้ามา เขาเรียกว่า มาปะกัน หรือมาจอยกัน หรือมาเสริมกันกับรังสี อันนี้ให้เห็นเป็นในเรื่องของรูปธรรม 
แต่ในเรื่องการส่งลักษณะพวกนี้เป็นเรื่องของนามธรรม ก็คือ ที่ครูธวัชมักจะบอกว่า ทำจิตให้สงบ สะอาด สว่าง พวกนี้มันก็คือ การกำจัดนิวรณ์ พวกนี้ ก็คือ การทำให้ balance ของในร่างกายของเรามันบาลานซ์ อารมณ์ ฮอร์โมน เคมี balance คือ ตัวนี้รังสีก็ออกไปรับ รังสีของเรา คือ ออร่าของเราก็ไปรับรังสีแห่งพรหมที่ท่านส่อง รัศมีส่องลงมาที่เรา
ครูธวัช :  มันจะส่งลงมาที่จิตของเราไม่ไปกั้น จะเป็นโปร่งแสงได้เลย แต่ถ้าจิตของเรามันไปกั้น มันจะทึบแสงทันทีเลย เพราะว่ารังสีแห่งพรหมชั้นที่ 12 ถึง 27 เขาพร้อมที่จะส่งลงมาให้เรา แต่ว่าเขาเป็นกามาวจร แต่ถ้าหากว่า คนๆ นั้น ไปคิดแต่เรื่องอกามาวจร จะหนีจากวงจรของกาม จะออกจากกาม แต่ทั้งๆ ที่จิตตัวเองยังออกไม่ได้ มันก็ไม่มีทางที่จะส่องลงมาได้เลย  จิตไปเกิดการปฏิเสธ ปฏิเสธใช่ไหม มันเป็นกามาวจร เขาเป็นรูปพรหมอยู่ในกามาวจร ก็ส่งผ่านลงมาไม่ได้ ที่จริงเขาจะส่งผ่านให้เราได้ตลอด 
เขาให้เราตลอด แต่เราเกิดไปกั้น กามฉันทะ ตัวแรกเสร็จแล้ว พยาบาทอาฆาตทึบแสงแล้ว หดหู่ง่วงงุ่น ฟุ้งซ่านรำคาญ ลังเลสงสัย ล้วนแต่เป็นรังสีที่เจอทึบแสง ไม่โปร่งแสง ใช่ไหม ฟิสิกส์มันมีอยู่ 2  โปร่งแสงกับทึบแสง ใช่ไหม พอแค่นี้เดี๋ยวอาจารย์หมอป้อมจะได้ช่วยเราวิเคราะห์ตามหลักของอภิธรรม
ถามว่า ผ่านได้ไหม ผ่านได้ ถ้าเป็นอัปปมัญญาพรหม 
ดร.หทัยกร : คือ ถ้าจะเอาแบบทางโลก อธิบายแบบทางโลกเลย คือ เนื่องจากรังสีแห่งพรหมจากชั้นรูปภูมิ ที่ส่งมาให้เราอยู่แล้ว หน้าที่ของเรา ถ้ามองหน้าที่ของเรา ก็คือ กำจัดนิวรณ์ กำจัดนิวรณ์จะด้วยวิธีใดแล้วแต่จริตของเรา จริตของเราตรงนี้ที่เราจะทำยังไงก็ได้ให้นิวรณ์มันหมด หรือมันไม่หมด หมดชั่วคราว อาจจะไม่ถึงขนาดประหารนิวรณ์เลย กำจัดนิวรณ์เลย อาจจะไม่ใช่ เพราะว่าเรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกามภูมิตรงนี้อยู่ อันนั้นจิตของเรา ถ้าจะพ้น หลุดพ้นเป็นโลกุตตรธรรมคงเป็นไปไม่ได้ การที่เราจะไปจูนเขากับเขา เขา คือ พระพรหม กับเรา อย่างน้อยๆ เขาเรียกว่า ศีลเสมอ หรือฌานเสมอกัน ก็คือ เช่น ในระดับของปฐมภูมิ ก็จะมีพรหมในระดับของปฐมภูมิตรงนี้ แต่ละระดับทุติยภูมิก็จะมีพรหมแต่ละระดับ ที่มีรัศมีรังสี ที่มีความเข้มข้นที่แตกต่างกัน 
ทีนี้หน้าที่เราตรงนี้ เรายังเป็นปุถุชนที่ยังมีกิเลส หรืออะไรตรงนี้ จะไปรับตรงนั้นให้มันปังเลยอาจจะยัง หน้าที่เรา ก็คือ อย่างที่ครูธวัชเสริม ก็คือ ในเรื่องของทำจิตใจให้สงบ  โดยวิธีอะไรก็ได้แล้วแต่จริตของเรา จะสมาธิธรรมชาติอะไรก็ได้ เพื่อกำจัดนิวรณ์ไปได้ชั่วคราว หรือชั่วขณะ เพื่อมารับรังสีแห่งพรหมที่เขาส่งมาตลอดอยู่แล้ว เพื่อปรับข้างในให้เกิดเขาเรียกว่า ราศีมากกว่าราคี ตรงนี้ก็ทำให้ชีวิตของเราอาจจะดีขึ้น ถ้าลงมันก็ไม่ได้กระแทก แต่ว่าชีวิตมันก็มีขึ้น มีลง ไม่ได้โดนพลิกกระดานหน้าคว่ำไปเลย คิดว่าอย่างนั้นนะคะ
ครูธวัช :  ก็มีส่วนแต่รายละเอียดมันต้องมากกว่านี้ เพราะว่าเราไปให้ข้อรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ ทั้งพุทธศาสตร์ มันต้องแยกออก แยกออก แต่ว่าอันนี้ที่เอาสารเคมี 7 ชนิด บางคนก็จะงง โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟต โพแทสเซียม ไบคาร์บอเนต คลอไรด์ แล้วอย่างเมื่อวานที่บอกกับอาจารย์โอ๊ตว่า ต้องแยกว่าสารอันไหนที่เป็นกลาง อันไหนที่เป็นกรดมาก อันไหนเป็นด่างมาก ต้องแยกออกไปอีก แต่มันก็ยากไปนะ เข้าใจยาก 
เอาล่ะเดี๋ยววันหลังอาจารย์หมอป้อมมานะ มาช่วยคลี่คลายตรงนี้หน่อย เอาเท่านี้ก่อนเดี๋ยวอาจารย์หมอป้อมเหนื่อย ขอบคุณครับ
อ.โอ๊ต :  มีเด็กเจน Z จะเป็นรุ่นลูก หรือรุ่นน้องเราก็ได้ครับ ถามว่า การเศร้า เครียด วิตก เกินเหตุและผล และรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง อันนี้เชื่อมกับเรื่ององค์ หรือทางในยังไง 
อันนี้เด็กเจน Z ถามนะครับ เขาบอกว่า ความเครียด ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ความคิดมาก วิตกจนเกินเหตุเกินผล มันเกี่ยวข้องเรื่องขององค์ หรือทางในยังไงบ้าง  อันนี้เป็นคำถาม ชวนคิดนะครับ ถ้าเด็กเจน Z ถามมา แล้วเราจะตอบเรื่ององค์กันได้ยังไงบ้าง........
ครูธวัช :  ก็ต้องปิดรายการนะ ความจริงวันนี้มีรสชาติมากนะ ออกรสออกชาติมาก แต่มันยังอธิบายในรายละเอียดไม่ได้เท่าที่ควรเท่านั้นล่ะ ก็คิดว่าน่าจะเอาคำถามเก่าๆ ยกยอดไป คำถามเก่าๆ ยกยอดไปคราวหน้า 
คือ อยากจะให้ทุกคนมองเห็นว่า ตัวเองมีพลังพิเศษ พิเศษอยู่ในตัวก็พวกสารอิเล็กโทรไลต์ทั้งหลายแหล่ ทำให้คนเก่ง มีศักยภาพ ขณะเดียวกันก็สามารถจะทำให้เป็นสารวิเศษได้ ก็คือ ทางใน แล้วก็ได้ไม่ต้องไปหวังพึ่งคนอื่นเขา แต่ไม่ได้ไปดูถูก ไม่ได้ให้ไปดูถูกร่างทรง หรือผู้มีฤทธิ์ ผู้มีพลังจิตทั้งหลาย ไม่ได้ให้ไปดูถูกเขานะ เพราะบางคนเขาก็มีพิเศษ มีวิเศษเยอะกว่าเรา 
แต่พิเศษของเขาเยอะ กับวิเศษของเขาเยอะ บางทีมันก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับเราเลย เพียงแต่เขามาแสดงให้เราเห็นแล้วน่าเชื่อถือ น่าตกตะลึงพรึงเพริด น่ากลัวเกรง น่าเกรงขามเขา แต่จริงๆ เขามาทำประโยชน์อะไรให้เราไม่ได้ ถ้าคำแนะนำของเขาที่ให้กับเรามันไม่ถูกต้อง ใช่ไหม อย่างบางคนที่องค์ลงแล้วให้ไปทำอะไรแปลกๆ  แปลกๆ แล้วไม่เกิดประโยชน์นะ แต่ถ้าทำอะไรแปลกๆ แล้วเกิดประโยชน์ ประโยชน์เกิดขึ้นแก่เรา อันนั้นโอเค ใช้ประโยชน์ได้ 
คือ พยายามทุกคำตอบ จะพยายามทำให้คนมั่นใจในตัวเองว่า กูเก่งทางนอก กูเก่งทางใน ทางนอกกูก็เก่ง ทางในกูก็เก่ง ให้เชื่ออย่างนี้ก่อนแล้วเดี๋ยวมันเก่งเอง มันกลายเป็นเก่งเอง ไม่ต้องไปเกรงใจ ไม่ต้องไปเกรงกลัว นอกจากเราไม่ถูกต้อง เราทำอะไรไม่ถูกต้อง อย่างนี้ต้องเกรงใจเขา เราคิดไม่ถูกต้อง เราพูดไม่ถูกต้อง 
แต่ถ้าเราทำอะไรถูกต้องตามสิทธิสัญญากรรมของเรา เราทำไปเลย ไม่ต้องไปเกรงใคร ไม่ต้องไปกลัวใคร แต่ก็ให้เกียรติผู้อื่นด้วย แค่นี้ถือว่าสำเร็จแล้ว 
ตราบใดที่คนเกิดความมั่นใจในตัวเองว่า ข้ามีพลังพิเศษ เก่งทางนอก ข้ามีพลังวิเศษ เก่งทางใน แล้วข้าทำได้ จบ ขอบคุณทุกคนที่ทนมาร่วมพิธีในวันนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1858    งานของสหปฏิบัติฯ คือ พูดคิดทำ ในสิ่งที่เหมาะสม สมควร แล้วเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ (จ. 26  ม.ค. 2569)
งานของสหปฏิบัติฯ คือ พูดคิดทำ ในสิ่งที่เหมาะสม สมควร แล้วเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ มี 2 หลักใหญ่ คือ งานสามัญวิสัยและงานเหนือสามัญวิสัย เพื่อให้รู้ว่า คนเรามีศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ตัว ไม่ต้องตะลอนหาที่ไหน แต่ต้องดึงออกมา และทำให้ธรรมชาติสองอย่างสมดุลกันทั้งศักยภาพและศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตก็จะเป็นปกติสุข แต่วิธีการอย่างไร มีรายละเอียด ต้องศึกษาเรียนรู้
29 ม.ค. 2026
EP. 1862    เรขาคณิต (กุล) พิสูจน์กรรม (ศ. 30 ม.ค. 2569)
เส้นตรงที่น่าสรรเสริญ ตั้งอยู่บนฐานแห่งความพอดี   สิ่งที่เกิดเก่า คือ วิบาก    สิ่งที่เกิดใหม่ คือ พฤติ   สิ่งที่เกิดใหม่ คือ พฤติ    สิ่งที่เกิดเก่า คือ วิบาก   จงพิสูจน์ว่า พฤติกรรมและวิบากกรรมต่างกันอย่างไร
3 ก.พ. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy