แชร์

EP.1987  เรื่องของกระแสจิตที่ศรัทธา กับไม่ศรัทธา หรือตรงกันข้าม คือ เกลียดชังกับชอบ  ชอบกับชัง  ก็จะทำให้คนเสื่อมลง หรือเจริญขึ้นได้ แม้นกระทั่งวัตถุ (ส. 27 มิ.ย. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 2 ก.ค. 2026
14 ผู้เข้าชม
EP.1987  เรื่องของกระแสจิตที่ศรัทธา กับไม่ศรัทธา หรือตรงกันข้าม คือ เกลียดชังกับชอบ  ชอบกับชัง  ก็จะทำให้คนเสื่อมลง หรือเจริญขึ้นได้ แม้นกระทั่งวัตถุ 
วัตถุสิ่งของที่ได้รับการเพ่งกระแสจิตในทางบวก คือ เพ่งในทางที่เป็นประโยชน์ ก็ยังเป็นรูปเคารพ และศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ 
เพราะฉะนั้น คนหากว่า ประพฤติปฏิบัติอะไรที่เป็นที่ยอมรับของผู้คนจำนวนมาก หรือจำนวนหนึ่งที่สมฐานะ มันจะเจริญขึ้น เจริญขึ้น
สวัสดีทุกท่าน วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 27 ของเดือนมิถุนายน สัญลักษณ์เป็นคนคู่ พุทธะ 69  คริสต์ 26  ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8  ปีมะเมีย  “อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ พะหุเกนะ วา”  แน่นอนวันนี้เราจะมาใช้เวลาคุยกันเรื่องของโอปปาติกะ โอปปาติกะมีบทบาท อยากจะต่อสำนวนก็กลัวจะยาวไป  มีบทบาท ลวดลาย ลีลาต่อชีวิตของมนุษย์มากมาย  แต่ส่วนใหญ่คนก็ไม่ค่อยรู้จัก บางคนกลับไปกลัว กลัวโอปปาติกะ 
เราเคยรู้กันมาแล้วว่า ในโยนิ 4  โยนิแปลว่า การเกิด 4 หลัก 4 ประการ  ประการที่หนึ่ง เกิดจากชลาพุชะ พุทธเจ้าตรัสว่า สัตว์โลกเกิดมี 4 วิธี สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกนี้มันเกิดจาก 4 วิธีนี้ อันที่ 1 ชลาพุชะ ก็เข้าใจกัน เกิดจากครรภ์ เกิดจากมดลูก  อันที่ 2 เกิดจากไข่ คือ อัณฑชะ อัณฑชะเกิดจากไข่  ไข่ก็ได้แก่สัตว์ปีกทั้งหลาย นก เป็ด ไก่ สัตว์เลื้อยคลาน อันที่ 3 เกิดจากสังเสทชะ ในที่ชื้นแฉะ แล้วก็มีตัวเชื้อโรค ตัวเรนตัวไร ที่เราจะมาคุยกันวันนี้ คือ โยนิอันที่ 4 เกิดจากโอปปาติกะ 
โอปปาติกะอธิบายไว้ว่า เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งที่แปลกกว่าสัตว์ชนิดอื่น คือ เวลาแสดงตัวขึ้นมา อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาใหญ่โตมโหฬารเท่ากับช้างทั้งตัว หรือว่าภูเขาทั้งลูก บทจะหายตัวก็หายไป แต่ในคัมภีร์ว่าไม่ได้หายไปไหน หายตัวเหลือแค่ปลายเข็ม  คิดดูว่าปลายเข็มมันจะใหญ่แค่ไหน นิดเดียว 
ทีนี้เราพูดถึงโอปปาติกะเนื่องจากเมื่อวานที่คนพูด ได้ไปยืนต่อหน้ารูปเคารพเป็นรูปฤาษีตาไฟ ดูเหมือนจะมีอาจารย์ปัญจพล  มีใครอีกสองสามคนนึกไม่ออกแล้ว ก็ยืนคุยกันอยู่ ก็เลยอธิบายให้ฟังว่า อย่างท่านฤาษีตาไฟ ท่านมานั่งอยู่ใต้ต้นไม้โดยอาจารย์หมอน้อยพงศ์ภัค ชัยศรี มอบมาให้ เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ที่จริงท่านก็ศักดิ์สิทธิ์อยู่ แต่ศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ถึงขั้น ถ้าหากว่าเรามายืนอยู่ข้างหน้าท่าน นั่งข้างหน้าท่าน แล้วโอปปาติกะทั้งหลายในตัวคน คือ ทุกคนมีโอปปาติกะ เพราะโอปปาติกะของทุกคน ก็คือ เป็นผู้นำเอาวิบากกรรม หรือดวงวิญญาณ โดยความเชื่อแบบชาวบ้านพามาเกิดว่าอย่างนั้น 
โอปปาติกะจะควบคุม จะดูแลบรรดาพลังกรรมที่เป็นวิบากกรรม ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วของเราตั้งแต่ภพเก่า ชาติเก่า แต่ปางก่อน บางทีก็เป็นวิบากกรรมแต่ปางเกือบปางตายกันเลยล่ะ เรียกว่า พาเรามาเกิดแล้วเราก็ปางตาย บางทีก็พามาเกิดในที่แสนสบายน่าอิจฉา 
โอปปาติกะนี่ก็ทำหน้าที่เข้าๆ ออกๆ ไปๆ มาๆ คราวใดที่จิตเราเกิดความสงบ หรืออธิษฐาน จะเป็นอ้อนวอน เป็นอธิษฐาน หรือถ้าดีที่สุดก็สัตยาธิษฐาน โอปปาติกะก็จะรีบมา สมมติว่าไปยืน ไปเคารพ ไปนั่งอยู่ที่หนึ่งที่ใด แล้วเราระลึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ แล้วเรามีจิตอ้อนวอน ก็ได้ผลน้อย ไม่แน่เสมอไป อธิษฐานก็จะได้ผลมากขึ้นมานิดหนึ่ง และที่ดีที่สุด คือ สัตยาธิษฐาน เอาละอันนี้เราจะผ่านไปก่อน 
ถ้าจิตของเรามีความศรัทธา แล้วคิดในทางที่เป็นกุศลกรรม โอปปาติกะของเราก็จะมาชุมนุมกัน หนึ่งคนไปยืนอยู่หน้าพระฤาษีตาไฟ สิบคน ร้อยคน พันคน กระแสจิตที่ส่งถึงฤาษีตาไฟ หรือกระแสจิตของแต่ละคน แต่ละคน ที่มีโอปปาติกะประจำชีวิตหนึ่งดวง หนึ่งดวง ก็จะแสดงฤทธิ์ออกมา  แสดงฤทธิ์ออกมาในลักษณะที่ทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือรูปเคารพ หรือแม้นแต่สมมติว่า เราจะเอาวัตถุอะไรสักชิ้นหนึ่ง แต่ว่าต้องควรจะเป็นวัตถุที่เหมาะสม  เช่น  ก้อนหินสักก้อนหนึ่งที่ดูแปลกๆ มาตั้งจิตอธิษฐาน โอปปาติกะเหล่านั้นก็จะมีพลังสถิต สถิต สถิต สถิตนานๆ เข้าก็จะเกิดเสถียร แรงสถิตทั้งหลายก็จะเกิดเสถียร หรือแม้นแต่ในตัวคน ถ้าเกิดมีการอธิษฐานให้มั่นใจ มีความเชื่อใจตัวเอง เชื่อมั่นว่า เราเป็นบุคคลที่สามารถจะสร้างความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ แต่ความศักดิ์สิทธิ์อันนี้เรามาวิเคราะห์แล้วว่า ต้องมีศักยภาพเป็นตัวนำ เราจึงมีคาถาของเราว่า ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ แล้วพอฐานของความศักดิ์สิทธิ์มาตรฐานแล้ว มั่นคงแล้ว เป็นฐานที่อยู่ในอยู่ในที่เหมาะสมแล้ว ก็จะเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ 
ถ้าใครก็แล้วแต่ ทุกคนที่พร้อมกันพร้อมใจกัน มาตั้งจิตอธิษฐานให้กับรูปเคารพอย่างหนึ่งอย่างใด รูปเคารพนั้นก็จะค่อยๆ มีพลังศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพราะว่าพอถึงจุดหนึ่งซึ่งเกิดความสมดุลระหว่างพลังอธิษฐาน เกิดความศักดิ์สิทธิ์ และพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ต้องมาจากผู้ที่มีศักยภาพด้วย มีความเก่งกล้าสามารถด้วย ก็จะเกิดการรวมตัวกัน สักวันหนึ่ง หรือไม่ช้าไม่นาน เทพเทวดาประจำชั้นต่างๆ ก็จะต้องเกิดการรับรู้ จะเป็นเทพเทวดาระดับชั้นบรรยากาศก่อน 
ชั้นบรรยากาศ ก็คือ ที่สูงจากพื้นดินขึ้นไปประมาณสามหมื่นฟุต  ที่เครื่องบินธรรมดาบินอยู่ได้ มีแรงกดของอากาศ มีแรงดึงดูดของโลก ยังมีมวลอยู่อะไรอยู่เยอะแยะ ก็มีจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี หรือถ้าเกิดจิตมีพลังสูงยิ่งกว่านั้น จำนวนโอปปาติกะมากขึ้น จำนวนผู้คนที่ไปให้ความสนใจอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมากขึ้น มากขึ้น ก็จะทะลุบรรยากาศขึ้นไปสู่อวกาศ 
เอาละตอนนี้จะตัดตอนก่อน เพราะถ้าไปสู่อวกาศแล้วมันจะก็จะต้องไปอธิบายถึงท่านมหาพรหม พรหมรังสีที่อยู่ในกามาวจร 16 ชั้น อยู่ในอรูปพรหมอีก 4 ชั้น มันก็จะยุ่งเกินไป เป็นอันว่า การอธิษฐานจิตของคนจำนวนมากๆ โดยพลังโอปปาติกะ โอปปาติกะซึ่งศักดิ์สิทธิ์ ขนาดหายตัวไปเหลือเท่ากับปลายเข็มได้ แล้วก็แสดงตัวขึ้นมาใหญ่เท่ากับช้างทั้งตัว หรือภูเขาทั้งลูกได้ พลังเหล่านี้ไปรวมตัวกัน รวมตัวกัน เทพเทวดาจะร้อนพระทัย เราอยู่ไม่ได้แล้ว เราจะต้องลงไปรักษาการอย่างที่รูปเคารพนั้น  เช่น พระฤาษีตาไฟ ที่เราตั้งอยู่ข้างศาลาวันพร ตอนนี้ขณะนี้  มันก็จะกลายเป็นสถานที่ กลายเป็นองค์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ 
ในตัวคนก็เหมือนกัน โอปปาติกะของตน ของตน แต่ละคน แต่ละคน ก็มีโอปปาติกะแต่ละตน แต่ละตน  เมื่อเห็นว่าร่างของเขามีศักยภาพสูง เก่งกล้าสามารถและมีคุณความดีด้วย  เห็นว่าร่างของเขาควรจะเป็นร่างที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว  ก็จะเกิดการบันดาลให้เทพเทวดามาคุ้มครองรักษา มาดูแล  
ความเข้าใจอันนี้อาจจะไม่เป็นที่แพร่หลายในสังคมเท่าไหร่นัก หรืออาจจะเป็นเราชาวสหปฏิบัติฯ ที่มาศึกษากันในวันนี้เท่านั้น ที่อื่นๆ เขาอาจจะไม่ได้ให้ความยอมรับว่า  หลักการเป็นอย่างนี้นะว่า ถ้าสิ่งใดศักดิ์สิทธิ์ ของใดศักดิ์สิทธิ์ เรื่องใดจะศักดิ์สิทธิ์ วิธีการใดจะศักดิ์สิทธิ์ ต้องขึ้นอยู่กับจิตที่ศรัทธา  แล้วจิตที่ศรัทธาอย่ามีแต่ศรัทธาอย่างเดียวไม่พอ จะต้องก้าวไปสู่ปัญญาด้วย ถ้าหากทำได้อย่างนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถาวร  แน่นอน ก็จะเกิดขึ้น ณ สถานที่ตรงนั้น สิ่งนั้น วิธีการนั้น กาลเวลานั้นๆ ก็จะมีแต่ความศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้น โดยที่ว่า เราไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน 
บุคคลนี่ก็เหมือนกัน เป็นที่ยอมรับของคนจำนวนมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น  เพ่งกระแสจิตมาหาด้วยความบริสุทธิ์ใจมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น  ความศักดิ์สิทธิ์ในตัวนาย ก.  นาง ข. ก็จะเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น  นาย ก.  นาง ข. ก็จะกลายเป็นคนมีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย์ มีปรากฏการณ์มากขึ้น มากขึ้น 
ในทางกลับกัน ถ้าผู้คนก็ดี หรือสถานที่ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ดี มีแต่คนมาสาปแช่ง  มีแต่คนมาเกลียดชัง  มีแต่คนมาลบหลู่ดูหมิ่น ก็จะตรงกันข้าม โอปปาติกะที่มาสถิตก็จะกลายเป็นโอปปาติกะระดับล่าง ล่าง และก็ล่างลงไป  เช่น  ลงไปชั้นที่ 4  อันแรกที่ว่า ชั้นที่ 6  มนุษย์อยู่ชั้นที่ 5  แล้วคนที่ถูกสาปแช่ง คนที่ถูกเพ่งโทษ คนที่ถูกมองไปในแง่ลบแง่ร้ายตลอดเวลา ก็จะต่ำลงไป ต่ำลงไป  เช่น  ลงไปภูมิที่ 4 มีฐานะเท่าเดรัจฉาน  ลงไปภูมิที่ 3 มีฐานะเท่าอสูรกาย ยักษ์ มาร  ลงไปชั้นที่ 2 มีฐานะเท่าเปรต เป-ระ-ตะ  แล้วก็มีฐานะเข้ากับชั้นที่ 1 คือ นะ-ระ-กะ ก็คือ นรก 
ด้วยเหตุอย่างนี้ เรื่องของกระแสจิตที่ศรัทธา กับไม่ศรัทธา หรือตรงกันข้าม คือ เกลียดชังกับชอบ ชอบกับชัง ก็จะทำให้คนเสื่อมลง หรือเจริญขึ้นได้ แม้นกระทั่งวัตถุ วัตถุสิ่งของที่ได้รับการเพ่งกระแสจิตในทางบวก คือ เพ่งในทางที่เป็นประโยชน์ ก็ยังเป็นรูปเคารพ และศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ 
เพราะฉะนั้น คนถ้าหากว่า ประพฤติปฏิบัติอะไรที่เป็นที่ยอมรับของผู้คนจำนวนมาก หรือจำนวนหนึ่งที่สมฐานะ ก็จะเจริญขึ้น เจริญขึ้น  
ทีนี้ผู้คนที่เกิดมา เราก็ต้องยอมรับกันอยู่อย่างว่า เราไม่รู้ภูมิหลัง โอกาสที่จะรู้ภูมิหลัง มันไม่ใช่ง่ายๆ ต้องคนที่เข้าฌาน เข้าญาณในระดับสูงพอประมาณ แล้วจึงจะรู้ภูมิหลัง คือ เบื้องหลังการเกิด เบื้องหน้าความตาย ก็จะรู้ว่า อ๋อ เรามาจากทิศใด  มาอย่างไร  มาเพื่ออะไร  มาทำไม  มาประกอบสิ่งใด  อันนี้คนก็น้อยคนที่จะรู้ รู้ว่าตัวเองมาจากไหน 
บางคนเกิดมาที่จริงดวงจุติ จุติจิต มาจากที่สูงมาก ทีนี้บังเอิญ หรือจะเป็นโดยเจตนา มาอยู่ในร่างกายของคนที่มีพันธุกรรม พันธุกรรม ก็คือ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า กรรมพันธุ์  แล้วก็มาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย กลายเป็นคนโรคจิตโรคประสาท มันก็เกิดการค้านกัน เขาเรียกว่า ชงกันกับดวงวิญญาณจุติ  
ดวงวิญญาณจุติมาแสนบริสุทธิ์ มาสูง มาไม่ธรรมดา มาเข้าปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา หรือบิดาที่มีสภาวะจิตที่ต่ำทราม อันนี้ลำบากแล้ว ลำบากแล้ว  เกิดมาเป็นเด็กที่เกิดความลังเล เกิดความลังเลสงสัย ฉันเก่งหรือฉันไม่เก่ง ฉันเฮงหรือฉันไม่เก่ง ฉันเป็นคนดีดีกว่าหรือฉันเป็นคนชั่ว น่าจะดีกว่า สนุกกว่า ได้ประโยชน์มากกว่า อะไรทำนองนี้ ก็เพราะว่าคนไม่รู้เบื้องหน้าการเกิด เบื้องหลังความตาย โอปปาติกะประจำชีวิต ประจำตัว ประจำดวงวิญญาณ ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง  ก็ได้แต่วนเวียนอยู่ห่างๆ  กว่าจะผ่านเข้ามาในระดับจิตที่ลึกที่สุด ที่สุดของจิต คือ จิตวิญญาณ โอปปาติกะเหล่านั้นก็เข้ามายาก ส่วนมากก็จะได้แต่วนเวียนอยู่รอบๆ ร่างกาย ก็เขาไม่สามารถจะเข้ามาแสดงปาฏิหาริย์ให้แก่นาย ก. หรือนาง ข. ได้เท่าที่ควร 
วันนี้ก็พูดถึงปรากฏการณ์ว่า เราทำได้ แม้กระทั่งรูปเคารพที่เป็นศิลา เป็นหิน หรือเป็นวัตถุอะไรนี่  เมื่อได้รับการเพ่งแต่ความรู้สึกที่ดี ที่ดี ที่ดีเข้าไป  รูปเคารพนั้น หรือสิ่งที่เป็นวัตถุนั้น ก็ยังกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปได้ มีเทพเทวดาเสด็จลงมารักษา ลงมาแสดงปาฏิหาริย์  
แล้วทำไมกับชีวิตของเราซึ่งมีสื่อ ในร่างกายของคนเราทุกคนมีสื่อ สื่อที่พูดนั้นก็เคยพูดให้ฟังว่า ถ้าวัยรุ่น คนทันสมัย คนรุ่นใหม่ ต้องการเหตุผลทางวิชาการ ทางวิทยาการ  ก็ขอตอบว่า ทุกคนมีต่อมจอมประสาท ซึ่งภาษาการแพทย์ เขาเรียกว่า ไพเนียลแกลน  
ทุกคนมีต่อมจอมประสาท แต่รับคลื่นที่สกปรก รับความรู้สึกที่ต่ำ รับคลื่นความรู้สึกที่ไม่มั่นคง  รับคลื่นในลักษณะโลเล  รับคลื่นในลักษณะที่ไม่มั่นคง อะไรก็แล้วแต่ในทางติดลบนั่นล่ะ เจ้าไพเนียลแกลน หรือต่อมจอมประสาท มันก็จำเป็นต้องบันทึกในทางลบ ภาษาสมัยใหม่เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า เป็น Mindset ที่ให้โทษ คือ ติดลบ  Mindset ก็คือ การปรับความรู้สึกนึกคิดทางด้านจิตใจ 
เพราะฉะนั้น คนที่ยังสงสัย ลังเลสงสัยตัวเองว่า ทำไมเราไม่โชคดีกับเขาเสียที ทำไมเราไม่เฮงกับเขาเสียที ก็เพราะว่ายังขาดความเชื่อถือ และมั่นใจตัวเองไม่ดีพอ แล้วบางคนก็ยังใช้ความรู้สึกในทางอคติ ชั่วร้าย เลวทรามต่อผู้อื่น แล้วก็ย้อนมาหาตัวเอง กลายเป็นโรคจิตโรคประสาทกันไปแทบไม่รู้จำนวนเท่าไหร่ในสังคม 
ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟังลงไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ต่อไปเราจะพยายามทำให้รูปเคารพฤาษีตาไฟศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ และที่ศาลาสหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา เป็นสถานที่พำนักของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง ในแวดวงของเราชาวสหปฏิบัติฯ  ก็ขอบคุณอีกครั้งที่ทนฟัง  
เดี๋ยวมาดูผลงาน ผลงานของคุณกันติชา เวชสุรียะกุล  1986  ตัวโปรย คนไม่ควรหมดหวัง ไม่ควรหมดหวังทั้งทางนอกและทางในนะ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเต็มไปด้วยความหวัง  ไม่ควรหมดหวัง แต่ก็ไม่ควรเต็มไปด้วยความหวัง ความหวังไม่มีโอกาสที่จะเต็มร้อย กลับกันความผิดหวังก็ไม่เป็นศูนย์ ตราบใดชีวิตเรายังมีอยู่ สิ่งที่เราจะช่วยเราให้ดีที่สุด ก็คือ ความศรัทธา ความศรัทธาแปลว่า ความเชื่อ ความศรัทธาที่ก้าวไปสู่ปัญญา 
ขอทวนอีกครั้งหนึ่ง คนไม่ควรหมดหวัง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเต็มไปด้วยความหวัง  ความหวังไม่มีโอกาสที่จะเต็มร้อย เกือบๆ ร้อยก็พอแล้ว เก้าสิบเก้าก็พอ เอาร้อยนี่มันเกินไป  กลับกันความผิดหวังก็ไม่เป็นศูนย์ คนบอกสูญสิ้นหมดแล้ว ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว อันนี้ไม่ใช่  อย่าเข้าใจผิด ก็ไม่เป็นศูนย์ ตราบใดที่ชีวิตเรายังมีอยู่ สิ่งที่จะช่วยเราได้ดีที่สุด ก็คือ ความศรัทธา เริ่มต้นจากศรัทธาตัวเองนะ และศรัทธาผู้อื่นด้วย ความศรัทธาที่ก้าวไปสู่ปัญญา  ศรัทธาอย่าหยุดอยู่แค่นั้น ต้องก้าวไปสู่ปัญญา 
การก้าวไปสู่ปัญญา ก็มีวิริยะ สติ สมาธิ เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญ ถ้าคนเราขาดความวิริยะ คือ ความเพียร  ขาดสติ คือ ความระลึกได้ และขาดสมาธิ คือ จิตตั้งมั่น  โอกาสที่ศรัทธาจะก้าวไปสู่ปัญญา ก็คงหวังยาก ก็ขอขอบคุณคุณกันติชา เวชสุรียะกุล เดี๋ยวฟังเพลงให้คลายความกังวลสักเพลงสองเพลง แล้วกลับมาสวดมนต์สวดพรกัน ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟังอีกครั้งหนึ่ง
รู้สึกแบบฌาน ไม่ใช่รู้สึกธรรมดา มันรู้สึกจนกระทั่งเกิดฤทธิ์ขึ้นมาได้ รู้สึกยังไงมันถึงจะเกิดฤทธิ์ขึ้นมา  รู้...เสียยิ่งกว่ารู้ มันไม่ใช่รู้แค่จากการอ่านหนังสือจบไปหนึ่งเล่ม  แล้วก็บอกว่า ฉันรู้แล้ว อันนั้นไม่ใช่  รู้นี้หมายถึง รู้ความจริงของชีวิตด้วย จะนำไปสู่องค์ญาณ
อันนี้ก็เป็นเพลง "องค์ฌาน องค์ญาณ" คำร้อง วาทะธรรม ขำขัน เล่ม 1 ครูธวัช คณิตกุล ทำนอง และเสียงร้อง AI  จัดทำโดย คุณพัทธนันท์  พิมานพงศ์ภัทร 
เนื้อเพลงมีอยู่ว่า "ความรู้สึกที่ยิ่งกว่าความรู้สึก คือ รู้สึกยิ่งกว่ารู้สึก เป็นสุดยอดของความรู้สึก จะนำไปสู่องค์ฌาน (ชอ-กะ- เฌอ-สระอา-นอ-หนู)  ความรู้ที่ยิ่งกว่าความรู้ คือ รู้ยิ่งกว่ารู้ เป็นสุดยอดของความรู้ จะนำไปสู่องค์ญาณ (ยอ-หญิง-สระอา-นอ-เณร)"
ถ้าใครสนใจวาทะนี้ว่า มันคือยังไงกันแน่ อีกไม่ช้าคนๆ นั้นจะมีฤทธิ์  เชื่อไม่เชื่อก็ค่อยๆ พิจารณา ฤทธิ์ที่ว่านั้น คือ ฤทธิ์ทางใจ  
ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมพิธีในวันนี้ ขอให้มีความสุข ความเจริญ และมั่นใจว่า ตนเองมีโอปปาติกะประจำชะตาชีวิต ประจำร่างกาย อย่าให้โอปปาติกะของท่านลงไปอยู่ในฐานะภูมิที่ต่ำ หรืออยู่ในระดับที่ไม่สมควรจะอยู่ ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมพิธี
ส. 27 มิ.ย. 2569
รวบรวมโดย ดร.วันพร จาปะเกษตร์

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP.1977  คิดด้วยอารมณ์ จะคิดเข้าข้างตัวเองว่า ฉันยังไม่แก่ อีกนานกว่าเราจะตาย (พ. 17 มิ.ย. 2569)
คิดด้วยจิต จะคิดอย่างเข้าใจว่า กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลง และกลืนกินสรรพสิ่งทั้งหลายให้แก่ไปตามกาลเวลา ซึ่งพรุ่งนี้ก็อาจเป็นวันตายได้
20 มิ.ย. 2026
EP.1926   โลภ โกรธ หลง, กิเลส ตัณหา อุปาทาน, ตัณหา มานะ ทิฏฐิ คือ ตัวตอบโจทย์ ที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจว่า ศักยภาพเป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จะมาเป็นบัลลังก์ให้กับศักยภาพ (อา. 19 เม.ย. 2569)
เราไม่ต้องไปง้อสิ่งใด ไม่ต้องไปง้อผู้ใด ไม่ต้องไปง้อสถานที่ใด เอาตัวเรา สถานที่ของเรา สิ่งที่เรามีอยู่ มาสร้างศักยภาพ  แล้วก็มาสร้างศักดิ์สิทธิ์
25 เม.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy