แชร์

EP.1959 ถ้าจะรับรู้เรียนรู้ความจริงของชีวิต จงเรียนรู้ด้วยความใจกว้าง อย่าเรียนรู้แบบ ใจแคบ (พ. 27 พ.ค. 2569)

อัพเดทล่าสุด: 2 มิ.ย. 2026
11 ผู้เข้าชม
EP.1959 ถ้าจะรับรู้เรียนรู้ความจริงของชีวิต จงเรียนรู้ด้วยความใจกว้าง อย่าเรียนรู้แบบ ใจแคบ 
เพราะถ้าเรียนรู้ชีวิตแบบใจแคบ ก็จะเรียนรู้แบบผิดๆ พลาดๆ รู้ไม่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพรางของชะตาชีวิต และพรหมลิขิต ต้องเรียนรู้ด้วยความใจกว้าง ชีวิตเราก็จะปลอดภัย และค่อยๆ ดีขึ้นๆ มากเท่านั้น
วันนี้จะมาขยายความรู้เกี่ยวกับระบบของปราณ หรือพลังปราณในร่างกายของเรา มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่ออารมณ์ อารมณ์ก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อพลังปราณ อารมณ์ดี พลังปราณ เวทนา ราศี ที่เกิดจากฮอร์โมน เกิดจากเคมี จะเป็นผลดีอย่างยิ่ง 
คนหลายคนก็บอกว่า ทำไมเอามาประสมประเสประสานกันให้วุ่นวาย ก็บอกแล้วว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไร ไม่เกี่ยวกับอะไร  มันเกี่ยวกันไปหมด  ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครไม่เกี่ยวกับใคร ขึ้นอยู่กับว่าจะเกี่ยวกันในฐานะระดับไหน สมมติว่าชาวโลกทั้งหมด เขาก็เกี่ยวกับเรา เราก็เกี่ยวกับเขา เกี่ยวในฐานะเป็นชาวโลกเดียวกัน บางคนก็บอกมันกว้างไป ก็กว้างไปก่อนแล้วค่อยๆ แคบเข้ามา แต่อย่าใจแคบ
เพราะถ้าหากว่า เราจะรับรู้เรียนรู้ความจริงของชีวิตในมุมกว้าง แล้วก็ในส่วนลึก ถ้าเราใจแคบ เราก็เรียนไม่รู้เรื่อง บางทีก็กลายเป็นรู้ผิดๆ รู้พลาดๆ รู้ไม่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของผลของความลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง ของชะตาชีวิตและพรหมลิขิต มันเป็นเรื่องลึกลับจริงๆ ถ้าหากว่าเรารับรู้มันได้มากเท่าไหร่ ชีวิตเราก็จะปลอดภัย แล้วค่อยๆ ดีขึ้นๆ มากเท่านั้น 
มาเริ่มต้นที่ตัวเราเป็นอันดับแรก ไม่มีอะไรจะสำคัญยิ่งไปกว่าตัวเรา พอพูดแบบนี้ก็จะบอกว่า สอนให้คนเห็นแก่ตัว ตรงกันข้าม คนที่จะรู้จักอะไรว่าเป็นอะไร ใครเป็นใคร เรื่องราวเป็นอย่างไร จะต้องพยายามมองออกนอกตัว ไม่ใช่เห็นแแต่ตัว เห็นแก่ตัว คนที่เห็นแก่ตัวจะแคบเข้า แคบเข้า แคบเข้า จนกระทั่งไม่รู้อะไรเลย  ถ้ารู้ก็รู้ผิดๆ  รู้แบบที่เขาบอกมา แล้วก็จำมา ซึ่งเขาจะเป็นใครบอกเรามา แล้วเราเป็นใคร เราจำมา ถ้าเกิดบังเอิญเขาเป็นบุคคลสำคัญของเรา ที่เขาบอกเรามา เขาก็จะบอกแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าหากว่า เราไม่รู้อะไรเลย และบุคคลที่เขาบอกเรามากลับตรงกันข้าม เขาอาจจะบอกเราแต่สิ่งที่เป็นโทษ  ฉะนั้น ตัวเราต้องการจะรู้จักเขา รู้จักคนนั้น รู้จักคนนี้  รู้จักคนโน้น  รู้จักสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งโน้น ต้องไม่ใช่หยุดอยู่แค่ตัวเอง 
สวัสดีทุกท่าน ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก พุทโธ เป็นอานาปานสติ เพลงออกแขกหยุดลงตรงนี้ อานาปานสติ มีสติอยู่ที่ลมหายใจ พอลมหายใจสุดท้ายขาดลงไป หยุดลงไป ก็เป็นอันว่าจบสิ้นชีวิต แต่ไม่จบสิ้นวังวนเวรกรรม เป็นประการใด นี่อีกหนึ่งความรู้ ที่เราจะมาใช้ประกอบในการทำใจให้อยู่อย่างมีความเป็นปกติสุข 
วันนี้วันพุธที่ 27  พรุ่งนี้ 28  ต่อไปก็ 29    พอวันเสาร์ก็เป็นวันที่ 30   พอวันรุ่งขึ้นเป็นวันวิสาขบูชามหาปุณณมี กิจกรรมที่เราจะทำในครั้งนี้เน้นหนักที่สหศรัทธาศาล ศาลาสานปัญญา ด้วยเจตนาที่กำหนดไว้เป็นเวลาแรมปี  วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 69 และ 26 คือ คริสต์ และพุทธศักราชขึ้น 11 ค่ำเดือน 7 ปีมะเมีย  "อะโมฆัง ทิวะสัง กะยิรา  อัปเปนะ  พะหุเกนะ วา"  ประโยชน์ของวันนี้จะมาขยายความรู้ ความรู้เกี่ยวกับระบบลมปราณ หรือพลังปราณในร่างกายของเรา มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่ออารมณ์ อารมณ์ก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อพลังปราณ อารมณ์ดี พลังปราณ เวทนา ราศี ที่เกิดจากฮอร์โมน เกิดจากเคมี จะเป็นผลดีอย่างยิ่ง 
คนหลายคนก็บอกว่า ทำไมเอามาประสมประเสประสานกันให้วุ่นวาย ก็บอกแล้วว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรไม่เกี่ยวกับอะไร มันเกี่ยวกันไปหมด ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครไม่เกี่ยวกับใคร  ขึ้นอยู่กับว่า จะเกี่ยวกันในฐานะระดับไหน สมมติว่าชาวโลกทั้งหมด เขาก็เกี่ยวกับเรานะ เราก็เกี่ยวกับเขา เกี่ยวในฐานะอะไร ในฐานะเป็นชาวโลกเดียวกัน  บางคนก็บอกมันกว้างไป กว้างไว้ก่อน แล้วค่อยๆ แคบเข้ามา แคบเข้ามา แต่อย่าใจแคบ  เพราะถ้าหากว่า เราจะรับรู้เรียนรู้ความจริงของชีวิตในมุมกว้าง แล้วก็ในส่วนลึก ถ้าเราใจแคบเราก็เรียนไม่รู้เรื่อง บางทีก็กลายเป็นรู้ผิดๆ รู้พลาดๆ รู้ไม่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของผลของความลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง ของชะตาชีวิตและพรหมลิขิต มันเป็นเรื่องลึกลับจริงๆ ถ้าหากว่าเรารับรู้มันได้มากเท่าไหร่ ชีวิตเราก็จะปลอดภัย แล้วค่อยๆ ดีขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้นมากเท่านั้น 
ตอนนี้มันเริ่มต้นตรงไหนก่อน มันก็เริ่มต้นตรงที่ตัวเราเป็นอันดับแรก  ไม่มีอะไรจะสำคัญยิ่งไปกว่าตัวเรา พอพูดอย่างนี้ปัญหาก็จะเกิดขึ้นทันทีว่า สอนให้คนเห็นแก่ตัว ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ตรงกันข้าม คนที่จะรู้จักอะไรว่าเป็นอะไร  ใครเป็นใคร  เรื่องราวเป็นอย่างไร  จะต้องพยายามมองออกนอกตัว ไม่ใช่เห็นแต่ตัว เห็นแก่ตัว  คนที่เห็นแก่ตัวจะแคบเข้า แคบเข้า  แคบเข้า จนกระทั่งไม่รู้อะไรเลย ถ้ารู้ก็รู้ผิดๆ รู้แต่ที่เขาบอกมา แล้วก็จำมา  ซึ่งเขาจะเป็นใครบอกเรามา  เขาจะเป็นใครแล้วเราจำมา ถ้าเกิดบังเอิญเขาเป็นบุคคลสำคัญของเราที่เขาบอกเรามา เขาก็จะบอกแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าหากว่าเราไม่รู้อะไรเลย แล้วบุคคลที่เขาบอกเรามากลับตรงกันข้าม เขาอาจจะบอกเราแต่สิ่งที่เป็นโทษ เพราะฉะนั้น ตัวเราต้องการจะรู้จักเขา รู้จักคนนั้น รู้จักคนนี้ รู้จักคนโน้น  รู้จักสิ่งนี้ สิ่งนั้น สิ่งโน้น ต้องไม่ใช่หยุดอยู่แค่ตัวเอง
คนเห็นแก่ตัว อย่างเมื่อวานที่บอกครัวเห็นแก่ตน คนเห็นแก่ตัว ครัวเห็นแก่ตน หลบอยู่ในบ้านคนเห็นแก่ตัว เพราะว่าคับแคบ ความคิดคับแคบอยู่แต่กับตัวเอง มันก็จะตีบตัน ตีบเข้ามา ตันเข้ามา ไม่รู้อะไรเลย แต่ถ้าความคิดออกนอกตัวเราไป อย่ามัวแต่เห็นแก่ตัว มันก็จะกว้างใหญ่แล้วก็ไพศาล 
ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์ มีมากมายหลากหลายระดับ ถ้าในพระพุทธศาสนาก็บอกว่า มีอยู่ 6 ด้าน 6 ทิศ ด้านหน้าสำคัญที่สุดยิ่งกว่าใครๆ ทั้งหมด คือ พ่อแม่  แต่ด้านอื่นๆ ก็ไล่เรียงกันลงไป ถ้ากลับคำพูดล่ะ หน้าด้านไปกันใหญ่ 
ด้านหน้า คือ ทิศเบื้องหน้า คือ พ่อแม่ สำคัญที่สุด มีความหมายอย่างยิ่งยวด ถ้าเกิดพูดเป็นตลกหันกลับคำพูดว่า คนหน้าด้าน คราวนี้หมดโอกาสเลย คนหน้าด้านภาษาพระเขาเรียกว่า ขาดหิริ  หิริคือ ความละอายแก่ใจ  เมื่อตัวเองขาดหิริคือ ละอายแก่ใจ ก็คิดแต่ตัวเอง ตัวเอง ตัวเอง  คิดแต่พวกของตัวเอง พวกของตัวเอง และก็พวกของตัวเอง ไม่ได้คิดไกลไปกว่านั้น ทั้งๆ ที่ชีวิตของการเกิดของแต่ละคน แต่ละคน มันมีกรรมสัมพันธ์กันทุกด้าน 
ด้านหน้าหมายถึงพ่อแม่ ด้านหลังหมายถึงสามีภรรยา ด้านขวาหมายถึงครูบาอาจารย์ ด้านซ้ายหมายถึงญาติสนิทมิตรสหาย  ด้านบนหมายถึงสมณชีพราหมณ์  ด้านล่างหมายถึงบ่าวไพร่ หรือบริวาร  คิดด้านเดียว ถามว่าจะครบถ้วนความจริงของชีวิตไหม  ไม่ครบถ้วน  คิดด้านเดียว แล้วถ้ากลับคำพูดเป็นตลกๆ ว่า หน้าด้านล่ะ  อันนี้ขออภัย ไม่ได้เจตนาใช้คำรุนแรง มาคิดกันเล่นๆ เป็นการฝึกสมอง ทดลองปัญญา เพื่อให้เห็นสัจธรรมในการใช้ชีวิต 
คนหน้าด้าน ขออภัย อย่าคิดว่าเขาฉลาดนะ เขาตรงกันข้าม เขาเป็นคนตรงกันข้ามกับความฉลาด คนฉลาดแล้วตรงกันข้ามกับคนฉลาด คือคนอะไร เด็กอนุบาลก็ตอบได้ คนโง่ค่ะ คนโง่ครับ คนหน้าด้านอยู่ไปวันๆ แล้วก็คิดไปตลอดวัน อาจจะคิดตลอดคืนด้วยว่า ฉันจะต้องได้ จะต้องได้ จะต้องได้ ไม่ได้คิดถึงอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าคิดว่าถ้าฉันหน้าด้าน แล้วฉันจะได้  ที่ไหนได้ล่ะ  ยิ่งหน้าด้าน ยิ่งเสียหาย ยิ่งสูญเสีย ยิ่งหมดโอกาส 
เพราะฉะนั้น คนด้านหน้าสำคัญที่สุด คือ พ่อแม่ ควรจะต้องสอนลูกตั้งแต่ยังเด็กว่า อย่าเห็นแก่ตัว จงพยายามมองให้รอบตัว ชีวิตไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวเอง และเฉพาะคนของตัวเอง มันเป็นชีวิตรอบด้าน ก็ขอให้คิดให้ไกลๆ กันอีกสักนิด บางคนติดอยู่เพียงแค่ความสัมพันธ์  ความสัมพันธ์ในชีวิตกับคนบางฝ่าย บางด้าน 
เช่นว่า นาย ก. มีอาถรรพ์ชีวิต ติดขัดตรงที่ว่า ญาติสนิทมิตรสหายที่มีกรรมเก่าเกี่ยวกัน มีกงเกวียนกำเกวียน ไม่ได้รับความสัมพันธ์ที่เข้ากันให้เหมาะสมกับเกมกลกรรม และกลไกกรรม  นาย ก. ก็ติดขัดคับข้อง ทำอะไรก็ไม่คล่อง ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะนาย ก. ขาดความเข้าใจผู้ที่อยู่ด้านซ้าย ซึ่งหมายถึงทิศเบื้องซ้าย ญาติสนิทมิตรสหาย  ไม่ได้คิดถึงญาติ ไม่ได้คิดถึงคนสนิท ไม่ได้คิดถึงมิตรสหาย  คิดแต่ตัวกูของกู  ตัวกูของกู  และตัวกูของกูเท่านั้น นาย ก. ขาดความรู้สึกที่ถูกต้อง 
พอนาย ก. ขาดความรู้สึกที่ถูกต้อง  นาย ก. ก็กลายเป็นคนหน้าด้าน  โดยเฉพาะด้านหน้าคือ ทิศเบื้องหน้า พ่อแม่อาจจะไม่ได้สั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก หรือสั่งสอนแต่ไม่ฟัง เพียงด้านเดียวเท่านั้นที่ทำให้นาย ก. หน้าด้าน ติดขัดคับข้อง  เพราะฉะนั้น จึงขอบอกทิศเบื้องหน้าของทุกคนว่า ถ้าท่านเป็นพ่อเป็นแม่ซึ่งเปรียบเหมือนทิศเบื้องหน้า ด้านหน้า  ต้องสอนลูกไว้ให้ดี  อย่าให้ลูกของท่านหน้าด้าน ต้องให้คิดถึงทุกด้านว่า ชีวิตของเรามันต้องถึงพร้อมด้วยทิศเบื้องหน้า คิดถึงพ่อแม่ไว้นะลูก ทิศเบื้องหลัง คิดถึงภรรยาสามี  ทิศเบื้องขวา คิดถึงครูบาอาจารย์  ทิศเบื้องซ้าย คิดถึงญาติสนิทมิตรสหาย  ทิศเบื้องบน ด้านบน สมณชีพรหมณ์ และทิศเบื้องล่าง ผู้ที่เป็นบริวารด้านล่าง 
ถ้าคิดทุกด้าน 6 ด้าน คนก็จะมีจิตสำนึก ใช้ชีวิตอย่างรู้ความพอดี  คนใช้ชีวิตอย่างรู้ทุกด้าน ก็จะไม่เป็นคนหน้าด้าน  ความหน้าด้าน คือ กิเลส ตัณหาและอุปาทาน ข้อที่เราจะศึกษากัน เป็นข้อที่ 4 5 6  ข้อแรกคือ โลภ โกรธข้อที่ 2  หลง  ข้อที่ 1 2 3 โลภ โกรธ หลง  ข้อที่ 4 คือ กิเลส คนหน้าด้าน คือ คนที่ติดข้องด้วยกิเลส ตัณหา และอุปาทาน  4 5 6  กิเลส ตัณหา อุปาทาน ต่อไปจะหนักขึ้น  7. ตัณหา 8. มานะ 9. ทิฏฐิ  อยากได้ อยากใหญ่ แต่ใจแคบ แล้วก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ กลายเป็นคนขาดหิริ คือ ละอายแก่ใจ ก็คือ คนหน้าด้าน ชีวิตทุกด้านจะติดขัดไปหมด  
ขอให้มองกว้างๆ  มองลึกๆ  มองไกลๆ  ชีวิตคนเกิดมาเพียงแค่ช่วงหนึ่งของกาลเวลา จะเห็นแก่ตัว จะหน้าด้านหน้าทนไปถึงไหน อยู่ด้วยกันต้องมีน้ำใจไมตรีที่เหมาะสม แต่อย่าให้ถูกสมน้ำหน้า เพราะบางคนก็ให้ความสัมพันธ์ได้เพียงแค่บางส่วน บางคนก็ให้ความสัมพันธ์ได้มากหลายส่วน ก็ควรจะใช้สติปัญญาพิจารณาในการคบหาว่า คนนี้คนหน้าด้าน อย่าเข้าใกล้ชิดนักไม่ได้ เขาขาดหิริ คือ ละอายแก่ใจ  เขาเป็นคนไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาปที่เขาทำ  ต้องระวังคนยุคนี้น่ากลัวมากขึ้น มากขึ้น ทุกวัน
หันมาดูข้อความของคุณวิษณุ กระจ่างศรี  ขยันเขียนตัวโปรยได้เยอะหน่อย 1958 เรายังมีเวลาอีก 5 วัน ที่เราสามารถจะปรับสารสื่อเคมี 7 ชนิด ที่อยู่ในไซโตพลาสซึมของเรา ให้เกิดคุณภาพขึ้นมาด้วยอารมณ์อันสุนทรีย์ของเรา ให้ทอแสงออกมากลายเป็นรังสี ออกไปเป็นราศี ไปสู่รัศมี และไปสู่รังสีแห่งพรหม  รังสีของตัวเองก็เป็นที่สมบูรณ์ เป็นที่ชื่นชมยินดี มีความเก่งกล้าสามารถ ถ้าอารมณ์ของเราอยู่ในสภาพที่ไปเจอกับกับดัก 9 ข้อ คือ โลภ โกรธ หลง  กิเลส ตัณหา อุปาทาน  ตัณหา มานะ และทิฏฐิ  แล้วเราสามารถลดอำนาจ ลดบทบาทของ 9 ตัวนี้ลงได้  เราก็จะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายและดีขึ้น มีความถูกต้องชัดเจนขึ้น คุณวิษณุ กระจ่างศรี 1958นะ 
พูดทั้งหมดในวันนี้ ก็คือ ต้องระลึกถึงจิตใจคนอื่นเขาบ้าง เขาเรียกว่า มีความระอายแก่ใจ หิริ มีความเกรงกลัวต่อบาป โอตตัปปะ  สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเริ่มมีสติ แล้วก็สัมปชัญญะ หนึ่งคู่  หิริ โอตตัปปะอีกหนึ่งคู่  แล้วก็จะมีอีกหนึ่งคู่ตามมา คือ ขันติกับโสรัจจะ  สติ-สัมปชัญญะ  หิริ-โอตตัปปะ  ขันติ-โสรัจจะ  
นวโกวาท 6 ข้อที่ผู้เข้าเริ่มเรียนธรรมะทั้งหลาย โดยเฉพาะสามเณรและแม่ชี ก็จะได้รับการสั่งสอน สอนสั่งจากพระอาจารย์ว่า สติคือ ความระลึกได้  สัมปชัญญะคือ ความรู้ตัว  จะได้เป็นคนที่รู้ร้อนรู้หนาว รู้เหมาะสม รู้ไม่เหมาะสม  หิริคือ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะคือ ความเกรงกลัวต่อบาป ขันติคือ ความอดทน  โสรัจจะคือ ความสงบเสงี่ยม   ออร่าของท่านในเคมี 7 ชนิด ตั้งแต่โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ไบคาร์บอเนต ซัลเฟต คลอไรด์ มันจะทอแสง ถ้าคนมีสติสัมปชัญญะ มีหิริโอตตัปปะ  มีขันติโสรัจจะ ไม่ใช่เป็นคนประเภทหน้าด้านหน้าทน ไม่มีความละอายแก่ใจ   ราศี เคมีเหล่านี้ก็จะทอแสงไปเป็นออร่า เป็นราศี  แล้วก็ไปพบรัศมี แล้วก็ไปประสานกับรังสีแห่งพรหม ชีวิตของคนๆ นั้นก็จะแจ่มใสขึ้น แจ่มใสขึ้น และแจ่มใสขึ้นเรื่อยๆ 
ขอเอาหลักทั้งหลายมาพูดเป็นตอนๆ อย่างนี้  ถ้าท่านฟังแล้วไม่เข้าใจก็ไปตัดต่อกันใหม่ตามอัธยาศัย  ขอขอบคุณทุกคนที่ทนฟัง  เดี๋ยวกลับมาสวดมนต์สวดพรกัน ฟังเพลงเท่าที่ดีเจคนสวยจะจัดให้ฟัง
เพลงที่จบลงไป เรามาวิเคราะห์ คือ หาจุดเป็นจุดสำคัญกันนิดหนึ่ง  จุดสำคัญของเพลงนี้  เริ่มต้นบอกรายละเอียดเพลงก่อนว่า ชื่อเพลง ชนวน ช.ช้าง น.หนู วอแหวน น.หนู กับฉนวน ฉ.ฉิ่ง น.หนู วอแหวน น.หนู เหมือนกัน  เพลง ชนวน ฉนวน  คำร้อง ธวัชคณิตกุล/อร  ทำนอง ทหารแก่  ขับร้อง วิมลิน สว่างแจ้ง  จังหวะ ฟอกซ์ทรอต  เรียบเรียงเสียงประสาน สุรพล ศิริวรรณ 
เนื้อเพลงก็มีอยู่ว่า “เมตตาคือ ความรักบริสุทธิ์ ใจผุดผ่องส่องแสงเรืองปัญญา เปรียบรักขาวสะอาดและเมตตา เสน่ห์หาคือ ความแปดเปื้อนมืดมน  ความรักเป็นชนวนของการเกิด เปิดชีวิตใหม่เฉิดฉายชื่นกมล คอยวันเฝ้ามองชีวิตสัมฤทธิ์ผล  ความทุกข์ผ่านพ้น ช่างสุขอุรายิ่งกว่าสิ่งใด   อย่าให้ชนวนที่เกิดขึ้นนั้น มาพลิกผันเป็นฉนวนเปลี่ยนไป  ชนวนฉนวนชวนยิ่งสงสัย  อย่าได้ข้องใจหรือคร่ำครวญ รักตัวเอง รักผู้อื่นด้วยใจ เป็นผู้ให้ผู้อื่นรักเป็นชนวน ถ้าเราเป็นคนรักและให้ผู้อื่น ความรักก็จะเป็นชนวน ชนวนแปลว่า ต่อติด  เกลียดตัวเอง ชิงชังผู้อื่นทั่วถ้วน  คือ ฉนวน ฉนวนแปลว่า ตัดขาด ต่อไม่ติด  ให้รังเกียจเหยียดหยามกัน” 
แปลง่ายๆ สมมติสายไฟมันเกิดช็อต ขาดตอน ก็ต้องเอาชนวนไปต่อ จะเป็นทองแดง ทองเหลือง อะไรก็แล้วแต่ไปต่อ ไฟก็เดิน แต่ถ้าเอากระดาษ หรือไปเอาต้นหญ้า ต้นไม้แห้งๆ เปียกๆ สดๆ มาต่อ มันเป็นฉนวน มันตัด มันไม่ติด  
คนเรามันเป็นเส้นผมบังภูเขาอยู่นิดเดียว ความรู้สึกนึกคิดที่ติดลบ ความรู้สึกนิดคิดที่ไม่ถูกต้อง ความรู้สึกนึกคิดในทางฉ้อฉลในทางที่ไม่ถูก เช่น ที่พูดยกตัวอย่างมารุนแรงไปนิดหนึ่งว่า ถ้าด้านหน้าทิศเบื้องหน้าของเรา คือ พ่อแม่ เป็นเรื่องที่สูงสุด  แต่ถ้าพูดคำกลับ หน้าด้าน  คนหน้าด้านไม่มีอะไรดีเลย มันจะเป็นเหมือนฉนวน ก็คือ สิ่งที่ปิดกั้น บางทีโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ ความสำเร็จในชีวิต กำลังจะเข้ามาหานาย ก. นาง ข. อยู่รอมร่อแล้ว  จิตของนาย ก. และนาง ข. ผิดปกติไปนิดเดียว เข้ามาไม่ถึง  มนุษย์หลายคนก็เป็นอย่างนาย ก. และนาง ข.  ก็ได้แต่สงสัย ทำไมนะจนป่านนี้ สิ่งที่เราควรจะได้ สิ่งที่เราควรจะสมหวัง ทำไมมันจึงไม่ได้ แล้วไม่สมหวังสักที เพราะจิตของตัวเองเกิดเป็นฉนวนขึ้น ไปปิดกั้นซะอย่างนั้นแหละ 
มันเป็นเคล็ด เคล็ดนิดเดียวจริงๆ ความละเอียดอ่อนของโลกวิญญาณ มันเป็นปริศนาที่ไม่น่าจะมาขัดขวางความสุขในชีวิตของเราเท่าที่ควรเลย เพราะคนไปเกิดความ คนส่วนใหญ่บางส่วนไปเข้าใจตัวเองผิด คิดแต่ว่าฉันต้องเห็นแก่ตัว ฉันต้องเห็นแก่ตน  คนอื่นฉันจะไม่เห็นแก่เขาเด็ดขาด  บางคนก็มีตัวที่ 9 คือ ทิฏฐิ ใจแคบมาก  บางคนก็มามีอย่างที่วันนี้พูดว่า ถ้าด้านหน้าเป็นทิศเบื้องหน้า คือ พ่อแม่ สูงสุด สะอาด บริสุทธิ์  แต่ถ้ากลับคำคำเดียวเท่านั้น หน้าด้าน  หมดกันเลย  เสียหายหมดเลย  จะเป็นคำพูดที่ไม่ค่อยสุภาพ และไม่ค่อยเพราะหูเท่าไหร่นัก ก็ขออภัยด้วย ว่าอย่าหน้าด้าน
พ. 27 พ.ค. 2569
รวบรวมและเรียบเรียงโดย คุณปุนนภา รักษาวงษ์
 

บทความที่เกี่ยวข้อง
EP. 1864   เรขาคณิต (กุล) พิสูจน์ลิขิตพรหม (อา. 1 ก.พ. 2569)
เรื่องของกรรมเป็นสิ่งกระทำเพื่อพรหมลิขิต พรหมลิขิต บุพเพสันนิวาส บุพกรรม กงเกวียนกำเกวียนกรรมเก่าเกี่ยวกัน มันเนื่องกันหมด แต่เบ้าหลอมใหญ่ คือ พรหมลิขิต
3 ก.พ. 2026
EP.1967   จักรธรรมคือ 1. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในสถานที่ที่ดี  2. สัปปุริสูปัสสยะ คบคนดี  3. อัตตสัมมาปณิธิ  ตั้งตนไว้ชอบ  4. แล้วพลังศักดิ์สิทธิ์จะนำบุญเก่ามา  จักรธรรมเป็นทั้งศักดิ์สิทธิ์ และศักยภาพ ขึ้นอยู่กับหลักไตรลักษณ์ (พฤ. 4 มิ.ย. 2569)
เส้นตัดกันระหว่างเส้นรุ้งตะแคง แวงตั้ง ค่าพายอาร์ 22 ส่วน 7  เป็นเคล็ดลับเรื่องศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องศักยภาพ มีอิทธิพลต่อที่อยู่อาศัย มีอิทธิพลต่อต่อมจอมประสาทที่เป็นที่ใช้ความคิด
9 มิ.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy